สตีฟ บิชอปเป็ผู้จัดการคอกม้าแลงคาสเตอร์การเลี้ยงม้าสายเืตรงนี้เป็งานอดิเรกของรอสโคแม้ว่าจะไม่ใคร่พอใจนักกับการที่จะต้องดูแลพวกมันอย่างจริงจังก็ตาม
บิชอปก้าวออกมาจากคอกแบ่งและเดินมายังช่องทางเดินตรงกลางเขาเป็ชายหนุ่มวัย 35 ที่มีร่างสันทัด ใบหน้าราบเรียบฉาบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเขาไว้ผมยาว ซึ่งถ้าไม่คาดหน้าผากด้วยผ้าแบนดาน่าก็มักจะสวมหมวกโคบาลเช่นในตอนนี้ทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าของเขาสกปรกมอมแมม ลอร่าเจน เดินแกมวิ่งเข้าไปหาเขา
“สตีฟ เรามาดูลูกม้าไงล่ะ” ลอร่า เจนร้องบอก
“อยู่ในนั้นครับ” เขาพยักหน้าไปทางคอกแบ่งที่เพิ่งก้าวออกมา
ลอร่า เจนรีบเดินเข้าไปในคอกนั้นทันทีสตีฟมองหน้าแคโรไลน์ มันมีแววถามอยู่ในดวงตาของเขา
“มะเร็ง...ตอนนี้ก็ได้แต่รอเวลาเท่านั้น”
สตีฟพ่นคำสบถออกมาเบาๆเหลือบมองไปทางสาวน้อยที่นั่งคุกเข่าอยู่ในกองฟาง กำลังทำเสียงปลอบลูกม้าอยู่
“คุณบอกเธอแล้วหรือครับ?”
“บอกแล้วและเธอก็ต้อนรับข่าวนั้นได้ดีกว่าพวกเราหลายเท่า”
“ใช่ครับ” เขายิ้มน้อยๆแต่ดวงตาฉายแววเศร้า
“โอ สตีฟ...มันสวยจังเลยนะคุณว่าไหม?”
เขาแตะไหล่แคโรไลน์คล้ายจะปลอบใจแต่ท่าทางออกจะขัดเขินก่อนจะเดินเข้าไปในคอกแบ่งนั้น แคโรไลน์เดินตามเข้าไปด้วยจับตามองขณะที่เขาคุกเข่าลงข้างลอร่า เจนอย่างไม่ถนัดนักาเวียดนามทำให้เขาต้องตัดขาซ้ายใต้เข่าทิ้งเขาต้องสวมขาเทียมซึ่งจะไม่สะดวกอย่างยิ่งถ้าต้องนั่งคุกเข่า
“มันสวยมากเลยละครับแล้วแม่ของมันก็ภูมิใจในตัวมันด้วย” เขาตบสะโพกแม่ม้าเบาๆแต่สายตาจับอยู่ที่ลอร่า เจนแคโรไลน์ยังจับตามองอยู่ขณะที่เขาดึงเศษฟางออกจากพวงผมของลอร่า เจนปลายนิ้วของเขาััเนียนแก้มที่ไร้ราคี ลอร่า เจนเหลือบตาขึ้นมองเขา แล้วต่างก็ยิ้มให้กัน
มันช่วยไม่ได้ที่แคโรไลน์ถึงกับนิ่งงั้นเมื่อได้เห็นภาพสนิทเสน่หานั้นหรือว่าสองคนนี้จะรักกัน...? เธอไม่แน่ใจว่าอะไรทำให้คิดไปได้เช่นนั้นอย่างไรก็ตาม เธอคิดว่าน่าจะปลีกตัวออกมาก่อนดีกว่าแต่บังเอิญสตีฟเหลือบมาเห็นเข้า
“คุณนายแลงคาสเตอร์ครับ...ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้...”เขาทิ้งคำพูดไว้เพียงแค่นั้น
“ขอบใจมากค่ะ สตีฟสำหรับตอนนี้คุณก็ทำหน้าที่ของคุณต่อไปก่อนแล้วกัน”
“ครับผม” เขารู้ว่าเธอเป็แรงหนุนสำคัญที่ทำให้แลงคาสเตอร์จ้างเขาเข้าทำงานตอนที่สตีฟมาสมัครงานนั้นเธอเป็เลขาฯ ของรอสโค ซึ่งตอนนั้นเขาไว้ผมรวบเป็หางลายาวลงมาถึงกึ่งกลางหลังกางเกงที่นั่งมีทั้งสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ข้อความที่แอนตี้ทั้งาและอเมริกันท่าทางเขาเหมือนท้าทายต่ออำนาจอย่างไรบอกไม่ถูก แต่ในที่สุดรอสโคก็ให้โอกาสแก่เขาทั้งที่เขาถูกใครอื่นปฏิเสธมาโดยตลอด
แคโรไลน์เป็คนที่เข้าใจในสภาพทางจิตใจของเขาดีกว่าใครและเธอก็สามารถทำให้ความเป็ตัวตนของเขาปรากฏออกมาได้อย่างแท้จริงเธอรู้ดีว่ามันเ็ปแค่ไหนกับการที่คนเราจะมาจากที่ใดที่หนึ่งพร้อมกับตราที่ประทับหน้าผากมาด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนสมัยนี้ตัดสินกันจากบุคลิกลักษณะและปูมหลังที่เลือกเกิดไม่ได้แต่เนื่องจากสตีฟบอกว่าเขาเคยทำงานในฟาร์มเลี้ยงม้าในแคลิฟอร์เนียก่อนหน้าที่จะเกิดาแคโรไลน์จึงเกลี้ยกล่อมให้รอสโครับเขาไว้
