เหอจิ่วเหนียงเทน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ของตัวเองให้อีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ
หลิงเยว่คิดไม่ถึงว่าครอบครัวนี้จะเป็คนรู้จักตอบแทนบุญคุณคน แต่นางก็ไม่ใช่คนเอาเปรียบ จึงยัดถุงเงินใส่มือเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็หันหลังรีบเดินกลับ
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เปิดดูว่าในถุงมีเงินเท่าไร นางส่งถุงให้นางซุน แล้วรีบเดินตามหลิงเยว่ไป
หลิงเยว่ไม่พอใจมาก จ้องเขม็งคนที่ตามมาอย่างระแวดระวัง “เ้าตามข้ามาทำไม?”
เหอจิ่วเหนียงเห็นหญิงงามนางหนึ่งนั่งพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล ข้างกายมีสาวใช้คอยปรนนิบัติ มองแค่ปราดเดียวก็รู้ว่าสตรีผู้นั้นกำลังไม่สบาย
เหอจิ่วเหนียงกดเสียงต่ำ “ฮูหยินของพวกเ้าคงจะเป็ลมแดด บังเอิญข้ามียาน้ำที่สามารถบรรเทาอาการลมแดดได้ ข้าอาจช่วยได้นะ”
หลิงเยว่รู้สึกว่าสตรีผู้นี้ไม่ปลอดภัย ก่อนหน้านี้ฮูหยินมีอาการนอนไม่หลับ นางก็บังเอิญมียาลูกกลอนช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ตอนนี้ฮูหยินเป็ลมแดด นางก็บังเอิญมียาน้ำบรรเทาอาการลมแดดอีก
นี่มันกับดักชัด ๆ!
สาวใช้มากฝีมือชักดาบทาบลำคอบุคคลอันตรายทันที
“เ้าเป็ใครกันแน่ มีเจตนาอะไรต่อเ้านายพวกข้า!?”
ครอบครัวลู่ที่อยู่ห่างออกไปพอสมควรเห็นดังนั้นก็ใ “!!!”
เกิดเื่อะไรขึ้น!?
เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบ ๆ อย่างไร้เดียงสา “ข้าเป็แค่หญิงชาวบ้าน ไม่มีเจตนาแฝงอะไรเลย ข้าแค่เห็นท่าทางของนายหญิงพวกเ้าเหมือนเป็ลมแดด เ้าเคยช่วยชีวิตครอบครัวของข้าไว้ ข้าก็แค่อยากตอบแทนเท่านั้นเอง”
ขณะเอื้อนเอ่ยนางก็นำขวดลายครามเล็ก ๆ ขวดหนึ่งออกมาจากห่อผ้าปอน ๆ เป็ขวดลายครามที่เหมือนกับขวดยาจูซาอันเสินหวานในคราวก่อน
“เ้าคงรู้ว่าการเดินทางในสถาการณ์แบบนี้ไม่ได้ราบรื่น พบเจอการแก่งแย่งปล้นชิงได้ตลอดทาง ของพวกนี้เป็สิ่งที่ข้าเก็บมาได้ ทุกอย่างล้วนเป็ของดี เ้าลองก็จะรู้เอง”
ในขวดลายครามมียาฮั่วเซียงเจิ้งชี่[1]บรรจุอยู่ กลิ่นของมันแรงมาก ทันทีที่หลิงเยว่เปิดฝาขวดกลิ่นก็โชยเข้าจมูก คิ้วเรียวพลันขมวดมุ่น
[1] ฮั่วเซียงเจิ้งชี่ (霍香正气水) เป็ยาจีนที่ใช้รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการท้องอืด ช่วยในการย่อยอาหารและขับลม และมักใช้ในอาการที่เกิดจากอากาศร้อน เช่นลมแดด
“ทำไมข้าต้องเชื่อเ้าด้วย?”
สาวใช้ประจำกายของเจียงรั่วหย่ายังคงระมัดระวังตัวอย่างรัดกุม ตลอดการเดินทางไม่ค่อยสงบจริง ๆ พวกสิงสาราสัตว์นางเจอมาหมดแล้ว และเื่ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของฮูหยินนางจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ จึงชิงขวดยามาดื่มให้ดูอึกหนึ่ง “เช่นนี้จะเชื่อข้าหรือยัง?”
มือบางเช็ดปากลวก ๆ จากนั้นสาดวาจาไม่พอใจ “ถ้าไม่เห็นแก่ที่เ้าเคยช่วยชีวิตครอบครัวข้าเอาไว้ ข้าก็ไม่อยากยุ่งกับพวกเ้าหรอก!”
