ย้อนเวลามาป่วนต้าถัง

    ย้อนเวลามาป่วนต้าถัง_22_ข้าขอหงายไพ่ จะไม่เสแสร้งอีกต่อไป!

    หลี่ยวนรอองค์ชายน้อยอยู่เช่นนั้น จนเวลาล่วงเลยมาสามวัน


    เวลาสามวันที่ผ่านมา หลี่เฉิงเฟิงเอาแต่นั่งเลื่อยแผ่นไม้ เขาเริ่มจากการใช้ไม้กระดานหนา ๆ เลื่อยไสไปเรื่อย ๆ จนมันกลายเป็นใบพัดพัดลมแผ่นบาง


    หลี่เฉิงเฟิงพยายามถึงสามวัน ในที่สุดความพยายามของเขาก็เป็นผล เขาสามารถทำใบพัดสำหรับพัดลมไฟฟ้าออกมาได้สำเร็จ


    หลี่เฉิงเฟิงเจาะรูเล็ก ๆ ลงที่ปลายใบพัด และยึดใบพัดทั้งสี่ให้แน่นเข้าด้วยกันด้วยน็อตและสกรูที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง


    เมื่อใช้วิธีนี้ ใบพัดพัดลมไฟฟ้าของหลี่เฉิงเฟิงก็เสร็จสมบูรณ์!


    หลี่ยวนมองใบพัดที่ไขว้กันอยู่ในมือของหลานชายตัวน้อย


    ดวงตาของพระองค์เป็นประกาย “องค์ชายแปด! หรือว่าองค์ชายจะเชี่ยวชาญวิชาทำสลักไม้ของช่างไม้? จึงได้ใช้ไม้ชิ้นเล็ก ๆ ยึดใบพัดเหล่านั้นให้ประกอบรวมกันได้อย่างมั่นคงและแน่นหนา?”


    “ก็พอรู้อยู่บ้าง แต่ไม่ได้เก่งถึงขั้นเชี่ยวชาญหรอก!”


    หลี่เฉิงเฟิงตอบหลี่ยวน ในฐานะที่ชาติที่แล้วเขาเป็นนักวิจัยอัจฉริยะ สามารถจับข้อผิดพลาดที่เกิดในการผลิตได้ในระดับมิลลิเมตร


    ดังนั้นหลี่เฉิงเฟิงจึงมั่นใจว่า ตราบใดที่จวนเจิ้นอ๋องของเขาสามารถสร้างไฟฟ้าได้ พัดลมของเขาก็จะทำงานได้โดยไม่มีวันพังอย่างแน่นอน


    “เอาล่ะ! เมื่อใบพัดเสร็จดีแล้ว สิ่งที่ต้องสร้างต่อไปคือเครื่องปั่นไฟ!”


    หลี่เฉิงเฟิงแลกเปลี่ยนลวดทองแดงนำกระแสไฟฟ้าออกมาจากระบบ เขาใช้หลักแรงเสียดทานในการสร้างกล่องผลิตไฟฟ้ามือหมุน


    เวลาผ่านไปอีกสามวัน


    ในที่สุดหลี่เฉิงเฟิงก็สร้างกล่องผลิตไฟฟ้ามือหมุนออกมาได้สำเร็จ


    ใบพัดพัดลมไฟฟ้า แกนหมุนไฟฟ้า ลวดทองแดงนำไฟฟ้า พร้อมด้วยกล่องผลิตไฟฟ้ามือหมุน


    หลี่เฉิงเฟิงใช้เวลาหกวันในการสร้างพัดลมไฟฟ้าที่สมบูรณ์ และพร้อมใช้งานในที่สุด


    และในวันนี้อดีตฮ่องเต้หลี่ยวนได้เสด็จมายังจวนเจิ้นอ๋องแต่เช้าตรู่ เพื่อชมผลงานชิ้นเอกของหลี่เฉิงเฟิงผู้เป็นหลานชาย


    หลี่ยวนพบว่าหลานชายของตนเองไม่เพียงแต่ฉลาดและไหวพริบดี เด็กชายคนนี้รักการประดิษฐ์ เขาคืออัจฉริยะที่แท้จริงในหมู่อัจฉริยะ!


