ในความมืดมิดของมิติน้ำเต้า ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมา ดวงตาของเขาลึกล้ำและเย็นชาดูน่าเกรงขาม
“ข้ามีของล้ำค่าจะมอบให้เจ้า...” เสียงของเขาแหบพร่า “มันคือคัมภีร์ปฐมวิญญาณสี่บท ที่เผ่าปีศาจรวบรวมไว้ในน้ำเต้านี้ พร้อมกับพลังครึ่งหนึ่งของข้า หากเจ้ายังไม่เชื่อใจ... ข้ายินดีทำสัญญาทาสเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ”
มันตราหัวเราะเบาๆ ท่าทางผ่อนคลายลง “หากท่านจริงใจถึงเพียงนี้ ข้าจะยอมรับข้อเสนอนี้โดยไม่ต้องมีสัญญาทาสก็ได้”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างมีน้ำใจนัก” ชายชรากล่าวด้วยเสียงทุ้มกังวาน “เช่นนั้นข้าสัญญาว่าจะติดตามรับใช้เจ้าไปจนตาย”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ข้าเองก็มีคนติดตามมากพอแล้ว เอาเป็นว่าเรามาเริ่มพิธีคารวะอาจารย์กันเถิด” มันตราตอบอย่างเรียบง่าย
แววตาชายชราเป็นประกายประหลาด “พิธีของเทพปีศาจไม่ใช่แค่การคุกเข่า... แต่คือการมอบหยดเลือดจากหัวใจของศิษย์ เพื่อหลอมรวมวิญญาณเข้ากับอาจารย์”
มันตราฟังแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจสะบัดนิ้วเพียงเล็กน้อย หยดเลือดสีแดงสดก็พลันล่องลอยออกมาจากกลางอก กลายเป็นแสงลึกลับกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าสู่ร่างของชายชราทันที!
ตูมมม!
ทันทีที่เลือดหลอมรวมกัน พลังปีศาจก็ระเบิดออกอย่างรุนแรงจนถ้ำสั่นสะเทือน ชายชราถูกแรงอัดจนร่างปลิวกระแทกกับผนัง แต่เขากลับหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่าๆๆ! ดีมาก! จากนี้ไปเจ้าคือศิษย์ของข้า และข้าจะสร้างเจ้าให้เป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้!”
มันตรากำหมัดแน่น เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ชายชราก้าวเข้ามาวางฝ่ามือลงบนหน้าอกของเขา แล้วส่งพลังปราณทะลวงเข้าสู่ร่างกาย พลังสีดำถักทอเหมือนใยแมงมุมรัดร่างมันตราจนขยับไม่ได้ ก่อนที่ชายชราจะเริ่มดึงพลังของมันตราออกมาทีละน้อย
“ท่านผู้เฒ่า! ทำไมท่านถึงไม่รักษาคำพูดเช่นนี้!” มันตราตะโกนและพยายามดึงพลังกลับมา
“เจ้าศิษย์ผู้ไร้เดียงสา...” ชายชราแสยะยิ้ม เขาเรียกเลือดในกายออกมาผสมกับเลือดของมันตรา จนกลายเป็นเกราะสีแดงเข้ม “เกราะโลหิตนี้จะกันไม่ให้เจ้าดึงพลังคืนกลับไปได้ พลังทั้งหมดของเจ้าต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
“ท่านทำไปเพื่ออะไร!”
ชายชราสั่นสะท้านด้วยความแค้น “ข้าคือเทพปีศาจที่ถูกกดหัวอยู่ใต้อำนาจของ อิ๋งม่อจุนน้องชายของเจ้า! และถูกขังอยู่ในน้ำเต้ามืดๆ นี้มานานแล้ว ข้าต้องคอยสูบพลังชีวิตผู้อื่นเพื่อส่งไปหล่อเลี้ยงอิ๋งม่อจุน ข้าจะไม่ทนอีกต่อไป!”
“ที่แท้ท่านก็หวังพลังเทพบรรพกาลของข้า เพื่อจะหนีไปจากที่นี่สินะ?”
“ใช่แล้ว! พลังนี้จะทำให้ข้ายิ่งใหญ่ เจ้าควรจะภูมิใจที่ได้สละชีวิตให้อาจารย์อย่างข้า ฮ่าๆๆ!”
เสียงระเบิดของพลังปราณดังสนั่นไปทั่ว ทั้งคู่ต่างยื้อยุดพลังกันสุดชีวิต ดุจพญางูสองตัวที่พันกันนัวเนียไม่มีใครยอมใคร เวลาผ่านไปกว่าร้อยวันในน้ำเต้า...
