บทที่ 24
หัวมันเป็ของชั้นต่ำจริงหรือ
กองไฟที่ใช้เผามันหวานมอดดับลงไปแล้ว เหลือเพียงท่อนมันสีขี้เถ้าไม่ก็ดำน่าเกลียดกองอยู่ แต่พวกมันกลับส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจยิ่งนัก
เนื้อข้างในเนียนนุ่ม มีเส้นใยอ่อน ๆ ไม่ฝืดคอ สีเหลืองนวลค่อนไปทางขาวจนทำให้ก่อนหน้านั้นคุณป้าผู้ค้าขายสิ่งทอและอุปกรณ์ตัดเย็บพิจารณาอย่างสนใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็ลอกเปลือกสกปรกออก ก่อนจะเป่าให้มันหายร้อนลงสักหน่อย
แม้อากาศปลายฤดูใบไม้ผลิต้นหน้าร้อนจะอบอุ่น แต่ก็ไม่ถือว่าร้อนจัดจนทำให้การกินของเผาเสียอรรถรส ทันทีที่มันหวานเข้าปาก ความละมุนหวานนุ่มลิ้นก็แผ่ซ่าน คุณป้าแม่ค้าใกับความอร่อยจนไม่พูดไม่จา แค่พริบตาเดียวหัวมันท่อนเขื่องก็หายวับไป เหลือเพียงแววตาหิวกระหายที่กำลังจ้องมองหัวมันที่เหลืออยู่ในกองขี้เถ้า
สักพักเ้าหนูคิทก็ใช้ไม้เขี่ยพวกมันออกมา ลอกเปลือกออกแล้วแจกจ่ายให้กับผู้สนใจ เมื่อมีคนแรกกล้ารับ คนที่สอง คนที่สาม และคนต่อ ๆ ไปก็เริ่มรุมล้อมเข้ามาจนกองหัวมันชุดแรกหายวับเข้าปากของเหล่าคนค้าขายไปในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ และแล้วเวลาของชาวสวนตัวน้อยผู้้าเสนอขายสินค้าก็มาถึง
“ทางโบสถ์ของเรามีหัวมันพอจะแบ่งขายให้พวกท่านได้ประมาณสิบกระสอบใหญ่ มีใครสนใจไหมครับ?”
“อืม... เราขอบคุณมากที่เ้าแนะนำของอร่อยแบบนี้ให้นะเ้าหนู เพียงแต่...” หัวหน้ากลุ่มพ่อค้ารู้สึกหนักใจบางอย่าง “พูดตามตรงเลยนะ ไม่มีใครคิดจะกินอาหารแบบนี้มานานมาก จนวิธีการปรุงหายไปหมดแล้วล่ะ ต่อให้พวกเราซื้อมา คงทำได้อร่อยไม่เท่าเ้าหรอก...”
“ไม่ยากเลยครับ จะเอามาเผา หรือต้มกินเป็สตูร่วมกับเนื้อ หรือทำเป็ซุปก็ได้ ของพวกนี้ทำอาหารได้หลายอย่างมากเลยนะครับ” คิทพยายามโน้มน้าวต่อเนื่อง แต่แววตาสงสัยและไม่มั่นใจของทุกคนก็ยังไม่จางหายไปเพียงเพราะลมปาก
“มันก็ยังเสี่ยงอยู่ดี ข้าพอจะมองออกว่าความแม่นยำในการควบคุมกองไฟของเ้ามีมากขนาดไหน คงจะฝึกฝนการทำมันเผามานานแล้วสินะ” พ่อค้าขายหนังสัตว์หรี่ตามองเหมือนพยายามจับพิรุธ แต่เมื่อไม่เห็นอะไรเขาก็เผยรอยยิ้ม
หนทางการเป็พ่อค้าของเด็กคนนี้ยังต้องฝึกอีกมากนัก แต่พวกเขาจะช่วยพัฒนาความคิดให้เข้าที่เข้าทางเอง นาน ๆ ทีจะเจอเด็กน่าสนใจและหัวไวเช่นนี้ เมื่อสบตาสหายหลายคนที่มีความเห็นใกล้เคียงกัน ทุกคนก็อมยิ้มเล็กน้อย
“ทำไมเ้าไม่ลองทำอาหารขายดูล่ะ อาหารปรุงเสร็จอร่อยน่ากิน พวกเรายินดีซื้อนะจ๊ะ”
“ข้ายินดีให้เช่าที่ วันละหนึ่งเหรียญเงินเท่านั้น ฟรีสองวันแรกด้วยเอ้า!”
