ติงเหว่ยเองก็ไม่พูดอะไรออกมาอีกนางอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ในอ้อมแขนและสอนเขาพูด
พวกนางไม่รู้เลยว่าบทสนทนาเหล่านั้นถูกพลทหารด้านนอกรถม้าได้ยินอย่างชัดเจนดังนั้นแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยที่มองไปทางรถม้าก็เปลี่ยนเป็นประหลาดใจถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้มารับเด็กและสตรีนางนี้ไปที่เฉียนโจวด้วยตนเองแต่พวกเขาคิดว่าสตรีที่เข้าใจในหลักการเช่นนี้คงทำให้การเดินทางครั้งนี้ของพวกเขาไม่เสียเปล่าไปซะทีเดียว…
อันเกอเอ๋อร์คว้าไม้แกะสลักที่ทำเป็นรูปหมูน้อยเขายกขึ้นไปที่ด้านหน้าของแม่พลางหัวเราะคิกคักพร้อมกับน้ำลายไหลออกมาในปาก
ติงเหว่ยรับมันไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเด็กอ้วนจับแม่ไว้แล้วก็ลุกขึ้นมา จากนั้นก็ปีนเข้าไปยืนบนตักของนางด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจเขานั่งลงตรงนั้นและในมือก็ยังถือหมูน้อยอยู่เขาเริ่มขบกัดจมูกของมันและน้ำลายก็ไหลออกมาเป็นทาง
ติงเหว่ยหัวเราะออกมาเล็กน้อยนางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้ลูกชายเบาๆ
เจ้าเด็กอ้วนหัวเราะคิกคักพร้อมร้องเรียกออกมาว่า“เหนียง!”
ติงเหว่ยกอดตัวนุ่มนิ่มของลูกชายเอาไว้นางหลับตาลงและถอนหายใจออกมาอย่างมีความสุข
ในทางกลับกันเสี่ยวชิงที่เป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรมากเมื่อเห็นว่าสีหน้าของนายหญิงอ่อนลงก็มีความสุขขึ้นมาทันทีนางบิดเสื้อไปมาและถามว่า “พี่ติง พวกเราจะยังกลับมาอีกหรือไม่?การจากไปครั้งนี้ในภาวะที่โลกภายนอกกำลังสับสนวุ่นวาย หากจะกลับมาได้คงไม่ง่ายเลย!”
เฉิงเหนียงจื่อที่ได้ฟังคำพูดเหล่านี้ก็หันมามองเช่นกันตอนก่อนที่นางจะขึ้นรถนางเองก็ยังมองไปที่จวนสกุลอวิ๋นและหลั่งน้ำตาออกมาต้องรู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ข้างนอก เจอกับความยากลำบากมานับไม่ถ้วนมีเพียงชีวิตในจวนสกุลอวิ๋นเท่านั้นที่สงบสุขและมีความสุข จู่ๆ จะต้องจากลาไป อย่างไรก็ยังมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
ติงเหว่ยรู้สึกเศร้าสร้อยเมื่อนึกถึงพ่อแม่และพี่น้องที่ไม่รู้ว่าไปถึงที่ไหนแล้วแต่นางก็ยังเรียกสติกลับมาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “วันหน้าหากสถานการณ์สงบลงแล้วจะมีที่ไหนที่ไปไม่ได้กันล่ะ อีกอย่างพอถึงตอนนั้นจะให้พวกเจ้ากลับมา เกรงว่าพวกเจ้าก็คงจะไม่ยินยอมเสียแล้วข้าได้ยินว่าไร่ที่เฉียนโจวมีที่นาที่แห้งแล้งกว่าสองร้อยหมู่ มีภูเขาและสระน้ำมีผลไม้สีสันต่างๆ ปลูกไว้นานาชนิด ในสระน้ำก็เลี้ยงปลาและมีรากบัวเรียกได้ว่ามีครบทุกอย่าง พอถึงตอนนั้นพวกเราเองก็จะเลี้ยงไก่หลายร้อยตัวและปล่อยให้ไปกินหนอนบนภูเขาทุกวันก็จะเก็บไข่ใส่ตะกร้าจนมือไม้อ่อนไปหมด หลังจากนั้นก็สร้างเล้าหมูที่เชิงเขาและเลี้ยงหมูอ้วนๆ สักร้อยกว่าตัว เมื่อถึงช่วงตรุษจีนก็ฆ่าเอามาทำหมูแดดเดียวแค่แขวนไว้บนราวไม้ตากแห้งก็ยาวไปถึงสองลี้!”
