แสงตะวันยามอัสดงดั่งสีโลหิตสาดส่องลงบนผืนแผ่นดิน
ภาพม้าศึกพุ่งทะยานเสียงฆ่าฟันดังกึกก้องทั่วฟ้าเลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงซากศพนอนเกลื่อนกลาดทั่วทุ่งและภาพความพินาศทุกหนแห่ง
จู่ๆ ศพร่างหนึ่งก็มีความเคลื่อนไหวชายที่ร่างโชกเลือดคนหนึ่งคลานออกมาจากใต้ซากศพ
เขาพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากเลือดไหลเข้าไปในลูกตา ทำให้ดวงตาหดลงเพราะความระคายเคือง
เขายกมือขึ้นมาหวังจะเช็ดคราบสกปรกบนใบหน้าแต่มือขวากลับเจ็บแปลบขึ้นมาทันที! เขาจึงก้มลงมอง แล้วพบว่ามีลูกธนูปักอยู่ที่แขนบาดแผลส่งกลิ่นคาวเลือดคลุ้ง...
เขากัดฟันแน่น ใช้มืออีกข้างจับก้านธนูไว้ให้มั่นแล้วกระชากออกมา!
—บาดแผลปริแตกทันที!เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาอีกรอบ
“บัดซบ...” เขาพ่นคำหยาบคายออกมาปลายนิ้วของเขาสั่นระริกขณะฉีกผ้าจากศพที่อยู่ข้างกาย แล้วพันบาดแผลไว้แน่น
เขารู้ว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้นานนักอีกไม่นานทหารฉีก็จะมาเก็บกวาดสนามรบ
เพราะชิงโจวมีฟู่ถิงเย่จึงกลายเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่เคี้ยวยาก เพื่อเอาชนะในศึกนี้พวกเขาจึงเตรียมการไว้มากมายแต่คิดไม่ถึงว่าจะพลาดท่า...
พวกเขาไม่เพียงแค่พ่ายแพ้แต่กลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูป!
นักรบผู้กล้าหาญแห่งต้าเหลียวที่เพียงแค่ได้ยินชื่อทุกคนก็ต้องหวาดกลัวกลับถูกสังหารง่ายดายราวกับลูกแกะ!
ฉีเหลียนเชิงถ่มน้ำลายจากนั้นก็ปีนขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แล้วเดินโซซัดโซเซไปข้างหน้า
เขามองหาร่างของทหารฉีในทะเลซากศพหยิบดาบของอีกฝ่ายขึ้นมา ดวงตาสะท้อนแววความมืดมน
กลิ่นเลือดคลุ้งไปทั่วในอากาศฉีเหลียนเชิงลากร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลของตน ค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า...
...
กองทัพเหลียวพยายามโจมตีชิงโจวด้วยการโจมตีฉับพลันกองทัพแสนนายต้องสูญเสียไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง! กองทัพฉีเล่า แทบไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น
แคว้นฉีและแคว้นเหลียวต่อสู้กันมานานล้วนจบลงที่ความพ่ายแพ้ของต้าฉีทุกครั้งไป จนกระทั่งฟู่ถิงเย่ถูกย้ายจากชายแดนใต้มาทางเหนือจึงสามารถต่อต้านกองทัพเหลียวได้ และการได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ก็เกินความคาดหมายไปมาก!
ข่าวชัยชนะถูกส่งไปยังเมืองผานสุ่ยข่าวดีปลุกขวัญกำลังใจของชาวเมือง! การโห่ร้องด้วยความดีใจไม่อาจตอบสนองความรู้สึกของพวกเขาได้พวกเขาถึงกับเริ่มร้องรำทำเพลงกันบนถนน!
มีชาวบ้านจำนวนมากแห่กันไปยังจวนแม่ทัพโดยนำไข่และผลไม้แห้งจากบ้านของตนเองไปวางไว้ที่หน้าจวนแม่ทัพ ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าท่านแม่ทัพไม่ได้ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้แต่ความปรารถนาดีของพวกเขานั้นมีค่าที่สุด
จ้าวเซิงสั่งให้คนนำประกาศไปติดไว้หน้าจวนแม่ทัพของกินเหล่านี้จะนำไปมอบเป็นรางวัลให้แก่นายทหารที่กล้าหาญที่สุดในค่ายทหาร
ไม่กี่วันต่อมา ได้มีประกาศอีกฉบับเพิ่มเข้ามาในเมือง...
