ทางด้านจักรวาลอื่นๆ การรุกรานของเผ่าปีศาจเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆจักรวาลที่ได้รับข่าวจากราชันย์ฟางหรงและเตรียมการป้องกันไว้นั้นไม่ค่อยสูญเสียมากเท่าไหร่ แต่จักรวาลที่เสียหายมากที่สุดนั่นคือจักรวาลที่สามที่ไม่ยอมเชื่อคำเตือนของราชันย์ฟางหรง เมื่อเผ่าปีศาจเข้ารุกรานจริง ๆพวกเขาจึงสูญเสียเป็นจำนวนมาก
ตอนนี้ทั่วทุกเขตจักรวาลล้วนถูกเหล่าปีศาจเข้ารุกรานความโกลาหลเกิดขึ้นกับทุกโลกทุกจักรวาลเหลือเพียงจักรวาลที่เก้าเท่านั้นที่ยังคงไม่เกิดอะไรกับพวกเขาพวกเขายังอยู่ในงานเลี้ยงฉลองงานแต่งของเฟิ่งหยู
จักรวาลที่หนึ่งหลังจากให้คนตรวจสอบกองกำลังของโลกที่เจ็ดของพวกเขาเมื่อกองกำลังของพวกเขากลับไป ไม่สามารถหาหลักฐาน ใด ๆ ได้พวกเขาจึงโทษว่าเป็นพวกเผ่าปีศาจเป็นผู้ทำลายกองกำลังทั้งหมดรวมถึงพวกเขาได้มาตรวจสอบยังจักรวาลที่เก้าพบว่าจักรวาลที่เก้านั้นไม่เหลือโลกใดๆ อยู่อีกเลย
“รายงานองค์ราชันย์พวกเราตรวจสอบเรียบร้อยแล้วกองกำลังโลกที่เจ็ดของพวกเราน่าจะถูกเผ่าปีศาจทำลายระหว่างทางส่วนจักรวาลที่เก้านั้นไม่เหลือโลกใด ๆ อยู่เลยน่าจะถูกกองกำลังของเผ่าปีศาจทำลายจนสิ้นแล้วขอรับ”
“น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละแต่ว่าจักรวาลที่เก้าหายไปทั้งหมดไม่เหลือสักโลกแสดงว่ากองกำลังของพวกเผ่าปีศาจนั้นต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมากพวกเจ้าไปสืบมาว่าพวกเผ่าปีศาจนั้นมาจากที่ใด พวกเราต้องรวมตัวกันทำลายพวกมันให้สิ้นมิเช่นนั้นพวกเราคงไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบสุขอย่างแน่นอน”
“ขอรับองค์ราชันย์พวกเราจะรีบสืบเสาะหาให้พบให้ไวที่สุดขอรับ”
“พวกเจ้ารีบแจ้งไปยังทุกจักรวาลให้สืบว่าพวกเผ่าปีศาจมาจากที่ใดพวกเราจะได้ทำลายพวกมันให้สิ้นซาก หาไม่แล้วจะเป็นดังเช่นจักรวาลที่เก้า”
“ขอรับองค์ราชันย์”
ทั่วทุกจักรวาลได้รับข่าวจักรวาลที่เก้าถูกเผ่าปีศาจทำลายอย่างรวดเร็วพวกเขาส่งคนสืบเซาะหาแหล่งที่มาของเผ่าปีศาจอย่างเร่งด่วนกองกำลังมากมายถูกส่งออกไปอย่างไม่เสียดาย เพราะหาล่าช้าเผ่าปีศาจจะยิ่งแข็งแกร่งและรุกรานพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
ทางด้านจักรวาลที่เก้ายังคงสงบสุขพวกเขายังคงใช้ชีวิตอย่างปกติ จนวันเวลาล่วงเลยผ่านไปสองปี เหล่าเจ้าโลกทั้งหลายจึงเริ่มชวนเฟิ่งหยูออกมาดูสถานการณ์ด้านนอกจักรวาลที่เก้า
