ดวงเนตรสมบัติพลิกชะตา ข้าจะเป็นเศรษฐี [นิยายแปล]

    บทที่ 53 ผลงาน

    เจ้าหน้าที่คนนั้นหันกลับมามองโหมวซือฉิง “นั่งดีๆ นะ”

            โหมวซือฉิงคว้าราวจับพลางชี้ไปยังทิศที่สวี่ตงบอก“ไปทางนั้นๆ …”

            เรือแล่นฉิวโดยมีแสงไฟส่องนำสะท้อนเป็นเส้นแสงสีขาวบนผิวน้ำเจ้าหน้าที่คนนั้นขับเรือค่อนข้างช้า เรือของเพื่อนร่วมงานลำอื่นกระจายอยู่โดยรอบแต่ไม่มีใครสนใจพวกเขา

            ทว่าขับไปได้สองสามร้อยเมตรเพื่อนร่วมงานคนอื่นก็เริ่มสนใจเพราะเฉินซิ่วเฟิงมีคำสั่ง ทีมมนุษย์กบก็เป็นคนของทีมเรือเร็วคำสั่งของเฉินซิ่วเฟิงคือให้ค้นหารอบเรือประมงเป้าหมายหลักก็คือเรือประมงทั้งด้านนอกและด้านใน แต่ทิศทางที่โหมวซือฉิงสั่งให้เจ้าหน้าที่คนนั้นขับไปนั้นตอนอยู่ปะปนกับคนอื่นก็ยังไม่มีใครสังเกตเห็นแต่พอพวกเขาแยกตัวออกไปไกลเพียงลำเดียวจึงถูกค้นพบในทันที!

            เฉินซิ่วเฟิงเห็นเรือเร็วแล่นไปทางซ้ายไกลกว่าสี่ร้อยเมตรก็อดขมวดคิ้วไม่ได้หันกลับมาถามลูกน้องที่อยู่ข้างกาย “เรือลำนั้นเป็นอะไรใครสั่งให้พวกเขาออกจากตำแหน่งค้นหา”

            เจ้าหน้าที่ที่กำลังกล่าวรายงานเฉินซิ่วเฟิงคือเจ้าหน้าที่ประจำเรือเร็วลำนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเฉินซิ่วเฟิงเข้าก็ต้องตื่นตกใจและมองตามสายตาเขาไปเห็นเรือเร็วลำหนึ่งแล่นห่างออกไปประมาณสามสี่ร้อยเมตรจึงรีบใช้กล้องมองกลางคืนส่องดูทันทีพอเห็นหมายเลขบนเรือเร็วเข้าก็ต้องตกใจอีกรอบพร้อมขมวดคิ้วมุ่นไม่พูดพร่ำทำเพลงหยิบวิทยุสื่อสารออกมากรอกเสียงใส่ทันที “จางจินเสวีย นายทำอะไรรีบกลับมาประจำจุดของนายเดี๋ยวนี้!”

            คนที่กำลังขับเรือเร็วพ่วงด้วยโหมวซือฉิงและสวี่ตงก็คือ‘จางจินเสวีย’ เสียงจากวิทยุสื่อสารดังเข้าหูของเขาอย่างชัดเจนแน่นอนว่าดังเข้าหูโหมวซือฉิงกับสวี่ตงด้วย

            จางจินเสวียอุทานดังอุ๊ยก่อนจะหันกลับมาทางโหมวซือฉิงอย่างกระอักกระอ่วน “นี่…เรา…หัวหน้าสั่งให้กลับ…”

            โหมวซือฉิงร้องอืมคำหนึ่ง ก่อนจะมองสวี่ตงไม่รู้ว่าเขาเจออะไรหรือเปล่า หากไม่เจอก็คงต้องกลับ

            เดิมทีเรือเร็วไม่ได้แล่นเร็วนักตอนนี้ก็หยุดลงแล้ว สวี่ตงจ้องสำรวจด้านหน้าที่ห่างออกไปไม่ไกล ก่อนจะเห็น ‘เบ็ด’รูปร่างเหมือนปืนยิงปลาบนเรือจึงรีบหยิบขึ้นมา จากนั้นก็พูดกับจางจินเสวียว่า“พี่ชาย ไปตรงข้างหน้านั้นหน่อย ตรงนั้น…”

            สวี่ตงชี้จุดที่ห่างออกไปราวเจ็ดแปดเมตรจางจินเสวียลำบากใจ ขณะจะปฏิเสธโหมวซือฉิงก็รีบพูดขึ้นว่า “พี่จางคะไปหน่อยเถอะน่า ไหนๆ ก็มาแล้ว ไม่เกินสองสามนาทีหรอกเดี๋ยวกลับไปแล้วฉันจะอธิบายให้ฟัง โอเคไหมคะ”