ในประกาศระบุว่า การได้รับชัยชนะในครั้งนี้เป็นเพราะมีสตรีประหลาดนางหนึ่งช่วยปรับปรุงอาวุธให้กับกองทัพจึงตีดาบเทพและธนูพิสดารขึ้นมาได้
ดาบนั้นสามารถตัดเหล็กได้อย่างง่ายดายราวตัดผ่านโคลนส่วนธนูก็สามารถยิงได้ไกลเป็นพันลี้!
ในชั่วพริบตา ทุกคนก็เริ่มพูดถึงสตรีประหลาดและลึกลับผู้นี้!
บางคนบอกว่านางงามราวกับเทพธิดาบางคนก็บอกว่านางน่าเกลียดน่ากลัว บ้างก็บอกว่าสตรีผู้นี้มีสามเศียรหกกร และมีแปดดวงตา!
เมื่อคำพูดเหล่านี้ถึงหูของหวาชิงเสวี่ยนางก็หัวเราะทั้งน้ำตา
“แปดดวงตา?...ฮ่า ข้าไม่ใช่ปีศาจแมงมุมเสียหน่อย” หวาชิงเสวี่ยส่ายหน้าพลางหัวเราะ
จ้าวเซิงกล่าวกับนางอย่างมีประสบการณ์ว่า“ข่าวลือเหล่านี้ยิ่งเล่าก็ยิ่งพิสดารไปเช่นนี้แหละขอรับ ยกตัวอย่างเช่น ท่านแม่ทัพใหญ่ของเราหากลองไปเดินเล่นในเมืองอื่นๆ อีกสองสามเมืองดู ชาวบ้านหลายคนล้วนคิดว่าท่านแม่ทัพของพวกเราสูงสิบฉื่อ[1] แขนใหญ่เท่าถัง! แถมยังบอกอีกว่าหากท่านตะโกนเสียงดัง แม้แต่พื้นดินใต้เท้าก็สั่นสะเทือนได้!”
หวาชิงเสวี่ยได้ฟังแล้วหัวเราะไม่หยุด“ชักจะเกินจริงไปแล้ว!”
จ้าวเซิงก็หัวเราะ“แสดงว่าท่านแม่ทัพของเราเป็นคนเก่งกาจในสายตาประชาชน! แม่นางหวาอย่าใส่ใจเลยนะขอรับข่าวลือพวกนี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร เพียงแต่ทุกคนคิดว่าท่านเก่งก็เลยกุเรื่องขึ้นมา”
“ข้าไม่เป็นไร เพียงแค่ได้ยินแล้วรู้สึกไม่น่าเชื่อเท่านั้นเอง”หวาชิงเสวี่ยโบกมืออย่างไร้กังวล “อีกอย่าง ท่านแม่ทัพก็ไม่ได้บอกในประกาศว่าสตรีนางนั้นคือข้าก็ปล่อยให้ทุกคนพูดกันไปเถอะ ฮ่าฮ่าฮ่า...”
หวาชิงเสวี่ยเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ค่อยออกไปไหน ข่าวลือเหล่านี้จึงไม่มีผลกระทบต่อนาง
ไม่กี่วันต่อมา ข่าวลือเหล่านี้ก็เปลี่ยนทิศทางกลับบอกว่าสตรีประหลาดผู้นี้ไม่ได้มีสามเศียรหกกร แต่เป็นคนของตระกูลโม่ที่สาบสูญไปนานนับร้อยปีผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและอาวุธที่สุด
หลายคนเล่าลือกันไปต่างๆนานา ทั้งยังมีคนเสนอความเห็นว่า สตรีผู้นี้เป็นอวตารของนางหมาป่าสวรรค์ ถูกลิขิตให้ไร้ญาติขาดมิตรเป็นดังดาวแห่งความตาย!
ข้อกล่าวหานี้ที่แท้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วตระกูลโม่ที่เคยรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดได้หายไปเป็นร้อยปีแล้ว ฝีมืออันยอดเยี่ยมก็สูญหายไปแล้วเช่นกันคงจะเหลือเพียงนางคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่นนี้มิไม่ใช่ไร้ญาติขาดมิตรหรือ?
ยิ่งเล่าลือก็ยิ่งมีหลักฐานและที่มาที่ไปสนับสนุนราวกับเป็นเรื่องจริง...
