บทที่ 32 เฉิงอันตายแล้วงั้นหรือ (รีไรต์)
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็งุนงงกับคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้าน
พวกเขารู้เพียงแค่ว่าหยางผิงเป็เขยที่แต่งเข้า แต่ไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด
ผู้าุโสามถอนหายใจ หันไปนั่งบนก้อนหินใต้ชายคา แล้วเล่าเื่ราวในอดีตอย่างละเอียด พร้อมทั้งสั่งให้หลานชายกลับบ้านไปนำหนังสือรับรองในตอนนั้นมาด้วย
ผู้คนที่มามุงดูเื่สนุกต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา แต่เดิมพวกเขาก็แปลกใจว่าเหตุใดฉินชุนหลานที่แต่งงานออกไปแล้วยังกลับมาเรียกร้องบ้าน
ที่แท้บ้านหลังนี้เป็ของนางจริง ๆ
แม่เฒ่าฉินก็แต่งเขยเข้าบ้านเช่นกัน ตอนแรกพวกเขาคิดว่านางแต่งงานออกไป แต่สามีของนางก็แซ่ฉิน ลูกที่เกิดมาก็ใช้แซ่ฉิน
ตอนนี้ถึงเข้าใจว่าที่แท้พวกเขาใช้แซ่ตามมารดา ไม่ใช่บิดา
หยางผิงกับเฉียนเหมยต่างพูดไม่ออก พวกเขาเข้าใจมาตลอดว่าฉินชุนหลานแต่งงานออกไป ทุกอย่างในบ้านจึงไม่เกี่ยวข้องกับนางอีก
แต่ตอนนี้มีคนมาบอกว่า ฉินชุนหลานก็แต่งเขยเข้าบ้านเช่นกัน
บ้านหลังนี้ครึ่งหนึ่งจึงเป็ของนาง
พวกโจรกลุ่มนี้แซ่ฉิน ใช้แซ่ฉินของฉินชุนหลาน ไม่ใช่แซ่ฉินของบิดา
หยางผิงยอมรับไม่ได้ว่าบ้านที่อาศัยอยู่มายี่สิบปี กลับไม่ใช่ของเขา
ทั้งที่นาและูเาที่เขาลงแรงดูแลมาครึ่งชีวิต กลับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
เขาสติแตกและะโออกมาว่า “เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด ชุนอวิ๋นนังหญิงต่ำช้านั่นไม่เคยบอกข้าเื่นี้มาก่อน นี่ต้องเป็คำโกหกที่พวกเ้าแต่งขึ้นมาเพื่อจะยึดบ้านของข้าแน่ ๆ”
คำว่า ‘นังหญิงต่ำช้า’ ของหยางผิง ทำให้ความโกรธของแม่เฒ่าฉินะเิออกมา นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เหวี่ยงแขนฟาดมือลงไปสุดแรง
หยางผิงไม่ทันตั้งตัว โดนตบจนหน้าหัน เซไปหลายก้าวแล้วล้มลงกับพื้น ใบหน้าบวมแดงขึ้นมาทันที
“ท่านพ่อ!”
หยางเปียวรีบเข้าไปพยุงหยางผิง แล้วมองพวกนั้นด้วยสายตาดุร้าย “พวกโจรป่าเถื่อน ข้าจะฆ่าพวกเ้าให้หมด!”
หยางเปียวคว้ามีดฟันฟืนฟันเข้าไปในฝูงชน โดยไม่สนใจเลยว่าจะพลาดไปทำร้ายคนอื่นหรือไม่
ฉินฟู่หลินวิ่งเข้ามาเอาตัวขวางหน้าผู้าุโสามไว้
เฉินฮั่นหลินที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยื่นเท้าออกไปเพียงนิด ร่างของหยางเปียวก็ล้มคะมำลงบนพื้น มีดฟันฟืนที่คมกริบเฉือนใบหูของเขาขาด
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าอนาถก็ดังไปทั่วท้องฟ้า
ฉินเยาเยาสะใจจนเผลอพ่นน้ำลายฟองฟอดออกมา
‘ท่านอาฮั่นหลินเก่งมาก!’
“เปียวเอ๋อร์ของแม่! ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย เปียวเอ๋อร์ของข้ากำลังจะตายแล้ว รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า!”
