คฤหาสน์อัครบดี
เมญ่าเหยียบคันเร่งจนสุดฝีเท้า ความรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อขับเคลื่อนให้เธอมุ่งหน้ากลับสู่เขตบ้านอัครบดีอย่างบ้าคลั่ง ทันทีที่ล้อรถแตะพื้นกระเบื้องลานหน้าบ้าน ความรู้สึกเหมือนถูกั์ตาปริศนาจ้องจับผิดก็มลายหายไปราวกับถอนมนตร์ดำ เธอทรุดตัวลงพิงเบาะ พลางใช้มือลูบอกที่กระเพื่อมไหวด้วยแรงหอบ
“มันเกิดบ้าอะไรขึ้น... ฉันไปทำอะไรให้ใครโกรธแค้นนักหนา” เธอพึมพำกับความว่างเปล่า ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงก้าวลงจากรถ
เมื่อวานเธอยังรู้สึกว่าบ้านหลังนี้คือคุกที่แสนน่าเบื่อและอึดอัด แต่ในวินาทีที่ความกลัวเข้าครอบงำ สัญชาตญาณกลับสั่งให้เธอซุกตัวเข้าหาที่พึ่งสุดท้ายอย่างเสียไม่ได้ ‘สุดท้าย... ฉันก็ต้องคลานกลับมาที่นี่จริง ๆ สินะ’ เมญ่าตัดพ้อกับตัวเองในใจ ก่อนจะฝืนใจเดินเข้าไปข้างใน
ยาญ่าที่นั่งรออยู่ในห้องรับแขกด้วยสีหน้ากระสับกระส่าย รีบถลาเข้าหาลูกสาวทันทีที่เห็นร่างบางปรากฏตัว “เมญ่า! กลับมาแล้วเหรอลูก”
เมญ่าหลับตาลงนิ่งระงับความสับสน พยายามปรับเปลี่ยนทิศทางเดินเข้าไปหาผู้เป็แม่ “ค่ะแม่... หนูกลับมาแล้ว ว่าแต่แม่ทำอะไรอยู่คะ ทำไมดูหน้าตาไม่ดีเลย”
ยาญ่าอึกอัก สีหน้าแสดงความลำบากใจจนปิดไม่มิด
เมญ่าััได้ถึงมวลความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้นรอบกายแม่ เธอจึงขมวดคิ้วมุ่น “เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะแม่?”
ยาญ่าสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับจะเค้นความกล้าครั้งสุดท้าย “พรุ่งนี้... ปู่ฟรอสกับอเล็กซ์จะมาคุยเื่แต่งงานของลูกอย่างเป็ทางการจ้ะ”
คำบอกเล่านั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ เมญ่าแทบทรุดฮวบลงกับพื้น เธอเดินถอยหลังอย่างมึนงง พยายามประมวลผลความจริงที่โหดร้าย “ทำไมมันถึงเร็วขนาดนี้คะแม่... หนูเพิ่งจะ...” ‘หนูเพิ่งจะไปฝากความหวังไว้ที่พี่ธีร์เมื่อบ่ายนี้เองนะ’
“แกขึ้นไปพักเถอะ ในเมื่อกลับมาแล้วก็อย่าให้ต้องตามหาตัวกันอีก คืนนี้นอนที่นี่แหละ” เสียงเข้มของบรรหารดังขึ้นจากบนบันได เขาเดินลงมามองดูสภาพลูกสาวที่กำลังช็อกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
เมญ่าหันไปจ้องหน้าบิดาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ รอยร้าวในใจขยายกว้างขึ้นเมื่อรู้สึกว่าคนทั้งบ้านไม่มีใครเข้าข้างเธอเลยสักนิด “คุณพ่อคะ! คุณอเล็กซ์เขาอายุน้อยกว่าพ่อไม่กี่ปีเองนะ แถมเขายัง...”