ตอนที่หวาชิงเสวี่ยไปรับของที่ร้านช่างไม้นางได้พบกับลูกค้าคนอื่นๆ ที่มารับของเช่นกัน พวกเขากำลังพูดคุยเรื่องนี้พอดี
นางได้ยินแล้ว รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย...
ถึงแม้นางจะรู้ว่าชาวบ้านเล่าลือไปแบบนี้เพราะคิดว่านางเก่งกาจถึงแม้นางจะไม่ใช่คนเชื่อโชคลาง แต่เมื่อฟังคนอื่นพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านางไร้ญาติขาดมิตรและเป็นดาวซวยก็รู้สึกสะเทือนใจอยู่ดี
ดาวสุนัขใหญ่เป็นดาวอัปมงคลที่สื่อถึงการรุกรานเป็นดาวมฤตยูที่ไม่สามารถแตะต้องได้
จู่ๆ ก็ถูกตีความว่าเป็นนางหมาป่าสวรรค์ทั้งยังไม่สามารถโต้แย้งได้ หวาชิงเสวี่ยจึงทำได้เพียงปรับอารมณ์ของตนเอง
ช่างไม้นำแม่พิมพ์รูปทรงต่างๆที่นางสั่งทำมาให้ หวาชิงเสวี่ยตรวจสอบทีละชิ้น ดูว่าผนังเรียบเสมอกันทั้งชิ้นหรือไม่สามารถถอดประกอบได้ง่ายหรือไม่
ลูกค้าที่มารับสินค้าข้างๆเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความใคร่รู้ “กล่องไม้พวกนี้ทำออกมาได้ประณีตดีแท้ตรงก้นก็สามารถถอดออกได้ ไม่ทราบว่าเอาไปใช้ทำอะไร แม่นางโปรดชี้แนะด้วย?”
หวาชิงเสวี่ยไม่ได้คิดจะปิดบังจึงตอบว่า“อ้อ นี่คือแม่พิมพ์ที่ข้าจะใช้ตอนทำสบู่เจ้าค่ะ”
ลูกค้าคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “สบู่ก้อนต้องใช้แม่พิมพ์ด้วยหรือ? ไม่ได้ใช้มือปั้นเอาหรือ?”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มและส่ายหน้าเบาๆ“สบู่ที่ข้าทำไม่ใช่สบู่ก้อนทั่วไปเจ้าค่ะ”
นางไม่ได้คิดจะคุยต่อพอตรวจสอบแม่พิมพ์เสร็จแล้วก็ถือของออกจากร้าน
กล่องเหล่านี้ทำจากไม้แท้แต่กลับบางและเบา ทั้งยังมีจำนวนมาก เมื่อยกขึ้นมาจึงรู้สึกหนักเป็นพิเศษ
หวาชิงเสวี่ยกำลังถือของแล้วเดินไปเรื่อยๆสองคนที่นางเจอในร้านเมื่อครู่ก็วิ่งตามมาจากข้างหลัง
“แม่นางรอเดี๋ยว! รอเดี๋ยว...”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกแปลกใจหยุดเท้าแล้วมองไปรอบๆ ...แน่ใจนะว่าเรียกนาง?
“ไม่ทราบว่าสบู่ที่แม่นางจะทำเรียกว่าอะไรนะ?” สองคนที่ดูเหมือนพ่อค้าถามถึงมันอย่างสุภาพ
หวาชิงเสวี่ยคิดดูแล้วจึงพูดว่า“วัตถุดิบไม่เหมือนกัน ชื่อก็ไม่เหมือนกัน แต่ก่อนหน้านี้ข้าเคยทำไปแล้วรอบหนึ่ง ตั้งชื่อเล่นๆว่าสบู่ฟอง”
“ใช่เลย! สิ่งที่เรากำลังตามหาคือสบู่ฟองแบบนี้แหละ”อีกฝ่ายแสดงสีหน้าดีใจ พูดขึ้นทันทีว่า “พวกเรามาจากร้านค้าเฉินจี้ อยากซื้อสบู่ของแม่นางจำนวนหนึ่งไม่ทราบว่าแม่นางมีสินค้าอยู่ในมือมากเท่าไหร่หรือ?”