เฉียนเหมยพุ่งตัวเข้าไปกอดหยางเปียวไว้ พลางร้องห่มร้องไห้อย่างน่าเวทนา
“พวกเ้ายังมีความเป็คนอยู่หรือไม่! เหตุใดจึงต้องทำให้ครอบครัวข้าถึงแก่ความตายเช่นนี้!”
น่าเสียดายที่ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่มีผู้ใดขยับกาย ทุกคนยืนนิ่งมองดูนางด้วยสายตาเ็า
ไม่มีใครตาบอด เมื่อครู่เห็นชัดว่าหยางเปียวถือมีดพุ่งเข้ามาจะทำร้ายพวกเขา พวกเขาไม่ถ่มน้ำลายรดหน้าก็นับว่าเห็นแก่ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตระกูลฉินมานานหลายปี
“ชุนหลาน เ้ารีบนำหนังสือรับรองมาให้พวกเขาดู เพื่อที่พวกเขาจะได้รีบย้ายออกจากบ้านหลังนี้ แล้วคืนบ้านให้เ้า”
“ไม่มีแล้ว” แม่เฒ่าฉินเอ่ยอย่างหนักแน่น
หนังสือรับรองเ่าั้ถูกทิ้งไว้ระหว่างทาง ตอนที่ถูกทหารม้าหนานหมานไล่ล่า ตอนนี้นอกจากกล้องยาสูบที่พกติดตัวไว้ ก็ไม่มีสิ่งใดที่พกติดตัวมาจากบ้านเลย
สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านและคนอื่น ๆ ไม่สู้ดี
ฉินเยาเยาก็มืดแปดด้าน
ดวงตาของหยางผิงเป็ประกาย ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที หากไม่มีหลักฐาน แล้วพวกเ้าจะมาหาเื่อันใด!
แม่เฒ่าฉินก็ใจกล้ายิ่งนัก ไม่มีหลักฐาน แต่กล้าบุกมาทำร้ายผู้อื่น ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันซุบซิบนินทา แม่เฒ่าฉินไม่มีหลักฐาน อาศัยเพียงคำพูดของตนเองก็กล้ามาหาเื่
เวลานั้นผู้าุโเคยประกาศรับรองหนังสือภายในศาลบรรพชน แต่พวกเขาไม่รู้แน่ชัดว่าเนื้อหาในหนังสือรับรองนั้นคืออะไร
ทันใดนั้น ผู้คนที่มามุงดูก็ต่างพากันพูดคุยกันอย่างสนุกปาก พูดกันไปต่าง ๆ นานา
“ท่านผู้นำตระกูล ท่านรับสินบนจากพวกเขามา เพื่อช่วยพวกเขายึดบ้านพวกข้าใช่หรือไม่”
เฉียนเหมยเห็นว่าแม่เฒ่าฉินไม่มีหลักฐาน จึงหันมาโจมตีกลับหัวหน้าหมู่บ้านแทน
“เ้า…เ้า...”
ลุงสามโกรธจนพูดไม่ออก เมื่อได้ยินคำพูดของเฉียนเหมย เขาก็หายใจไม่ออก เกือบจะสิ้นใจตาย
เขาเป็ผู้นำตระกูลมาสี่สิบปี เป็หัวหน้าหมู่บ้านมาอีกยี่สิบปี ได้รับความเคารพนับถือมาตลอดชีวิต สุดท้ายกลับถูกหญิงผู้นี้ใส่ร้าย
“ผู้าุโสาม ท่านไม่เป็อันใดใช่หรือไม่ ใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ!”