    ขณะเดียวกันพระองค์ยังพบปัญหาร้ายแรงอีกหนึ่งข้อ


    นั่นก็คือแม้ว่าหลี่เฉิงเฟิงจะฉลาดแค่ไหน แต่เด็กชายคนนี้กลับไม่รักเรียน


    เขาไม่ยอมไปที่สำนักอักษรเพื่อเข้าศึกษา นอกจากนี้ยังให้บทเรียนแก่เฉิงเหยาจินผู้ที่มาร้องขอให้เขาไปเข้าชั้นเรียน เขาทำให้เฉิงเหยาจินต้องไปที่แท่นประหารและรับโทษโบยหนึ่งร้อยไม้?


    มีคำกล่าวที่ว่า ‘คนต้องเรียนรู้ ชีวิตของคนคือการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด’


    หากหลี่เฉิงเฟิงไม่ยอมเข้าเรียน วันใดวันหนึ่งเมื่อความรู้ของเขาหมดไป วันนั้นเขาจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร เขาจะเติบโตขึ้นได้อย่างไร!


    ในที่สุดหลี่ยวนก็ตระหนักได้ถึงปัญหานี้เช่นเดียวกับหลี่ซื่อหมิน!


    ……


    ทันทีที่มาถึงห้องโถงในจวนเจิ้นอ๋อง หลี่ยวนพบว่าหลี่เฉิงเฟิงกำลังประกอบชิ้นส่วนของพัดลมไฟฟ้าเข้าด้วยกัน สิ่งประดิษฐ์ของหลานชายดึงความสนใจของอดีตฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดี


    “เอ๋? ท่านผู้เฒ่าแวะมาหาเราแต่เช้าเลยนะ?”


    หลี่เฉิงเฟิงหันศีรษะไปทักทายหลี่ยวน


    หลี่ยวนพยักหน้าตอบพร้อมรอยยิ้ม “พ่ะย่ะค่ะองค์ชายแปด กระหม่อมมาดูว่าสิ่งประดิษฐ์ขององค์ชายเป็นอย่างไรแล้ว? ถ้าพัดลมไฟฟ้าขององค์ชายเสร็จดี เรามาเดินหมากกันต่อดีไหมพ่ะย่ะค่ะ?”


    “อืม ได้อยู่แล้ว! รอพัดลมเสร็จก่อนเถอะ เราจะนั่งตากลมไปด้วย เดินหมากรุกกับท่านผู้เฒ่าไปด้วย ยอดเลยใช่มะ!?”


    ‘ฮ่า ๆ ๆ เจ้าเด็กแสบ’


    หลี่ยวนลูบเคราพลางหัวเราะ จากนั้นพระองค์ได้ตรัสถามด้วยความลังเล “องค์ชายแปด ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้องค์ชายเข้าเรียนที่สำนักอักษรกับไหลกว๋อกงมิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่ไปเรียนล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”


    “อืม...เพราะตู้หรูฮุ่ยสอนเราไม่ได้อย่างไรเล่า! และประเด็นสำคัญคือ เราไม่อยากเล่นกับเด็กน้อยอายุสิบกว่าขวบหรอกนะ ต้องเล่นกับเด็กซนเหล่านั้นทั้งเสียเวลา เสียพลังงาน แถมยังน่าเบื่อ!”


    เมื่อหลี่เฉิงเฟิงกล่าวเช่นนั้น คิ้วของอดีตฮ่องเต้หลี่ยวนถึงกับขมวดเข้าหากัน


    พระองค์เอ็ดว่า “องค์ชายแปด เกิดเป็นคนต้องเรียนรู้! องค์ชายจะหยิ่งผยองอวดดีเช่นนี้ไม่ได้ หากไม่เรียนหนังสือ องค์ชายจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร!?”