เมื่อหวาชิงเสวี่ยได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกอายเล็กน้อย“ตอนนี้ของหมดแล้วเจ้าค่ะ อย่างเร็วที่สุดก็อีกสองเดือนหลังจากนี้ถึงจะมีของ”
“ต้องรอนานขนาดนั้นเลยหรือ?!”อีกฝ่ายแปลกใจ
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้า“หลังจากทำสบู่เสร็จแล้วต้องตั้งทิ้งไว้เป็นเวลานานพอสมควร จึงจะถือว่าเสร็จสมบูรณ์อีกทั้งช่วงเข้าฤดูใบไม้ผลิก็มีฝนตกชุกและมีความชื้นสูง ดังนั้นอย่างเร็วที่สุดก็ต้องรอสองเดือนเจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนี้เอง...”ทั้งสองคนแสดงสีหน้าผิดหวัง พวกเขาแลกเปลี่ยนสายตากัน แล้วพูดขึ้นมาอีกว่า “หากแม่นางมีของในมือที่อยากเอามาขายมาหาพวกเราสองพี่น้องที่ร้านเฉินจี้ได้นะขอรับ ส่วนราคาเราคุยกันได้”
หวาชิงเสวี่ยยิ้มเล็กน้อยพูดว่า “ได้” ทั้งสองก็ถามรายละเอียดสรรพคุณของสบู่ใหม่ นัดหมายเวลากัน จากนั้นก็ทิ้งที่อยู่ร้านเฉินจี้ไว้ให้ก่อนจากไป
เมื่อมีคนเห็นคุณค่าของสบู่ทำมือของนางความรู้สึกของหวาชิงเสวี่ยที่ถูกข่าวลือถาโถมก็ดีขึ้นมาบ้าง
พอกลับถึงบ้าน นางก็เตรียมตัวลงมือทำสบู่ทำมือร้อยแปดสิบก้อนแต่แล้ว จ้าวเซิงก็มาถึง
นางคิดในใจ ตั้งแต่มาเป็นเพื่อนบ้านกันจ้าวเซิงคนนี้ก็มาบ่อยจริงๆ นะ...
คนที่มากับจ้าวเซิงมีทหารองครักษ์สี่นายกับสารถีอีกหนึ่งคนบอกว่าจะไปส่งหวาชิงเสวี่ยไปที่ค่ายชิงโจว
หวาชิงเสวี่ยมีสีหน้าสับสนถามว่า “ทำไมล่ะ?”
มุมปากของจ้าวเซิงกระตุกเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น“เพราะว่า...ช่วงนี้ท่านแม่ทัพมีงานราชการยุ่งมาก เพื่อไม่ให้แม่นางหวาคิดถึงมากจนเกินไปจึงเชิญท่านไปเยี่ยมขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยได้ฟังก็งงงวยเล็กน้อยเหตุใดถึงรู้สึกว่าความจริงมันกลับตาลปัตรกัน?
ไม่ใช่ว่าเพราะเขาคิดถึงนางเลยขอให้นางไปหรือ?
เหตุใดกลายเป็นว่าเพราะนางคิดถึงเขาเขาเลยให้นางไปเยี่ยมเขาเสียอย่างนั้น?
บุรุษผู้นี้ยังจะหน้าด้านได้มากกว่านี้อีกหรือไม่?
หวาชิงเสวี่ยจ้องมองจ้าวเซิงเงียบๆไม่ได้พูดอะไร
จ้าวเซิงคงจะรู้สึกละอายใจกับคำพูดเกินจริงของฟู่ถิงเย่จึงก้มหน้าไม่กล้าสบตาหวาชิงเสวี่ย พูดเพียงว่า “แม่นางหวาเชิญขึ้นรถเถิด...”
หวาชิงเสวี่ยเอามือกุมหน้าผาก“รู้แล้ว...”
...
ทหารองครักษ์ขี่ม้าคนละตัวคุ้มกันหวาชิงเสวี่ยออกจากเมืองยังไม่ทันได้ไปถึงค่ายชิงโจว ก็เห็นทหารม้าห้าหกนายควบม้าเข้ามา คนที่นำหน้ามาคือท่านแม่ทัพใหญ่ฟู่ถิงเย่ผู้สง่างาม!
นี่คือทนรอไม่ไหว จึงรีบร้อนมาต้อนรับคนด้วยตัวเองหรือ?