“เฟิ่งหยูพวกเราสมควรออกไปดูสถานการณ์ด้านนอกกันบ้างหากพวกเราไม่รู้สถานการณ์หากมีอะไรเกิดขึ้นพวกเราจะไม่สามารถรับมือได้ทันข้าได้ชวนเจ้าโลกเซียวลี่ ห๋าวอู่และเทียนหนิงไปพร้อมกับพวกเรา ส่วนที่เหลือข้าได้สั่งพวกเขาให้ดูแลอยู่ทางนี้เผื่อว่ามีอะไรเกิดขึ้น”
“เช่นนั้นก็ดีเหมือนกันข้าเองก็ใกล้จะทะลวงระดับราชันย์เซียนได้แล้ว เหลืออีกเพียงเล็กน้อยคงจะสามารถเลื่อนระดับได้อย่างไม่มีปัญหาข้าเองก็ต้องการต่อสู้จริงเพื่อทะลวงผ่านระดับราชันย์ไปสู่ขั้นราชันย์เซียนเช่นกัน”
“เช่นนั้นก็ดีพวกเราจะเดินทางในวันพรุ่งนี้ เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมด้วยก็แล้วกัน”
เฟิ่งหยูรายงานเรื่องนี้ให้บิดามารดาและหนิงเอ๋อได้รับรู้ พวกเขาเองก็ไม่ขัดขวางเฟิ่งหยูเพราะรู้ดีว่ายังไงเฟิ่งหยูก็ต้องออกไปด้านนอกสักวันพวกเขาทำได้เพียงให้กำลังใจเฟิ่งหยูเท่านั้น
เช้าวันต่อมาเฟิ่งหยูออกเดินทางไปพร้อมกับราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งสามเมื่อพวกเขาออกมาจากค่ายกลมิติ เฟิ่งหยูนำเรือรบของเขาออกมาเพื่อเดินทางไปยังจุดค่ายกลมิติต่อไปพวกเขาต้องผ่านค่ายกลมิติหลายครั้งกว่าที่จะออกจากจักรวาลที่เก้าไปได้ เมื่อออกมาจากจักรวาลที่เก้าเฟิ่งหยูนำพวกองค์ราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งสามไปยังค่ายกลที่สามารถนำพวกเขาไปยังจักรวาลที่หนึ่งในโลกของราชันย์จักรวาลที่หนึ่งในทันที
“ข้าอยากรู้นักตอนนี้ราชันย์จุ้ยเสอจักรวาลที่หนึ่ง จะเป็นยังไงบ้าง หวังว่าพวกเขายังคงไม่โดนเผ่าปีศาจสังหารไปก่อนนะ”
“กองกำลังของจักรวาลที่หนึ่งนั้นมีจำนวนมากพวกเขาคงไม่เสียท่าง่าย ๆ หรอก ข้าเกรงว่าจำนวนของเผ่าปีศาจนั้นจะแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากพวกมันได้ดูดพลังของผู้ฝึกยุทธ์จากโลกอื่น ๆ ในจักรวาลต่าง ๆ มากมายหากเป็นเช่นนั้นพวกเราเองก็คงจะสังหารพวกมันลำบากมากยิ่งขึ้น”
เมื่อพวกเขามาถึงยังจักรวาลที่หนึ่ง ในโลกที่หนึ่งของราชันย์จุ้ยเสอตรงจุดที่เฟิ่งหยูวางค่ายกลเอาไว้
“พวกท่านรับสิ่งนี้เอาไว้มันสามารถเปลี่ยนใบหน้าของพวกท่านได้ ไม่มีใครสามมองตัวตนของพวกเราออกตราบใดเราใส่หน้ากากนี้เอาไว้ข้าได้ทำมันเอาไว้หลายอัน พวกท่านนำไปใช้ พวกเราแยกทางกันไปหาข่าวจากนั้นอีกสามวันพวกเราไปเจอกันที่เมืองหลวงของอาณาจักรนี้”
พูดจบเฟิ่งหยูก็นำหน้ากากยื่นให้พวกเขาคนละอันหน้ากากนี้เฟิ่งหยูได้ทำขึ้น เพราะเขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขาเขาเองนั้นตอนนี้นับว่ามีคนจดจำได้มากมาย ถึงแม้จักรวาลอื่นจะไม่เคยเห็นหน้าเฟิ่งหยูแต่เขาเองก็ไม่อยากจะเป็นจุดสนใจมากเท่าไหร่นัก
