เมื่ออัลเลนเดินเข้าไปห้องทำงานของดร.กิลเบิร์ต --เด็กชายก็ต้องหยุดชะงักเล็กน้อยที่ได้พบคนแปลกหน้าหนึ่งคนกับใครบางคนที่เมื่อวานนี้สติแตกวิ่งหน้าตั้งออกจากห้องไปหลังจากเ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาแจ้งข่าวพบศพนักศึกษาแพทย์ที่หายตัวไปแต่ก็ไม่ได้อะไรพลางมองหน้าอีกฝ่ายแวบหนึ่งแล้วก็เบือนสายตาไปทางอื่นละความสนใจจากชายหนุ่มอย่างสิ้นเชิง
แต่มันก็มากพอที่จะสร้างความเดือดดาลให้กับเจเรมี่ได้แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะสะกดกั้นความไม่พอใจที่มีต่อเด็กชายต่อหน้าบุคคลภายนอก และเขายัง้าสร้างความประทับใจแรกพบต่อเซอร์เฮนรี่ เจคเคิล หุ้นส่วนคนใหม่ของบริษัทเกรกอรี่เพื่อให้ตนเป็ผู้สืบทอดตระกูลเกรกอรี่แทนเควิน อาของเขาตามแผนที่ริชาร์ด พ่อของเขาได้วางไว้
หากสายตาของเซอร์เฮนรี่กลับมองท่าทีของเด็กชายผู้มาใหม่ด้วยความสนใจ หลังจากที่ดร.กิลเบิร์ตอาจารย์ของเขาแนะนำให้พวกเขารู้จักกันแล้วก็ไม่ได้สนใจอธิบายเพิ่มเติมอีกเพราะรู้ดีว่าเจเรมีคงเล่าเื่ที่พวกเขากำลังทำอยู่ให้อีกฝ่ายแล้วและคงใส่สีตีไข่เพื่อทำให้ตนดูดีในสายตาของท่านเซอร์หนุ่มโดยไม่รู้ตัวเลยว่าเฮนรี่นั้นเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามากแค่ไหนเพียงแค่คำพูดที่หลุดออกมาไม่กี่ประโยคนั้นก็มากพอที่จะทำให้เขารู้ธาตุแท้ของคู่สนทนาได้แล้ว
ท่าทีของเด็กชายในสายตาของคนภายนอกในขณะนี้นั้นอาจดูคล้ายคนที่ไม่เห็นหัวใครแต่ความจริงแล้วเด็กชายกำลังเพ่งความสนใจทั้งหมดไปยังแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ของเจน
สายตาของเขาจับนิ่งไปที่ตำแหน่งข้อมือข้อเท้าของเจน คิ้วของเขาพลันขมวดเข้าหากันอย่างไม่ตั้งใจ
ในหัวพลันเทียบมันกับภาพถ่ายขณะชันสูตรที่ถูกถ่ายไว้ประกอบคำอธิบาย
รอยแตกหักของกระดูกข้อมือข้อเท้าควรจะบ่งบอกถึงความเสียหายมากกว่านี้
แต่ภาพจากฟิล์มเอกซเรย์แผ่นนี้กลับดูคล้ายกับว่ารอยแตกหักนั้นมีความเสียหายน้อยกว่าที่มันควรจะเป็--แต่นั่นก็ไม่เพียงพอที่จะใช้ยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็ความจริง...
"มีฟิล์มเอกซเรย์แผ่นอื่นอีกไหมครับ? " คำถามของเด็กชายนั้นทำให้ดร.กิลเบิร์ตยิ้มออกมาเล็กน้อย--เด็กชายคนนี้มีความเป็นักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง--เขาไม่ได้สรุปทันทีแต่เขาเลือกที่จะตรวจสอบผลลัพธ์นั้นเพื่อยืนยันทฤษฎีและเพิ่มความน่าเชื่อให้กับมัน
"มีซิ..." อาจารย์ตอบพลางนำฟิล์มเอกซเรย์ออกมาอีกหลายแผ่นเพราะครั้งแรกที่เขาเห็นฟิล์มแผ่นนั้นก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเช่นกัน เขาจึงสั่งให้เ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคสั่งถ่ายซ้ำอีกหลายครั้งเพื่อมาเทียบกับฟิล์มเอกซเรย์แผ่นแรก
แต่ยิ่งตรวจสอบเขาก็ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นพรึงและตื่นตระหนก
หากแต่อัลเลนกลับนำแผ่นฟิล์มเอกซเรย์แผ่นใหม่วางเทียบกันบนตู้อ่านฟิล์มเอกซเรย์ด้วยแววตาครุ่นคิด
"ผมขอถ่ายรูปฟิล์มพวกนี้ด้วยได้ไหมครับ? " อัลเลนหันไปถามอาจารย์แพทย์
"ได้ซิ..."