    “เข้าใจผิดแล้ว ไหลกว๋อกงสอนเราไม่ได้จริง ๆ! อะไรที่เขาทำได้เราก็ทำได้ อะไรที่เขาทำไม่ได้ เราก็ทำได้!”


    การตอบคำถามอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนของหลี่เฉิงเฟิงทำให้หลี่ยวนรู้สึกโกรธเป็นที่สุด


    เจ้าเด็กเหลือขอเอ๊ย! เย่อหยิ่งเหลือเกิน คิดว่าตนเองสูงเทียมฟ้าหรืออย่างไร?


    แม้กระทั่งมหาเสนาบดี หนึ่งในยี่สิบสี่ขุนนางสร้างชาติแห่งหอหลิงเหยียนอย่างตู้หรูฮุ่ย เจ้าเด็กเหลือขอคนนี้ยังกล้าดูถูก?


    ความสามารถของท่านตู้หรูฮุ่ย นับได้ว่าไม่เป็นสองรองใครในแผ่นดินต้าถัง


    แม้กระทั่งหลี่ยวนยังเคารพและถือว่าตนเองห่างชั้นจากตู้หรูฮุ่ยมาก พระองค์จึงไม่คิดเลยว่าหลี่เฉิงเฟิงจะอวดดีและกล้าดูถูกตู้หรูฮุ่ยเช่นนี้


    หลี่ยวนนั่งแทบไม่ติดที่


    พระองค์ลูบเคราตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง


    “ฮ่า ๆ ๆ... เพราะยังเยาว์จึงโง่เขลา ท่านอายุยังน้อยจึงไม่เข้าใจอะไรเลยองค์ชายแปด!”


    หลี่เฉิงเฟิงหันกลับไป เขาจ้องหลี่ยวนด้วยความไม่เข้าใจ


    ตาเฒ่าบ้านี่หัวเราะอะไรพิลึกดีแท้ ทำเราตกอกตกใจหมด


    “กำลังหัวเราะอะไรอยู่? ตาเฒ่า?”


    “หา!? เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเรียกข้าว่าตาเฒ่า? เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวตนที่แท้จริงของเข้าคือใคร?”


    พระเนตรของอดีตฮ่องเต้หลี่ยวนลุกวาวด้วยความโกรธ


    พระองค์ตรัส “ข้าขอหงายไพ่! จะไม่เสแสร้งแล้ว ความจริงข้าคือปู่ของเจ้า บิดาแห่งฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน ไท่ซ่างหวงแห่งต้าถัง หลี่ยวน!”


    หลี่ยวนหงายไพ่เปิดความจริง และลูบเคราหัวเราะอย่างพอพระทัย


    พระองค์คิดว่าเมื่อตนเองเปิดเผยความจริงให้หลี่เฉิงเฟิงได้ยิน หลี่เฉิงเฟิงจะต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูกอย่างแน่นอน


    แต่ผลคือ หลี่เฉิงเฟิงแค่หัวเราะและตอบว่า “อืม ๆ ๆ อย่างนั้นเราก็ขอหงายไพ่เหมือนกัน เราจะไม่เสแสร้งแล้ว เรารู้แต่แรกแล้วว่าท่านคือเสด็จปู่หลี่ยวนของเรา!”


    “อะไรนะ? เจ้ารู้เรื่องนี้แต่แรกแล้ว? ใครบอกเรื่องนี้กับเจ้า?”


    ขณะที่ถาม หลี่ยวนยังหันไปจ้องหวูกงกงที่อยู่ข้าง ๆ ราวกับจะตำหนิหวูกงกงว่า ‘เจ้าใช่ไหมที่เอาตัวตนของข้าไปบอกแก่องค์ชายแปด?’


    หวูกงกงหวาดผวา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัว


    หลี่เฉิงเฟิงจึงแย้งขึ้นมา “เสด็จปู่ อย่าได้ทำให้หวูกงกงตกใจกลัว เราเดาได้เองตั้งแต่แรกว่าเสด็จปู่คือไท่ซ่างหวง!”


