หยางลู่เหวิน นายน้อยทะลุมิติ

    ตอนที่ 22 ซื้อที่ดิน

            เมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไป ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านก็เริ่มที่จะลงมือจัดการกับที่นาของพวกเขา เพื่อเตรียมพร้อมที่จะปลูกธัญพืชของปีนี้กันแล้ว ขณะที่บ้านของหยางลู่เหวินตอนนี้กำลังวุ่นวายกับการขนผักขึ้นเกวียนไปส่งให้ลูกค้าในตัวเมืองอยู่

            “ท่านพ่อ เสร็จจากขายผักรอบนี้ เราซื้อที่ดินกันนะขอรับ” ลู่เหวินบอกพ่อ

            “หลังจากกลับจากชำระเงินค่าเล่าเรียนของพวกเ๽้า เรียบร้อยแล้ว เราค่อยไปหาหัวหน้าหมู่บ้านกัน ไปขึ้นเกวียนได้แล้ว เดี๋ยวจะสาย” หยางเฉิงร้องเตือนลูกชาย

            

            หลังจากส่งผักเสร็จแล้ว ทั้งหมดก็ตรงไปยังโรงเรียนหลิงหยู แล้วแจ้งกับยามเฝ้าประตูว่าสมัครเรียน เมื่อเดินเข้าไปด้านในมีคนต่อแถวรอสมัครเรียนอยู่หลายคนเลยทีเดียว รอไปสักพักก็ถึงคิวของพวกเขา มีชายหนุ่มท่าทางเรียบร้อย และเป็๲มิตร นั่งประจำโต๊ะรับสมัครนักเรียนใหม่อยู่

            “มาสมัครเรียนใช่ไหม คนไหนละ” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ไม่ทันจะที่หยางเฉิงจะเอ่ยตอบ รองอาจารย์ใหญ่ก็เข้ามาทักทาย

            “น้องชายที่มาตอนฤดูหนาวนี่เอง ตกลงจะให้เข้าเรียนทุกคนไหม”

            “ทุกคนขอรับ แต่ไม่พักที่โรงเรียนนะขอรับ” หลังจากหยางเฉิงพูดจบ รองอาจารย์ใหญ่ก็ยิ้มและพยักหน้า

            “ดีมากเลย ที่ครอบครัวท่านเห็นการศึกษาเป็๲สิ่งสำคัญ ค่าเล่าเรียนทั้งสามคน 24 ตำลึง หากพวกเ๽้าเรียนดี โรงเรียนจะยกเว้นค่าเล่าเรียนให้พวกเ๽้า”

            

            หลังจากชำระค่าเล่าเรียนเรียบร้อย รองอาจารย์ใหญ่ก็บอกว่าโรงเรียนจะเริ่มเรียนในอีก 7 วัน หลังจากนี้ หยางลู่เหวินกับครอบครัวก็พากันไปซื้ออุปกรณ์การเรียน เมื่อเสร็จสิ้นธุระแล้วก็ชักชวนกันกลับบ้าน

            

            เมื่อกลับมาถึงบ้าน ลู่คงก็ปลดเกวียนแล้วเอาวัวไปให้น้ำ ลู่เสียนวิ่งไปบ้านหมอกู่เพื่อจะบอกเ๱ื่๵๹ที่เขาสมัครเรียนและอาจจะไม่ได้มาช่วยบ่อยนัก ส่วนหยางเฉิงและลู่เหวินไปยังบ้านหยุนลี่จง หัวหน้าหมู่บ้านเพื่อจัดการเ๱ื่๵๹ที่ดิน ระหว่างที่เดินทางหยางเฉิงก็หันมาถามลูกชาย

            “เหวินเอ๋อร์ เรามีเงินเก็บเหลืออยู่เท่าไหร่”

            “ตอนแรกเรามี 49 ตำลึง เดือนนี้ขายผักไปสามรอบได้มา 27 ตำลึง จ่ายค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์ไป 26 ตำลึง เหลือ 50 ตำลึงพอดีขอรับ”

            

            หยางเฉิงและลู่เหวินเดินมาถึงหน้าบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เคาะประตูเรียกไปสักครู่ ก็มีคนออกมาเปิดประตู

            “พี่เฉิง มาธุระกับท่านพ่อหรือขอรับ” หยุนซาผู้เปิดประตูเอ่ยถาม

            “ใช่ ท่านลุงลี่จงอยู่บ้านหรือไม่อาซา ข้าจะมาคุยธุระสักเล็กน้อย”

            “เชิญขอรับ ท่านพ่ออยู่ในบ้าน”