            ‘การขอร้องเสียงหวาน’ของโหมวซือฉิงทำเอาจางจินเสวียหยุดคิด ก่อนจะมองไปทางฝั่งอีกครั้งแล้วกัดฟันตอบ“ได้ แค่สองนาทีนะ!” เรือเร็วแล่นไปยังจุดที่สวี่ตงชี้ โหมวซือฉิงกังวลใจมากไม่รู้ว่าสวี่ตงเจออะไร แต่บนผิวน้ำมองอะไรไม่เห็นเลย แม้มีแสงไฟนำทางส่องสะท้อนเห็นเพียงผิวน้ำแต่มองเห็นใต้น้ำได้ลึกเพียงหนึ่งถึงสองนิ้วเท่านั้น!

            สวี่ตงมาถึงจุดที่ ‘ออร่า’เปล่งออกมาแล้วจึงสั่งให้จางจินเสวียหยุดเรือจากนั้นก็ใช้เบ็ดยาวสามเมตรจุ่มลงไปในแม่น้ำอยู่สองสามครั้งก็เหมือนเกี่ยวเจออะไรบางอย่าง

            โหมวซือฉิงกับจางจินเสวียต่างจับจ้องสวี่ตงจางจินเสวียรู้สึกประหลาดใจสุดๆ ตำรวจหนุ่มคนนี้น่าแปลกมากจริงๆมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง แล้วแล่นมาตกอะไรถึงกลางแม่น้ำกัน หรือจะตกปลาเล่น?

            สวี่ตงดึงเบ็ดกลับมาตอนที่ดึงพ้นน้ำโหมวซือฉิงกับจางจินเสวียก็เห็นเชือกเส้นหนึ่งเกี่ยวปลายเบ็ดอยู่ปลายด้านหนึ่งของเชือกมีทุ่นสีขาวขนาดใหญ่เท่ากับกำปั้น

            “นี่อะไรน่ะ”

            จางจินเสวียตกใจสุดขีดจนอดถามไม่ได้ในใจสงสัยว่าชาวประมงคนไหนมาวางอวนกลางแม่น้ำพร้อมกับคิดว่าคนที่วางอวนอาจเป็นตำรวจหนุ่มคนนี้ก็ได้ มิเช่นนั้น เขาจะหาตำแหน่งของมันเจอได้อย่างแม่นยำขนาดนี้ได้อย่างไร

            ไหนดูสิว่าได้ปลาไหม!

            สวี่ตงกลับวางเบ็ดลงโดยไม่พูดอะไรสักคำจากนั้นก็ใช้สองมือคว้าเชือกดึงเข้าหาเรือ

            โหมวซือฉิงเห็นสวี่ตงออกแรงดึงหนักมากทั้งยังเห็นว่ามีเชือกลอยอยู่บนน้ำจริงๆแม้ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้แต่เธอก็ตื่นเต้นสุดๆอย่างน้อยสวี่ตงก็เจออะไรเข้าจริงๆ แล้ว จมูกของเขาคงได้กลิ่นบางอย่างจริงๆเธอตื่นเต้นจนพุ่งเข้าไปช่วยดึงเชือกขึ้นมา

            จางจินเสวียเหลือบมองทางชายฝั่งอีกครั้ง คิดๆดูแล้วจึงเข้าไปช่วยโหมวซือฉิงดึงเชือกอีกแรง ขอแค่เสร็จเรื่องเร็วๆแล้วรีบกลับก็พอ หากถูกอัดเพราะสาวงามก็ช่างเถอะ หัวหน้าคงไม่ลงโทษเขาจริงจังหรอกอีกอย่างนี่ก็เป็นหนึ่งในภารกิจ ไม่ถือว่าทำผิดกฎแถมพวกเขาไม่ได้อยู่หน่วยเดียวกับเฉินซิ่วเฟิงด้วย กลับไปแล้วหัวหน้าคงไม่ ‘ตำหนิ’เขาจริงจังหรอกมั้ง

            ปลายเชือกอีกด้านหนักมากจางจินเสวียช่วยดึงไปก็คิดไปว่าคงไม่ใช่ปลายักษ์หรอกมั้งน่าจะแค่อวนขนาดใหญ่มากกว่า

            เชือกยาวมากคนสามคนช่วยกันดึงขึ้นมากว่ายี่สิบเมตรก็ยังไม่สุดปลายเชือกทว่าเสียงเข้มของหัวหน้าในวิทยุสื่อสารกำลังเร่งเร้าให้เขารีบกลับไป

            “ตายแน่ๆ ...”จางจินเสวียร้องครวญครางขณะช่วยดึงเชือกเพราะเริ่มตื่นตระหนก!