“ถ้าทำให้พวกเราติดใจได้ การค้าขายในอนาคตก็จะดีขึ้น เงินหมุนเวียนมากขึ้น ช่องทางค้าขายเพิ่มขึ้น แถมยังอาจมีคนสนใจผลผลิตแสนอร่อยพวกนี้ แล้วเดินทางมารับซื้อจากพวกเ้าโดยตรงได้อีก ทีนี้... หึ ๆ ๆ” สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโลภแบบเกินพอดีของหัวหน้าพ่อค้า พร้อมกับรอยยิ้มน่าขนลุกทำให้คิทสะดุ้ง
หนุ่มน้อยจึงคิดตาม เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความคิดการณ์ไกลของพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้เป็สิ่งที่ตนเองไม่เคยนึกถึงมาก่อน เขาไม่เคยเป็พ่อค้า ไม่ว่าจะมีประสบการณ์จากโลกใบนี้หรือใบเก่าก็ตาม ความรู้พื้นฐานที่มีเกี่ยวกับกลไกตลาดเช่นดีมานและซัพพลาย (Demand & Supply) ยังคงพอมีให้เข้าใจติดหัวอยู่บ้าง แต่การขยายกิจการจนใหญ่โตแบบนี้... เขาจะทำไหวไหมหนอ
เ้าหนูน้อยยืนจับคางครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจได้ การค้าขายผลผลิตทางการเกษตรเป็หน้าที่ของชาวสวนอยู่แล้ว ฝึกฝนไว้แต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่สิ่งที่เสียหายอะไร ประสบการณ์จริงมีค่ายิ่งกว่าการเล่าเรียนและจมปลักอยู่กับการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว เมื่อคิดได้ดังนั้น สายลมแ่เบาที่คุ้นเคยก็พัดเอากลิ่นดอกไม้มาให้สูดดม
ดูท่า... ทวยเทพที่เฝ้ามองจะยอมรับ
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ จากนี้ไป ข้าคงต้องขอคำชี้แนะจากรุ่นพี่ทั้งหลายแล้ว”
“เด็กดี ๆ พวกข้าจะช่วยสอนเอง ฮี่ ๆ ๆ” หัวหน้าพ่อค้าผู้สูงวัยจึงเริ่มแนะนำตัวเองพร้อมกับลูบพุงน้อย ๆ ไปด้วย “ข้าชื่ออาร์ทิส หัวหน้าคาราวานพ่อค้าแห่งบอราลเดีย หลายวันหลังจากนี้พวกข้าขอฝากท้องด้วยล่ะ”
“อย่ามัวพิรี้พิไรอยู่เลย รีบเผามันเพิ่มหน่อยเถอะ พวกข้าอยากได้อีกคนละสามสี่หัว”
“ใช่ ๆ ข้าหิวจนแสบท้องไปหมดแล้ว รีบ ๆ เลยเ้าหนูคิท ฮ่า ๆ ๆ”
หัวมันที่เจมส์ขนมาเหลืออีกหนึ่งถุงครึ่ง คงมีไม่เพียงพอกับเหล่าผู้ค้าขายพร้อมครอบครัวของพวกเขา ซึ่งรวมกันแล้วเป็จำนวนเกือบยี่สิบชีวิต พี่ชายผู้แสนดีจึงต้องวิ่งกลับโบสถ์อีกครา แอนนาเสนอตัวไปรับซื้อกองฟางแห้งที่ชุมชนเกษตรพร้อมแจ้งเื่ให้ซิสเตอร์แอนทราบ ขณะเดียวกันคิทก็วิ่งไปขอซื้อฟืนสนแดงจากเพื่อนบ้านข้างเคียง
เงินก้อนแรกที่ได้จากซิสเตอร์จึงถูกใช้เป็ต้นทุนจัดหาของต่าง ๆ อย่างคุ้มค่า หนุ่มน้อยยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับราคาสินค้าประเภทอาหารแบบพื้นฐาน พร้อมกับกำหนดราคาอาหารแบบแรกที่ตนจะขาย