“ตกลงตามนั้น หากมีอะไรให้ใช้หยกสื่อสารทันทีอย่าได้ประมาทเป็นอันขาดที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของพวกเรา แม้พวกเราจะมีพลังยุทธ์แข็งแกร่งแต่อย่าลืมว่าพวกเขาเองก็มีกองกำลังจำนวนมากมายเช่นกัน”
“ขอรับองค์ราชันย์”
พวกเขาแยกย้ายกันออกเดินทางไปคนละทิศทางเพื่อสืบข่าวคราวต่างๆ เฟิ่งหยูไปยังทางทิศตะวันออกมุ่งตรงสู่เมืองที่อยู่ใกล้มากที่สุด เพียงไม่ถึงสองชั่วโมงเขาก็มาถึงยังเมืองหนึ่งซึ่งตั้งตระหง่าอยู่ด้านหน้าของเขาเฟิ่งหยูมองไปยังป้ายที่อยู่ยังประตูเมือง
“เมืองสามหมอก”
เฟิ่งหยูสวมหน้ากากเปลี่ยนแปลงใบหน้าของเขาให้กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปโดยสิ้นเชิงเขาเดินเข้าไปยังลานหน้าประตูเมืองพร้อมกับต่อแถวเพื่อรับการตรวจก่อนเข้าเมืองสามหมอก
เพียงไม่นานเฟิ่งหยูก็สามารถผ่านเข้าเมืองได้อย่างไม่ยากเย็นโดยเขาเสียค่าผ่านประตูเพียงสิบเหรียญม่วงในการเข้าเมืองครั้งนี้
จุดหมายแรกที่เฟิ่งหยูเดินทางไปคือโรงเตี้ยมเพราะแหล่งข่าวชั้นยอดของเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายมักจะมาพูดคุยกันในโรงเตี้ยมเฟิ่งหยูเลือกโรงเตี้ยมที่ดูดีพอประมาณ มีคนเข้าออกจำนวนมากพอสมควร
เมื่อเฟิ่งหยูเดินเข้าไปในโรงเตี้ยมและมองหาที่ว่างเพื่อที่เขาจะหาสถานที่เหมาะ ๆ ที่จะนั่งรับฟังข่าวสารจากเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลาย
“เจ้าหนุ่มเจ้าคงหนีเผ่าปีศาจจากเมืองอื่นสินะข้าดูจากการแต่งตัวของเจ้าแล้ว คงจะไม่ใช่คนของเมืองนี้” เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาจากโต๊ะด้านข้างของเขา
“ข้าน้อยมาจากเมืองอื่นจริงๆ แต่ไม่ได้หนีพวกเผ่าปีศาจมา จะรบกวนไหมหากข้าน้อยจะขอนั่งดื่มกับท่านด้วย ข้าน้อยเองก็อยากจะทราบเรื่องของเผ่าปีศาจเช่นกัน”
“ได้สิเจ้าหนุ่มเจ้าอยากรู้เรื่องอะไร ก็ถามข้า หู่กัน ยินดีที่จะบอกเจ้าได้ทุกเรื่อง”
“เสี่ยวเอ้อ เอาเหล้าชั้นดีมาสองกากับแกล้มที่ดีที่สุดของที่นี่มาอีกสามอย่าง”เฟิ่งหยูตะโกนสั่งออกไป
“วันนี้ข้าเฟิ่งหยูขอเป็นคนเลี้ยงพี่หู่กันเองท่านอยากดื่มเท่าไหร่ข้าก็จะเลี้ยงท่านเท่านั้น ขอเพียงท่านเล่าเรื่องต่าง ๆที่เกิดขึ้นในตอนนี้ให้ข้าน้อยฟัง เพราะข้าน้อยพึ่งออกจากการเก็บตัวฝึกฝนเป็นเวลานานหลายปีแล้ว ที่ข้าน้อยไม่ได้ออกมาด้านนอก”
“เฟิ่งหยูเจ้าอยากรู้เรื่องอะไรหละเจ้าถามถูกคนแล้วหละ ข้านี่แหละผู้รอบรู้ทุกเรื่องในเมืองสามหมอก”
“สุราและอาหารที่ท่านสั่งได้แล้วขอรับนายท่าน”
เฟิ่งหยูจัดการเทสุราใส่จอกยื่นให้กับหู่กัน ทันที พร้อมกับเทใส่จอกของเขาอีกหนึ่งจอก
“ดื่ม!”