            ตอนนั้นเองก็มีเสียง ‘ซ่า’ ดังขึ้นจากน้ำเชือกดึงห่ออะไรบางอย่างขึ้นพ้นผิวน้ำแสงไฟที่ส่องลงไปทำให้เห็นลักษณะของมันอย่างชัดเจนเป็นห่อขนาดใหญ่ที่ปิดผนึกด้วยพลาสติกสีดำแน่นหนามัดรวมกันจนดูเหมือนผ้าห่มที่ซ้อนกันเป็นก้อนเต้าหู้

            โหมวซือฉิงดีใจจนแทบบ้า!

            เธอกับจางจินเสวียไม่เหมือนกันจางจินเสวียไม่รู้เรื่อง ‘ประสาทรับกลิ่น’ ของสวี่ตง แต่เธอเคยเห็นกับตามาแล้วคืนนี้ที่พาสวี่ตงมาที่นี่ก็เพราะมีจุดประสงค์แล้วสวี่ตงก็ชี้จุดและค้นพบบางอย่างเข้าจริงๆ ด้วยเป็นไปได้มากว่าห่อของนี้คือสิ่งที่เธอกำลังตามหา!

            “ช่วยกันเร็ว ดึงมันขึ้นมา!”เพราะมันหนักมากโหมวซือฉิงจึงสั่งให้จางจินเสวียช่วยทั้งสามคนช่วยกันออกแรงดึงห่อของขึ้นเรือ

            โหมวซือฉิงยื่นมือไปหาจางจินเสวีย “พี่จางมีมีดไหม”

            จางจินเสวียชะงักก่อนจะหยิบมีดสั้นจากเอวส่งให้เธอ

            โหมวซือฉิงไม่พูดมาก ใช้มีดสั้นกรีดเปิดห่อพลาสติกทีละชั้นกรีดติดต่อกันหกถึงเจ็ดชั้น อันที่จริงหลังจากชั้นที่สองก็ไม่มีน้ำซึมเข้าไปแล้วชั้นที่หกที่เจ็ดก็ยิ่งไม่มีทางถูกน้ำ ข้างในจึงไม่เปียกเลยสักนิด!

            เห็นบรรจุภัณฑ์แน่นหนาเช่นนี้โหมวซือฉิงก็ยิ่งปลาบปลื้มหลังจากกรีดชั้นสุดท้ายพลาสติกที่ห่อหุ้มมันไว้ก็แยกออกจากกันสิ่งที่อยู่ข้างในถุงบรรจุผงสีขาวคล้ายผงซักฟอก

            แรกเริ่มจางจินเสวียยังไม่เข้าใจแต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นของพวกนี้ทันทีที่เห็นห่อสีขาวเขาก็ตกตะลึงก่อนจะพูดเสียงสั่น “นี่มัน...นี่มัน...”

            โหมวซือฉิงสะบัดมือแล้วพูดว่า“พี่จางรายงานหัวหน้าเฉิน บอกว่าเราเจอบางอย่างแล้ว ส่งเรือเร็วมาช่วยที!”

            จางจินเสวียได้สติรีบหยิบวิทยุสื่อสารออกมารายงาน“หัวหน้า เราพบห่อของน่าสงสัยกลางแม่น้ำ อาจเป็นเฮโรอีนช่วยส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยตรวจสอบด้วยครับ!”

            เดิมทีจางจินเสวียกังวลว่าจะถูกตำหนิแต่พอเจอห่อต้องสงสัยเข้า ไม่ว่ามันจะเป็นของจริงหรือของปลอมเขาก็มั่นใจว่าตนไม่ถูกลงโทษแน่แล้ว แน่นอนว่าหากของในห่อขนาดใหญ่นี่เป็นของจริงก็เท่ากับได้‘ผลงานชิ้นใหญ่’ อีกด้วย!

            เพียงแต่เขาไม่ค่อยเข้าใจนักในเมื่อเจอวัตถุต้องสงสัยแล้วทำไมถึงไม่ตรงกลับเข้าฝั่งทำไมต้องรอเพื่อนร่วมทีมมาหากลางแม่น้ำด้วยหรือเพื่อนตำรวจคนสวยอยาก ‘อวดเบ่ง’

            เฉินซิ่วเฟิงได้ยินว่าพบบางอย่างกลางแม่น้ำแม้จะสงสัยมาก แต่ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบขึ้นเรือลาดตระเวนไปทันที

            ด้วยคำสั่งของเฉินซิ่วเฟิงเรือเร็วครึ่งหนึ่งแล่นตามเรือลาดตระเวนของเขาไปยังใจกลางแม่น้ำเมื่อเฉินซิ่วเฟิงมาถึงจุดที่เรือของจางจินเสวียจอดอยู่และเห็นห่อพัสดุขนาดใหญ่เข้าก็ต้องตาวาว!

            ด้วยประสบการณ์อันมากมายของเขาบวกกับประสบการณ์ปราบปรามยาเสพติดมานานปีทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าห่อพัสดุขนาดใหญ่นี้คือ‘สิ่งนั้น!’

            “เข้าไปใกล้ๆเอาพัสดุห่อนั้นมาที่เรือลาดตระเวน!”เฉินซิ่วเฟิงออกคำสั่งเมื่อเรือเร็วแล่นเข้าใกล้เรือลาดตระเวนก่อนจะโบกมือสั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้างกาย “เตรียมตรวจสอบ!”

            เจ้าหน้าที่หลายคนใช้ตาข่ายลากห่อพัสดุขนาดใหญ่ขึ้นเรือลาดตระเวนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบซึ่งเตรียมพร้อมแล้วเข้าไปเปิดห่อตรวจสอบทันที

            เวลาหนึ่งนาทีกว่าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทำการทดสอบหลายอย่าง จากนั้นก็พยักหน้าให้เฉินซิ่วเฟิง“หัวหน้าเฉิน นี่คือเฮโรอีนความบริสุทธิ์สูงครับ!”

            เฉินซิ่วเฟิงยินดียิ่ง จากนั้นจึงถามจางจินเสวีย“เก่งมากไอ้หนู หาเจอได้ยังไง”

            จางจินเสวียยิ้มกระอักกระอ่วนก่อนจะชี้ไปที่โหมวซือฉิง “หัวหน้าเฉิน ผมไม่ใช่คนหาเจอครับเป็น...เป็นน้องคนสวยคนนี้ที่หาเจอ เธอ...เธอบังคับให้ผมมาตรงนี้...”

            เฉินซิ่วเฟิงเห็นโหมวซือฉิงเข้าก็ต้องตกใจเขาต้องรู้จักโหมวซือฉิงอยู่แล้ว!

            “เสี่ยวโหมว เธอเองเหรอ เธอมาทำอะไรที่นี่”

            หลังจากยืนยันแล้วว่าเป็นสิ่งนั้นโหมวซือฉิงก็มั่นใจมากพอจนตอบด้วยรอยยิ้ม “หัวหน้าเฉินฉันได้ยินจากผู้กำกับหูว่าพวกคุณยังวุ่นอยู่ในที่เกิดเหตุ ฉันคิดว่าไหนๆก็ว่างอยู่เลยขอผู้กำกับหูมาดูสักหน่อย เขาอนุญาตแล้วฉันถึงมานะแล้วก็อยากเรียนรู้จากพวกหัวหน้าเฉินด้วยแต่ไม่คิดว่าจะโชคดีขนาดนี้เจอห่อของนี่โดยบังเอิญ!”

            เฉินซิ่วเฟิงสีหน้าเคร่งขรึมเฮโรอีนห่อนี้น่าจะหนักประมาณห้าสิบกิโลกรัมปริมาณขนาดนี้ภารกิจในคืนนี้ถือว่าไม่สูญเปล่าแล้วแต่ที่น่ารำคาญคือไม่ใช่พวกเขาที่ค้นพบมัน แสดงว่าพวกเขาวุ่นวายกันมาค่อนคืนกลับไม่ได้อะไรเลยแต่โหมวซือฉิงเพิ่งมาถึงก็หาเจอเลย ได้ยินเธอบอกว่าผู้กำกับหูอนุญาตให้มาอีกแบบนี้ไม่เท่ากับตบหน้าเขาเหรอ

            สถานที่ปฏิบัติภารกิจมีคนมากขนาดนี้หากมีแค่คนของทีมปราบปรามยาเสพติดยังพอพูดกันได้ทว่าปฏิบัติการคืนนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วย เขาอยากปกปิดก็ไร้หนทางอีกอย่างเขาเองก็รู้ดีว่าสถานะของโหมวซือฉิงค่อนข้างพิเศษคิดจะขัดขาเธอก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ !

            โหมวซือฉิงไม่สนใจว่าเฉินซิ่วเฟิงรู้สึกอย่างไรเธอหันไปถามสวี่ตงว่า “เป็นไงบ้าง”

            สวี่ตงย่อมเข้าใจความหมายของโหมวซือฉิงจึงพยักหน้าให้“พี่โหมว ผมจำจุดที่คุณบอกได้หมดแล้ว รบกวนพี่จางพาไปตรงนั้นหน่อย!”

            จางจินเสวียสะดุ้งไม่ค่อยเข้าใจความหมายของสวี่ตง

            ทว่าโหมวซือฉิงกับเฉินซิ่วเฟิงกลับเข้าใจโหมวซือฉิงรู้ว่าสวี่ตงกำลังยัด ‘เครดิต’ ให้เธออีกครั้ง เพราะไม่ต้องการออกหน้าและคำพูดของเขายังหมายความอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ของสิ่งนั้นไม่ได้มีแค่ห่อเดียว!’