เป็นอย่างที่คาดไว้เมื่อเสี่ยวชิงกับเฉิงเหนียงจื่อได้ฟังการใช้ชีวิตในชนบทอย่างสวยงามและอุดมสมบูรณ์ดวงตาของทั้งสองก็ทอประกายออกมา นางดีใจจนพุ่งตัวไปข้างหน้าและถามไม่หยุดว่า“แม่นางติง ไร่แห่งนั้นต้องมีคนอยู่ มีแค่พวกเราไม่กี่คนยังไงก็ทำไม่ทันหรอก?”
“นั่นสิแม่นางติง พอถึงตอนนั้นข้าจะรับผิดชอบเก็บไข่ให้เองดีหรือไม่?ข้าจะให้ลุงหลี่สานตะกร้าที่ใหญ่ที่สุดออกมา และใส่ไข่ลงไปจนเต็ม!”
ต้าหวาเองก็รู้เรื่องแล้วปกติแล้วเขาเป็นคนไร้เดียงสาและซื่อสัตย์ตอนนี้เขาก็รีบเบียดตัวออกมาข้างหน้าและขอร้องว่า “พี่เสี่ยวชิงข้าจะช่วยพี่ถือตะกร้าเองดีหรือไม่?”
ติงเหว่ยได้ยินแล้วก็ยิ้มออกมานางลูบไปที่จมูกเล็กๆ ของเขาและพูดเอาใจว่า “ตกลงงานเก็บไข่ไก่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของต้าหวาก็แล้วกัน พี่เสี่ยวชิงของเจ้าเป็นคนซุ่มซ่ามเดี๋ยวจะทำไข่แตกไปเสียหมด!”
เสี่ยวชิงโมโหจนร้องออกมาเสียงดังว่า“ข้าไม่ทำอย่างนั้นหรอก!”
แม้แต่เฉิงเหนียงจื่อเองก็หัวเราะออกมา“เจ้าเด็กโง่ แม่นางแค่หยอกเจ้าเล่นเฉยๆ!”
“โธ่พี่ติง พี่แกล้งข้า!”
เสี่ยวชิงโมโหจนหน้าแดงนางกอดแขนของติงเหว่ยแล้วบิดตัวไปมา
ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมาแม้แต่อวิ๋นอิ่งที่นั่งอยู่ด้านหน้าของรถม้าเองก็ยิ้มออกมาเหมือนกัน ไร่แห่งใหม่ชีวิตใหม่ ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!
คงไม่ต้องบอกว่าติงเหว่ยและคนอื่นๆคุยเล่นกันอย่างไร แค่บอกว่าทุกคนต่างก็เร่งเดินทางโดยไม่หยุดในที่สุดสี่วันให้หลังก็เห็นเงาของเมืองเฉียนโจวแล้ว
……
เฉียนโจวเป็นเมืองทางใต้ที่ใหญ่ที่สุดของแผ่นดินซีเฮ่ากำแพงเมืองที่สูงตระหง่านและรายล้อมไปด้วยแม่น้ำที่ไหลลึกหากว่าจะนำกองทัพเข้าโจมตี อย่างไรก็ต้องชดใช้ด้วยการนองเลือดอย่างแน่นอนแต่การที่กงจื้อหมิงยกทัพในครานี้ถือว่าเทียนสือ ตี้หลี่และเหรินเหอจริงๆ
ผู้ว่าราชการเมืองเฉียนโจวทุจริตจนเป็นนิสัยเขาทำให้ประชาชนไม่พอใจมาตั้งนานแล้วเมื่อก่อนเขาก็ใช้ประโยชน์จากการเพิ่มภาษีของทางการไปแอบเพิ่มส่วยข้าวและภาษียิบย่อยต่างๆอีกจำนวนมาก ดังนั้นไม่ต้องรอให้กงจื้อหมิงยกทัพมาผู้ว่าราชการก็ถูกประชาชนและผู้อพยพร่วมมือกันสังหารไปเรียบร้อยแล้วจนกระทั่งทัพของกงจื้อหมิงมาถึง เขาแทบไม่ต้องออกแรงใดๆก็ยึดเมืองที่กำลังตกอยู่ในความตื่นตระหนกมาได้ทันที
มีประกาศหลายแผ่นถูกส่งต่อออกไปส่วยข้าวและภาษียิบย่อยต่างๆ ได้รับการยกเว้น และภาษีพืชผลก็ลดลงครึ่งหนึ่งทำให้สามารถเอาชนะใจชาวเมืองทั้งหมดได้ในทันทีในบรรดาคนที่เคยอยู่ในศาลาที่ว่าการทั้งสี่ท่านนั้นมีคนหนึ่งที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกันกับฟางซิ่น เขามีความสามารถมากมายแล้วยังอยู่ในวัยที่กำลังกระตือรือร้นและเลือดร้อนเป็นอย่างมากเวลาที่เขาจะได้ทำความดีความชอบนั้นมาถึงแล้ว ดังนั้นเขาไม่ต้องรอจดหมายเกลี้ยกล่อมของฟางซิ่นก็เสนอตนเองเป็นเจ้าเมืองทันที