            เมื่อหยางเฉิงและลู่เหวินเข้ามา ก็เจอกับหยุนลี่จงกำลังนั่งจิบน้ำชา

            “อาเฉิง มีธุระอะไรหรือ”

            “พี่ซา ข้าเอาผักมาฝากบ้านท่านด้วยขอรับ” ลู่เหวินยื่นตะกร้าผักไปให้หยุนซา หยุนลี่จงหันไปมองเด็กน้อยที่กำลังยัดตะกร้าผักใส่มือลูกชายของเขาก็บ่นออกมา

            “เอามาอีกแล้ว หน้าหนาวที่แล้วบ้านข้ามีผักกินได้ก็เพราะบ้านพวกเ๯้า อย่าเอามาบ่อยนักเลย ผักตอนนี้ราคาดีนัก เก็บไว้ขายเถอะ”

            “ท่านลุงไม่ต้องเกรงใจหรอกขอรับ ผักพวกนี้พวกข้าแยกไว้สำหรับกินเองในครอบครัว ไม่ได้มากมายเลยอีกอย่างวันนี้ข้าจะมาขอซื้อที่ดินจากท่านลุงน่ะขอรับ”

            หยางเฉิงพูดจบ หยุนลี่จงก็ไปหยิบแผนที่ออกมากางบนโต๊ะ

            “ตอนนี้ที่ว่างมีอยู่ 20 หมู่ แบ่งออกเป็๲ที่นาแต่ดินไม่ค่อยจะดีนัก 6 หมู่ ที่ดินอยู่ติดกันกับบ้านของเ๽้า 8 หมู่ และอีก 6 หมู่ คือแปลงเล็กแปลงน้อยกระจัดกระจายกันออกไป ข้าทำสัญลักษณ์ไว้แล้ว เ๽้าดูเอาเถอะ”

            “ที่ดินพวกนี้ ราคาเท่าไหร่ขอรับ” หยางเฉิงสอบถาม

            “ทางการกำหนดให้ที่ดินเพาะปลูก หมู่ละ 3 ตำลึง ที่ดินสำหรับก่อสร้างที่พักอาศัย หมู่ละ 4 ตำลึง แต่ที่ดินไม่ดีตรงนั้น ได้ถูกลดราคาลงเหลือ หมู่ละ 1 ตำลึง 500 อีแปะ”

            

            ลู่เหวินได้ยินดังนั้น ก็ถามหยินทันที

            “เสี่ยวหยิน หากดินไม่ดี จะมีผลต่อเมล็ดพันธุ์ของเ๯้าไหม”

            [มีแต่ไม่มากขอรับ ผลผลิตอาจจะได้น้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าผลผลิตของคนที่นี่ขอรับ]

            หยางเฉิงมองแผนที่สักพัก ก็หันมามองลูกชาย

            “พ่อว่าเราควรซื้อที่ดินที่ติดกับบ้านเราไว้ เ๽้าเห็นด้วยไหม”

            “เห็นด้วยขอรับ ซื้อที่นา 6 หมู่นั่นด้วยนะขอรับ”

            “ท่านลุงลี่จงขอรับ ข้าเอาที่ดินแปลงติดกับบ้านข้า และที่นานั่นขอรับ”

            “ที่นานั่นไม่ค่อยจะดีนัก ข้าบอกไปแล้ว เ๯้าจะเอาไปทำไมกัน”

            “ข้าจะลองปลูกผักดูขอรับ เคยอ่านเจอวิธีปรับปรุงดินเผื่อมันอาจได้ผล”

            “ตามใจเ๯้าละกัน ทั้งหมด 41 ตำลึง หากตกลงก็ไปวัดที่กันตอนนี้เลย พรุ่งนี้ข้าจะได้เข้าเมืองไปลงบันทึกและจัดทำเอกสารกับทางการ”

            “ตกลงขอรับ” หยางเฉิงพูดจบก็ออกไปวัดที่ดินและจ่ายเงินให้หัวหน้าหมู่บ้าน กว่าจะเสร็จเวลาก็ล่วงเข้าสู่ตอนเย็นแล้ว กลับมาก็เจอครอบครัวรอกินข้าวอยู่ เย่ซื่อที่กำลังยกกับข้าวออกมา สอบถามกับสามี

            “ลุงลี่จงว่าอย่างไรบ้างเ๯้าคะท่านพี่ มีที่ดินให้บ้านเราซื้อไหม”

            “ได้สิ ติดกับบ้านเรา 8 หมู่ ที่นาอีก 6 หมู่ เล่นเอาเงินเก็บเกือบหมดเลยล่ะ” หยางเฉิงบอกอย่างอารมณ์ดี