หลิงเยว่ขมวดคิ้วพิจารณาอีกฝ่ายโดยไม่พูดอะไร ก่อนเดินกลับไปที่กลุ่มรถม้า
นางจะลองเชื่อใจสตรีผู้นี้ก็แล้วกัน อย่างไรเสียระยะห่างระหว่าทั้งสองก็ไม่ไกลกันมาก หากเกิดอะไรขึ้นกับฮูหยินละก็ นางจะพุ่งเข้าไปฆ่านางสารเลวนั่นทันที!
เจียงรั่วหย่าเอนกายพิงต้นไม้ด้วยสติรางเลือน ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอนางคิดว่าคราวนี้คงไม่รอดพ้นประตูผีเป็แน่ เื่ที่นางกังวลมีเพียงสองเื่ คือเื่บุตรสาวที่ยังหาตัวไม่เจอ และสามีที่ต้องกลายเป็ม่ายชีวิตขาดความสมบูรณ์แบบ และสองเื่นี้ก็ทำให้ใจของนางรู้สึกผิดมหันต์
นางยังไม่อยากตาย…
หลิงเยว่เดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าผู้เป็นาย ให้นางดื่มน้ำคลายความกระหาย จากนั้นหยิบขวดลายครามออกมาพลางกล่าว “ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าช่วยบรรเทาอาการลมแดดได้ ฮูหยินจะลองดื่มหรือไม่เ้าคะ?”
หลิงเสวี่ยไม่เห็นด้วยทันที “ในหมู่พวกเราไม่มีใครรู้วิชาแพทย์ อย่าทำร้ายฮูหยินเลย”
หลิงเยว่ก็ไม่อยากทำเช่นนี้ แต่เมื่อนึกถึงท่าทางจริงจังของเหอจิ่วเหนียง นางจึงกัดฟันอธิบาย “ผู้หญิงคนนั้นดื่มยาขวดนี้ต่อหน้าข้าแล้ว ไม่เห็นว่านางเป็อะไรนะ”
เจียงรั่วหย่าได้ยินดังนั้นก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงที่อยู่ไม่ไกล พบว่าอีกฝ่ายเดินกลับไปแล้ว ครอบครัวของนางพักผ่อนอยู่ในจุดที่มีลมพัดเย็นสบาย จากนั้นก็เริ่มก่อไฟเตรียมทำอาหาร
ฮูหยินเจียงครุ่นคิด คงจะเป็คนใจกว้างมากคนหนึ่ง
“ในเมื่อเป็น้ำใจของนาง ก็อย่าทำลายน้ำใจคนเขาเลย”
นางรับขวดโอสถมา กลิ่นโอสถแรงยิ่งนัก แต่สำหรับคนที่ดื่มโอสถมานานหลายปีอย่างนางนับว่าไม่ได้ดื่มยากแต่อย่างใด นางกลั้นหายใจแล้วดื่มหมดในอึกเดียว
แม้โอสถจะขม แต่หลังจากดื่มแล้วกลับพาให้รู้สึกสบายไปทั้งตัว อาการปวดศีรษะก่อนหน้านี้บรรเทาลงอย่างรวดเร็ว
“ดูท่าพวกเราจะเข้าใจนางผิดไปแล้ว”
…
เหอจิ่วเหนียงเดินกลับมาหาคนในครอบครัว นางซุนรีบสำรวจร่างกายลูกสะใภ้ด้วยความร้อนใจพลางนึกโมโห “คนพวกนั้นแยกแยะดีชั่วไม่เป็หรืออย่างไร เห็นอยู่ว่าเราจะช่วย แต่ทำเหมือนเราเป็คนชั่วเสียอย่างนั้น!”
หญิงชรารู้ว่าห่อผ้าที่เหอจิ่วเหนียงแบกอยู่คือยา ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าลู่เป็ลมแดดนางก็เป็คนเอายาออกมาให้ ดังนั้นจึงไม่ได้ติดใจอะไร
เหอจิ่วเหนียงเห็นหญิงชราปกป้องคนของตัวเองเช่นนี้ก็รู้สึกอุ่นใจยิ่งนัก จึงพยักหน้าสำทับ “นั่นสิเ้าคะ! ช่างไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วเอาซะเลย! หากไม่ใช่เพราะพวกเราสำนึกบุญคุณ ใครจะอยากยุ่งกับพวกนางกัน!”
นางซุนตกตะลึงเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าสะใภ้สามที่มักขี้อายจะปากคอเราะรายแบบนี้ เมื่อตั้งสติได้หญิงชราจึงยกมือตีแขนนางเบา ๆ ไปหนึ่งที ก่อนจะหันกลับไปทำเื่ของตนเองต่อ
อาหารที่นางหยูทำในค่ำคืนนี้คือข้าวอบเนื้อแห้ง ใช้มันหมูผัดให้น้ำมันหมูออกมาก่อน จากนั้นนำข้าวกับเนื้อแห้งเข้าไปอบจนสุก
ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ต้องใช้ทักษะอย่างสูงในการควบคุมความร้อน หากไม่ระวังอาจจะไหม้ได้
ในตอนที่สายลมพัดมา กลิ่นหอมกรุ่นก็ล่องลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ครอบครัวอื่นต่างพากันกลืนน้ำลาย เสบียงอาหารแห้งที่แจกจ่ายก็เหมือนกัน วัตถุดิบที่ครอบครัวลู่มีพวกเขาก็มีเหมือนกัน แต่พวกเขาทำอาหารให้ออกมาหอมเช่นนั้นไม่ได้ ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!