อย่างไรเขาก็อยู่ที่เฉียนโจวมาสองสามปีเขาคุ้นเคยกับทุกคนเป็นอย่างมากใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็จัดระเบียบหน้าที่ของทางการเสียใหม่ทำให้เมืองเฉียนโจวกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างที่เคยเป็นมาถึงขนาดที่ว่ายังแอบมีสัญญาณของความเจริญรุ่งเรืองอยู่เล็กน้อย
วันนี้ได้รับข่าวล่วงหน้าจากม้าเร็วว่าขุนนางในศาลาที่ว่าการทุกคนล้วนออกไปข้างนอกเพื่อรอต้อนรับ เหล่าพ่อค้าที่มีหัวคิดว่องไวหรือตระกูลสาขาของขุนนางล้วนพากันเคลื่อนไหวหากพวกเขารู้ก่อนว่ากงจื้อหมิงจะเข้าเมืองคงจะได้เตรียมเงินทองและหญิงสาวเอาไว้หวังเพียงว่าจะสร้างสัมพันธไมตรีเพื่อเกี่ยวดองกันสักหน่อยหากได้รับความโปรดปรานจากท่านแม่ทัพท่านนี้ไม่แน่ว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาอาจมากกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่าก็ได้แต่น่าเสียดายที่กงจื้อหมิงเข้าเมืองไปไม่ถึงสองวันก็กลับชิงผิงไปเสียแล้วทำให้ทุกคนสับสนมึนงง
วันนี้ที่กงจื้อหมิงกลับมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยพวกเขาจะยอมพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไปได้อย่างไร
ส่วนประขาชนที่พาครอบครัวมาดูเรื่องสนุกๆจุดประสงค์ของพวกเขานั้นง่ายดายมากพวกเขาแค่อยากจะเห็นว่าท่านแม่ทัพกงจื้อผู้โด่งดังจะสง่างามมากขนาดไหน?
ในขณะที่กงจื้อหมิงกำลังฟังเฟิงจิ่วรายงานอันเกอเอ๋อร์ก็กำลังนั่งเล่นอยู่ในรถม้า เจ้าเด็กอ้วนเห็นว่าเขากำลังขี่ม้าอยู่ก็งอแงจะให้เขาอุ้มจนเกือบจะตกออกไปทางหน้าต่าง
แม่ทัพใหญ่คนหนึ่งเช่นเขาหากจะขี่ม้าและอุ้มเด็กเดินไปข้างหน้า มากน้อยอย่างไรก็คงดูไม่สมควรเท่าไรนัก ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงลงจากหลังม้าและขึ้นรถม้าไป
เจ้าเด็กอ้วนโมโหขึ้นมาเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการเขาดึงผมของพ่อและไม่ยอมปล่อยมือ ทำให้ติงเหว่ยตีก้นเขาไปอีกหลายที
เฟิงจิ่วเข้ามารายงานเช่นนี้ก็เหมือนกับได้ช่วยนายท่านที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์น้ำลึกไฟร้อนอยู่[1] กงจื้อหมิงรีบจัดทรงผมของเขาแล้วก็สวมหมวกเกราะและกระโดดลงจากรถไป
ทว่าติงเหว่ยที่ได้ยินว่าทุกคนต่างก็รอทำความเคารพอยู่ที่ประตูเมืองนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตะโกนเรียกกงจื้อหมิงเอาไว้ “นายน้อยหรือว่าให้คนไปส่งพวกเราที่ไร่ก่อนดีไหม?”