เมื่อได้รับอนุญาต--เด็กชายก็ใช้มือถือถ่ายรูปฟิล์มเอกซเรย์ทั้งสองแผ่นที่วางคู่กันแล้วปลดฟิล์มแผ่นเก่าออกและเลื่อนฟิล์มแผ่นใหม่เข้าไปแทนที่แล้วหยิบฟิล์มแผ่นถัดไปขึ้นมาวางเทียบก่อนจะถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง...
อัลเลนทำซ้ำกระบวนการนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งฟิล์มแผ่นสุดท้าย
สีหน้าของเฮนรี่ที่ตอนแรกยังดูงุนงงสับสนกับการกระทำของเด็กชายแต่เมื่อพิจารณาภาพบนฟิล์มเอกซเรย์และครุ่นคิดตามก็หันไปสบตากับอาจารย์แพทย์ด้วยสีหน้าตื่นตะลึงกับสิ่งที่ได้พบเห็น
ส่วนเจเรมี่นั้นเบ้ปาก แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความิ่แคลนการกระทำที่เหมือนคนบ้า ๆ บอ ๆ ของเด็กชาย
แต่อัลเลนไม่สนใจใคร--เด็กชายกำลังนำไฟล์ภาพฟิล์มเอกซเรย์มาทำเป็ภาพเคลื่อนไหวอย่างง่าย ๆ โดยจุดที่เขา้าดูเป็หลักก็คือตำแหน่งกระดูกข้อมือข้อเท้าของเจน
อัลเลนหลับตาลงเพื่อพักสายตา...
"ว่าไง? " ฟาลถาม
"..." อัลเลนยื่นมือถือที่มีไฟล์ภาพเคลื่อนไหวที่เพิ่งทำเสร็จสด ๆ ร้อน ๆ ให้อีกฝ่าย
บางครั้งการเห็นด้วยตาของตนเองนั้นย่อมดีกว่าคำอธิบายจากปากของคนอื่นเป็ร้อยเป็พันเท่า...
ฟาลดูไฟล์ภาพนั้นก่อนยื่นส่งต่อให้กับดร.กิลเบิร์ต...
อาจารย์แพทย์สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนมองเด็กชายที่ยังคงนั่งหลับตาเป็โซฟา
"ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงเลือกที่จะพาเขามาที่นี่" ดร.กิลเบิร์ตพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่--สิ่งที่เขาเคยกังขาและคิดว่าเป็ไปไม่ได้...
ตอนนี้ทุกสิ่งถูกคลี่คลายจนหมดแล้ว...
"ขอผมดูหน่อยได้ไหมครับ? " เซอร์เฮนรี่ถามด้วยความสนใจ
"ขอผมดูหน่อยได้ไหมครับ? " เซอร์เฮนรี่ถามด้วยความสนใจ
ดร.กิลเบิร์ตหันไปมองฟาลเมื่อเขาเห็นฟาลพยักหน้าจึงยื่นมือถือของอัลเลนส่งให้อีกฝ่ายไป
และชายหนุ่มก็ต้องตะลึงงันเมื่อดูไฟล์ภาพเคลื่อนไหวที่ใช้ภาพฟิล์มเอกซเรย์มาเรียงลำดับและทำให้มันเลื่อนไปอย่างรวดเร็วคล้ายภาพตัวละครการ์ตูนในภาพยนตร์สมัยก่อน
ตำแหน่งที่มีวงกลมสีแดงไว้มีทั้งหมดสี่จุดคือบริเวณกระดูกข้อมือข้อเท้าแต่ละข้าง
จากภาพเคลื่อนไหวทำให้เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนตำแหน่งที่มาร์กไว้อย่างชัดเจน
กระดูกข้อมือข้อเท้าที่แตกหักกำลังถูกซ่อมแซมตัวอย่างรวดเร็วจนน่าใซึ่งในภาพสุดท้ายนั้นมันก็เหลือเพียงแค่รอยร้าว ๆ เล็กเท่านั้น!