ซึ่งรอสโคก็ไม่เคยต้องเสียใจที่จ้างเขาไว้เลยสตีฟยอมตัดผมและปรับปรุงบุคลิกเสียใหม่ในทันที เขาตั้งหน้าตั้งตาทำงานด้วยความขยันขันแข็งขอแต่เพียงให้เขาได้อยู่อย่างอิสระสามารถตัดสินใจในทุกเื่ที่เกี่ยวกับม้าได้ด้วยตนเองเท่านั้น
แคโรไลน์ครุ่นคิดไปตลอดทางที่เดินกลับบ้าน...มันจะเป็ไปได้อย่างไรที่สตีฟกับลอร่าเจนจะตกหลุมรักในกันและกัน...เธอส่ายหน้าแต่ก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อเธอเดินกลับเข้ามาถึงห้องโถงกลาง ก็พอดีกับที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเธอจึงเดินไปรับแทนฮาเนย์
“แคโรไลน์ นี่ผมแกรงเกอร์พูดนะครับ”
“ค่ะ...มีอะไรหรือคะ?”
“ผมพูดกับริงค์แล้วเขาบอกว่าจะมาถึงตอนค่ำวันนี้”
มีอะไรตั้งล้านอย่างที่จะต้องทำในตอนบ่ายวันนี้มีคนอีกล้านคนที่จะต้องบอกข่าวความเจ็บป่วยของรอสโคครั้งนี้ให้ได้รับรู้ไว้รอสโคไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกเลยนอกจากลูกชายกับลูกสาวคู่เดียวของเขาจึงไม่มีพวกญาติที่จะต้องเป็ห่วง แต่ทุกคนในเมืองนี้และรวมไปถึงในรัฐมิสซิสซิปปีย่อมจะต้องอยากรู้ข่าวรอสโคด้วยกันทั้งนั้นแคโรไลน์ต้องแบ่งรายชื่อกับแกรงเกอร์และใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์หลายชั่วโมงที่เดียว
“ฮาเน่ย์คะคุณช่วยจัดห้องที่ริงค์เคยอยู่เก่าให้หน่อยเถอะ เขาจะมาถึงคืนนี้แล้ว”
“โอ...ขอบคุณพระเ้า...ขอบคุณพระเ้า...”แม่บ้านะเิเสียงร้องไห้ออกมา “อิฉันน่ะเฝ้าแต่อธิษฐานอยู่ทุกคืนวันขอให้คุณหนูของอิฉันกลับบ้านเสียทีวันนี้คุณแม่ของเขาจะต้องเต้นระบำอยู่บน์แน่ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะอิฉันรักษาห้องนั้นไว้สะอาดเอี่ยมทุกวันขอแต่เพียงให้เขากลับมาเท่านั้น...โอ...พระเ้า...พระเ้า...อิฉันแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้ไปอยู่กับพระองค์ท่านเชียวนะคะนี่”
แคโรไลน์พยายามจะไม่คิดถึงนาทีที่เธอกับริงค์จะต้องเผชิญหน้ากันเธอจึงซ่อนหน้าไว้กับงานที่กองอยู่ตรงหน้า
ขณะเดียวกันเธอก็ไม่้าคิดถึงความตายที่กำลังคุกคามรอสโคด้วยเธอจะเก็บไว้คิดคนเดียวทีหลังจะดีกว่าแม้แต่ตอนที่เธอเข้าไปนั่งอยู่ข้างเตียงของเขาที่โรงพยาบาลที่เธอไม่ยอมให้ความคิดดังกล่าวผ่านเข้ามาในสมองเลยแม้เขาจะยังหมดสติด้วยยาระงับปวดที่หมอฉีดไว้ให้แต่ตอนที่เธอบีบมือเขาเพื่อลากลับบ้านนั้น เธอััได้ว่ามีแรงบีบกระชับน้อยๆตอบรับมา
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ เธอได้บอกให้ลอร่าเจนรู้เื่ริงศ์กำลังจะมาถึงบ้าน สาวน้อยผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้คว้าข้อมือฮาเน่ย์ได้ก็เต้นระบำเริงรื่นไปทั่วห้อง
“เขาสัญญากับหนูว่าสักวันหนึ่งเขาจะกลับมาจริงไหมคะฮาเน่ย์...แล้ววันนี้ริงค์ก็จะกลับบ้านแล้ว...หนูจะต้องไปบอกสตีฟ...” พูดจบเธอก็วิ่งออกประตูตรงไปที่คอกม้า ซึ่งสตีฟมีห้องพักอยู่ที่นั่น
“อิฉันคิดว่าคุณหนูจะต้องหาเื่เดือดร้อนใส่ตัวแน่