“พอเสียที! ขึ้นไปพักซะ!” เสียงอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยอำนาจของ ‘ปู่ปิน’ ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง เมญ่าสะดุ้งสุดตัว ร่างของเธอสั่นระริกราวกับใบไม้ที่ถูกพายุพัดจนหลุดขั้วและร่วงหล่นอย่างไร้ทิศทาง
ความเสียใจพุ่งเข้าโจมตีจนเธอนึกตำหนิตนเอง... ทำไมตอนนั้นเธอถึงตัดสินใจกลับมาที่นี่? ทำไมไม่ไปหาจุ่ม หรือไปหาพี่ธีร์? แต่ในยามที่ความหวาดกลัวเข้าครอบงำสติจนขาดผึง บ้านกลับเป็สถานที่ปลอดภัยแห่งแรกที่เธอนึกถึง โดยไม่รู้เลยว่าที่แท้เธอกำลังเดินกลับมาหาคนที่เตรียมจะโยนเธอลงสู่กองเพลิงด้วยตัวเอง
ร่างบางเดินคอตกกลับไปยังห้องนอนสีชมพูที่เคยเป็์ในวัยเยาว์ ทว่าบัดนี้มันกลับหม่นเศร้าและแห้งเหี่ยว... เพราะพรุ่งนี้ ์แห่งนี้จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของขุมนรกที่เธอต้องเผชิญ
เช้าวันถัดมา ณ ห้องนอนสีชมพู
เมญ่าจ้องมองเงาของตัวเองในกระจกบานใหญ่ด้วยสายตาว่างเปล่า เธอยอมปล่อยให้ยาญ่าผู้เป็แม่ปรนนิบัติแต่งตัวให้ตามใจชอบโดยไร้เสียงคัดค้าน ความพยายามที่จะลอบหนีเมื่อคืนพังทลายลงั้แ่วินาทีแรก เมื่อเธอพบว่าปู่ปินนั่งนิ่งราวกับรูปสลักรอสกัดเธออยู่ที่โถงกลางั้แ่ออกเดินก้าวแรก ผลลัพธ์คือสมาร์ทโฟนและกุญแจรถถูกยึดไปจนสิ้นอิสรภาพ
สุดท้าย... เธอก็ต้องกลับมานั่งปั้นหน้าเป็ตุ๊กตาไร้ชีวิตให้แม่ละเลงสีสันลงบนตัว
“แม่คะ... เลิกใส่อะไรพวกนี้บนหน้าหนูสักทีเถอะค่ะ หนูไม่ใช่เด็กห้าขวบที่จะต้องเอาของวิบวับมาติดประดับหน้าแบบนี้” เมญ่าเอ่ยขัดขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นแม่พยายามติดคริสตัลเม็ดเล็กซ้อนลงบนโหนกแก้ม
มือของยาญ่าชะงักกึก “เอ๋... แต่แม่เข้าใจว่า่นี้เขากำลังฮิตกันไม่ใช่หรือลูก” เธอบ่นพึมพำ แต่ยังคงเดินหน้าตกแต่งร่างบางต่อไปราวกับนั่นคือสิ่งเดียวที่เธอพอจะทำเพื่อลูกได้ในตอนนี้
“ต่อให้แม่ประโคมแต่งจนสวยหยาดฟ้ามาดินแค่ไหน... ตาแก่กามกามคนนั้นก็คงไม่มองมาที่หนูหรอกค่ะ” เมญ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ
คำพูดนั้นทำให้ยาญ่าสะอึก เธอพยายามกลืนก้อนขมฝาดลงคออย่างยากลำบาก “เขาจะไม่มองลูกแม่ได้อย่างไร... ในเมื่อลูกของแม่สวยเพียบพร้อมขนาดนี้”
“แม่ก็รู้ดีแก่ใจ...” เมญ่าหันมาสบตาแม่ผ่านเงากระจก แววตาตัดพ้อ “แม่ก็เห็นข่าวผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าของเขา แล้วไหนจะพวกที่เขาแอบซุกซ่อนไว้อีกล่ะคะ? ในซีรีส์ที่แม่ชอบดูเขาก็แสดงให้เห็นเื่พวกนี้อยู่เสมอ... แล้วแม่คิดว่าผู้หญิงลำดับที่หนึ่งพันหนึ่งอย่างหนู จะไปต่างอะไรจากของเล่นชิ้นหนึ่งในคอลเลกชันของเขากันคะ?”