“เจ้าหนุ่มนี่ช่างอึดชะมัด!” เฒ่าปีศาจกัดฟันกรอด “แต่อีกไม่นานแรงของเจ้าก็จะหมดลง พลังนี้ก็จะเป็นของข้าอยู่ดี จะทรมานตัวเองไปทำไม?”
มันตราแม้จะดูเหนื่อยล้าแต่แววตายังเด็ดเดี่ยว “เกิดมาเป็นคน ถ้ายอมแพ้ง่ายๆ ก็เสียชาติเกิดน่ะสิ อย่าหวังว่าข้าจะยอมเจ้าง่ายๆเลย!”
ทันใดนั้น คำสอนของเทพีชิงอี้ผู้เป็นอาจารย์ของเขาก็พลันผุดขึ้นในห้วงแห่งความคิดของเขา... “จำไว้ เมื่อเจ้าถึงขั้นเทพครึ่งก้าว จงพิจารณาบทที่ห้า ยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง ปาฏิหาริย์ก็จะยิ่งบังเกิด”
มันตราหลับตา หวนคิดถึงถ้อยคำ
“บทที่ 5 สมดุลฟ้าดิน
ดินหนักมั่นคงดั่งมารดา
ฟ้าเบาดุจบิดาแฝง
หยินหยางประสานพลังแกร่ง
ชีวิตบ่งแจ้งความธรรมดา...”
น้ำเต้ายักษ์พลันสั่นสะเทือน! แสงแห่งปกคัมภีร์ปฐมวิญญาณ ส่องสว่างออกมาโอบล้อมร่างเขา ตัวอักษรแต่ละบทเปล่งแสงสว่างจนสามารถอ่านได้อย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ เขาเริ่มอ่านตัวอักษรนั้นตั้งแต่บทแรก...
“บทที่ 1 วิถีปฐมวิญญาณ
เมื่อโลกว่างเปล่าไร้ผู้ใด
ไม่มีฟ้าใหญ่ ไม่มีผืนดิน
หนึ่งลมหายใจไหลเวียนโบยบิน
ใจนิ่งจึงยิน วิถีปฐม...”
“นี่มันคือวิชาที่อาจารย์เคยสอนข้านี่นา!” มันตราตื่นเต้น สุดท้ายเมื่อเขาอ่านครบทั้งสี่บทแล้วก็พบว่าแท้จริงแล้วเขาได้ฝึกตามคัมภีร์ปฐมวิญญาณนี้มาตั้งแต่ต้น! ความเชื่อมั่นปรากฏในใจอีกครั้งเขาหลับตาเดินปราณดำดิ่งสู่สมาธิพิจารณาวิถีธรรมอย่างแน่วแน่ แต่ครั้งนี้เหมือนว่าพลังปราณของเขาจะเริ่มแข็งแกร่งขึ้นและเป็นฝ่ายดูดพลังปราณฝ่ายตรงข้ามกลับมาทีละนิดเสียเองโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันรู้ตัว
เวลาล่วงเลยจนถึงวันที่สองร้อย ปกคัมภีร์พร้อมบทกลอนทั้งหมดก็หลอมรวมกันกลายเป็นแสงสีทองเจิดจ้า พุ่งเข้าสู่จิตใต้สำนึกของมันตรา เสียงระเบิดดังสะท้านเมื่อแสงนั้นกระทบเข้ากับเศษเสี้ยวพลังคัมภีร์ปฐมวิญญาณที่เทพีชิงอี้ผนึกใส่ไว้ในจิตใต้สำนึกของมันตราเมื่อหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อทั้งสองสิ่งประสานกันเป็นหนึ่งเดียว คัมภีร์ปฐมวิญญาณที่แท้จริงก็เผยโฉมออกมาในจิตใต้สำนึกของเขา เนื้อหาทั้งยี่สิบห้าบทถูกถ่ายทอดเข้าสู่ห้วงกระแสจิตในบัดดล ทำให้มันตราได้ดื่มด่ำกับวิถีธรรมขั้นสูงอย่างแจ่มชัด
ในยามนั้นเอง ร่างเทพปีศาจเฒ่าซึ่งพลังถูกดูดกลืนจนหมดสิ้น ก็ทรุดพิงผนัง แห้งกรังดุจซากไร้ชีวิต ขณะที่มันตราเปล่งแสงจากภายใน ประหนึ่งการกำเนิดใหม่แห่งวิถีปฐมวิญญาณ
ภายนอกน้ำเต้าอวิ๋นไห่เฟิง ฝ่าฝูงปีศาจเข้ามาจนถึงภายในคลังสมบัติตระกูลหวัง เสียงกระทืบเท้ากระแทกพื้นศิลาของนางดังกึกก้อง ส่งพลังปราณมังกรกระจายเข้าไปยังทางเดินแคบๆ เบื้องหน้าของนางที่ดูเหมือนว่างเปล่า แต่เมื่อพลังปราณมังกรถูกส่งเข้าไป กองทัพปีศาจเงาที่ซ่อนตัวอยู่นับร้อยก็พลันเผยตัวผุดออกมาจากกำแพงและเพดาน ร่างของพวกมันดำมืดไร้ใบหน้า มีเพียงดวงตาสีแดงวาวโรจน์ด้วยความหิวกระหาย