เด็กชายทำไฟล์ภาพเคลื่อนไหวไว้สองแบบคือ แบบที่เคลื่อนไปข้างหน้าซึ่งเห็นสภาวะกระดูกที่แตกหักเกิดการประสานจนเหลือเพียงรอยร้าวเล็ก ๆ บนกระดูกกับแบบที่ย้อนหลังทวนกลับจากรอยร้าวเล็ก ๆ กลายเป็กระดูกที่แตกหัก
"การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้แม้แค่กระดูกข้อมือข้อเท้าเท่านั้นนะครับ--ลองสังเกตดี ๆ ..." เ้าของมือถือพูดเบา ๆ ซึ่งเฮนรี่ก็ไม่รู้ว่าเด็กชายลืมตาขึ้นั้แ่เมื่อไร--อาจจะเป็่ที่กำลังดูไฟล์ภาพอยู่ก็ได้...
"ถ้าภาพทั้งหมดมีการเปลี่ยนแปลงแล้วทำไมเธอถึงมาร์กแค่ตรงกระดูกข้อมือข้อเท้าล่ะ? " เฮนรี่ถามอย่างข้องใจ
"นั่นเพราะมันเป็จุดสังเกตง่ายที่สุด--เขา! " ประโยคหลังอัลเลนชี้ไปทางเจเรมีที่ยืนอยู่ข้างเฮนรี่ก่อนลดมือลง "เขาไม่ได้บอกคุณหรือว่าในผลชันสูตรเจน--กระดูกข้อมือข้อเท้าของเธอหักแต่กลับไม่มีาแภายนอกที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าอาการาเ็ภายในนี้เกิดขึ้นจากอะไร!? "
"..."
"ที่ผมมาร์กบริเวณข้อมือข้อเท้าก็เพื่ออธิบายว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง..."
"ซึ่งเกี่ยวกับเื่เหนือธรรมชาติ!? " เฮนรี่ถาม--เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพเคลื่อนไหวของฟิล์มเอกซเรย์นั้น--ทุกอย่างล้วนชี้ไปในทิศทางเดียว
"ก็ทำนองนั้น..." เด็กชายแบ่งรับแบ่งสู้
"เพราะอะไร--ฉัน้าฟังความเห็นของเธอไม่ต้องโยนไปให้คนอื่น! " ประโยคหลัง--เขาพูดขึ้นมาเห็นเด็กชายตั้งท่าจะโยนไปให้คนอื่นตอบแทน
"คุณแน่ใจนะว่าอยากจะฟังความเห็นเื่นี้จากเด็กอายุสิบสาม? " อัลเลนพูดอย่างท้าทาย
"ใช่! "
"แม้ว่ามันจะฟังดูบ้าแค่ไหนอย่างนั้นเหรอ? "
"ใช่! " ชายหนุ่มยอมรับ "เพราะฉัน้าคำอธิบายเื่นี้--ไม่ว่ามันจะฟังดูบ้าแค่ไหนก็ตามและฉันคิดว่าเธอสามารถตอบคำถามพวกนี้ได้ดีกว่าใคร! "
"ทำไม? "
"เพราะเธอกำลังหาหลักฐานที่จะมายืนยันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ 'เจน โด' ไงล่ะ? "
"ได้! " เด็กชายยอมพูดคุยกับเซอร์หนุ่มในที่สุด "คุณ้าอะไร? "
"อะไรคือที่มาของทฤษฎีของเธอที่ว่ามันเกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ? "
"แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในฟิล์มเอกซเรย์แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือสิ่งที่อยู่ในช่องท้อง--ภายในกระเพาะอาหาร"
"..." เฮนรี่ลดสายตามองภาพเคลื่อนไหวนั้นอีกครั้ง--และมันก็เป็อย่างที่เด็กชายพูดจริง ๆ --มีบางอย่างอยู่ในกระเพาะอาหารของเจน...
"จากผลชันสูตรที่นักศึกษาแพทย์ที่ได้รับมอบหมายให้ชันสูตรร่างของเธอเขียนว่ามันเป็ดอกเดวิลส์สเนล (devil's snare) ซึ่งเป็พืชมีพิษที่ทำให้อัมพาต และฟันกรามซึ่หนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็ฟันกรามที่หายไปของเธอ ซึ่งมันถูกพันด้วยเศษผ้าเก่า ๆ ผืนหนึ่งที่มีข้อความว่า 'เลวีนิติบทที่ 20 ข้อที่ 27'"
"..." สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนตะลึงค้างไปในทันที!