            “พรุ่งนี้พ่อจะพาพวกเ๯้าไปล่าสัตว์”

            ลู่เหวินและพี่ชายหันมายิ้มให้กันด้วยความดีใจ

            

            เช้าตรู่ของวันต่อมา หยางเฉิงหยิบน้ำเต้าสำหรับใส่น้ำออกมาเพื่อจะพกพาไปด้วย ลู่เหวินเห็นดังนั้น ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองมีกระบอกน้ำทหารอยู่หลายอัน จึงนำออกมาแจกจ่ายให้คนในครอบครัว และไม่ลืมที่จะเอากระติกน้ำร้อนออกมาให้มารดาสำหรับใช้ในบ้านด้วย

            หยางเฉิงพาลูกชายทั้งสามขึ้นเขาไปด้านหลังของบ้าน เขาสอนลูกชายให้สังเกตรอยเท้า และอ่านสัญญาณของป่า ขณะที่เริ่มเข้าสู่ป่าตอนกลาง เสียงของเสี่ยวหยินก็เตือนขึ้นมา

            [ค้นพบ หมูป่า ด้านหน้า เหวินเกอระวังตัวด้วย]

            “ท่านพ่อ เสี่ยวหยินบอกว่าด้านหน้ามีหมูป่าขอรับ” หยางเฉิงได้ยินดังนั้นก็รีบบอกแก่บิดา

            “ด้านหน้ามีปลักโคลน สงสัยพวกมันจะลงเล่นโคลนในปลัก ตามพ่อมาให้เงียบที่สุด หมูป่าพวกนี้อันตรายมากทีเดียว” พูดจบก็เดินนำลูกชายออกไปด้วยฝีเท้าเงียบกริบ

            เด็กๆ พยายามทำเสียงให้เงียบที่สุด และตามบิดาไปอย่างกระชั้นชิด หยางเฉิงเดินไปสักพักก็หยุดเดิน และหันมาบอกให้ทุกคนเงียบ จากนั้นก็ถอยหลังออกมา และสอนให้เด็กๆ ช่วยกันติดตั้งตาข่ายเพื่อเป็๞กับดักเมื่อเสร็จแล้วก็ให้ลูกชายปีนไปบนต้นไม้ใกล้ๆ ส่วนตัวเขาค่อยๆ คลานเข้าไปจนได้ระยะแล้วง้างธนูยิงเข้าไปในฝูงหมูป่าที่กำลังนอนแช่โคลนอยู่ตอนนี้

            เ๽้าหมูป่าผู้โชคร้ายแทนที่จะวิ่งหนี กลับหมุนตัวพุ่งเข้าหาทิศทางที่ธนูยิงออกมา หยางเฉิงเห็นดังนั้นก็ออกวิ่งมาทางที่วางกับดักไว้ หมูป่าวิ่งเข้าใส่อย่างดุร้าย แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวหยางเฉิงแค่คืบเดียว กับดักก็ทำงาน ถุงตาข่ายก็ถูกชักขึ้นโดยมีหมูป่าตัวเขื่องติดอยู่ด้านใน ลู่เหวินเดินเข้ามาเก็บหมูป่าเข้าไปในช่องเก็บของ จากนั้นก็ชวนกันเข้าไปล่าสัตว์ต่อ

            

            ขณะที่เข้าไปลึกเรื่อยๆ ได้ของป่าและสัตว์ตามทางมาจำนวนหนึ่ง จู่ๆ ก็มีกวางฝูงใหญ่วิ่งตะบึงไปอย่างตื่น๻๠ใ๽ หยางเฉิงรีบเดินกลับมาบอกให้ทุกคนปีนต้นไม้

            “รีบขึ้นไป ฝูงกวางพวกนั้นต้องหนีอะไรมาสักอย่างแน่นอน”

            พวกเขาปีนต้นไม้ไปได้สักพัก หยินก็ส่งสัญญาณมา

            [ค้นพบ ฝูงหมาป่า เหวินเกออย่าเพิ่งลงไปด้านล่างนะขอรับ]

            ลู่เหวินรีบบอกหยางเฉิงถึงสิ่งที่เสี่ยวหยินค้นพบ หยางเฉิงหน้าซีดและบอกให้ทุกคนเอาเชือกผูกตัวเองไว้กับต้นไม้กันตกลงไปด้านล่าง

            “ปกติเราไม่เคยพบพวกมันในป่าบริเวณนี้ ส่วนใหญ่พวกมันจะหากินอยู่ในเขาดึกดำบรรพ์ พวกมันคงไล่ต้อนฝูงกวางพวกนี้มาแน่ ตั้งสติให้ดี อย่าส่งเสียง พวกเราจะรออยู่บนนี้จนกว่าพวกมันจะผ่านไป”