ถ้ายังยุ่งกับพ่อหนุ่มนั่นอยู่อย่างนี้”
“ก็ไม่แน่นะ” แคโรไลน์ยิ้มกริ่มซึ่งทำให้ฮาเนย์ถึงกับเลิกคิ้วอย่างสงสัย แต่แคโรไลน์แสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้หยิบแก้วชามะนาวได้ก็เดินออกไปยังเฉลียงด้านหน้าพอทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้หวายได้เธอก็อิงศีรษะอยู่กับพนักพร้อมกับหลับตาลง
นี่คือ่เวลาที่เธอมีความสุขที่เดอะรีทรีทที่สุด ในยามค่ำ ขณะที่แสงไฟในตัวบ้านสาดสว่างผ่านออกมาทางหน้าต่างเงามืดจากแต่ละมุมที่ทอดตัวยาวหลอมละลายเข้าหากันจึงไม่ก่อให้เกิดแสงเงาที่ตัดกันแต่อย่างใด ในยามนี้ท้องฟ้ายามตะวันชิงพลบอาบไล้อยู่ด้วยแสงสีม่วงที่ค่อยๆ เข้มขึ้นเรื่อยๆเงาไม้ใหญ่ตระหง่านเอื้อมฝูงกบที่อยู่ข้างลำธารเริ่มส่งเสียงร้องแข่งกันอยู่ในท่ามกลางความร้อนอบอ้าวที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศกลิ่นดอกไม้หอมฟังอวลอบไปทั่ว
ภายหลังจากที่พักสายตาอยู่ครู่ใหญ่แคโรไลน์จึงได้ลืมตาขึ้น และตอนนั้นเองที่เธอได้เห็นเขา...!
เขายืนนิ่งอยู่ใต้กิ่งก้านของต้นโอ๊กใหญ่ภาพที่เห็นทำให้หัวใจเต้นระทึกด้วยความหวั่นไหว รู้สึกสายตาพลันพร่ามัวไปอย่างบอกไม่ถูกเธอไม่แน่ใจว่าเขาคือตัวตนจริงๆ หรือว่าเป็เพียงภาพหลอนเธอต้องจับแก้วชามะนาวไว้แน่นด้วยเกรงว่าจะหลุดจากนิ้วที่แข็งชาลง
เขาผละออกจากต้นไม้นั้นและเริ่มเคลื่อนตัวอย่างเงียบๆราวเสือร้าย จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ตรงบันไดที่ทอดขึ้นสู่ลานเฉลียง
ร่างของเขาราวเป็หนึ่งในรูปเงาหลากหลายที่ปรากฏอยู่ในท่ามกลางแสงยามตะวันรอนทว่ามันบ่งบอกถึงความเป็ชายชาตรีขณะที่เขาหยุดยืนในท่าที่ขาทั้งสองกางห่างจากกันแม้เวลาจะล่วงเลยไปนานหลายปีกระนั้นรูปร่างหน้าตาของเขากลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย ทั้งเรือนร่างก็ไม่ได้สะโอดสะองลงกว่าที่เธอเคยเห็นเขาครั้งแรกความมืดอำพรางใบหน้าของ
เขาไว้แต่เธอก็เห็นไรฟันขาวสะอ้านยามที่ริมฝีปากคู่นั้นแยกยิ้มน้อยๆ
“พนันกันก็ได้ว่านี่คือแคโรไลน์ดอว์สัน” เขาวางเท้าข้างหนึ่งลงบนบันไดขั้นสุดท้ายโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยวางแขนทั้งสองลงบนหัวเข่า เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอและแสงสว่างจากห้องโถงทางเดินก็สาดส่องต้องใบหน้าซึ่งทำให้หัวใจของเธอปวดร้าวยิ่งนัก...มันทั้งปวดร้าวและรัก... “เพียงแต่ว่าตอนนี้เปลี่ยนนามสกุลเป็แลงคาสเตอร์แล้วเท่านั้น...จริงไหม?เขาพูดต่อในที่สุด
“ค่ะ ทุกวันนี้ฉันใช้แลงคาสเตอร์อยู่...สวัสดีค่ะริงค์”
ใบหน้านั้น...ใบหน้าที่ตามหลอกหลอนเธอในความฝันเป็ใบหน้าเดียวที่เคยเติมเต็มความเพ้อฝันของเธอเสมอมาและเมื่อถึงวันนี้ก็ยังเป็ใบหน้าหล่อเหลาที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาไม่ว่าเขาจะอายุ 20 หรือ 30 เขาก็ยังเหมือนเดิมทุกประการเรือนผมของเขายังคงเป็สีดำสนิทดวงตาคู่ที่เคยทำให้เธอต้องฝันถึงนับแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นและแม้ตอนนี้ก็ไม่ได้มีความรู้สึกใดที่แตกต่างเสียดแทรกเข้ามาเลย...