ตอนที่อยู่ในเมืองผานสุ่ยไม่ได้คิดถึงเขามากนักแต่พอเห็นเขาควบม้ามา หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกใจเต้นแรง เป็นความรู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ ที่เหมือนได้เจอหน้ากันใหม่หลังที่ห่างจากกันไปนาน
สารถีสั่งให้ม้าหยุดรถฟู่ถิงเย่ลงจากม้า ยังไม่ทันพูดอะไรสักคำก็ขึ้นมานั่งในรถม้า
“ท่านแม่ทัพ...” หวาชิงเสวี่ยเพิ่งจะเอ่ยปากทั้งตัวก็ถูกอุ้มเข้าไปกอด!
คำถามแสดงความห่วงใยที่ยังไม่ได้พูดออกมากลับเปลี่ยนเป็น“ระวังหนวดเคราของท่านด้วยเจ้าค่ะ! ...”
ฟู่ถิงเย่ปล่อยตัวนางลงขมวดคิ้วแล้วจ้องมองหญิงสาว “หรือว่าต่อไปจะแตะต้องตัวเจ้าไม่ได้แล้ว?!”
หวาชิงเสวี่ยกุมหน้าผากที่โดนหนวดเคราทิ่มไปหลายทีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ก็หนักแน่น “ท่านจัดการมันหน่อยไม่ได้หรือ?”
ฟู่ถิงเย่ไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด“ชายอกสามศอก จะไม่มีหนวดเคราได้อย่างไร? ไม่ใช่เด็กน้อยเสียหน่อย!”
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นแม่ทัพใหญ่แม่ทัพควรจะมีลักษณะอย่างไร? ก็ต้องดูน่าเกรงขามสิ!จะให้เหมือนนักปราชญ์ยากจนที่โกนหนวดเคราได้อย่างไร? จุกจิกเหมือนสตรีน่าขยะแขยงจริงๆ!
“ไม่ต้องโกนจนหมดเจ้าค่ะแค่ตัดแต่งหน่อยก็พอ” หวาชิงเสวี่ยมองหนวดเคราของเขาแล้วก็อดที่จะเบะปากไม่ได้ “รอให้ถึงหน้าร้อนระวังจะขึ้นผื่นนะเจ้าคะ”
ฟู่ถิงเย่ถลึงตามองนาง!หัวใจถูกทำร้ายอย่างรุนแรง
สตรีนางนี้ตำหนิหนวดเคราที่เขาภาคภูมิใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
หรือว่าจะต้องโกนทิ้งจริงๆหรือ?
ฟู่ถิงเย่คิดถึงภาพนั้นแล้วก็รู้สึกปวดใจ!
ไม่ได้คุยโอ้อวดนะ แต่เวลาที่เขายืนอยู่กลางสนามรบแค่หนวดเครานี้ก็เพียงพอที่จะข่มขวัญศัตรูได้แล้ว!
หวาชิงเสวี่ยลดมือลงเผยให้เห็นรอยแดงที่เกิดจากหนวดเคราของเขา
ฟู่ถิงเย่เบือนสายตาด้วยความประหม่า“น่ารำคาญจริง ข้ารู้แล้ว...”
...
พอมาถึงค่ายทหาร ฟู่ถิงเย่นำนางไปยังที่พักของกรมสรรพาวุธระหว่างทางได้พบทั้งฉินเหลาอู่และไห่ซื่อเซวียน
เมื่อทั้งสองเห็นหวาชิงเสวี่ยมาก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม “แม่นางหวามาได้อย่างไร หรือว่ามีอะไรคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาอาวุธ?”
หวาชิงเสวี่ยยังไม่ทันได้เอ่ยปากฟู่ถิงเย่ก็ใช้เสียงห้วนๆ กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “สตรีก็เป็นเช่นนี้แหละ น่ารำคาญจริงๆส่งนกพิราบคาบข่าวมาทุกสามวันห้าวัน เอาแต่บอกว่าอยากมาหาข้า ข้าก็เลยพามาพักที่นี่สักสองสามวันจะได้ไม่ต้องคิดถึงข้ามากเกินไป”
หวาชิงเสวี่ย:“...”
อย่าเอาแต่รังแกกันเพราะข้าใจดีจะได้หรือไม่?
—————————————————————————————————
[1]ฉื่อ (尺)เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน 1 ฉื่อ เท่ากับ ⅓ เมตร หรือ33.3 เซนติเมตร