ช่างเถอะ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีข้าวมีน้ำให้ดื่มกิน!
…
ต่างจากกลุ่มรถม้าอีกด้านที่ลำบากยิ่งกว่า พวกเขาไม่มีน้ำ โชคดีที่ยังมีอาหารแห้งให้กิน แต่กินลงไปก็ฝืดคอ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะไม่กินดีกว่า
เจียงรั่วหย่าได้กลิ่นข้าวอบเนื้อแห้งของฝั่งทางโน้นก็ลอบกลืนน้ำลาย มีชีวิตมาครึ่งค่อนอายุขัยไม่เคยรู้สึกหิวเช่นนี้มาก่อน หิวจะแย่อยู่แล้ว คนพวกนั้นยังมาตั้งหม้อทำข้าวอบเนื้อแห้งข้าง ๆ อีก!
ช่างน่ารำคาญใจยิ่งนัก!
หลิงเสวี่ยก็ได้กลิ่นหอมอันยั่วยวนเช่นกัน เมื่อเห็นผู้เป็นายกลืนน้ำลายจึงรีบเอ่ยปาก “ฮูหยิน พวกเฉิงอิ่งคงใกล้มาถึงแล้วเ้าค่ะ”
ความหมายของคำพูดนี้ก็คือ ให้ฮูหยินอดทนอีกสักหน่อย หากน้ำมาถึงพวกนางจะทำอาหารให้ฮูหยินทันที
เจียงรั่วหย่าไม่เคยลำบากมาก่อน และไม่รู้เพราะเหตุใดวันนี้ตนถึงได้รู้สึกหิวแบบนี้ ปกตินางไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไรนี่นา
“ได้เวลากินข้าวแล้ว! หยุดเล่นกันได้แล้ว มากินข้าวเร็วเข้า!”
เสียงนางซุนเรียกเด็กในบ้านดังขึ้น นั่นหมายความว่าพวกเขาทำข้าวอบเนื้อแห้งเสร็จแล้ว
เจียงรั่วหย่าอดทนกับความหิวจนอยู่ไม่สุข หลิงเยว่เอ่ยขึ้นทันใด “บ่าวจะไปขอซื้ออาหารจากพวกเขาเองเ้าค่ะ!”
โดยปกติแล้วเจียงรั่วหย่าไม่มีทางให้สาวใช้ทำเื่ไร้มารยาทเช่นนี้เด็ดขาด แต่วันนี้…นางแทบจะไล่ให้สาวใช้รีบไปโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นข้าวจะหมดเสียก่อน!
ครอบครัวลู่กำลังล้อมวงกินข้าว หางตาเหลือบไปเห็นหลิงเยว่กำลังเดินเข้ามา
เหอจิ่วเหนียงกระซิบกับนางซุน “คงทนกลิ่นหอมของอาหารฝีมือพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ไหวถึงเดินมาซื้อโน่นแล้ว!”
“เ้ารู้ั้แ่แรกแล้วหรือ?” นางซุนมองคนข้าง ๆ ด้วยความสงสัย
มิน่า เหตุใดสะใภ้สามถึงบอกให้สะใภ้ใหญ่ทำอาหารให้มากหน่อย ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง
“ใช่เ้าค่ะ ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าพวกนางเป็คนมีเงิน ไม่อย่างนั้นน้ำแค่กระบอกเดียวจะยอมจ่ายถึงสามสิบตำลึงหรือเ้าคะ เงินอยู่ตรงหน้าไม่เก็บก็โง่แล้ว อีกไม่นานก็จะถึงเฉียนโจว พวกเราจะเอาเงินที่ได้มาไปซื้อข้าวซื้อแป้งเพิ่ม!”
กล่าวจบหญิงสาวก็ขับน้ำลายออกจากลำคอ นางซุนขยับห่างจากนางพร้อมท่าทางรังเกียจ
่นี้สะใภ้สามชักจะสกปรกเกินไปแล้ว!
ขณะที่หลิงเยว่กำลังเดินมาก็เห็นสายตาของสมาชิกครอบครัวลู่แต่ละคู่จดจ้องมาที่ตน…นางรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็ข้าวอบเนื้อแห้งหอม ๆ หม้อนั้นก็มิปาน
.
.
.