เมญ่าหลับตาลง ปล่อยให้หยาดน้ำตาคลอหน่วยอยู่ที่ขอบตาขณะยอมรับชะตากรรมที่แม่หยิบยื่นให้
ยาญ่าเม้มปากแน่นจนเป็เส้นตรง... คำพูดของลูกสาวทิ่มแทงหัวใจเธอจนเหวอะหวะ เพราะเธอรู้ดีที่สุดว่าสิ่งที่เมญ่าพูดมาทั้งหมดนั้น คือความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด
โถงรับแขก คฤหาสน์อัครบดี
เมญ่านั่งนิ่งอยู่เคียงข้างยาญ่า ผู้เป็แม่ที่พยายามปกปิดมืออันสั่นเทาจากความเ็ปและความอึดอัดที่แผ่ซ่านไปทั่วห้อง ในนาทีนี้
เมญ่ารู้สึกว่าตนเองไม่ต่างจากตุ๊กตาประดับโถงที่ถูกนำมาวางโชว์ เพื่อรอให้ว่าที่เ้าของมาประเมินค่า หรืออาจจะพูดให้ถูกคือ... ประเมินราคาของเล่นชิ้นใหม่ที่จะถูกนำไปเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัว
“เลิกทำหน้าเหมือนฉันกำลังส่งแกเข้าโรงเชือดสักที” ปู่ปินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานแกมตำหนิ เมื่อเข็มนาฬิกาบ่งบอกว่าอาคันตุกะจากตระกูลซานเดียร์กำลังมาถึง
เมญ่าหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหนักหน่วง พยายามปรับสีหน้าไม่ให้ดูหมองเศร้าจนเกินไป แม้จะรู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ เธอจะต้องกลายเป็เพียงของเล่นลำดับที่หนึ่งพันหนึ่งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เมื่อถึงเวลา พ่อบ้านก็นำปู่ฟรอสและอเล็กซ์เข้ามาในโถงรับแขก บรรยากาศที่เคยอึดอัดพลันชะงักงันลงทันตา ปู่ฟรอสเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มประหนึ่งชายแก่ผู้เมตตา ผิดกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ก้าวตามมาติด ๆ อเล็กซ์มีใบหน้าที่เคร่งขรึมและเ็า ราวกับถูกปู่ของตนฉุดกระชากมาจากความฝันอันแสนหวาน เพื่อให้มาทำหน้าที่รับซื้อของเล่นชิ้นใหม่ที่ถูกยัดเยียดมาให้
“คิดได้แล้วรึ ตาแก่ปิน” ปู่ฟรอสตรงเข้าสวมกอดเพื่อนเก่าอย่างลวก ๆ ตามวิสัยคนสนิท ก่อนจะพากันทรุดตัวลงนั่ง
“เฮ้อ... ฉันก็แก่ลงทุกวัน ลูกก็มีแค่คนเดียว หลานก็มีอยู่คนเดียว ถ้าแกรับปากว่าจะดูแลหลานสาวฉันให้ดี ฉันก็พร้อมจะตกลง” ปู่ปินเอ่ยพลางทอดสายตามองไปยังอเล็กซ์
คำพูดของหลานสาวเมื่อวานยังคงแว่วอยู่ในหู ‘เขาอายุน้อยกว่าคุณพ่อไม่กี่ปีเองนะคะ’ ทว่าเมื่อมองอเล็กซ์ในระยะใกล้ ชายหนุ่มยังคงดูดีอย่างไร้ที่ติ ร่องรอยแห่งวัยไม่ได้บดบังความสง่างามของเขาเลยสักนิด แต่เมื่อหันกลับมามองหลานสาวของตน... เมญ่าก็ยังเด็กนัก เป็วัยที่ควรจะได้ออกไปพิสูจน์ตัวตนในโลกกว้าง ไม่ใช่ถูกผลักเข้าสู่พิธีวิวาห์เพียงเพื่อแลกกับลมหายใจของบริษัท
“แน่นอนสิตาแก่ นี่คือหลานสะใภ้ที่ฉันเฝ้ามองมาแต่เด็กกับมือเชียวนะ อีกนิดจะกลายเป็หลานสะใภ้ที่ฉันเลี้ยงดูมาเองอยู่แล้ว” ปู่ฟรอสหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี เพราะเขาเห็นเมญ่ามาั้แ่ยังเล็ก งานวันเกิดทุกปีไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาจะพลาดการหิ้วของขวัญล้ำค่ามามอบให้
“เอาเถอะ ๆ เรามาคุยรายละเอียดกันดีกว่า” ปู่ปินขัดขึ้นเพื่อเข้าสู่สาระสำคัญ
เวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งชั่วโมง เมญ่าซึ่งนั่งอยู่วงนอกและไม่ไกลจากอเล็กซ์นัก เริ่มขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นเคย... กลิ่นสะอาดขรึมทว่าดุดันที่ยังติดจมูกไม่จางหาย กลิ่นเดียวกับที่วนเวียนอยู่ในคอนโดของเธอ และเป็สาเหตุที่ทำให้เธอต้องวิ่งหนีเตลิดกลับมาที่นี่ด้วยความหวาดกลัว
