“นั่นใคร!!” หนิงเฟยหลงบังเกิดความตื่นตระหนก!มันสัมผัสไม่ได้ถึงการมีตัวตนของคนผู้นั้น จึงเริ่มระวังตัวมากขึ้น และเริ่มเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาค้นหาคนที่ทำการ“เหตุใดคนผู้นั้นถึงลบร่องรอยได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้?!”หนิงเฟยหลงอดทอดถอนใจไม่ได้
ทว่าเวลาของชายหนุ่มนั้นมีจำกัดจึงไม่สนใจที่จะตามหาต่อ กลับมาดูอาการของเย่เซียวให้ยาสมานแผลไว้องครักษ์อีกคนก็มาถึงพอดี หนิงเฟยหลงจึงมอบหมายให้กงจิ้นคอยดูแลเย่เซียวนำกลับจวนส่วนตนเองรีบเดินทางไปก่อน
..........
กร็อบ กร็อบ! เสียงฝีเท้าม้าดังไม่หยุดหย่อนและไม่มีทีท่าว่าจะลดความเร็วลงกลับยิ่งรวดเร็วขึ้นตลอดบนม้านั้นก็มีสตรีที่สลบไสลอยู่กับบุรุษที่เร่งควบม้าโลหิตไหลโซมกาย
“พวกเจ้าหยุดนะ!” ชายชุดดำทั้งสามไล่กวดตลอดทาง
ที่จริงแล้วควรจะมีสี่คนไล่ตาม ทว่าคนผู้หนึ่งได้ถูกสังหารไปแล้ว ด้วยผงพิษที่ชงหยงปาออกไปขณะที่ซัดฝ่ามือในตรอกที่หนึ่งแล้วหลบหนี
ในตอนนั้นชายในกลุ่มชุดดำผู้หนึ่งที่อยู่หน้าสุด ได้ถลำหน้าออกมาผู้เดียวจึงต้องแบกรับพลังฝ่ามือที่โจมตีออกมาสองสายอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงเกิดอาการบาดเจ็บขึ้น แต่ไม่เพียงเท่านั้นในฝุ่นควันมันเทศที่ฟุ้งกระจาย ยังมีผงผงพิษอยู่ด้วยเป็นพิษที่หนิงเฟยหลงเคยมอบไว้ให้ ในคราที่เดินทางในป่าสมบัติแห่งโชคชะตาเนื่องจากชายชุดดำเกิดการบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วและยังได้รับพิษเข้าไปแล้วยังฝืนโคจรพลังรีบติดตาม จึงทำให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจตายระหว่างไล่ตาม
ตอนนี้จึงเหลือเพียงชายชุดดำสามคน ที่นัยน์ตาเกิดความอาฆาตแค้นไล่ล่าตามสังหารอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดหรือเหน็ดเหนื่อยแต่แล้วกลุ่มคนทั้งสามก็ต้องหยุดฝีเท้าลงเมื่อชงหยงเข้าสู่ประตูเขตที่สองของนครหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ของราชวงศ์และขุนนางนายทหารที่ยืนเฝ้าเห็นการผิดแปลก จึงรีบมุ่งมาทางชงหยงที่มีเลือดโซมกาย
ทหารยามผู้หนึ่งร้องเรียกหน่วยโอสถมาทำการรักษาส่วนหนิงอันอันนั้นได้ถูกส่งกลับไปยังจวนตระกูลหนิงด้วยความช่วยเหลือของรองผู้บัญชาการค่ายพยัคฆ์จูหยวน และจูหยวนก็ได้จัดกองทหารจำนวนหนึ่งออกไปลาดตระเวนเส้นทางที่ชงหยงผ่านมา
..........
หนิงเฟยหลงใช้ท่าลมหวนก้าวย่างมุ่งไปยังจวนของตนอย่างรวดเร็ว เพราะเกรงว่าน้องสาวจะเกิดอันตรายจึงไม่สนใจที่จะเก็บอำพรางฝีมือแต่อย่างใดเวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจชายหนุ่มก็พบเข้ากับชายชุดดำทั้งสามคน ที่กำลังวิ่งหลบหนีมาทางตนจึงออกไปยืนขวางหน้า!
“ไสหัวไปให้พ้นทาง!” ชายผู้หนึ่งในกลุ่มแผดเสียงตวาดออกมา
หนิงเฟยหลงไม่ได้มีท่าโกรธเคืองแต่อย่างกลับยกมุมปากกระตุกยิ้มขึ้นและยังหรี่ตาลง ทันทีที่หรี่ตาลงชายชุดดำสองคนด้านหลังก็ต้องหน้าซีด! ค้างอยู่ในอาการตะลึงและสับสน หยุดนิ่งอยู่กับที่เหมือนกับว่าร่างนั้นถูกสะกดไว้ พร้อมกับการหายตัวไปของชายชุดดำที่อยู่ด้านหน้าและชายหนุ่มผู้นั้น
ชายชุดดำทั้งสองต้องขวัญผวา นี่มันเรื่องอันใดกัน?เหมือนว่าเมื่อสักครู่ไม่เกิดเรื่องใดขึ้น?เหมือนว่าชายหนุ่มนั่นไม่ได้อยู่ตรงนั้นแต่แรกและเหมือนว่าชายชุดดำที่นำหน้านั้นก็หายจากตั้งแต่วิ่งกลับมากันแล้ว!
ทั้งคู่ยังเกิดความสับสนและหวาดกลัวไม่หยุด ขาสั่นอ่อนระทวยเหมือนว่าจะทรุดลง ทว่ามันกลับทำไม่ได้ยิ่งทำไม่ได้ก็ยิ่งสั่นสั่นระริกอยู่อย่างนั้นคล้ายจะพังทลายลง ที่พวกมันทรุดลงไม่ได้นั่นเพราะหนิงเฟยหลงได้สกัดจุดพวกมันไว้จึงต้องคงอยู่ในสภาพเช่นนั้น
ชายหนุ่มตั้งใจที่จะให้พวกมันหยุดนิ่งอยู่ เพื่อให้ทหารหลวงจับตัวไปส่วนตัวมันกับชายชุดดำอีกคนจะกลับไปยังจวนตั้งแต่ตอนที่หนิงเฟยหลงเห็นชายชุดดำทั้งสามวิ่งเตลิดมามันก็คาดว่าหนิงอันอันกับชงหยงคงปลอดภัยแล้วไม่เช่นนั้นเหตุใดกลุ่มชุดดำถึงวิ่งออกมาอย่างตื่นตระหนก
“ฮ่า!เจ้าโจรทั้งสอง คิดว่าจะหนีพวกข้าพ้นรึ มัดพวกมันไว้!!”นายทหารผู้หนึ่งที่สวดเกราะเหล็กออกคำสั่งมันเป็นหัวหน้ากองร้อยรักษาการณ์ชั้นที่สองได้รับคำสั่งจากรองผู้บัญชาการให้ทำการไล่ล่าจับกุมโจรชุดดำและบัดนี้ก็ได้จับกุมเป็นที่เรียบร้อย
ทหารทุกนายทำงานอย่างแข็งขัน ใช้เชือกมัดกุมตัวชายชุดดำทั้งสองไปยังกรมราชทัณฑ์เพื่อไต่สวน! แต่ไม่ทันที่จะออกเดินทาง ก็มีลูกธนูพวยพุ่งออกมาจากที่ใดไม่ทราบได้ทะลุร่างของชายทั้งสองสิ้นชีพไปทันที!!ทหารทั้งหมดนั้นก็ต่างตื่นตระหนก เกิดอาการหวาดหวั่นขึ้น
“ใคร!ใครกันทำการอุอาจนัก!!” นายทหารผู้เป็นหัวหน้ากล่าวด้วยความเดือดดาลเป็นอย่างมากแต่ในใจกลับเกิดความสั่นสะท้าน!!ที่จริงแล้วมันตกใจอย่างมากที่จู่ๆก็มีลูกธนูพุ่งผ่านสังหารโจรชุดดำตายคาที่แต่ที่ทำให้มันต้องตื่นตระหนกยิ่งกว่าเมื่อมันนึกได้ว่าบุคคลที่ลอบสังหารในครานี้คงเป็นจอมยุทธ์ไม่ต่ำกว่าระดับแก่นแท้พลังเป็นแน่! เพราะมีเพียงยอดนักธนูระดับแก่นแท้พลังเท่านั้น ถึงจะสามารถยิงทะลุร่างได้เฉียบขาดเช่นนี้!
ในเมืองหลวงนี้หากจะกล่าวถึงผู้ฝึกฝนถึงขอบเขตแดนพลังนั้น ย่อมบอกได้ว่ามีไม่มากไม่น้อยแต่หากแยกเป็นระดับเล่า? ระดับกำเนิดพลังย่อมมีมากกว่าระดับแก่นแท้พลังเป็นไหนๆและระดับแก่นแท้พลังปัจจุบันในนครหลวงก็มีไม่เกินสามสิบคน บุคคลจำพวกนี้ไหนเลยแตะต้องได้โดยง่ายเพราะพวกมันเป็นพวกที่ใกล้เคียงกับความสำเร็จ!เป็นผู้ที่เป็นรองเพียงชนชั้นพิภพที่ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าก็เท่านั้น!!