กงจื้อหมิงเดาว่านางคงไม่อยากตกอยู่ในแผนการของทุกคนดังนั้นเขาจึงพยักหน้าและบอกว่า “งั้นข้าจะให้เฟิงจิ่วไปส่งพวกเจ้าก่อนแล้วตอนเย็นข้าจะกลับไป ในไร่แห่งนั้นทุกอย่างล้วนให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจหากว่ามีใครไม่ทำตามคำสั่งมีโทษตายสถานเดียว!”
เมื่อพูดถึงตอนท้ายแววตาของเขาก็มีความเย็นชาขึ้นมาทำให้เสี่ยวชิงที่กำลังจะชะเง้อหน้าออกมาถอยกลับเข้าไปทันทีด้วยความหวาดกลัว
หัวใจของติงเหว่ยเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อยแต่นางยังคงยิ้มและตอบว่า “ตกลง ท่านอย่าได้กังวลไปเลย”
กงจื้อหมิงพยักหน้าเล็กน้อยและยื่นมือไปลูบที่ศีรษะน้อยๆ ของอันเกอเอ๋อร์ จากนั้นเขาก็หันกลับไปขึ้นหลังม้า และนำกองทหารกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าไปที่ประตูเมือง
ติงเหว่ยกอดลูกชายของนางเอาไว้นางมองฝูงม้าที่วิ่งออกไปไกลจนฝุ่นคละคลุ้งพร้อมถอนหายใจเล็กน้อยในใจนางเคยชินกับภาพที่ผู้ชายคนนี้อ่อนโยนและเอาใจใส่นางและลูกชายจนบางครั้งก็ลืมไปว่าส่วนใหญ่แล้วเขาเป็นแม่ทัพเลือดเหล็ก [2]เขามีอำนาจตัดสินความเป็นความตายอยู่ในมือ
แต่หลังจากคิดถึงเรื่องนี้แล้วนางก็ส่ายหัวและฝืนยิ้มออกมา นางถอนหายใจให้กับความไม่มีเหตุผลของตนเองมีผู้หญิงมากมายเท่าไรที่ต้องการหาวีรบุรุษเช่นนี้แต่ไม่ได้เจอตัวนางเองโชคดีถึงขนาดนี้แล้วไฉนยังต้องไปใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ด้วย
“ออกเดินทางกันเถอะพวกเราไปที่ไร่กัน!”
