ผู้เฝ้ามองรู้สึกว่าสตรีชรานางนี้หน้าตาคุ้นๆเขาเพ่งมองสตรีชรานางนั้นไม่สะสายตา พลัน!เขาเห็นผิวของนางค่อยๆ เรียบตึงขึ้น นางเห็นหลังมือตัวเองเรียบตึงก็มีสีหน้าในางรีบเดินออกจากห้องไป ผู้เฝ้ามองตามไปดู เขาเห็นนางเดินเข้าไปในห้องข้างๆเห็นนางใช้เข็มจิ้มๆ ตามเนื้อตัว ิัก็กลับมายับย่นดังเดิมนางเก็บเข็มแล้วเดินออกมา เขาจึงรู้ว่าที่แท้แล้วสตรีชรานางนี้จริงๆแล้วนางไม่ได้ชราอย่างที่เห็น
“ท่านแม่เฒ่าท่านหายไปไหนมา?” กู่เสียนฟางถาม สตรีชราตอบว่า “ข้าไปถ่ายเบา”
“อ่อ”กู่เสียนฟางพยักหน้ารับรู้ แล้วพูดอีกว่า “เช่นนั้นท่านช่วยข้าจับแผลหน่อยข้าจะเย็บแผลที่ท้อง ฮูหยินท่านนั้นไม่อาจช่วยข้าได้ นางเอาแต่ร้องไห้เช่นนั้นข้าจึงต้องรบกวนท่านแม่เฒ่าสักหน่อยขอรับ”
“ได้” สตรีชราพยักหน้าฮูหยินผู้เป็มารดาคนเจ็บรีบกุมมือพูดทั้งน้ำตา“แม่เฒ่าร้อยพิษโปรดช่วยเหลือลูกข้าด้วยเ้าค่ะ”
“อืม”เฒ่าร้อยพิษพยักหน้าแล้วเดินไปจับแผลคนเจ็บ กู่เสียนฟางก็จัดแจงเย็บแผลให้คนเจ็บทันทีผู้เฝ้ามองมองดู ‘เฒ่าร้อยพิษ’ เขาสงสัยว่านางเป็ใคร จึงเฝ้ามองอย่างอยากรู้อยากเห็นเฉินมู่อิ๋งก็มองดูท่านหมอกู่เสียนฟางไปเรื่อยๆเขามองดูจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของท่านหมอเทวดากู่เสียนฟางซึ่งป่วยตายไปโดยมีแม่เฒ่าร้อยพิษคอยดูแลอยู่ข้างๆเมื่อกู่เสียนฟางสิ้นใจ ทิวทัศน์ก็เปลี่ยนกลับมาเป็ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกครั้งเฉินมู่อิ๋งชมว่า “ท่านหมอท่านนี้เก่งสมกับที่ได้รับชื่อหมอเทวดาจริงๆ”
“อืม”ผู้เฝ้ามองพยักหน้า “ถ้าไม่เก่งข้าจะมองดูรึ”
จากนั้นทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปอีกครั้งคราวนี้เฉินมู่อิ๋งเห็นแม่เฒ่าร้อยพิษกำลังร้องไห้เสียใจเขามองอย่างงุนงงที่กลับมาดูท่านแม่เฒ่าทำไม? เฒ่าร้อยพิษก็ถือว่าเป็หมอแต่นางเก่งเื่พิษ เขาเห็นนางทำแต่ยาพิษขาย เขาคิดว่ารอให้ดูหมอคนอื่นๆแล้วค่อยขอผู้เฝ้ามองมาดูชีวิตของแม่เฒ่าร้อยพิษทีหลังหรือว่าผู้เฝ้ามองจะรู้ความคิดของข้า?
เขาหันไปมองผู้เฝ้ามองเห็นผู้เฝ้ามองมองแม่เฒ่าร้อยพิษอย่างสนอกสนใจมากทั้งสองเห็นเฒ่าร้อยพิษหยุดร้องไห้แล้วลุกออกไป พวกเขาตามนางไป เห็นนางขุดหลุมปักๆเดาว่าหลุมนี้นางคงขุดเพื่อฝังศพหมอเทวดากู่เสียนฟางแน่นอน
เฒ่าร้อยพิษขุดหลุมไปเรื่อยๆจนได้หลุมใหญ่พอแล้วก็จัดการแบกศพกู่เสียนฟางออกมา ฝังศพลงไป นางกลบหลุมศพแล้วขุดต้นไม้พิษมาปลูกบนหลุมศพ จากนั้นนางก็ไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ แล้วก็กรีดอากาศเปิดออกเดินเข้าไปในรอยแยกดำมืด
“โอ!” ผู้เฝ้ามองอุทานตาโต เฉินมู่อิ๋งมองอย่างงงๆ ยังไม่ทันคิดอะไรก็ถูกผู้เฝ้ามองคว้าตัววิ่งตามเฒ่าร้อยพิษเข้าไปในรอยแยกดำมืดนั่นแล้ว พวกเขาเห็นเฒ่าร้อยพิษพูดกับัสีดำตัวหนึ่งว่า“พาข้าไปยมโลกที”
“เ้าจะไปยมโลกทำไม?” ัถาม
“ข้าจะไปตามผู้ชายของข้าน่ะซิ”เฒ่าร้อยพิษตอบ ัตกตะลึง! “ผู้ชายของเ้า!?”
เฒ่าร้อยพิษรู้ว่าคำพูดตัวเองทำให้สหายรักใและงุนงงจึงเล่าเื่ราวให้ฟังอย่างละเอียด “คือข้า.........”
เมื่อฟังจบแล้ว ัก็พูดว่า “อ่อเ้าจึงจะไปถามเหยียนหลัวหวางซินะว่า ผู้ชายของเ้าไปเกิดใหม่เป็อะไร?”
“อืม” เฒ่าร้อยพิษพยักหน้ารับ
“แล้วถ้ามันเกิดใหม่เป็สัตว์เล่าเ้าจะทำอย่างไร?”
“ข้าก็จะเอามันมาเลี้ยงจนกว่ามันจะตายน่ะซิถ้ามันเกิดใหม่เป็มนุษย์ ข้าก็จะไปหมั้นหมายมันไว้ก่อน รอจนมันโต ก็แต่งกับมัน”
“แล้วถ้ามันเกิดเป็ผู้หญิงเล่า?” ัถาม
“ข้าก็จะรับมันเป็ลูกบุญธรรมเลี้ยงดูมันจนกว่ามันจะตาย แล้วไปเกิดใหม่น่ะซิ”
“แล้วถ้ามันเกิดเป็มารเล่า?”
“ยิ่งดีใหญ่ข้ากับมันจะได้อยู่ร่วมกันไปนานแสนนาน”
“แล้วถ้ามันเกิดเป็เทพเล่า?”
“เอ่อ...” เฒ่าร้อยพิษอึ้งไปนางไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลย หากมันเกิดเป็เทพ เทียนจวินจะยอมให้เทพของตัวเองเกี่ยวข้องกับนางงั้นหรือ?ย่อมไม่แน่นอน!
“ไปถามเหยียนหลัวหวางก่อน” นางบอก
ัพยักหน้ารับแล้วก็ก้มหัวลงไปให้สหายรักปีนขึ้นมาเมื่อสหายขึ้นมาแล้วัก็ทะยานออกไป ครั้นพ้นจากถ้ำแล้วัก็กางกรงเล็บกรีดอากาศเปิดมิติ แล้วพุ่งเข้าไปในรอยแยกที่เปิดออกในรอยแยกเป็ชายแดนยมโลก ัพาสหายรักทะยานไปยังวังยมโลกทันที
(อ่านฉากนี้ต่อได้ในเื่หงส์คืนแค้นค่ะตอนที่ 122 ค่ะ)
ทิวทัศน์เปลี่ยนกลับมาเป็ใต้ต้นไม้ใหญ่อีกครั้งเฉินมู่อิ๋งงงๆ “เมื่อกี้?”
“มิน่าเล่า ที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง” ผู้เฝ้ามองพึมพำออกมาเฉินมู่อิ๋งมองเขาอย่างงงๆ ผู้เฝ้ามองจึงอธิบายว่า“เฒ่าร้อยพิษผู้นั้นแท้จริงแล้วเป็มาร นางไม่ใช่มนุษย์นางปลอมแปลงตัวนางให้ดูแก่เฒ่าแฝงตัวอยู่กับมนุษย์”
เฉินมู่อิ๋งมองอย่างงงๆเขารับรู้แค่ว่ามารก็มีรูปร่างเหมือนมนุษย์นี่เอง แต่ั!เขาเพิ่งจะได้เห็นัตัวจริงๆ ชัดๆ ตาก็คราวนี้แหละ ัที่มีอยู่ในตำนานเห็นแต่ภาพวาด เมื่อได้เห็นตัวจริงๆ เขาก็ใไม่น้อยเชียวล่ะเขายังตะลึงอยู่จึงไม่ได้ขอดูชีวิตของใครต่อผู้เฝ้ามองก็กำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในใจ เกิดความเงียบงันระหว่างทั้งสองไปพักใหญ่จนกระทั่งผู้เฝ้ามองเลิกครุ่นคิดแล้ว เขาจึงถามว่า “เ้าอยากดูชีวิตของใครอีก?”
“ั ข้าอยากดูั”เฉินมู่อิ๋งพูดโพล่งออกมา ผู้เฝ้ามองตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วคลี่ยิ้มบางๆเขาคิดถึงัตัวอื่นไม่ออกนอกจากัดำตัวนั้น ทิวทัศน์พลันเปลี่ยนไปเฉินมู่อิ๋งเห็นัดำนอนหมอบอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียวักำลังใช้เล็บจิ้มลูกท้อกินทีละลูก...ทีละลูกเฉินมู่อิ๋งมองดูอย่างตื่นตาตื่นใจมาก “โอ...”
เฮยหลงรู้สึกว่าถูกใครสักคนมองอยู่นางจึงหันไปมองตามความรู้สึก ทางด้านข้างทางซ้าย นางเห็นเงาเลือนราง 2 เงาหนึ่งบุรุษหนึ่งทารก นางเคยเห็นรูปลักษณ์ของบุรุษเช่นนั้นมาก่อน “หือ?ผู้เฝ้ามองรึ”
ผู้เฝ้ามองใัตัวนี้มองเห็นเขาด้วยหรือ!? เป็ไปได้อย่างไร?พลังของผู้เฝ้ามองนั้นล้ำลึกมาก ไม่ว่าใครก็ไม่อาจมองเห็นผู้เฝ้ามองได้แต่ัตัวนี้กลับสามารถเห็นเขาได้!
ฟิ้ว--- เขายังไม่ทันคิดอะไรก็ถูกกรงเล็บใหญ่โตนั่นดีดจนตัวลอยละลิ่วไปแล้ว!“อ๋า---”
“หึ! คิดจะแอบดูข้าเ้าช่างบังอาจนัก!” เฮยหลงแค่นเสียงอย่างเ็านางเพียงแค่ดีดผู้เฝ้ามองคนนั้นออกไป ไม่ได้คิดฆ่าฟันให้ตกตาย เพราะผู้เฝ้ามองเป็เผ่าพันธุ์เผ่าหนึ่งที่มีพลังแปลกประหลาดเผ่าพันธุ์นี้มีน้อยยิ่งกว่าน้อยว่ากันว่าสืบทายาทยากเย็นยิ่งกว่าเผ่าเฟิ่งหวงเสียอีกนางยังไม่อยากสร้างศัตรูจึงเพียงแค่ไล่คนผู้นั้นไปเท่านั้น
เฉินมู่อิ๋งก็กระเด็นตามผู้เฝ้ามองไปด้วยเขาอยู่ภายใต้พลังของผู้เฝ้ามองดังนั้นเรียกว่าเขาถูกลูกหลงไปด้วยคงอธิบายสถานการณ์เช่นนี้ได้ตรงประเด็นที่สุดแล้วทั้งสองกระเด็นไปไกลลิบ ผู้เฝ้ามองรีบคว้าตัวเฉินมู่อิ๋งเอาไว้เขากอดเฉินมู่อิ๋งไว้กับอกใช้ตัวเป็เบาะกันกระแทกให้เ้าทารกน้อยตัวเขากระแทกกับต้นไม้ใหญ่ ตู้ม!
ต้นไม้หักกลาง ลำต้นข้างบนเอนล้มดังโคร้ม!
“อั๊ก!”ผู้เฝ้ามองกระอักเืออกมาคำโต เืสาดเปื้อนพื้นเป็วงกว้างเขาก้มมองเฉินมู่อิ๋ง โชคดีที่เขากอดเอาไว้หากไม่ใช่เพราะเขาปกป้องอยู่ป่านนี้เ้าเด็กคนนี้คงตายไปแล้ว แรงกระแทกขนาดนี้มนุษย์ย่อมแหลกเป็กองเนื้อแน่นอนขนาดเขามีพลังล้ำลึกถึงเพียงนี้ยังาเ็ไม่น้อย นับว่าัตัวนั้นมีพละกำลังแข็งแกร่งมากทีเดียวหากเขาเจอัตัวนั้นอีก เห็นทีต้องระวังให้มากเสียแล้วเพราะเขารู้สึกว่าพลังที่ดีดเขาออกมานั้นยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของัดำตัวนั้นเขารู้สึกว่าัตัวนั้นมีพลังแข็งแกร่งมาก
อาจจะแข็งแกร่งพอๆ กับาาัเลยกระมัง
“เ้าาเ็หรือไม่?” เขาถามพลางอุ้มร่างเฉินมู่อิ๋งขึ้นมาดูเขาดูจนทั่วไม่พบาแสักรอยก็เบาใจ เขาเดินไปหาที่นั่งเหมาะๆ แล้วนั่งลงวางร่างเฉินมู่อิ๋งบนตัก หยิบโอสถออกมากิน 1 เม็ดเขากลืนเืในปากลงไปแล้วเข้าฌานรักษาอาการาเ็
จิติญญาของเฉินมู่อิ๋งมองผู้เฝ้ามองตาปริบๆเขาไม่รู้ว่าผู้เฝ้ามองกำลังทำอะไร เห็นแต่ผู้เฝ้ามองนั่งหลับตาเขาเห็นเืตรงมุมปากจึงรู้ว่าผู้เฝ้ามองาเ็แต่เขาก็ไม่รู้อีกว่าาเ็มากน้อยเท่าใด จิติญญาของเขาไม่อาจทำอะไรได้มากทำได้เพียงมองดูอย่างเดียวเท่านั้น
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ผู้เฝ้ามองลืมตาขึ้น ร่างกายยังไม่หายดี แต่ก็ดีขึ้นมากแล้วเขาก้มมองจิติญญาเฉินมู่อิ๋ง “ข้าเกือบพาเ้าไปตายเสียแล้ว”
เฉินมู่อิ๋งมองอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ผู้เฝ้ามองพูดอีกว่า“ตอนนั้นข้าไม่ได้พาเ้าไปดูความทรงจำในอดีตแต่ข้าเผลอพาเ้าไปเฝ้ามองัตัวนั้นในปัจจุบันกาลการที่ันั่นมองเห็นข้าได้ทำให้ข้าแปลกใจมากทีเดียว พลังของข้าคือการพรางตัวยากนักที่ผู้ใดจะเห็นข้าได้หากข้าไม่้าให้เห็นแต่ัตัวนั้นกลับมองเห็นข้าซ้ำยังตบข้าอีกด้วย”
เฉินมู่อิ๋งไม่ค่อยเข้าใจนักเื่ราวที่ผู้เฝ้ามองพูดนั้นเกินความสามารถของความรู้อันน้อยนิดที่เขามีอยู่จะทำความเข้าใจได้แค่เื่ัเอย มารเอย สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็เหมือนตำนานปรัมปราที่มีในตำราทั้งหลายการที่เขาได้เห็นมาร เห็นั ก็นับว่าเหลือเชื่อแล้ว ส่วนเื่อื่นช่างมันเถอะผู้เฝ้ามองเห็นเฉินมู่อิ๋งทำหน้าไม่เข้าใจเขาจึงบอกว่า “วันนี้เ้ายังไม่เข้าใจก็ช่างมันเถอะวันหน้าเ้าเข้าสู่หนทางฝึกฝนเป็เทพหรือมารเมื่อไหร่ เ้าจะค่อยๆ เข้าใจเอง”
เฉินมู่อิ๋งพยักหน้าในใจ นั่นซิๆตอนนี้เขายังไม่เข้าใจก็ช่างมันเถิด แต่เขาอยากดูชีวิตของหมอคนอื่นๆ แล้วนะ ศาสตร์ความรู้ทางการแพทย์น่าสนใจไม่น้อยวันหน้าเขาเติบโตขึ้นย่อมได้ใช้ความรู้เหล่านี้อย่างน้อยศึกษาเอาไว้รักษาท่านแม่ของเขาก็ยังดี ท่านแม่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงอากาศหนาวไปนิดร้อนไปหน่อยนางก็ป่วยไข้ได้ง่ายเขาอยากศึกษาศาสตร์การแพทย์เพื่อท่านแม่ของเขา
“มองข้าเช่นนี้เ้าอยากดูชีวิตใครอีกงั้นรึ?” ผู้เฝ้ามองถามยิ้มๆ เฉินมู่อิ๋งพยักหน้าหงึกๆผู้เฝ้ามองถามต่อ “แล้วเ้าอยากดูชีวิตใครล่ะ?”
“ท่านหมอที่เก่งๆ ขอรับ” เฉินมู่อิ๋งบอก “ข้าอยากรู้ศาสตร์การแพทย์เอาไว้รักษาท่านแม่ขอรับท่านแม่ไม่ค่อยแข็งแรง ข้าอยากช่วยรักษาท่านแม่จะได้ไม่ต้องรอหมอมารักษา”
“โอ๋? กตัญญูเสียด้วย” ผู้เฝ้ามองยิ้มบางๆทิวทัศน์พลันเปลี่ยนไป เฉินมู่อิ๋งเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังบดสมุนไพรอย่างขมักเขม่นเขาจึงมองดูเด็กคนนั้นไปเรื่อยๆ ผู้เฝ้ามองก็มองดูเฉินมู่อิ๋งไปเรื่อยๆ
วันเวลาผ่านไป 15 วันแล้ว ตลอด 15 วันที่ผ่านมา เฉินมู่อิ๋งเฝ้ามองความทรงจำในอดีตของผู้คนมากมายหลายคนทั้งหมอ บัณฑิต ขุนนาง จอมยุทธ์เลื่องชื่อ พ่อค้า เ้าสำนัก นางรำ นักดนตรี ฯลฯเรียกว่าทุกอาชีพเลยก็ว่าได้ แต่อาชีพที่เขาเฝ้ามองมากหน่อยนั้นคือหมอ จอมยุทธ์และบัณฑิตมากความรู้ผู้เฝ้ามองก็มองดูเฉินมู่อิ๋งจนกระทั่งร่างเล็กๆ ลืมตาขึ้นเฉินมู่อิ๋งมองผู้เฝ้ามองผ่านดวงตาของร่างกาย เมื่อเห็นผู้เฝ้ามองเขาก็มองไม่เห็นประกายแสงจางๆจากตัวผู้เฝ้ามองแล้ว เขาไม่รู้ว่าตาเนื้อไม่อาจมองเห็นประกายของจิติญญาได้เขาทำหน้างงๆ อ้าปากพูด แต่เสียงที่ออกจากปากคือเสียงอ่อแอ้ๆ
ผู้เฝ้ามองยิ้มๆ บอกว่า “ร่างเ้ายังพูดไม่ได้เ้าจึงไม่อาจพูดอะไรกับข้าได้ในตอนนี้”
เอ๋? เฉินมู่อิ๋งทำหน้างงๆ กะพริบตาปริบๆส่งเสียงอ่อแอ้ๆ ข้าหิวๆ
ผู้เฝ้ามองเข้าใจเฉินมู่อิ๋งจากจิติญญาภาษาจิตนั้นไม่ต้องฟังผ่านหูแต่ใช้จิตสื่อถึงจิต เขากำลังจะหาของกินให้เฉินมู่อิ๋งพลัน! ก็มีนกสีน้ำเงินบินมาเกาะบ่าเขา ส่งเสียงจิ๊บๆๆๆๆ
เขาฟังนกตัวนั้นแล้วเบิกตาโต “พบเบาะแสชิงชิงฉวนแล้วรึ!?”
“จิ๊บๆ” นกร้องอีก ผู้เฝ้ามองฟังแล้วคิดหนักทันทีพบเบาะแสของชิงชิงฉวนอยู่แดนเทพ เขาไม่อาจพาเฉินมู่อิ๋งไปแดนเทพด้วยได้เฉินมู่อิ๋งเป็มนุษย์ไม่อาจทนรับแรงกดดันของแดนเทพได้ พาไปด้วยก็เท่ากับพาไปตายน่ะซิเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?
เขาคิดๆแล้วตัดใจปล่อยเฉินมู่อิ๋งอยู่ที่นี่ไปก่อน รอเขาได้ชิงชิงฉวนมาแล้วค่อยมารับเฉินมู่อิ๋งวันหน้าก็ได้
เมื่อคิดแล้วเขาจึงพาเฉินมู่อิ๋งกลับไปส่งที่บ้านตอนที่เขาปรากฏตัวขึ้นในจวนหลังนั้น มารดาของเฉินมู่อิ๋งนอนหลับอยู่บนเตียงหน้าตาซูบเซียวมาก ที่แก้มยังมีคราบน้ำตาเป็ทางติดอยู่ส่วนบิดาของเฉินมู่อิ๋งก็นอนฟุบอยู่ข้างเตียง มือกุมมือฮูหยินเอาไว้ เฉินมู่อิ๋งเห็นท่านแม่กับท่านพ่อแล้วก็รู้สึกปวดใจมากเขาส่งเสียงอ่อแอ้ๆ
“ข้าพาเ้ากลับมาก่อนวันหน้าข้าค่อยมาพาเ้าไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อาจจะสองสามปีหรือไม่ก็สิบปีร้อยปีก็ได้ ข้าตามหาชิงชิงฉวนมานานแล้ว ข้าจะต้องหาชิงชิงฉวนให้เจอให้ได้ข้าปล่อยให้เ้าอยู่กับพ่อแม่เ้าไปก่อน” ผู้เฝ้ามองบอกพลางวางเฉินมู่อิ๋งข้างๆมารดาของเขาแล้วหายตัวไป เฉินมู่อิ๋งส่งเสียงอ่อแอ้ๆ เพราะว่าท้องของเขาหิวมาก
เฉินม่านอิ๋งได้ยินเสียงเด็กก็ลืมตาดูวินาทีที่เห็นลูก นางตกตะลึงงัน!
“แอ๊ๆ” เฉินมู่อิ๋งส่งเสียงเฉินม่านอิ๋งยื่นมือไปจับแก้มลูกอย่างไม่แน่ใจว่าเป็ความจริงหรือความฝันทันทีที่นิ้วััความอุ่นนุ่มนางก็ดีใจจนร้องไห้โฮๆ “โฮ...”
นางอุ้มลูกมากอดแนบอก ร้องไห้อย่างดีใจสุดชีวิตเฉินจงกุ้ยสะดุ้งตื่น “เกิดอะไร...”
เขาพูดไม่ทันจบก็ชะงักค้างไป มองดูฮูหยินกอดเด็กร้องไห้โฮๆอยู่บนเตียง เขาเห็นหน้าเด็กคนนั้นเขาก็ร้องไห้ออกมาทันที “ลูกข้า! โฮ...”
สาวใช้สะดุ้งตื่น “เกิดอะ...”
พวกนางปากอ้าตาค้างกันถ้วนหน้ามองดูนายท่านกับฮูหยินที่กำลังร้องไห้โฮๆ เห็นฮูหยินกอดเด็กคนหนึ่งเอาไว้แน่นพวกนางรีบลุกไปล้อมดู ครั้นเห็นหน้าตาเด็กคนนั้นพวกนางก็ตะลึงไป “คุณชายน้อย!”
เฉินจงกุ้ยร้องไห้อยู่พักใหญ่แล้วค่อยๆสงบจิตสงบใจ เขาเช็ดน้ำตาออกแล้วถามฮูหยินว่า “เจอลูกได้อย่างไร?”
“ข้า อึกๆ เห็น อึกๆ เขา อึกๆ อยู่ข้างๆอึกๆ...” ฮูหยินพูดปนสะอึกสะอื้น เฉินจงกุ้ยยื่นมือไปลูบๆ ศีรษะฮูหยิน “เจอลูกก็ดีแล้วดีแล้ว”
เขากอดฮูหยินกับลูกเอาไว้ น้ำตาซึมตรงหางตาเขาดีใจที่สุดที่เจอลูก เฉินมู่อิ๋งหิวจนหันหน้ามุดๆ อกท่านแม่เฉินม่านอิ๋งตะลึงไปสองอึดใจ จากนั้นก็อุ้มลูกกินนม เฉินมู่อิ๋งดูดนมจ๊วบๆอย่างหิวจัด เฉินม่านอิ๋งดีใจมากที่เจอลูก อีกทั้งลูกยังกินนมได้แล้ว โอ!
หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าเจอเฉินมู่อิ๋งแล้วแพร่กระจายออกไปเฉินไฮ่ผิงกับเฉินเหวินเคอแค้นใจยิ่งนัก พวกเขารีบไปดูให้เห็นกับตาว่าเจอเ้าเด็กนั่นแล้วจริงๆบ่าวก็รายงานนายท่านว่า “ท่านเฉินไฮ่ผิงกับท่านเฉินเหวินเคอมาขอรับ”
“ไล่ไปซะ” เฉินม่านอิ๋งสั่งอย่างไม่ไว้หน้าเฉินจงกุ้ยจึงบอกว่า “ข้าจะไปพบพวกเขาสักหน่อย เ้าก็รออยู่นี่แหละข้าไปไม่นานหรอก”
“เ้าค่ะ” เฉินม่านอิ๋งพยักหน้าเฉินจงกุ้ยจึงเดินออกไปพบน้องๆ แม้ว่าเขาจะไม่ชอบน้องทั้งสองแต่ถึงอย่างไรก็เป็น้องพ่อเดียวกันจะตัดญาติขาดมิตรกันก็น่าเกลียดเกินไป เฉินไฮ่ผิงกับเฉินเหวินเคอเห็นพี่ใหญ่เดินมาก็รีบถามทันที“ได้ข่าวว่าเจอหลานแล้วข้าจึงรีบมาดูขอรับ”
“อืม เจอแล้ว” เฉินจงกุ้ยพยักหน้าเฉินไฮ่ผิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง พึมพำว่า “มันยังไม่ตายอีกรึ?พิษนั่นสมควรที่จะทำให้มันตายไปแล้วซิ”
เฉินเหวินเคอรีบทำทีเซไปกระแทกพี่รอง “โอย”
“อ่ะ!” เฉินไฮ่ผิงจับน้องสามประคองไว้ตามสัญชาตญาณเฉินจงกุ้ยได้ยินที่น้องรองพูดไม่ถนัดนัก แต่เขาก็ทำหน้าเฉยไม่กระโตกกระตากอะไร ทำท่าเหมือนไม่ได้ยินอะไรเลยถามว่า “น้องสาม เ้าเป็อะไรรึ?”