เธอค่อย ๆ ชำเลืองสายตามองไปยังชายหนุ่มด้วยความสงสัยระคนตระหนก และดูเหมือนอเล็กซ์จะล่วงรู้ทุกความเคลื่อนไหว ทุกครั้งที่ั์ตาคู่สวยลอบมองเขา อเล็กซ์จะแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเยาะหยัน เป็รอยยิ้มของผู้ล่าที่กำลังบอกเธอผ่านสายตาว่า... ไม่มีที่ไหนที่เธอจะหนีไปพ้น
“เอาล่ะ... ตกลงตามนี้” ปู่ฟรอสสรุปความด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “วันจันทร์ของสัปดาห์หน้านี้ ให้เด็กทั้งสองคนไปจดทะเบียนสมรสกันให้เรียบร้อย ส่วนงานวิวาห์ค่อยจัดตามมาในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เื่พิธีการแกไม่ต้องลำบากหรอกไอ้แก่ ในเมื่อฉันเป็ฝ่ายอยากได้หลานสาวแกมาเป็สะใภ้ ฉันจะเป็คนเนรมิตทุกอย่างเอง”
“คุก... คุณปู่ฟรอสคะ มันไม่รวดเร็วเกินไปหน่อยหรือคะ?” ยาญ่าเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ หัวใจของคนเป็แม่แทบขาดรอนเมื่อรู้ว่าลูกสาวต้องผูกมัดตัวเองด้วยกฎหมายเร็วถึงเพียงนี้ มันเป็เพียงอีก สี่ห้าวันเท่านั้นเอง
ปู่ฟรอสเหลือบมองยาญ่าก่อนจะหันไปสบตาปู่ปิน “แกว่าไงล่ะตาแก่ หรืออยากจะเลื่อนออกไปอีก?” เขารู้คำตอบดีอยู่เต็มอก ว่าลมหายใจที่รวยรินของ ‘บดีกรุ๊ป’ ฝากไว้กับกระดาษทะเบียนสมรสเพียงสองใบนั้น และไม่มีเวลาเหลือพอให้ผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป
ปู่ปินหลับตาลงอย่างผู้แพ้ที่สิ้นเรี่ยวแรง “เอาตามที่แกบอกเถอะ... ฟรอส”
ในจังหวะนั้นเอง อเล็กซ์หยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างอันใหญ่โตทอดทับลงบนร่างบางของเมญ่าจนเธอดูตัวเล็กจ้อยอยู่ภายใต้ปีกเงาของเขา เขาก้มมอง ‘ว่าที่ภรรยา’ ด้วยสายตาของผู้ที่ถือครองอำนาจเหนือกว่าทุกกระบวนท่า
“ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว ผมคงต้องขอตัวกลับก่อน” เขาเอ่ยลาผู้ใหญ่ทั้งสอง ก่อนจะทิ้งะเิคำพูดที่ทำให้บรรยากาศรอบกายหนาวเยือกจนจับขั้วหัวใจ “ผมยังต้องรีบกลับไปทำงานหาเงิน... เอามาซื้อเบียร์ให้ว่าที่ภรรยาของผมดื่มแก้เครียด”
อเล็กซ์แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมส่งท้ายให้เมญ่าที่นั่งตัวแข็งทื่อ ก่อนจะก้าวเดินจากไปด้วยท่าทีทรนง
เมญ่าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ความหวาดกลัวแล่นพล่านดุจกระแสไฟฟ้าที่ช็อตไปทั่วสรรพางค์กาย เธอพยายามกลืนก้อนขมขื่นลงคอขณะที่หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมาจากอก
‘เป็เขาจริงๆ ... เขาเข้าไปในห้องพักของฉันจริงๆ ด้วย!’ เสียงกรีดร้องในใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดผวา ‘แสดงว่าเขารับรู้ทุกอย่าง... แม้กระทั่งเื่ที่ฉันไปขอความช่วยเหลือจากพี่ธีร์ เขารู้เห็นทั้งหมดแต่กลับนิ่งเฉยเหมือนแมวที่กำลังจ้องตะครุบหนู... นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว’
เธอทอดสายตามองตามแผ่นหลังกว้างที่ดูราวกับปิศาจในคราบมนุษย์นั้นไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง
“แกจะอยู่ทานข้าวในบ้านจนๆ ของฉันก่อนไหมล่ะตาแก่ฟรอส” ปู่ปินเอ่ยถามเพื่อนรักเพื่อทำลายความเงียบอันน่ากระอักกระอ่วน
“ของมันแน่อยู่แล้วสิ ฉันไม่ยอมพลาดของอร่อยบ้านแกหรอก” ปู่ฟรอสตอบรับอย่างอารมณ์ดี ผิดกับบรรยากาศมาคุที่ทิ้งไว้เื้ั