ติงเหว่ยสั่งการเฟิงจิ่วเสียงดังจากนั้นก็ยื่นมือไปปิดประตูรถม้า
“ขอรับแม่นาง”เฟิงจิ่วรีบตอบรับออกมาอย่างรวดเร็วเขาหันหัวม้าไปด้านหน้าและนำขบวนรถม้าลงจากถนนสายหลักเลี้ยวไปบนถนนลูกรังอีกเส้นที่ใหญ่พอให้รถม้าสวนทางกันได้สองคันเท่านั้น
ทางแยกแห่งนี้อยู่ห่างจากประตูเมืองเพียงสามถึงห้าลี้รอบด้านไม่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่เลยเนื่องจากเพิ่งจะเก็บเกี่ยวพืชผลไป คนที่คล้ายจะมีเจตนาไม่ดีต่างก็พากันมองมาอย่างคลุมเครือและอดที่จะสงสัยในใจไม่ได้
ดังนั้นทุกคนเองก็เข้าไปทักทายและพูดคุยเพื่อต้อนรับกงจื้อหมิงกลับมาศาลาที่ว่าการคนที่มีความคิดจะสานสัมพันธไมตรีต่างก็รีบวิ่งไปสืบข่าวไม่ว่าจะเป็นลุงอวิ๋นหรือเหล่าพลทหารทั้งหลายก็ถูกดึงเข้าไปถามอย่างไม่รู้จบ แต่น่าเสียดายที่ความพยายามของพวกเขาสูญเปล่า
ทหารของกงจื้อหมิงเข้มงวดเป็นอย่างมากคนที่เขาส่งให้ไปรับติงเหว่ยสองแม่ลูกล้วนแต่เป็นคนสนิทที่มีฝีมือหาตัวจับได้ยากอย่างไรพวกเขาก็ไม่ทรยศเพียงเพราะเงินไม่กี่ตำลึง
ดังนั้นพวกคนที่มีความคิดเหล่านั้นต่างก็เสียเวลาไปเปล่าๆ
คงไม่ต้องพูดว่าในเมืองคึกคักขนาดไหนแค่พูดว่าขบวนรถม้าภายใต้การนำของเฟิงจิ่วนั้นใช้เวลาเดินทางกว่าครึ่งชั่วยามถึงจะหยุดลงได้
…….
ติงเหว่ยลงจากรถม้าและมองไปรอบๆทั้งสี่ด้าน นางเห็นแค่ว่ารถม้าจอดอยู่หน้าประตูจวนขนาดใหญ่ที่มีสามชั้นมีภูเขาที่ไม่สูงเท่าไรอยู่ไม่ไกลจากทางด้านซ้ายของเรือนสามารถมองเห็นต้นผลไม้ที่อยู่ข้างบนอย่างเลือนรางฝั่งที่มีแสงอาทิตย์ส่องก็เห็นพุ่มไม้ขึ้นอยู่จำนวนหนึ่ง และก็มีแม่น้ำสายเล็กๆไหลลงมาตามเชิงเขา ซึ่งไหลผ่านไปที่นาเพาะปลูกขนาดใหญ่ที่ด้านหลังจวนจากนั้นก็ไม่รู้ว่าไหลไปถึงไหน
และก็มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกขุดไว้อยู่ไม่ไกลจากทิศตะวันตกของบ้านบัวที่อยู่ในบ่อเหี่ยวเฉาไปเล็กน้อยเป็ดป่าหลายตัวที่กำลังว่ายน้ำอยู่เหนือผิวน้ำถูกขบวนรถทำให้ตกใจพวกมันกางปีกออกมาและบินหนีไปไกล ทิ้งไว้แต่เพียงระลอกคลื่นเป็นวงๆ บนผิวน้ำ
อีกฟากหนึ่งของสระน้ำมีหมู่บ้านเล็กๆเป็นบ้านเจ็ดแปดหลังที่มุงด้วยใบจาก ในกรงก็มีทั้งเสียงไก่ขันและสุนัขเห่าเห็นได้ชัดว่าเป็นที่อยู่ของเหล่าเกษตรกร
ช่างเป็นภาพที่อยู่อาศัยท่ามกลางภูเขาที่เงียบสงบและสวยงามจริงๆ
ติงเหว่ยมองอย่างมีความสุขสีหน้าก็มีรอยยิ้มถึงสามส่วน
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งรออยู่ข้างจวนเพื่อปรนนิบัติรับใช้อยู่เป็นเวลานานตอนนี้เขาก็ก้าวออกมาข้างหน้าและคุกเข่าลงอย่างกล้าหาญเขาก้มศีรษะลงและพูดเสียงดังออกมาว่า “ข้าน้อยหยวนชิงเหอขอคารวะนายหญิง!”