“ข้ารู้สึกเวียนหัวขอรับ”เฉินเหวินเคอบอกแสร้งทำท่าให้สมจริง เฉินไฮ่ผิงจึงรู้ตัวว่าเมื่อกี้เขาพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปเขาเหลือบมองพี่ใหญ่ เห็นท่าทางพี่ใหญ่ก็ปกติดีคงไม่ได้ยินที่เขาพูดเมื่อกี้กระมัง
“เช่นนั้นก็เชิญท่านหมอมาตรวจสักหน่อยเถอะหากเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้รีบรักษา” เฉินจงกุ้ยบอกอย่างมีน้ำใจ เฉินเหวินเคอพยักหน้า “เดี๋ยวข้ากลับบ้านไปจะให้คนไปตามหมอขอรับ”
เฉินไฮ่ผิงจึงโล่งอกที่พี่ใหญ่ไม่ได้ยินสิ่งที่เขาเผลอพูดเมื่อครู่“น้องสามไม่ค่อยสบาย เช่นนั้นข้าพาเขาไปส่งก่อนนะขอรับ”
“อืม ไปเถอะ” เฉินจงกุ้ยบอกเฉินไฮ่ผิงก็ประคองน้องสามเดินออกจากจวนไป เฉินเหวินเคอก็ทำท่าทางให้สมจริง
เดินออกไปพร้อมกับพี่รองเฉินจงกุ้ยเรียกพ่อบ้านเหลียงเข้ามากระซิบสั่งว่า “ส่งคนไปจับตาดูน้องรองกับน้องสามให้ดีข้าคิดว่าพวกเขาอาจจะทำอะไรไม่ดีกับลูกข้าก็ได้ เมื่อกี้ข้าได้ยินเขาพูดถึงพิษ”
“ขอรับ”พ่อบ้านเหลียงรับคำสั่งแล้วส่งคนไปจับตาดูน้องทั้งสองของนายท่านอย่างลับๆ
วันต่อมาเฉินจงกุ้ยก็ไปทำงาน ฮ่องเต้ดีใจที่เฉินจงกุ้ยสามารถมาทำงานได้แล้ว แต่เสนาบดีไฉฟู่ไม่ดีใจเลยสักนิดน่าจะป่วยจนไม่อาจกลับมาทำงานได้ตลอดไปยิ่งนัก! หึ!
เมื่อได้ลูกคืนมาเฉินม่านอิ๋งก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ นางกินได้มากขึ้น สีหน้าผ่องใสขึ้นมากติงเฟิ่งเหล่ยมาตรวจอาการก็ดีใจมากที่ฮูหยินเฉินอาการดีขึ้น เขาตรวจคุณชายน้อยด้วยพบว่าคุณชายน้อยแข็งแรงดีก็ดีใจมาก เฉินม่านอิ๋งจึงพูดกับติงเฟิ่งเหล่ยว่า “ข้าคงต้องรบกวนท่านหมอให้ช่วยแพร่ข่าวออกไปว่าลูกชายข้าอ่อนแอใกล้ตายคาดว่าคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงปี”
“หือ?” ติงเฟิ่งเหล่ยงงๆ เฉินม่านอิ๋งพูดต่อ“หากคุณชายน้อยแข็งแรงดีคงตกเป็เป้าสังหารของกลุ่มคนที่ไม่หวังดีกับสามีข้าเื่เช่นนี้ท่านคงเข้าใจกระมัง”
“อ่อ” ติงเฟิ่งเหล่ยเข้าใจ “แต่หากคนอื่นเห็นว่าคุณชายน้อยแข็งแรงดีข่าวนี้ก็ไม่อาจปิดฟ้าได้น่ะซิ”
“วันหน้าค่อยบอกว่าคุณชายน้อยหายป่วยก็ได้นี่นา”เฉินม่านอิ๋งบอก ติงเฟิ่งเหล่ยพยักหน้าเข้าใจ “อ่อ”
“เช่นนั้นข้าจะช่วยเท่าที่ช่วยได้”เขาบอกอย่างมีน้ำใจ เฉินม่านอิ๋งยิ้มให้ติงเฟิ่งเหล่ยก็สั่งยาให้ฮูหยินแล้วลากลับไป
เฉินม่านอิ๋งมองลูก อุ้มลูกมากอดไม่ยอมวางเลยทีเดียวเฉินมู่อิ๋งก็หลับอยู่ในอ้อมอกท่านแม่อย่างมีความสุข เขาไม่ร้องไห้โยเยอีกแล้วเพราะจิติญญาของเขาเติบโตแล้ว การเฝ้ามองผู้คนมากมายใน่หลายวันนั้นทำให้จิติญญาของเขาเติบโตเกินเด็กเรียกว่าจิติญญาเป็ผู้ใหญ่ในร่างเด็กก็ได้