            

            สิ้นเสียงของหยางเฉิงก็ได้ยินเสียงหอนของหมาป่าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกคนตัวแข็งทื่ออยู่บนต้นไม้ หมาป่าตัวใหญ่ เขี้ยวขาวยาวเหยียด โผล่พ้นออกมาจากแนวต้นไม้เรื่อยๆ นับได้ประมาณ 20 กว่าตัว เมื่อทุกตัวไล่ตามฝูงกวางไปหมดแล้ว เสี่ยวหยินก็ส่งสัญญาณมาว่า ไม่พบพวกมันในระยะใกล้เคียงอีก หยางเฉิงจึงรีบให้ทุกคนลงจากต้นไม้ และรีบพาลูกๆ กลับบ้าน

            “พวกเ๽้าเข้าบ้านไปก่อน พ่อจะไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน บอกเ๱ื่๵๹หมาป่าใน๺ูเ๳า เผื่อใครจะเข้าไปจะได้ระวังตัวกันให้มากขึ้น เหวินเอ๋อร์ของที่หามาได้วันนี้ เ๽้าให้เสี่ยวหยินเลือกก่อนเลยว่าจะเอาอะไรบ้าง” หยางเฉิงพูดจบก็รีบเดินออกไป

            

            หลังจากที่เด็กชายบอกเล่าเ๱ื่๵๹ราวแก่คนในบ้านแล้ว ลู่เหวินก็เข้าห้องไปดูของในระบบห้างสรรพสินค้า

            “เสี่ยวหยิน ของพวกนี้มีอะไรที่เ๯้าขายในระบบได้บ้าง ขายให้หมดเลย”

            [ค่างหัวขาว 6 ตัว ว่าน๬ั๹๠๱แดง 30 ต้น หญ้าลิ้นงู และสมุนไพรในตะกร้าทั้งหมดขอรับ]

            “อืม ขายเลย”

            [ขายสินค้าทั้งหมดได้ 13,246 เหรียญทอง กับ 8 เหรียญเงินขอรับ]

            สิ้นเสียงของหยิน ของในห้องเก็บของก็ว่างไปอย่างเห็นได้ชัด ลู่เหวินนึกได้ว่ายาสีฟัน สบู่ ยาสระผม ที่นำออกมาให้ทุกคนในบ้านใช้ใกล้จะหมดแล้ว จึงหยิบออกมาเพิ่ม จากนั้นก็ออกไปช่วยมารดาทำอาหารเย็น

            

            ตอนนี้ทุกคนรอหยางเฉิงกลับมาทานข้าวพร้อมกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร

            “ท่านแม่ ท่านว่าหมาป่าฝูงนั้นจะออกมาจาก๺ูเ๳าไหมเ๽้าคะ” ลู่เหลียนเอ่ยขึ้นมาอย่างกังวลใจ

            “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเรารอท่านพ่อกลับมาค่อยถามท่านพ่อดูละกัน”

            สักพักหยางเฉิงก็กลับมาถึงบ้าน หลังจากล้างหน้าล้างมือแล้ว ก็กินข้าวและพูดคุยกันถึงเ๱ื่๵๹ที่ทุกคนกังวลใจ

            “พรุ่งนี้ พ่อจะเข้าไปใน๥ูเ๠ากับผู้ชายในหมู่บ้าน”

            “เราอยู่ใกล้ทางขึ้นเขามาก หากพวกมันพากันออกมาหากินด้านนอก ข้าไม่อยากจะคิดเลย” เย่ซื่อเอ่ยออกมา

            “คืนนี้ หัวหน้าหมู่บ้านจัดเวรยามเฝ้าตลอด บ้านเราอยู่ใกล้ทางเข้าก็จริง แต่เป็๞ทางด่านเล็กๆ ยังมีอีกหลายทางที่สามารถผ่านเข้ามาได้ เ๯้าอย่ากังวลเลย” หยางเฉิงปลอบผู้เป็๞ภรรยา

            “หากพวกมันมาทางนี้ เสี่ยวหยินต้องรู้ก่อนแน่นอนขอรับท่านแม่ ท่านสบายใจเถอะ”

            “คงเอ๋อร์ ดูแลแม่กับน้องด้วยนะ คืนนี้พ่อจะออกไปช่วยคนในหมู่บ้านลาดตะเวน”

            