“ดื่ม!”
“พี่หู่กันข้าอยากรู้ว่าพวกเผ่าปีศาจมันเริ่มรุกรานโลกของเราเมื่อไหร่แล้ว”
“พวกเผ่าปีศาจเริ่มรุกรานโลกของเราเมื่อหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมานี้พวกมันเริ่มรุกรานไม่ใช่แค่โลกของเรา โลกอื่น ๆ ในเขตจักรวาลทั้งหมดก็ถูกรุกรานเช่นเดียวกันพวกมันสามารถแฝงตัวเข้ากับพวกมนุษย์และดูดพลังปราณของพวกเราไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพวกมัน”
เฟิ่งหยูสังเกตหู่กันถึงแม้ว่าเขาจะมีท่าทางขี้โม้ไปหน่อย แต่รายละเอียดที่เขาเอ่ยออกมานับว่าถูกต้องเกือบทั้งหมด
“หลังจากจบสิ้นการแข่งขันรุ่นเยาว์ไม่กี่วันกองกำลังของโลกที่เจ็ดที่มีระดับพลังยุทธ์ขั้นราชันย์เซียนกว่าหนึ่งพันคนถูกเผ่าปีศาจสังหารจนไม่เหลือรอดกลับมาแม้แต่คนเดียว แม้แต่จักรวาลที่เก้ายังสูญสิ้นไม่เหลือรอดแม้แต่ดาวดวงเดียวเลย องค์ราชันย์จึงสั่งให้ทุกเขตจักรวาลช่วยกันระดมหาแหล่งที่มาของเผ่าปีศาจเหล่านั้นให้เจอโดยเร็วเพื่อร่วมมือกันช่วยกันกำจัดเผ่าปีศาจให้สิ้น”
“แล้วพวกเขาหาเจอไหม?”
“เจอสิ พวกเขาหาดวงดาวของเผ่าปีศาจเจอแล้วเพียงแต่ว่ากองกำลังที่จักรวาลอื่นส่งออกไปกลับถูกสังหารจนสิ้น ที่เหลือรอดกลับมาก็บาดเจ็บจำนวนมาก”
“แล้วองค์ราชันย์และพวกขุนนางจากจักรวาลที่หนึ่งทั้งหลายไม่ได้ทำอะไรเลยอย่างนั้นหรือ?”
“ใครบอกพวกเขาไม่ทำอะไรพวกเขานั่นแหละที่สูญเสียมากที่สุด เพราะพวกเขานำกองกำลังออกไปต่อสู้กับพวกเผ่าปีศาจร่วมกับจักรวาลอื่นด้วย แต่ฆ่ายังไงเผ่าปีศาจมันก็ไม่ตาย พวกเขาเลยเสียกำลังผลไปเป็นจำนวนมากตอนนี้องค์ราชันย์เองยังสั่งติดประกาศไปทั่ว หากใครสามารถบอกได้ว่าจะสังหารเผ่าปีศาจเหล่านั้นให้ตายได้อย่างไรพวกเขาจะมอบรางวัลให้ตั้งหนึ่งแสนเหรียญม่วง หรือเข้าเป็นทหารโดยไม่ต้องทดสอบได้เลยเชียวนะ”
“แล้วมีใครแจ้งไปหรือยังว่าสามารถสังหารมันได้ยังไง”
“ตอนแรกมีคนเยอะแยะที่ไปแจ้งแต่กลับล้มเหลว พวกเขาจึงถูกทำโทษแทน หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าไปแจ้งอีกเลย”หู่กันพูดจบก็กระดกเหล้าจนหมดจอกทันที
“แล้วตอนนี้มีกี่เมืองแล้วที่ถูกเผ่าปีศาจโจมตี”
“ตอนนี้มีอยู่ห้าเมืองแล้วที่ถูกปีศาจโจมตีพวกมันโจมตีแต่ละครั้ง ชาวเมืองกว่าครึ่งต้องถูกสังหารอย่างโหดร้ายด้วยการดูดพลังปราณและพลังชีวิตจนหมดสิ้น”