หัวมันเผาขนาดเกือบเท่าท่อนแขนของเด็กเล็ก ถูกตั้งราคาย่อมเยาที่ 2 เหรียญทองแดง คิทรู้สึกว่ามันแพงไปเสียหน่อยเพราะมีราคาเทียบเท่าอาหารหนึ่งมื้อเมื่อปลายปีก่อน แต่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าคิดว่ามันเหมาะสมแล้ว
ปลายปีก่อนกระสอบธัญพืชแห้งขนาดมาตรฐานหนึ่งถุงมีราคาเพียงห้าสิบเหรียญทองแดง ถุงขนาดเดียวกันสามารถบรรจุหัวมันได้น้ำหนักน้อยกว่าและมีจำนวนเพียงสี่สิบถึงห้าสิบหัวเท่านั้น ยิ่งมีคำพยากรณ์ออกมาจากโบสถ์แห่งแลนด์บรูห์เช่นนี้ ราคาอาหารพื้นฐานหนึ่งกระสอบน่าจะพุ่งสูงถึงสองเหรียญเงิน
ดังนั้นการขายกระสอบมันหวานที่ไม่มีใครในอาณาจักรอยากกินได้เงินรวมถึงหนึ่งเหรียญเงิน จึงนับว่ามากกว่าที่คิทเดาเอาไว้แล้ว หลังจากหักค่าใช้จ่าย พวกเขายังได้กำไรถึงเก้าสิบเหรียญทองแดง นับว่าเป็การลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มค่า
ครึ่งวันนั้น เด็กทั้งสามจึงขายมันหวานออกไปได้อีกสองกระสอบ ทั้งแอนนาและเจมส์นั่งนับเหรียญทองแดงที่น้องชายและพวกตนช่วยกันหามาได้ด้วยตาเป็ประกาย เงินก้อนแรกนี้ เยอะพอ ๆ กับเงินสนับสนุนประจำปีขั้นต่ำที่มิสเตอร์เกรย์เคยให้กับทางโบสถ์่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน พี่ชายพี่สาวยังนึกไปถึงสวนมันหวานที่คิทกับพวกน้อง ๆ ลงมือปลูกอีกสองเอเคอร์
นอกจากจะมีกินมีใช้แล้ว ยังมีรายได้เสริมอีก! คนที่มีความฝันแน่วแน่อยู่แล้วถึงกับเผื่อเส้นทางทำมาหากินแบบชาวสวนร่วมด้วย ขณะเดียวกันน้องชายคนเก่งก็ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองมีอิทธิพลกับพี่น้องทั้งหลายและเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปมากเพียงใด
วันต่อ ๆ มาอีกเกือบสองสัปดาห์ เมนูจากมันหวานก็หมุนเวียนไปด้วยฝีมือของพ่อครัวคนเก่งพร้อมความร่วมมือกับพี่น้องตัวเล็กตัวน้อยที่หมุนเวียนกันมาช่วยบริการอย่างชื่นมื่น สมุนไพรจากหน้าโบสถ์ถูกใช้เติมแต่งกลิ่นให้พวกมันน่ากิน ผงปรุงรสจากเห็ดแห้งและเนื้อแห้งบด หรือธัญพืชคั่วถูกรังสรรค์ออกมาเพื่อให้อาหารมีรสชาติไม่จำเจ ซุ้มค้าขายเฉพาะกิจของโบสถ์เรดวู้ดจึงกลายเป็จุดขายอาหารที่มีคนแวะเวียนมาซื้อตลอดเวลา แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านก็แวะมาอุดหนุนหลายครั้ง
ไม่มีใครสามารถปฏิเสธอาหารอร่อยที่ทำให้ชีวิตมีสีสันได้ มันเป็กลไกของร่างกายมนุษย์ที่้าความหลากหลายของอาหารเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นและทนทานต่อโรคภัยได้มากกว่าเดิม โชคดีที่คิททำการขาย่กลางวันและควบคุมพรที่ได้รับจากทวยเทพได้ดีระดับหนึ่งแล้ว ความวิเศษของอาหารโดยฝีมือเด็กน้อยจึงยังไม่ถูกเปิดเผย
.....