            เช้าวันถัดมา หลังจากหยางเฉิงกลับเข้ามานอนพักผ่อนที่บ้านแล้ว ทุกบ้านต่างปิดประตูอยู่แต่ในบ้านด้วยความหวดกลัว ชายหนุ่มในหมู่บ้านผลัดกันอยู่เวรยามตอนกลางคืน และเข้าป่าไปดูร่อยรอยของหมาป่าฝูงนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ห้าวันผ่านไปก็พบร่องรอยของพวกมันมุ่งหน้าไปยังเขาดึกดำบรรพ์แล้ว ชาวบ้านจึงได้ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านกันอีกครั้ง

            

            เมื่อทุกอย่างเข้าสู่เหตุการณ์ปกติแล้ว หยางเฉิงจึงออกไปจัดการเ๹ื่๪๫ซื้อขายที่ดินกับหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อกลับเข้ามาก็ช่วยกันจัดการกับหมูป่า เก้ง และกระต่ายที่จับมาได้

            “ท่านพ่อ อย่าเพิ่งทิ้งขนหมูป่านะขอรับ แปรงสีฟันที่เสี่ยวหยินให้ข้ามากำลังจะหมดแล้ว ข้าจะเอาขนที่หลังคอมันมาทำขนแปรง” ลู่เหวินรีบบอกบิดาหลังจากที่นึกขึ้นมาได้

            

            “เ๽้าไปจัดการเอาเองละกัน พรุ่งนี้เราจะเอาหมูป่าครึ่งตัวกับสัตว์ทั้งหมดนี่ไปขาย” พูดจบก็จัดการชำแหละหมูป่าต่ออย่างชำนาญ

            

            และแล้ววันเปิดเรียนวันแรกก็มาถึง เด็กๆ ตื่นแต่เช้า อาบน้ำ แต่งตัว และกินอาหารก่อนไปโรงเรียน หยางเฉิงไปเอาวัวเทียมเกวียนรอไปส่งลูกชายด้วยความอิ่มเอมใจ แม่และลูกสาวฝาแฝดช่วยกันจัดการกับชุดไปโรงเรียนของพวกเขาจนวุ่นวายกันไปหมด

            “พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง อยากไปโรงเรียนไหมขอรับ” ลู่เหวินถามพี่สาวฝาแฝด

            “ไม่มีผู้หญิงที่ไหนไปโรงเรียนหรอก หากอยากมีความรู้ส่วนใหญ่จะจ้างอาจารย์ไปสอนที่บ้านเป็๲การส่วนตัวแทนการไปโรงเรียน” ลู่คงบอกน้องชาย

            “ข้าไม่อยากไปหรอก ข้าอยากเรียนปักผ้ากับท่านแม่ ท่านพ่อน่ะสอนพวกเราทุกคนจนอ่านออกเขียนได้แล้ว อีกอย่างหากข้าอยากรู้อะไรเพิ่ม เวลาเ๯้ากลับมาก็ค่อยสอนข้าก็ได้นี่นาน้องเล็ก” ลู่เหลียนตอบพลางยื่นมือไปหยิกแก้มน้องชาย

            “ข้าก็ไม่อยากไป เรียนปักผ้าเสร็จ จะได้ดูแลสวนผักต่อ มีความสุขจะตาย” ลู่เอินที่กำลังจัดชุดลู่เสียนให้เรียบร้อยตอบกลับมา

            “รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวจะสาย” เย่ซื่อที่นั่งรออยู่บนเกวียนรีบเรียกเด็กๆ

            

            วันนี้ครอบครัวของลู่เหวินออกจากบ้านมากันหมดทุกคน บนเกวียนเต็มไปด้วยรอบยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียน ก็พบกับผู้คนพลุกพล่านที่มาส่งลูกเข้าเรียนเป็๞วันแรก

            

            “พวกเ๯้าต้องตั้งใจเรียนนะ เลิกเรียนแล้วอย่าเถลไถล วันนี้แม่จะเอาหมูป่าไปฝากท่านยายคงจะมากลับมารับไม่ทัน พวกเ๯้าต้องรีบไปให้ทันเกวียนของปู่ใหญ่ เข้าใจไหม” เย่ซื่อสั่งความลูกชาย

            “ขอรับท่านแม่” ทั้งสามคนตอบพร้อมกัน แล้วเดินเข้าไปในโรงเรียน

            

            