หัวหน้ากองนี้เกิดความตระหนกเกินไป ถึงแม้จะตวาดออกมาได้เมื่อครู่แต่นั่นก็เป็นความกล้าสุดท้ายของมันแล้ว มันไม่ได้ไล่ค้นหามือธนูต่อแต่พาทหารในสังกัดตนกลับไปรายงานผู้บัญชาการของมันอย่างรวดเร็วไม่คล้ายว่าจะรีบไปแจ้ง แต่เหมือนว่าเป็นการวิ่งหนีหางจุกตูดเสียมากกว่าทหารทุกนายวิ่งอย่างตาลีตาเหลือก เมื่อหัวหน้าของมันวิ่งนำหน้าไปไกลแล้ว ไฉนเลยลูกน้องจะมีความกล้าได้
“ช่างน่าสมเพชนัก!”คนผู้หนึ่งสวมใส่ชุดสีดำมองไปยังกลุ่มทหารที่วิ่งแจ้นหนีไปอย่างไม่คิดชีวิตก็เกิดความสมเพชและเวทนาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกมือของชายผู้นี้ก็กำคันธนูอันหนึ่งไว้แน่น สายตายังคงสอดส่องไปทั่ว ดวงตาของมันนั้นเหมือนเหยี่ยวทว่าเป็นเหยี่ยวที่กำลังหิวโหย!
..........
หนิงเฟยหลงได้กลับมาถึงหน้าจวนแล้ว ทว่าชายหนุ่มเลือกที่จะเข้าประตูข้างเพราะเกรงว่าการที่นำชายชุดดำมาด้วยจะเป็นที่สังเกตเกินไปหากเข้าประตูใหญ่ หลังจากเข้าจวนไปแล้วก็ได้นำชายชุดดำไปยังห้องของตนเองชายหนุ่มได้กำชับให้ชงเป่านำองครักษ์ที่ติดตามตนมาแต่เมืองเซียง กระจายกำลังรักษาการณ์ทั่วอาณาเขตเรือนตะวันออกที่มันอยู่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามารบกวนในยามนี้ โดยมีชงเป่าเฝ้าอยู่หน้าห้อง
“เอาหละข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายใครเป็นคนสั่งให้พวกเจ้าลงมือกระทำการเช่นนี้? หากตอบข้ามาตามตรงข้าจะไว้ชีวิตเจ้า และยังให้เงินจำนวนหนึ่ง เพื่อให้เจ้าได้ใช้หลบหนีไปตั้งตัวยังที่อื่นได้อย่างสบาย”กล่าวถามเสร็จชายหนุ่มก็เฝ้ารอคอยคำตอบด้วยสีหน้าที่เย็นชา
หนิงเฟยหลงจ้องมองหน้าของชายชุดดำด้วยสายตาที่เฉยชา เฉยชาจนรู้สึกเย็นเยียบแม้ไม่ได้ทำการทรมานใดๆเลยในการเค้นความลับ แต่การที่จ้องมองมันด้วยสายตาเช่นนี้ ก็ทำให้ชายชุดดำรู้สึกว่าบีบคั้นยิ่งกว่าการถูกทรมานเสียอีก
แม้มันจะพยายามเบือนหน้าหนีแล้ว แต่ก็ยังรับรู้ได้ถึงความอันตรายและความกดดันที่ถาโถมเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ภายในห้องแม้จะไม่ได้เปิดหน้าต่างใดๆแต่กลับให้ความรู้สึกที่สั่นสะท้าน! แววตาของชายหนุ่มยิ่งมาก็ยิ่งเฉื่อยชายิ่งมาก็ยิ่งเยียบเย็นคล้ายว่าตัวของชายชุดดำถูกจ้องมองด้วยสายตาเทพเจ้าแห่งความตาย ที่ได้คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆและนั่นก็เป็นสิ่งที่มันไม่อาจหนีพ้นได้ ใจของมันเต้นรัวเป็นจังหวะกลองศึกแทบจะระเบิดออกมา! และมันลืมหายใจไปชั่วขณะ ความอดทนของมันใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว!
ชายชุดดำรวบรวมกำลังใจทั้งหมด เงยหน้าขึ้นสบตาของชายหนุ่มแต่ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะอย่างบอกไม่ถูก คล้ายว่าตนจะพูดไม่ออก หายใจอย่างติดขัดแล้วมันก็สลบไป
หนิงเฟยหลงรีบตรวจดูชีพจรก็รู้ว่าชายชุดดำผู้นี้ก็โดนพิษของตนเข้าไปด้วยหากแต่ก่อนหน้านี้พิษนั้นยังถูกสะกดด้วยลมปราณอยู่ แต่ก็ไม่ได้หายไปจึงกลับมากำเริบในครานี้ชายหนุ่มจึงต้องแก้พิษให้มันเสียก่อนดีที่ว่าพิษยังไม่แล่นเข้าสู่หัวใจ ไม่เช่นนั้นแม้จะเป็นเทพเซียนก็คงจะยื้อชีวิตมันไว้ไม่ได้