"ดูจากสีหน้าของคุณ--คงเข้าใจความหมายของ 'เลวีนิติบทที่ 20 ข้อที่ 27' ดีนะครับ! " อัลเลนพูดพลางแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างเ็า
"เธอเองก็คงเข้าใจความหมายของมันดีซินะ..." เซอร์เฮนรี่พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
"ประวัติศาสตร์ที่น่าอับอาย--ฆ่าคนเหมือนผักปลาโดยอ้างความชอบธรรมจากพระคัมภีร์! " อัลเลนพูดเสียงประชดประชัน "ยินดีด้วยนะครับ--ที่ความเชื่อของพวกคุณได้ฆ่าเด็กสาวไร้เดียงสาคนหนึ่งให้ตายอย่างอนาถและสร้างแม่มดตนหนึ่งขึ้นมาได้สำเร็จ! "
"แต่เจนอาจไม่ใช่..." เซอร์เฮนรี่พูดเสียงเบาจนแทบจะเป็ไม่ได้ยิน...
"ผมก็อยากจะให้เป็อย่างนั้นเหมือนกันแต่ยิ่งพยายามหาข้อมูลมาหักล้างแก้ต่าง--ทุกอย่างกลับยืนยันในทิศทางนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ..."
"หมายความว่าไง? " เฮนรี่ถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก
"..." อัลเลนไม่ตอบเขาหากแต่หันไปทางฟาลและดร.กิลเบิร์ต "ผลการตรวจเืกับคลื่นสมองของเจนได้หรือยังครับ? "
"ได้แล้ว..." ดร.กิลเบิร์ตยื่นผลการตรวจเืและคลื่นสมองให้เด็กชาย--ตอนนี้อาจารย์แพทย์เชื่อในสิ่งที่เด็กชายพยายามอธิบายอย่างหมดใจแล้วและอยากจะเอาร่างของเจนไปทำลายด้วยซ้ำแต่ถูกฟาลยับยั้งไว้ได้ทัน
การทำลายร่างของแม่มดตนนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เขาคิด และการกระทำนั้นก็ไม่ต่างกับเอาน้ำมันราดกองไฟทำให้นางบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
แม้ว่านางจะไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้แต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะไร้พิษสงจนไม่สามารถตอบโต้คนที่ทำร้ายได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการตายของทอมมี่ และ ออสติน ทิลเดน รวมถึงนักศึกษาแพทย์ทั้งสามคนที่ได้รับมอบหมายจากเขาให้ผ่าศพของนาง...
อัลเลนเลือกที่จะอ่านผลการตรวจเืของเจนก่อน...
และมันก็ทำให้เขาต้องถอนหายใจอย่างหนักหน่วง--แม้จะรู้ว่าผลมันจะออกมาเป็เช่นนี้แต่ในใจของเด็กชายก็ยังวาดหวังลึก ๆ ว่ามันจะเป็เื่บ้าบอคอแตกที่เขาคิดไปเอง...
"ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเืสูงกว่าสิบเปอร์เซนต์..." อัลเลนพูดเสียงเนือย พลางปรายตามองเฮนรี่เล็กน้อยก่อนอ่านผลการตรวจเืต่อ... "พบพิษของดอกเดวิลส์สเนลในเื..."
"..." เฮนรี่ก้มหน้าลงเล็กน้อย
การพบพิษของดอกเดวิลส์สเนลในเืเท่ากับยืนยันว่าเป็เืของเจนจริง!
ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเืสูงกว่าสิบเปอร์เซนต์นั้นก็บอกได้แค่ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เกิดไฟไหม้!
ยังไม่อาจกำหนด่เวลาหรือขอบเขตอายุของหญิงสาวว่าอยู่ใน่ศตวรรษที่ 17 (ปีค.ศ.1601 -1700) จริงตามที่เด็กชายคาดคะเนหรือไม่...
ทว่า...
คำพูดประโยคถัดมาของเด็กชายกลับคล้ายน้ำเย็นราดรดใส่หัวของเขาจนเปียกชุ่ม!
"ไม่พบภูมิต้านทานของไข้ทรพิษ, วัณโรค, ไวรัสตับอักเสบบี, คอตีบ, ไอกรน, บาดทะยัก, โปลีโอ..."