ติงเหว่ยที่จู่ๆได้ยินคนพูดขึ้นมาก็ตกใจนางหันกลับไปมองและเห็นหยวนชิงเหอที่แต่งตัวอย่างเรียบง่ายนางเดาว่าคงจะเป็นชาวนาที่เช่าที่นาอยู่ที่นี่ “ลุงหยวนรีบลุกขึ้นมาเถิดข้าเองก็เป็นคนที่เจ้าบ้านส่งมาให้คอยดูแลไร่เหมือนกันจึงไม่สามารถรับการคารวะจากท่านได้”
หยวนชิงเหอพาผู้ใหญ่คนชรา และเด็กทุกคนในที่หมู่บ้านบริเวณที่นาออกมารอกันตลอดทั้งช่วงเช้าเพราะเกรงว่าเจ้าบ้านคนใหม่ที่มาจะเป็นคนจุกจิกจู้จี้ตอนนี้ก็ไม่กล้าทำให้ล่าช้าอีกต่อไป เขาพาทุกคนมาคำนับแล้วก็ลุกขึ้นยืนจากนั้นก็โค้งตัวลง
เดิมทีติงเหว่ยยังคิดจะถามถึงสถานการณ์ในหมู่บ้านสักหน่อยแต่เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ไม่พูดอะไรมาก นางเชิญให้พวกเขากลับไปก่อนพักผ่อนสักครู่แล้วค่อยไปหาเขาเพื่อถามคำถาม
หยวนชิงเหอแอบมองสีหน้าที่อ่อนโยนของนางไม่เหมือนว่ากำลังจะตำหนิ เขาถึงได้พาทุกคนขอตัวออกไปอย่างกังวล
ติงเหว่ยส่ายศีรษะไปมานางเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปในจวน ไม่รู้ว่ากงจื้อหมิงตั้งใจกำชับไว้โดยเฉพาะหรือว่าเป็นเรื่องบังเอิญกันแน่ที่จวนแห่งนี้กลับมีความคล้ายคลึงกับจวนสกุลอวิ๋นถึงเจ็ดส่วนยกเว้นที่มีเรือนเพิ่มขึ้นอีกชั้น และสวนดอกไม้เล็กๆ อีกแห่ง ส่วนที่เหลือไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งของเรือนหลักเรือนข้าง รวมถึงห้องครัวใหญ่ที่เรือนนอกและคอกม้า ต่างก็เหมือนกันทั้งหมด
ครอบครัวป้าหลี่กับเสี่ยวชิงต่างก็ดีใจจนยิ้มออกมาพวกเขาหันมองไปรอบๆ และส่งเสียงด้วยความตื่นเต้นออกมาไม่หยุด
ทว่าอวิ๋นอิ่งที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่กลับเดินตามด้านหลังของติงเหว่ยตลอดส่วนเฟิงจิ่วก็กำลังสั่งให้คนงานในบ้านช่วยกันย้ายข้าวของและสัมภาระ เมื่อเห็นแบบนั้นเขาก็วิ่งเข้าไปในเรือนหลักกับติงเหว่ยและถามออกมาว่า“พี่ติง ข้าวของกับสัมภาระจะให้วางไว้ตรงไหนหรือ?”
ติงเหว่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางเองก็ขี้เกียจจะจัดสรรใหม่ก็เลยพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า“ทุกคนก็แบ่งกันไปอยู่ตามเดิมเถอะ ยังไงที่นี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เดิมมากนัก”
ทุกคนต่างก็ตอบรับออกมาจากนั้นก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนานและตามเฟิงจิ่วไปขนย้ายข้าวของและสัมภาระ
เฉิงเหนียงจื่อเองก็เป็นคนสายตามีแววทุกวันนี้ต้าหวาของนางก็ดูแลเอ้อร์หวาได้แล้ว ดังนั้นนางจึงคิดอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของนายหญิงบ้างสักเล็กน้อย
ดังนั้นนางก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า“แม่นาง ต่อไปข้าจะไปอยู่ที่เรือนนอก มิสู้ทำห้องทางฝั่งตะวันตกให้เป็นห้องหนังสือต่อไปไม่ว่าท่านจะเขียนหรืออ่านหนังสือก็จะสะดวกมากกว่า”
-----------------------------------------
[1] น้ำลึกไฟร้อน 水深火热 หมายถึงความทุกข์ยากลำบาก สภาพเหมือนตกนรกทั้งเป็น
[2] เลือดเหล็ก 铁血หมายถึงบุคคลที่มีความแน่วแน่และเด็ดขาด ไม่กลัวความยากลำบาก และมีความตั้งใจอันแรงกล้า