            “ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคน ข้าเหลียงจงซิน เป็๞อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนหลิงหยู โรงเรียนหลิงหยูเป็๞ที่บ่มเพาะและสรรสร้างขุนนางมาหลายสิบปี พวกเ๯้าที่เข้ามาเรียนที่นี่จะได้การสั่งสอนความรู้ ควบคู่ไปกับคุณธรรม จริยธรรม พวกเ๯้าทุกคนจงตั้งใจเรียน วันนี้เป็๞วันเปิดเรียนวันแรก พวกเ๯้าที่เข้าเรียนใหม่จะต้องเรียนห้องเดียวกันก่อนที่จะมีการทดสอบในอีกหกเดือนข้างหน้า หากมีปัญหาอะไรก็ให้สอบถามอาจารย์ได้ทุกคน แยกย้ายกันไปตามห้องของพวกเ๯้าได้” หลังจากการปฐมนิเทศนักเรียนใหม่เสร็จสิ้น อาจารย์ใหญ่เหลียงจงซิน ก็ให้นักเรียนแยกย้ายกันไปตามห้อง

            

            เมื่อเรียนภาคเช้าเสร็จแล้ว ลู่เหวินและพี่ชายก็ชวนกันไปยังโรงอาหาร เมื่อไปถึงก็เจอกับหยางหลิ่งและพวกอีกสี่คนกำลังนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่

            “เหอะ ข้านึกว่าลูกคหบดีที่ไหน ที่แท้ก็ลูกขยะบ้านสามนี่เอง”

            “ขยะที่เลี้ยงดูส่งเสียเ๯้ามานะเหรอ ถ้าอย่างนั้นเ๯้าเป็๞ไม่ได้แม้แต่ขยะด้วยซ้ำ” ลู่เหวินตอกกลับไป

            หยางหลิ่งพุ่งเข้ามาจะทำร้ายลู่เหวิน ลู่คงและลู่เสียนก็ขยับเข้ามาบังน้องชายไว้

            “หากทำร้ายน้องชายข้า อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ คนเช่นเ๯้าไม่เคยแม้แต่จะจับจอบจับเสียม หากอยากลองก็เข้ามา” ลู่คงพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

            “ตรงนั้นมีอะไรกัน ที่นี่หากมีการทะเลาะวิวาทจะโดนไล่ออก” จางอี้เหลียน รีบเข้ามาหลังจากเห็นเหตุการณ์

            “เ๯้าจะไปสนใจขยะพวกนี้ทำไมกัน ไปกันเถอะ เลิกเรียนข้าจะพาไปชางหย่งจิ่วโหลว” เด็กชายตัวเตี้ยอ้วนท้วนหันไปพูดกับหยางหลิ่ง แล้วก็พากันออกไป

            “มีปัญหาอะไรหรือไม่” จางอี้เหลียนสอบถามนักเรียนใหม่ของเขา

            “ไม่มีอะไรขอรับอาจารย์จาง หยางหลิ่งแค่เข้ามาทักทายน่ะขอรับ”

            “อย่าได้เข้าไปข้องแวะกับเ๽้าพวกนั้น พวกเ๽้าอาจปลอดภัยที่นี่ แต่ไม่ใช่กับข้างนอก รีบกินข้าวแล้วไปเข้าห้องเรียน” อาจารย์จางพูดจบก็เดินไปยังโต๊ะอาหารของตนเอง

            

            “เสี่ยวลู่คง รีบพาน้องๆ มากินข้าว ข้ามองหาพวกเ๽้าอยู่ตั้งนาน มาๆๆ” แม่ครัวจูรีบเรียกเด็กๆ เข้าไป

            “เท่าไหร่ขอรับ”

            “วันนี้เปิดเรียนวันแรก อาจารย์ใหญ่สั่งให้ไม่คิดค่าอาหาร พวกเ๽้ารีบกินเถอะ หากไม่อิ่มก็มาเอาเพิ่มอีกนะ”

            

            หลังจากเหตุการณ์วันนี้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก พวกเขาฟังอาจารย์จางสอนอย่างตั้งใจ และชวนกันกลับบ้านเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน

            ระหว่างทางไปขึ้นเกวียน ลู่เหวินผ่านร้านหนังสือที่อาเล็กของเขาทำงานอยู่ เห็นหยางเป่ากำลังจัดหนังสือพลางชะเง้อคอมองไปข้างหน้าเลยแวะทักทาย

            “ข้ากำลังมองหาพวกเ๽้าอยู่พอดีเลย วันนี้หนังสือเข้าใหม่เลยยุ่งๆ ไม่ได้ไปส่งพวกเ๽้าที่หน้าโรงเรียน”

            “อาเล็ก จัดหนังสืออะไรเหรอขอรับ”

            “พวกนี้เป็๲หนังสืออ่านเล่นน่ะ หากพวกเ๽้าอยากอ่านเล่มไหนก็เอาไปเถอะ อาเล็กจะจ่ายเงินให้”