    “แล้วเจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?” หลี่ยวนถาม


    หลี่เฉิงเฟิงตอบในทันที “เราเห็นท่านเดินเตร็ดเตร่ไปมาในวังหลวงทุกวัน หารือช่วงเช้าก็ไม่ต้องเข้าฟัง แต่กลับได้สิทธิ์อาศัยอยู่ในวังหลวง! มิหนำซ้ำยังเข้าออกจวนเจิ้นอ๋องของเราได้ตามใจชอบ องครักษ์ก็ไม่กล้าขวาง! เท่านี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าท่านคือคนในวังหลวง บางทีท่านอาจจะเป็นขุนนางใหญ่ แต่ท่านไม่เข้าฟังหารือเลยสักครั้ง นอกจากนี้ยังมีอำนาจมากกว่ายี่สิบสี่ขุนนางแห่งหอหลิงเหยียน! เช่นนั้นทั่วทั้งวังหลวงแห่งนี้ ถ้าไม่ใช่ไท่ซ่างหวงแล้ว ผู้ใดจะมีอำนาจเช่นนี้ได้อีก? จริงหรือไม่? เสด็จปู่!”


    หลี่ยวนตะลึงไปพักใหญ่ ก่อนพระองค์จะอ้าปากหัวเราะลั่น “ฮ่า ๆ ๆ! หลานของปู่ ฉลาดจริง ๆ ฉลาดเป็นที่สุด ได้เห็นกับตาก็วันนี้ สมกับที่เขาเล่าลือกันว่าเจ้าฉลาดมาก!”


    หลี่ยวนรู้สึกพอพระทัยเป็นที่สุด ที่ราชวงศ์ถังของพระองค์สามารถผลิตองค์ชายน้อยที่ฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ออกมาได้


    ยิ่งไปกว่านั้นองค์ชายหลี่เฉิงเฟิงยังอายุได้เพียงหกขวบ ถ้าเขาโตขึ้นกว่านี้เขาจะเก่งไปได้ถึงระดับไหน?


    เป็นอนาคตที่ควรค่าแก่การรอคอยจริง ๆ!


    ความจริงเมื่อคืนวาน ฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินได้ขอเข้าพบหลี่ยวน


    เนื่องจากฮ่องเต้หลี่ซื่อหมินเห็นว่าช่วงนี้ไท่ซ่างหวงหลี่ยวนแวะมาที่จวนเจิ้นอ๋องบ่อย ๆ หลี่ซื่อหมินจึงอยากยืมมือหลี่ยวนให้ช่วยขอร้ององค์ชายแปด ขอให้องค์ชายแปดไปเข้าศึกษาที่สำนักอักษรได้แล้ว


    หลี่ยวนเห็นด้วยกับบุตรชายอย่างง่ายดาย


    นอกจากนี้ผู้เป็นอดีตฮ่องเต้ยังรู้สึกภูมิใจในตนเองเล็กน้อย


    หลี่ยวนคิดว่า แม้กระทั่งฮ่องเต้แห่งแผ่นดินต้าถังอย่างหลี่ซื่อหมินยังไร้ซึ่งหนทาง ไว้รอดูเขาหลี่ยวนคนนี้เถอะ เขาจะออกโรงนำองค์ชายแปดไปเข้าเรียนให้ดู!?


    ด้วยเหตุนี้หลี่ยวนจึงมาที่จวนเจิ้นอ๋องแต่เช้าตรู่ ด้วยหวังว่าตนเองจะชักชวนให้หลี่เฉิงเฟิงไปเข้าศึกษาที่สำนักอักษรได้


    แต่เมื่อได้พบหลานชายตัวน้อยที่แสนจะเย่อหยิ่งอวดดี ไท่ซ่างหวงหลี่ยวนก็อดปวดหัวไม่ได้ ดูเหมือนพระองค์จะประเมินเรื่องนี้ต่ำไป เรื่องมันยากกว่าที่พระองค์คิดเอาไว้มาก!


    เพราะหลี่เฉิงเฟิงไม่มีความตั้งใจจะไปเข้าศึกษาเลยแม้แต่น้อย!


    ……