เฉินม่านอิ๋งมองลูก รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ลูกไม่ร้องไห้โยเยเลยหากว่านางจำลูกไม่ได้ก็คงคิดว่าเด็กคนนี้อาจจะไม่ใช่ลูกของนางกระมังแต่เพราะปานแดงรูปลูกท้อตรงหลังหูซ้ายทำให้นางจำได้แม่นว่านี่คือลูกของนางคนอื่นแทบไม่ได้จับลูกของนางเลยจึงไม่รู้ว่าลูกมีปานแดงที่หลังหูซ้ายอีกทั้งต่างหูไพลินข้างนั้นก็ยังติดอยู่ที่หูซ้าย สองสิ่งนี้ย่อมเป็เครื่องยืนยันว่าเด็กคนนี้เป็ลูกของนางจริงๆ
แม้จะแปลกใจแต่นางก็ไม่คิดอะไรมากนักนางเลี้ยงลูกไปเรื่อยๆ ไม่ยอมให้ใครอุ้มเลยนอกจากสามีสาวใช้ก็คอยช่วยทำงานอย่างอื่นแทน อย่างเช่นเก็บผ้าไปซัก เตรียมน้ำอาบเตรียมอาภรณ์ ฯลฯ
วันคืนผ่านไปโดยที่เสนาบดีเฉินไม่ได้จัดฉลองเดือนให้ลูกชายเพราะล่วงเลยมาแล้วอีกทั้งเขา้าให้ผู้คนเข้าใจว่าลูกของเขาอ่อนแอใกล้ตาย หากให้คนอื่นเห็นลูก เช่นนั้นข่าวที่ว่าคุณชายน้อยของจวนเสนาบดีเฉินอ่อนแอย่อมไม่เป็ความจริงดังนั้นเขาจึงเลี้ยงลูกให้อยู่แต่ในจวน สาวใช้บ่าวไพร่ล้วนปิดปากเงียบใครถามเกี่ยวกับคุณชายน้อยก็บอกว่าคุณชายน้อยอ่อนแอยิ่งนัก สามวันดีสี่วันไข้
บางคนที่หวังดีก็แนะนำให้ท่านเสนาบดีเฉินทำพิธีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาเฉินจงกุ้ยก็ทำตามอย่างไม่เกี่ยงงอน ก็พิธีเช่นนี้ไม่มีอะไรเสียหายนี่นาส่วนคนที่ไม่หวังดีก็คอยพูดกระทบกระเทียบบ่อยครั้งว่าให้เสนาบดีเฉินทำใจวันไหนคุณชายน้อยจะตายก็ไม่อาจรู้ได้ปุ๊บปับตายไปก็อย่าได้เสียใจมาก เฉินจงกุ้ยก็ไม่ตอบโต้อะไรเขาฟังคำพูดเ่าั้เหมือนลมผ่านหู
เมื่ออายุเข้าเดือนที่ 8 เฉินมู่อิ๋งก็เริ่มพูด ส่งเสียงเป็คำๆ อ่อแอ้ๆ เฉินม่านอิ๋งดีใจมากสอนลูกเรียกแม่ทั้งวันเลยทีเดียว เฉินจงกุ้ยปลื้มใจมากที่ลูกเริ่มหัดพูดแล้ว
ครั้นเข้าเดือนที่ 9 เฉินมู่อิ๋งก็เริ่มยืนและหัดเดิน เฉินม่านอิ๋งดีใจยิ่งนักเฉินจงกุ้ยก็ปลื้มใจมากที่ลูกหัดเดิน
เมื่อครบปีเฉินมู่อิ๋งก็เดินเตาะแตะๆ ไปมาอยู่ในเรือน สาวใช้ล้วนประหลาดใจมากที่คุณชายน้อยเลี้ยงง่ายเหลือเกินไม่โยเย ไม่งอแง ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอนฮูหยินก็ชอบเอาตำรามาอ่านให้คุณชายน้อยฟังบ่อยๆ บางคราวก็ท่องกลอนเป็ท่วงทำนองไพเราะเฉินมู่อิ๋งก็ฟังอย่างเพลิดเพลิน เขาชอบเสียงของท่านแม่มากเสียงของท่านแม่ไพเราะที่สุด เขาฟังเพลินจนหลับไปบ่อยๆ
เมื่ออายุครบปีเฉินจงกุ้ยก็จัดงานฉลองเล็กๆ ภายในจวน เชิญคนสนิทมาร่วมงานไม่กี่คนเฉินม่านอิ๋งก็พาลูกออกมาพบปะผู้คนชั่วประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็พาลูกกลับเรือนไปให้เหตุผลกับแขกที่มาร่วมงานว่าคุณชายน้อยไม่ค่อยสบายนัก
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจreadfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