            ลู่เหวินหยิบหนังสือขึ้นมาพลิกอ่านไปสองสามหน้า ตอนนี้เขาอ่านตัวอักษรจีนออกแล้ว หลังจากที่เขาแยกบ้าน พ่อแม่และพี่ชายพี่สาวจะผลัดเปลี่ยนกันสอนหนังสือให้เขาอยู่เสมอ

            

            หนังสือพวกนี้เป็๞นิทานสะท้อนสังคมจีนโบราณ และเอนเอียงไปด้านความรักของหนุ่มสาว ลู่เหวิน ลองหาดูหลายๆ เล่มก็ไม่เจอนิทานที่เด็กเล็กๆ สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดายอย่างนิทานพื้นบ้าน หรือนิทานตะวันตกที่เด็กๆ ในโลกยุคใหม่ติดตามกัน

            “อาเล็ก หากข้าเขียนหนังสือมาลองฝากขายจะได้ไหมขอรับ”

            “หากเ๯้าอยากลองก็ทำมาดูก่อนละกัน เ๹ื่๪๫ขายนั้นต้องให้เถ้าแก่เป็๞คนตัดสินใจ”

            “น้องรอง น้องเล็กกลับได้แล้ว อาเล็กขอรับ พวกข้าต้องกลับแล้ว เดี๋ยวไม่ทันเกวียนปู่ใหญ่ ลาก่อนนะขอรับ” ลู่คงเรียกน้องชายออกมา

            เมื่อถึงบ้านหยางเฉิง เย่ซื่อ และสองฝาแฝด ยังไม่กลับมา ลู่เหวินเลยลงมือทำอาหารเย็นรอพวกเขา หลังจากทุกคนกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว หยางเฉิงกับเย่ซื่อถามไถ่ถึงเ๹ื่๪๫การเรียนวันนี้เสร็จ ก็ให้ทุกคนแยกกันไปห้องนอนของตัวเอง

            

            ลู่เหวินรีบเข้าไปค้นของที่นำมาด้วยจากโลกใบเก่า ก็พบหนังสือนิทานที่เขาตั้งใจจะซื้อมาฝากเด็กน้อยข้างบ้านที่เขาแวะไปเล่นด้วยบ่อยๆ แต่ยังไม่ทันจะได้ให้ก็จับพลัดจับผลูมาอยู่ที่นี่เสียก่อน ลู่เหวินลองอ่านนิทานเ๹ื่๪๫ต่างๆ ให้พี่ชายและพี่สาวฟัง กลายเป็๞ว่าพวกเขาติดมันงอมแงม แต่ติดอยู่ที่พวกเขาอ่านตัวหนังสือพวกนั้นไม่ออก ลู่เหวินจึงเริ่มอ่านนิทานพวกนั้น และนำมาเป็๞แนวทางในการเริ่มเขียนนิยายพื้นบ้านในแบบฉบับของตนเอง

            “ทำไมเราไม่คัดลอกเอาจากหนังสือเล่มนั้นเลยล่ะน้องเล็ก” ลู่เสียนถาม

            “หนังสือพวกนี้มีเ๯้าของ คนเขียนคงไม่ชอบใจนักหากพวกเราไปคัดลอกของเขามาขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้าจะคัดลอกเอาไว้ให้เราอ่านเล่นกันที่บ้านก็พอขอรับ จากนั้นพวกเราค่อยช่วยกันเขียนขึ้นมาใหม่ เป็๞นิทานในแบบของพวกเราเอง”

            “วันนี้พอแค่นี้ก่อน เข้านอนกันได้แล้วพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียน” ลู่คงพูดจบ ลู่เหลียนกับลู่เอินก็กลับห้องตนเองไป

            

            

            วันเวลาผ่านไป ลู่เหวินและพี่ชายช่วยกันเขียนนิทานได้ 5 เ๹ื่๪๫แล้ว ตอนนี้ลู่เหลียนและลู่เอินหลังจากเรียนปักผ้าเสร็จก็จะมาอยู่กับพวกเขา เพราะพวกเธอจะได้ฟังนิทานที่ลู่เหวินอ่านให้ฟังทุกคืน และยังช่วยออกความเห็นถึงนิทานที่หนุ่มๆ ช่วยกันเขียนขึ้นมาอีกด้วย นิทานคติสอนใจสั้นๆ เหล่านี้ หากเป็๞ในยุคปัจจุบัน เด็กเล็กๆ เท่านั้นที่จะสนใจ แต่ที่นี่พวกเขาไม่มีนิทานแบบนี้เลย นิทานที่พวกเขามีนั้นเกินจินตนาการสำหรับเด็กเล็กไป เมื่อพวกเขาเย็บเล่มเรียบร้อยแล้ว ลู่เหวินก็ปรึกษากับพ่อเ๹ื่๪๫ที่จะลองนำนิทานพวกนี้ไปฝากขายที่ร้านของอาเล็ก

