บทที่ 18 จะเป็ผู้ใดกันเล่า?
อู๋จิ้งอวิ๋นเดินทางกลับจากตรอกเหมยฮวา หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย นางไม่อาจแม้แต่จะแยกแยะได้ว่าสิ่งที่นางเรียกว่า ‘อดีตชาติ’ นั้น แท้จริงแล้วเป็ความทรงจำจากชาติที่แล้วจริง ๆ หรือเป็เพียงความคิดที่สับสนของนาง
หรือจริง ๆ แล้วมีผู้ที่เกิดใหม่เช่นเดียวกับนางด้วย?
หากเป็เช่นนั้นจริง ผู้นั้นจะเป็ผู้ใดกัน? หลิวปี้ฉิน? เซียวอวี้เฉิน? หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับจวนโหวหย่งหนิง?
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเป็ผู้ที่เกี่ยวข้องกับจวนโหวหย่งหนิงแน่นอน ไม่เช่นนั้นหลิวปี้ฉินคงไม่หายตัวไป
นางกลับถึงจวนด้วยใจที่สับสน เพียงเพิ่งจะเข้าไปในเรือนของตน สาวใช้คนสนิทของอู๋ฮูหยินก็เดินมาบอกแจ้งว่า ให้นางไปรับประทานอาหารกลางวันที่เรือนของอู๋ฮูหยิน ในยามนี้มีท่านพ่อ อู๋กั๋วเหลียง ของนางก็อยู่ที่นั่นด้วย
หลังจากกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนแล้ว อู๋จิ้งอวิ๋นก็ตรงไปยังเรือนของอู๋ฮูหยิน เมื่อเข้าไปในห้องโถง นางเห็นบิดาของนางกำลังก้มหน้าจิบชา ขณะอู๋ฮูหยินกำลังกล่าวบางอย่างกับเขาด้วยรอยยิ้ม อู๋จิ้งชูและอู๋จิ้งหย่า น้องสาวทั้งสองของนางกำลังพูดคุยกันเบา ๆ
หลังจากได้พบบิดาอีกครั้งหลังเกิดใหม่ ในใจของอู๋จิ้งอวิ๋นกลับไม่มีความรู้สึกใด ๆ ในชาติก่อนนางยังโหยหาความรักจากผู้เป็บิดา หวังว่าบิดาจะมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของอู๋ฮูหยิน ทว่าภายหลังนางก็ตระหนักได้ว่า ในใจบิดามีเพียงหน้าที่การงานของท่านเท่านั้น สิ่งอื่นใดไม่อาจเป็ที่สนใจได้เลย
“ท่านพ่อ ท่านแม่” อู๋จิ้งอวิ๋นเดินเข้าไปคำนับ
อู๋กั๋วเหลียงวางถ้วยชาในมือลง ก่อนจะมองนางแล้วถามขึ้น
“ร่างกายของเ้าดีขึ้นแล้วหรือ?”
อู๋จิ้งอวิ๋นยิ้มตอบ “ดีขึ้นแล้วเ้าค่ะ”
“หลังจากนี้ก็ระวังตัวให้มากขึ้น” อู๋กั๋วเหลียงกล่าวจบก็จิบชาต่อ โดยไม่มีทีท่าว่าจะกล่าวสิ่งใดกับนางอีก อู๋จิ้งอวิ๋นเองก็ไม่ได้รู้สึกเ็ป
อู๋ฮูหยินจับมือของนาง แล้วกล่าวด้วยสีหน้าเอ็นดู “แม้ร่างกายเ้าจะดีขึ้นแล้ว แต่เ้าก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าออกไปข้างนอกบ่อยนัก หากโดนลมหรือถูกผู้อื่นชนเข้าจะแย่เอาได้”
“เ้าออกไปข้างนอกหรือ?” อู๋กั๋วเหลียงจ้องมองไปยังธิดา พลางถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย หลังจากได้ยินคำพูดของอู๋ฮูหยิน
อู๋จิ้งอวิ๋นก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววเย้ยหยันในดวงตา "อยู่แต่ในเรือนมาหลายวัน ข้ารู้สึกอึดอัด ข้าเพียงอยากออกไปเดินเล่นเท่านั้นเ้าค่ะ”
“สองวันมานี้ภายนอกโกลาหลนัก อย่าออกไปเที่ยวเล่นให้วุ่นวาย” อู๋กั๋วเหลียงออกคำสั่ง
“เกิดเหตุใดขึ้น” อู๋ฮูหยินหันไปถาม
อู๋กั๋วเหลียงไม่อยากบอกกล่าวเื่ภายนอกกับสตรี ทว่าอู๋ฮูหยินเป็ภรรยาเอก นางจำต้องรู้บ้างในบางสิ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “คนของจวนตระกูลเหลียงทุบเรือนหลังหนึ่งของจวนโหวหย่งหนิงจนพัง ต่อแต่นี้ไปทั้งสองตระกูลคงมีเื่ให้ต้องปวดหัว”
“โอ้์” อู๋ฮูหยินอ้าปากค้างด้วยความใ “นี่… นี่ตระกูล
เหลียงมันช่าง…” หน้าไม่อายเสียจริง
อู๋จิ้งอวิ๋นเองก็ใเช่นกัน นางไม่คิดว่าเื่จะแพร่สะพัดไปเร็วถึงเพียงนี้ แม้แต่บิดาของนางเองก็รับรู้
“พระสนมได้รับความโปรดปราน ตระกูลเหลียงจะทำสิ่งใดก็ย่อมได้…” อู๋ฮูหยินกล่าวด้วยสีหน้ากังวล “จิ้งอวิ๋นหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่แห่งจวนโหวหย่งหนิงไปแล้วนั้น จะส่งผลใดตามมาหรือไม่?”
“วางใจได้” อู๋กั๋วเหลียงกล่าว “ก่อนเซียวไฮว่แห่งจวนโหวหย่งหนิงจะจากไป เขาได้รับความไว้วางพระทัยจากฮ่องเต้พอควร ทั้งยังตายในสนามรบ ฮ่องเต้ย่อมต้องเกรงใจอยู่บ้าง”
อู๋ฮูหยินถามอย่างแคลงใจ “เหตุใดตำแหน่งโหวหย่งหนิงยัง…”
อู๋กั๋วเหลียงขัดคำพูดของนาง “เื่นี้มันซับซ้อนนัก เ้าไม่จำเป็ต้องรู้” จากนั้นก็มองไปกล่าวกับอู๋จิ้งอวิ๋น “แม้เซียวอวี้เฉินจะไม่ใช่ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่น แต่การรักษาสิ่งที่มีอยู่ก็ไม่น่าจะมีปัญหา การแต่งงานเป็เื่ที่ดี เ้าควรไปมาหาสู่กับโหวฮูหยินให้บ่อย ๆ”
อู๋จิ้งอวิ๋นกำผ้าเช็ดหน้าแน่นและก้มหน้านิ่ง ชาตินี้นางไม่มีทางแต่งงานกับเซียวอวี้เฉินแน่นอน หากเปิดโปงเื่ของเซียวอวี้เฉินไม่สำเร็จ นางก็ต้องหาวิธีอื่นเพื่อให้ถอนหมั้น
“เป็อันใดไป?” อู๋กั๋วเหลียงเห็นว่าธิดาไม่กล่าวสิ่งใด จึงถามพลางขมวดคิ้ว
“เข้าใจเ้าค่ะ” อู๋จิ้งอวิ๋นตอบ
คงต้องประวิงเวลาไปก่อน
อู๋ฮูหยินยิ้มพลางดึงอู๋จิ้งอวิ๋นให้มานั่งข้าง ๆ “วันนี้โหวฮูหยินส่งคนมาเยี่ยมเ้า อีกสองวันเ้าก็ควรไปเยี่ยมนางที่จวนโหว ถึงยามนั้นให้น้องสาวทั้งสองของเ้าไปด้วย ได้ยินว่าโหวฮูหยินชอบความครึกครื้น”
อู๋จิ้งอวิ๋นได้เพียงยิ้มโดยไม่กล่าวสิ่งใด เหตุใดนางจะไม่รู้ประสงค์ของอู๋ฮูหยินเล่า? นางคิดจะแย่งการหมั้นหมายในครั้งนี้มานานแล้ว
อู๋ฮูหยินเห็นว่านางไม่กล่าวสิ่งใด แม้ปากจะยิ้มอยู่ ทว่าในดวงตากลับเ็านัก
เมื่ออาหารถูกจัดวางบนโต๊ะ ไม่ว่าทุกคนในครอบครัวจะมีความคิดใดอยู่ในใจ ทว่าก็ทานมื้ออาหารนี้ร่วมกันอย่างสงบสุข หลังจากทานอาหารเสร็จ อู๋จิ้งอวิ๋นก็กลับไปยังเรือนบ้านของนาง ก่อนจะไล่สาวใช้ออกไป แล้วนั่งเหม่ออยู่บนตั่งเพียงผู้เดียว
หลังจากสงบสติอารมณ์ลง อู๋จิ้งอวิ๋นก็เริ่มหัวเราะเยาะให้กับความคิดเพ้อฝันก่อนหน้านี้ นางเพียงแค่ได้เกิดใหม่ แล้วมันจะเป็ความคิดที่สับสนได้เช่นไร ถึงอย่างนั้นหากมีผู้ที่เกิดใหม่เช่นนาง คนผู้นั้นจะเป็ใครกัน?
หลังจากคิดอยู่นาน ก็ยังหาเหตุผลที่แน่ชัดไม่ได้ นางจึงตัดสินใจปล่อยวางไปก่อน สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการถอนหมั้นกับเซียวอวี้เฉิน เพราะการเปิดโปงความจริงเกี่ยวกับเซียวอวี้เฉินในครานี้ไม่สำเร็จ นางจำต้องหาเหตุผลอื่นในการถอนหมั้น
ในสายตาของผู้คนทั้งหลาย เซียวอวี้เฉินมีรูปโฉมงดงาม มาจากตระกูลที่ดี แม้จะไม่มีความสามารถใดที่โดดเด่น ทว่านิสัยของเขาก็ไม่ได้เลวร้าย ในบรรดาคุณชายจากตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจ ถือว่าเขาดีมากทีเดียว ทั้งยังเป็ที่หมายปองของเหล่าสตรีในเมืองหลวงที่อยากแต่งงานด้วยเสมอมา
ดังนั้น การหาเหตุผลเพื่อถอนหมั้นจึงเป็เื่ยาก
เมื่อคิดถึงเื่ที่อู๋ฮูหยินอยากแย่งการหมั้นหมายของนาง อู๋จิ้ง
อวิ๋นรู้สึกว่าอาจจะใช้ประโยชน์จากเื่นี้ได้ เพียงต้องระวังอย่าให้ผู้ใดมากล่าวหานางได้
จวนโหวหย่งหนิง
ตี้จื่อกุยมีความยาวกว่าหนึ่งพันตัวอักษร หากเขียนห้ารอบก็จะมากกว่าห้าพันตัวอักษร ั้แ่เที่ยงวันจนถึงพลบค่ำสามพี่น้องตระกูลเซียวก็ยังเขียนไม่เสร็จ ทั้งสามคนแทบไม่ได้ทานอาหารกลางวัน บัดนี้หิวจนท้องกิ่วแล้ว
ถังซูอี๋มองดูท้องฟ้าภายนอก จากนั้นสั่งให้คนจัดเตรียมอาหารเย็น แล้วไปยังห้องหนังสือ ภายในมีแสงสว่างจากโคมที่ถูกจุดไว้ เด็กดื้อทั้งสามกำลังนั่งเขียนตัวอักษรอย่างเรียบร้อย
ถังซูอี๋ยิ้มมุมปาก อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังคงเป็เด็ก
ถังซูอี๋เดินไปยังโต๊ะหนังสือ พลางถาม “เขียนเสร็จหรือไม่?”
ทั้งสามคนเงยหน้าขึ้น ยังไม่ทันที่เซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้ิจะกล่าว เซียวอวี้จูก็ยื่นปากร้องไห้ “ท่านแม่~ ข้ามือเจ็บ เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
เซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้ิเริ่มคลึงข้อมือ
ถังซูอี๋เดินไปยืนข้าง ๆ เซียวอวี้จู พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้ “ไปทานข้าวก่อนเถิด ที่เหลือค่อยเขียนให้เสร็จพรุ่งนี้ก็ได้”
ทั้งสามคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทันใดนั้นก็ได้ยินถังซูอี๋กล่าวขึ้น “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วมาทานข้าวกัน”
บ่าวรับใช้ส่วนตัวของเซียวอวี้เฉินและเซียวอวี้ิได้นำเสื้อผ้ามาให้พวกเขาแล้ว ทั้งสองคนจึงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ถังซูอี๋จูงมือเซียวอวี้จูเข้าไปในห้องนอนของนางและช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ด้วยตนเอง
“ใจที่ตำหนิผู้อื่น ก็ตำหนิตนเอง ใจที่ให้อภัยตนเอง ก็ให้อภัยผู้อื่น” ถังซูอี๋ใช้ผ้าเช็ดหน้าชุ่มน้ำเช็ดหน้าให้เซียวอวี้จู พลางกล่าวต่อไป “การ กระทำสิ่งต่าง ๆ ต้องคิดถึงจุดยืนของอีกฝ่ายให้มาก เ้าอยากให้พี่ชายทั้งสองรักใคร่เ้า ผ่อนปรนให้เ้า แต่เ้าเคยให้อภัยพวกเขา รักใคร่พวกเขาบ้างหรือไม่?”
เซียวอวี้จูทำหน้าบึ้งไม่กล่าวสิ่งใด ถังซูอี๋จึงกล่าวต่อ “เ้ารู้นิสัยของพี่ชายคนรองของเ้าดี เขาลูบหัวเ้าเพราะความรัก เพียงแต่ไม่รู้จักเบามือก็เท่านั้น ในเมื่อเขามีเจตนาดีก็ควรให้อภัย เ้าสามารถบอกเขาได้ว่าให้เขาเบามือหน่อย”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เซียวอวี้จูกล่าวเสียงเบา "บางคราพี่ชายคนรองก็ใจดีกับข้า”
ถังซูอี๋ยิ้ม “ถูกแล้ว พี่ชายทั้งสองของเ้าใจดีกับเ้ามาก”
“ตราบใดที่เป็ความหวังดี ข้าต้องให้อภัยทุกครั้งเลยหรือเ้าคะ? เซียวชิงอวี่ทำของของข้าพัง แล้วก็บอกว่านางหวังดี ไม่ได้ตั้งใจ” เซียว
อวี้จูเงยหน้าน้อย ๆ ขึ้นถาม