ชีวิตของทุกคนในหมู่บ้านดำเนินมาอย่างเรียบง่ายจนกระทั่งขบวนขนส่งเสบียงสำคัญจากศาสนจักรร่วมกับส่วนบริหารของอาณาจักรเซริสเดินทางมาถึง การเดินทางของพวกเขาล่าช้าไปจากกำหนดการเก่าถึงหนึ่งเดือนครึ่ง
ทหารอารักขา ผู้ดูแลเสบียง รวมไปถึงผู้ร่วมเดินทางในขบวนทุกคนมีสีหน้าอิดโรยและอมทุกข์ พวกเขาคาดเดาว่าจะเจอกับคำต่อว่าด่าทอจากชาวบ้านและผู้มีอำนาจแห่งโบสถ์ที่รอคอยมานาน ยิ่งคิดถึงอนาคตในวันส่งมอบทุกคนก็ยิ่งเศร้าหมองลงไปอีก
“หัวหน้าครับ พวกเราเห็นขอบกำแพงของหมู่บ้านเรดวู้ดแล้วครับ” นายทหารใส่ชุดเกราะเบาคนหนึ่งรีบรายงาน คนที่ได้ยินมีสีหน้าดีใจครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็หม่นหมองแล้วถอนหายใจ
“เฮ้อ... ไม่รู้ว่าจะโดนอะไรอีกบ้าง หวังว่าโบสถ์คงไม่แล้งน้ำใจจนให้พวกเรานอนกลางป่าหรอกนะ”
“โธ่ จอห์น อย่าพูดเป็ลางสิ” ทหารคนสนิทตัดพ้อคนปากเสียจนหน้ามุ่ย “เฮ้อ ขอแค่ที่เรดวู้ดไม่เลวร้ายเหมือนที่แบล็ควู้ดกับซันวู้ดก็พอแล้ว”
“ข้าเกรงว่ามันจะแย่กว่าที่อื่น แถบนี้สุดเขตอาณาจักรทางตอนเหนือแล้ว เ้าคิดเอาเองแล้วกันที่แบล็ควู้ดกับซันวู้ดแทบไม่มีอะไรจะกิน แปลงข้าวสาลียังไม่ตั้งรวงด้วยซ้ำ...” ทุกคนจึงได้แต่จินตนาการไปต่าง ๆ นานาว่าหมู่บ้านปลายทางของขบวนขนส่งหนนี้จะมีคนอดตายมากเท่าไหร่
“ป่าของเทพีฟอริสคงไม่โหดร้ายขนาดนั้นหรอก อย่าคิดมากให้เสียขบวนเลย”
“ถ้าขุนนางชั่วพวกนั้นไม่แย่งเสบียงกันจนเกิดปัญหาล่าช้าแบบนี้ก็คงดี ดีนักที่ท่านลอร์ดออดริคใช้เส้นสายช่วยเร่งความเร็วให้พวกเราบ้าง ไม่เช่นนั้นแดนเหนือคงตายกันเป็เบือ...”
สิ่งที่ทหารยศเล็กอย่างพวกตนทำได้คือการบ่นระบายความอัดอั้นออกมาเท่านั้น ขาอันเหน็ดเหนื่อยทั้งสองข้างยังคงก้าวย่างไปยังจุดหมายตามคำสั่งอยู่ดี
.
.
.
และแล้วพวกเขาก็มาถึงประตูทางเข้าหมู่บ้านที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางกำแพงไม้สนสีแดงเป็เอกลักษณ์
แต่สิ่งที่คาดคิดไว้กลับผกผันกับสิ่งที่เจอมากนัก
ชาวบ้านเรดวู้ดพร้อมกับคณะเดินทางแห่งศาสนจักรที่นำมาก่อน ยืนต้อนรับขบวนเสบียงด้วยรอยยิ้มแจ่มใส พวกเขามีใบหน้าเปี่ยมสุขยิ่ง ทหารที่ทนเดินทางอย่างยากลำบากตลอดถึงกับรู้สึกตื้นตัน พวกพ้องที่ดูอิดโรยและขาดสารอาหารทั้งหลายยังได้รับอาหารที่ถูกทำเตรียมเอาไว้ แม้จะใที่เห็นว่าทั้งหมดถูกทำมาจากมันหวานพร้อมเศษเนื้อปะปนอยู่นิดหน่อย แต่พวกเขาก็รับรู้ถึงความยากลำบากของคนในหมู่บ้าน
กัปตันจอห์นผู้เป็หัวหน้าคณะเดินทางได้แต่คิดในใจว่าทุกคนลำบากถึงต้องไปขุดคุ้ยหาของป่ามาเลี้ยงต้อนรับพวกเขา แม้หัวมันในความคิดของทุกคนจะเป็ของต้องห้ามตามธรรมเนียมความเชื่อโบราณ แต่ทุกคนก็กินเข้าไปอย่างไม่รังเกียจ
ปฏิกิริยาหลังจากนั้น เป็เหมือนกับเื่ราวที่ผ่านมาจนทุกคนในโบสถ์เรดวู้ดเห็นจนชินตา…
ความคิดของคนกลุ่มนี้เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว ความเชื่อในหัวถูกแก้ไขด้วยความอร่อยของมันหวานจากเรดวู้ด ภายใต้พรแห่งเทพีฟอริส เทพแลนด์บรูห์และความขยันขันแข็งของสมาชิกในโบสถ์
ประโยชน์ของมันหวานจะถูกแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอิทธิพลของการบอกปากต่อปากจากผู้คนที่เคยลิ้มลอง
ทุกคนได้แต่คิดว่า... พืชประเภทนี้ เป็ของชั้นต่ำจริงหรือ?