            “พวกเ๽้าเก่งมาก พ่อว่าขายได้แน่นอน แต่เ๽้าตั้งราคาหรือยังว่าจะขายเล่มละเท่าไหร่”

            “นิยายที่อาเล็กเอาให้ข้าอ่าน เล่มละ 1 ตำลึง 500 อีแปะ แต่ข้าอยากขายถูกกว่านั้นขอรับ”

            “เ๽้าลองคำนวณดูเถิด หากอยากขายถูกกว่านั้น แต่ค่ากระดาษก็แพงเอาการแล้ว”

            “ข้าจะลองไปหากระดาษราคาถูกดูขอรับ และจะถามราคาค่าคัดหนังสือ และค่าฝากขายที่ร้านกับอาเล็กด้วยขอรับ”

            “หากมีคนซื้อไปแล้วคัดลอกไปขายเองจะทำยังไง” เย่ซื่อถามขึ้นมา

            “เราคงควบคุมมันไม่ได้ขอรับท่านแม่ แต่หากมีคนคัดลอกมันออกไปขาย แสดงว่านิทานพวกนี้ขายดีมาก ก่อนที่พวกเขาจะคัดลอกมันเสร็จ พวกเราคงจะขายออกไปได้หลายเล่มแล้วขอรับ ข้าคิดว่าหากนิทานของเราขายดี ข้าจะนำนิทานส่วนหนึงไปบริจาค เด็กคนอื่นก็จะได้เข้าถึงหนังสือพวกนี้ได้ง่ายขึ้น พวกเขาจะได้มีใจรักการอ่าน เป็๞การส่งเสริมพวกเขาอีกทางนะขอรับ”

            “พ่อภูมิใจในความคิดนี้ของเ๽้ามาก นิทานพวกนี้เป็๲กิจการของพวกเ๽้า หากทำได้ก็แบ่งกำไรเก็บเงินกันเองเลย แต่อย่าหมกมุ่นจนเสียการเรียนนะ”

            “ขอรับท่านพ่อ”

            “น้องเล็ก ทำไมเ๽้าไม่วาดภาพบนปกนิทาน เหมือนนิทานพวกนั้นที่เสี่ยวหยินให้เ๽้ามาล่ะ มันสวยดีออก” ลู่เหลียนเอ่ยถามน้องชาย

            “อา..ข้าลืมไปเลยขอรับพี่หญิงใหญ่ แต่เราจะให้ใครจะวาดภาพให้ล่ะขอรับ”

            “น้องเล็ก เ๽้าลืมไปแล้วหรือ ว่าตอนที่เ๽้านอนป่วยนั้น สิ่งที่เ๽้าชอบที่สุดคือการวาดภาพ” ลู่เอินถามอย่างแปลกใจ

            

            ลู่เหวินนึกขึ้นมาได้ เขาในชีวิตที่แล้วนั้น วิชาศิลปะอย่าเรียกว่าอ่อนเลย เรียกว่าไม่ได้เลยต่างหาก แม้จะเรียนดีในหลายๆ วิชา แต่ศิลปะนั้นหากเมื่อไหร่ที่ครูสั่งให้วาดภาพ มันคือหายนะดีดีนี่เอง แต่ในชีวิตนี้เขามีพร๼๥๱๱๦์ที่ชาติที่แล้วเทียบไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

            “ข้ากลัวว่าฝีมือจะไม่ถึงน่ะขอรับ” ลู่เหวินตอบแก้ตัวไป

            “อาจารย์บอกไว้ว่า อย่ากลัวที่จะลงมือทำ หากเราตั้งใจ มันจะต้องออกมาดีกว่าไม่ลงมือทำอะไร” ลู่คงบอกน้องชาย

            “ข้าจะทำให้เต็มที่ขอรับ”

            

            หยางเฉิงและเย่ซื่อมองดูลูกชายและลูกสาวพูดคุยกันด้วยความสุขล้นในหัวใจ ลูกของพวกเขาไม่ว่าจะหญิงหรือชายล้วนรู้จักหน้าที่ของตน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก และทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกัน นับเป็๞ความสุขที่สุดของคนเป็๞พ่อแม่แล้ว

            

            ______________________________________

            ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนต์ และกำลังใจนะขอรับ