ฉินฟู่หลินปรี่เข้ามาประคองผู้าุโสาม ตบหน้าอกเขาแ่เบา ช่วยให้เขาหายใจได้สะดวกขึ้น
ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วจะถูกเฉียนเหมยใส่ร้ายเช่นนี้
หลังจากที่เขาสงบสติอารมณ์ได้ จึงเอ่ยเสียงเ็า “เฉียนเหมย เ้าอย่างเพิ่งโอหังไป ต่อให้ชุนหลานไม่มีหนังสือรับรอง แต่ข้ามี อีกทั้งผู้รับรองในตอนนั้นก็ไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว”
“ใช่แล้ว ถึงศิษย์พี่ชุนหลานจะไม่มี ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าไม่มี”
ชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีสวมชุดคลุมสีเขียวเดินออกมาจากฝูงชน หยิบกระดาษสีเหลืองออกมาจากเสื้อ
“ศิษย์น้องโซ่วเซิง ขอบใจเ้ามากที่อุตส่าห์มา” แม่เฒ่าฉินกล่าวทักทายชายวัยกลางคนผู้นั้น
“เป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” ชายชุดคลุมสีเขียวตอบรับ แล้วหันไปทักทายผู้าุโสาม
ผู้าุโสามพยักหน้าพลางกล่าว “ในตอนนั้นหนังสือรับรองมีห้าฉบับ ข้าถือไว้หนึ่งฉบับ พี่น้องฉินถือไว้คนละฉบับ หวังโซ่วเซิงถือไว้อีกหนึ่งฉบับ”
ผู้าุโสามเว้นวรรคครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ส่วนอีกหนึ่งฉบับซ่อนอยู่บนคานกลางบ้าน พวกเ้าขึ้นไปดูก็รู้!”
ฉินเหล่าซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบหาบันไดมาปีนขึ้นไปทันที
หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็เจอหีบไม้ผุ ๆ ใบหนึ่ง
เมื่อเปิดหีบไม้ออก ก็พบหีบเหล็กอีกชั้นหนึ่งอยู่ภายใน
แม่เฒ่าฉินหยิบมีดฟันฟืนที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วงัดกล่องเหล็กออก ภายในปรากฏกระดาษสีเหลือง
แม่เฒ่าฉินหยิบกระดาษออกมา เทียบกับกระดาษของหวังโซ่วเซิงและลุงสาม
เนื้อหาทั้งสามฉบับเหมือนกันทุกประการ ก็เพียงพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้ว
บ้านหลังนี้เป็ของฉินชุนหลานและฉินชุนอวิ๋น
“หยางผิง เ้ามีอันใดจะกล่าวอีกหรือไม่”
“ในเมื่อฉินชุนหลานกลับมาแล้ว พวกเ้าก็จงย้ายออกจากบ้านหลังนี้ คืนบ้านให้ฉินชุนหลานตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองซะ”
“ข้าให้เวลาพวกเ้าจนถึงก่อนค่ำ ให้ย้ายออกไปพร้อมทั้งคืนที่ดินและูเา มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใจร้าย ไล่พวกเ้าออกจากหมู่บ้าน”
“ไม่! ข้าไม่ย้าย บ้านหลังนี้ก็มีส่วนของข้าด้วย เหตุใดข้าจึงต้องย้ายออกไป!” หยางผิงะโคัดค้าน
เขาเป็สามีของฉินชุนอวิ๋น บ้านหลังนี้เขามีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง เขาจะไม่มีทางย้ายออกไปอย่างแน่นอน
“บ้านหลังนี้สามีข้าก็มีส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ทรัพย์สินก็มีส่วนของสามีข้าครึ่งหนึ่ง ใครก็อย่าหวังจะมาแย่งไป!”
เฉียนเหมยไม่รู้หนังสือ แต่นางมองสีหน้าของคนรอบข้างก็รู้ว่าสิ่งที่ลุงสามพูดเป็เื่จริง
ดังนั้นนางจึงเริ่มอาละวาดและดื้อดึง บอกว่าจะไม่ย้ายออกไปไม่ว่าอย่างไร
เดิมทีนางเป็แม่ม่ายลูกติด ตอนนั้นที่ยอมคบกับหยางผิงก็เพราะเห็นว่าเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย
หากย้ายออกไป นางก็จะไม่เหลืออะไรเลย
หากไม่มีทรัพย์สมบัติเหล่านี้ ลูกชายของนางก็คงไม่สามารถแต่งงานกับตระกูลดี ๆ ได้
“หยางผิง อย่างไรเ้าก็ต้องย้าย ในหนังสือรับรองเขียนไว้ชัดเจนว่า เขยที่แต่งเข้าบ้านไม่มีสิทธิ์รับมรดกทรัพย์สินเหล่านี้ เว้นแต่ว่าลูกชายจะเสียชีวิตทั้งหมด ไม่มีที่พึ่ง จึงจะได้รับมรดก”
“เฉิงอันที่เป็ลูกชายของเ้าตายแล้วงั้นหรือ”