"หลีกไป! พวกเศษเดน!" นางคำรามลั่น พร้อมกับสะบัดกระบี่ในมือ พลันปราณมังกรนิลสีดำสนิทก็ปะทุออกมาจากคมดาบตัดผ่านร่างปีศาจเงาขาดสะบั้นจนกลายเป็นหมอกควัน ทว่าพวกมันกลับพยายามรุมล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ประหนึ่งคลื่นสีดำที่หมายจะกลืนกินแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียว
อวิ๋นไห่เฟิงทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ ม้วนตัวหลบกรงเล็บปีศาจอย่างพริ้วไหว ก่อนจะฟาดฝ่ามือออกไป "ปราณมังกรพิโรธ!" คลื่นพลังรูปมังกรพุ่งทะลวงฝ่าวงล้อม ระเบิดเส้นทางเป็นทางยาวจนปีศาจเงาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ นางอาศัยจังหวะนั้นพุ่งตัวดุจลูกศรผ่านซากปรักหักพังและกลไกกับดักที่คอยพ่นลูกไฟออกมาอย่างต่อเนื่อง เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม แต่ดวงตาของนางยังคงจับจ้องไปยังแสงเรืองรองที่อยู่สุดปลายทางเดิน
เมื่อพุ่งพ้นม่านหมอกปีศาจออกมาได้ นางก็มาหยุดยืนอยู่หน้าบ่อลาวาทองคำใจกลางคลังสมบัติ ที่นั่นคือที่ตั้งของน้ำเต้ายักษ์ที่กำลังลอยเด่นและแผ่รังสีคุกคาม ทว่าสิ่งที่ทำให้นางใจหายวาบกลับไม่ใช่สมบัติล้ำค่าเหล่านั้น แต่คือร่างของ ราชินีมันปนิตา ที่นอนทอดร่างไม่ได้สติอยู่บนพื้นอันเย็นเยียบ
"องค์ราชินี!"
อวิ๋นไห่เฟิงพุ่งตัวเข้าไปประคองร่างที่บอบบางขึ้นมาในอ้อมแขน หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก นางรีบตรวจชีพจรและเขย่าตัวด้วยความหวัง "องค์ราชินี! ตื่นเถิด! นี่ข้าเอง... อวิ๋นไห่เฟิงมาช่วยท่านแล้ว!"
ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นเยียบและเต็มไปด้วยการเหยียดหยามก็ดังสะท้อนมาจากเพดานคลังสมบัติ "ฮ่าๆๆ ข้าขังนางไว้ในห้วงความฝันที่ไร้ทางออก ต่อให้เจ้าจะตะโกนจนเสียงแหบแห้ง ก็ไม่มีวันปลุกนางขึ้นมาได้หรอก"
อวิ๋นไห่เฟิงเงยหน้ามองขึ้นไปเหนือหัวด้วยแววตาโกรธแค้น ก็พบกับร่างที่ลอยอยู่ในอากาศท่อนบนเป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีผิวพรรณซีดเผือด ทว่าท่อนล่างกลับเป็นกลุ่มควันสีดำที่หมุนวนคล้ายวังน้ำปีศาจ บรรยากาศรอบตัวเขาบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เขาคือ มหาเทพปีศาจอิ๋งม่อจุน
"เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังอยากได้คนมาคอยดูแลราชินีของเจ้าในฐานะทาสผู้ซื่อสัตย์อยู่พอดี"
กล่าวจบ อิ๋งม่อจุนก็ขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย ควันดำมหาศาลก็พุ่งทะยานลงมาจากเบื้องบน ม้วนตัวเข้าหากันจนกลายเป็นโดมทมิฬขนาดใหญ่ ครอบร่างของอวิ๋นไห่เฟิงและราชินีไว้มิดชิด ตัดขาดทั้งสองออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง!