เหล่ามอนสเตอร์ที่ทนทานต่อะุปืนและยังมีความคล่องแคล่วจนอาวุธใหญ่บางอย่างไม่สามารถเล่นงานโดยง่าย เมื่อเผชิญหน้ากับพลังพิเศษของผู้ที่มีพลังตื่นขึ้นมากลับกลายเป็ฝ่ายถูกล่าเสียเอง นอกจากนี้ผู้ที่มีพลังตื่นขึ้นมาแล้วเมื่อสังหารมอนสเตอร์ได้พลังของพวกเขาก็จะพัฒนาสูงขึ้น นั่นเป็สิ่งที่ระบบติดตัวของคนเ่าั้แจ้งเตือนและตัวพวกเขาเองก็สามารถรู้สึกได้เช่นกัน
หลังจากนั้นผู้ที่พลังตื่นขึ้นมาจึงมีบางส่วนที่ถูกเรียกว่า ‘นักล่า’ พวกเขาคอยไล่ล่ากวาดล้างเหล่ามอนสเตอร์ที่หลุดออกมาจากดันเจี้ยนและยังเริ่มการเข้าไปสำรวจภายในดันเจี้ยนด้วยเช่นกัน แม้ใน่แรกจะยากลำบากและมีการสูญเสียเกิดขึ้นไม่น้อย ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปนักล่าเหล่านี้ก็เริ่มแข็งแกร่งมากขึ้น มีดันเจี้ยนบางแห่งถูกเคลียร์ไปได้สำเร็จ แต่บางแห่งก็มีมอนสเตอร์ระดับสูงที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะจัดการได้ พวกเขาจึงไม่สามารถรีบร้อนทำลาย โชคดีที่ดันเจี้ยนเ่าั้ยังไม่มีสัญญาณของการพังทลาย
เวลาสามปีที่ผ่านมา โลกได้ปรับตัวเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลง นักล่ากลายเป็อาชีพที่ทรงเกียรติและร่ำรวยอย่างมหาศาล ต่อให้เป็เพียงนักล่าระดับต่ำแต่ก็ยังทำเงินได้มากกว่าพนักงานเงินเดือนทั่วไปหลายเท่า เพียงแต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือความเสี่ยงต่อชีวิตที่อาจจะหายไปได้ทุกเมื่อเวลาลงไปสำรวจดันเจี้ยน
แต่ละประเทศได้สร้างสมาคมนักล่าขึ้นมาเพื่อควบคุม สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับนักล่าภายในประเทศของตัวเอง ที่ต้องควบคุมก็เพราะว่านักล่านั้นเป็ผู้มีพลังพิเศษที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก หากไม่ทำการควบคุมเอาไว้ก็อาจทำให้เกิดปัญหาในสังคมได้ แน่นอนว่าไม่ใช่นักล่าทุกคนที่เต็มใจจะโดนควบคุมบังคับ แต่ก็จนใจที่สมาคมนักล่าเองก็มีกลวิธีมากมายทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง สุดท้ายก็ยังพอจะรักษาความสงบเอาไว้ได้แต่ต้องแลกมาด้วยการมอบผลประโยชน์ไม่น้อยให้กับพวกนักล่าเช่นกัน
มีนักล่าหลายกลุ่มที่รวมตัวกันก่อตั้งกิลด์นักล่าเอกชนขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบและอำนาจการต่อรองให้กับตัวเอง สมาคมนักล่าจึงต้องร่วมมือกับกิลด์เอกชนเหล่านี้ให้ดี
“คุณเองก็น่าจะเป็ผู้มีพลังพิเศษเช่นกัน เดิมทีสภาวะนิทราก็เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อพลังเวทมนตร์อยู่แล้ว ถ้าหากเป็คนปกติทั่วไปพวกเขาจะสามารถขับพลังงานเหล่านี้ออกได้ในเวลาอันสั้น การที่คุณหมดสตินานถึงสามปีแปลว่าสุดท้ายแล้วร่างกายของคุณก็ปรับตัวรับพลังงานนี้ได้สำเร็จ” หมอเจนภพวิเคราะห์
“ฉันจะรู้ได้ยังไงคะว่าตัวเองมีพลังพิเศษหรือเปล่า?” ไอรีนเอ่ยถาม
“พลังพิเศษนั้นจะมาพร้อมกับระบบติดตัวเสมอ ดังนั้นถ้าคุณมีพลังพิเศษคุณก็น่าจะสามารถเรียกระบบออกมาได้” หมอเจนภพหยิบแทบเลตของเขาขึ้นมาและเปิดภาพจำลองหน้าตาระบบให้อีกฝ่ายดู เนื่องจากระบบนั้นเป็สิ่งที่ติดตัวและผูกมัดกับบุคคล ดังนั้นจึงมีเพียงเ้าของที่จะสามารถมองเห็นหน้าต่างระบบของตน
แน่นอนว่าเจนภพเองก็เป็คนหนึ่งที่ปลุกพลังพิเศษขึ้นมาได้แต่เขาไม่ได้เลือกเดินเส้นทางของนักล่า แต่เลือกที่จะเอาพลังพิเศษของตัวเองมาใช้กับหน้าที่ของตัวเองในการเป็หมอแทน
“คุณลองเรียกระบบออกมาสิ แค่คิดในใจหรือจะพูดว่าระบบก็ได้” เจนภพเอ่ยอย่างใจเย็น
ไอรีนปรายตามองจอแทบเลตเพียงเล็กน้อยก่อนจะคิดในใจตามที่หมอเจนภพบอก ทันใดนั้นด้านหน้าของเธอก็ปรากฏหน้าจอสีฟ้าขึ้นมาตามภาพที่หมอเจนภพส่งให้เธอดูก่อนหน้านี้
[ยินดีด้วย ท่านได้เปิดใช้งานระบบเป็ครั้งแรก]
[ทำการปลุกพลังพิเศษเสร็จสิ้น ได้รับสกิล Extra Sense(F/S)]
หน้าต่างข้อความปรากฏขึ้นและเลือนหายไปเหลือเพียงหน้าต่างแบบเดียวกับที่หมอเจนภพเปิดให้ดูก่อนหน้า
เมื่อเห็นการกวาดสายตาของหญิงสาวเจนภพก็ตระหนักได้ว่าเธอมีระบบของตัวเองจริงๆ “เอาละ คุณลองดูตามที่หมอบอกนะ หน้าต่างระบบจะแสดงค่าสถานะของตัวคุณโดยมีการระบุตัวตน ระบุค่าสถานะและพลังพิเศษของคุณเอาไว้”
ไอรีน เทวอนันต์อายุ 21
เลเวล 1
พลังชีวิต 100%พลังเวทมนตร์ 350/350
พลังกาย 48
ความเร็ว 46
สติปัญญา 107
สกิล
Extra Sense [F/S]
ไอรีนมองตามคำอธิบายของหมอเจนภพและตอบคำถามต่างๆของอีกฝ่าย
“ค่าสถานะของคุณสูงมาก” เจนภพอึ้งไปเล็กน้อย ค่าสถานะปกติของคนโดยเฉลี่ยจะมีค่าพลังกายและความเร็วอยู่ที่ 20 หน่วย และหากเป็คนที่มีร่างกายแข็งแรงก็จะอยู่ที่ 30 หน่วย แต่ค่าพลังกายและความเร็วของไอรีนกลับอยู่ในระดับเดียวกับพวกทหารหน่วยรบพิเศษหรือไม่ก็นักกีฬาโอลิมปิกที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาตลอดชีวิต
จากประวัติที่เขาได้รับมา หญิงสาวคนนี้เป็แค่เด็กนักเรียนธรรมดาที่ได้รับอุบัติเหตุก่อนจะเรียนจบ ต่อให้เป็นักกีฬาระดับโรงเรียนก็ไม่น่าจะแข็งแรงขนาดนี้
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือค่าสติปัญญาที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าพลังเวทมนตร์ หญิงสาวเพิ่งจะปลุกพลังได้สำเร็จและเป็นักล่าเลเวล 1 เท่านั้นแต่กลับมีค่าพลังเวทมนตร์สูงถึง 350 หน่วย ถ้าหากว่าเป็ยุคเริ่มต้นของนักล่าบอกได้เลยว่าค่าสถานะนี้มีความโดดเด่นเป็อย่างมาก
“บางทีค่าสถานะของคุณอาจจะสูงแบบนี้เพราะสกิลที่คุณได้รับมา คุณได้รับสกิลอะไรมาบ้าง?”
โดยปกติผู้ที่ปลุกพลังสำเร็จจะได้รับสกิลมาอย่างน้อยหนึ่งสกิล และมีบางคนที่มีสกิลตื่นขึ้นมาทีเดียวถึงห้าสกิลทำให้กลายเป็ผู้ที่แข็งแกร่งและโดดเด่นขึ้นมาในทันที
“สกิลชื่อว่า Extra Sense ค่ะ” ไอรีนตอบกลับไป
“แค่สกิลเดียวเหรอครับ?” หมอเจนภพประหลาดใจ “ดูจากชื่อสกิลแล้วน่าจะเป็สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับด้วยประสาทัั โดยทั่วไปแล้วก็ไม่น่าจะส่งผลต่อค่าสถานะขนาดนั้นนะ”
สกิลประเภทการตรวจจับนั้นเหมาะสำหรับนักล่าหน่วยสนับสนุนเพราะพื้นที่ภายในดันเจี้ยนนั้นจะมีความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์และมอนสเตอร์ภายในดันเจี้ยนสามารถโผล่มาโจมตีพวกเขาได้ทุกเมื่อ ดังนั้นนักล่าที่มีสกิลสายตรวจจับจึงมักจะถูกวางเอาไว้ให้เป็คนคอยซัพพอร์ท บอกตำแหน่งของมอนสเตอร์และสำรวจเส้นทางภายในดันเจี้ยนเป็หลัก
“คุณเห็นวงเล็บด้านหลังสกิลหรือเปล่าครับ มันเขียนเอาไว้ว่าอะไร” เจนภพค่อนข้างผิดหวังเมื่อรู้ว่าหญิงสาวมีสกิลเพียงอย่างเดียวแถมยังเป็สกิลสายตรวจจับที่แม้จะมีประโยชน์แต่ก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้นเมื่อนำไปเทียบกับสกิลสายต่อสู้โดยตรง ตอนนี้ประเทศ T กำลังเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเพราะดันเจี้ยนระดับ B แห่งหนึ่งเริ่มส่งสัญญาณของการพังทลาย หลังจากที่กิลด์เอกชนแห่งหนึ่งพลาดท่าจนล้มตายจำนวนมากในดันเจี้ยนนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปสำรวจและทำลาย ดังนั้นรัฐบาลจึงกังวลว่าจะเกิดปรากฏการณ์ดันเจี้ยนเบรกและทำให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก
“[F/S] ค่ะ”
กึก!
มือที่กำลังจับปากกาของหมอเจนภพชะงักไปชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นเพื่อค้นหาว่าอีกฝ่ายกำลังพูดล้อเล่นกับตนเองหรือไม่ ทว่าสีหน้าที่เรียบเฉยและดวงตากระจ่างของอีกฝ่ายทำให้เขาตระหนักได้ว่าหญิงสาวไม่ได้โกหก และเธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะโกหกด้วยเช่นกัน
“สกิลระดับ S” เจนภพพึมพำด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ แต่เมื่อนึกดูแล้วก็นับว่ามีความเป็ไปได้สูงเพราะมันเป็สกิลที่ไม่ได้รับการบันทึกในฐานข้อมูลใดๆมาก่อน แม้จะมีสกิลสายตรวจจับหรือสกิลชื่อคล้ายๆกันอยู่ไม่น้อยแต่การที่ชื่อของมันต่างออกไปก็แสดงว่ามันเป็สกิลที่มีความพิเศษและหาได้ยาก
“มันหมายความว่ายังไงเหรอคะ?” ไอรีนถามต่อ
“คืออย่างนี้ครับ” เจนภพยับยั้งความรู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นก่อนจะอธิบาย “สกิลแต่ละสกิลนั้นจะมีขีดจำกัดศักยภาพที่แน่นอนเป็ของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นสกิลของผมคือ Scan ที่จะมีขีดจำกัดที่ระดับ C และ Perfect Memory ที่มีขีดจำกัดระดับ A อย่างไรก็ตามในตอนแรกที่พลังตื่นขึ้น สกิลที่ได้รับนั้นจะอยู่ที่ระดับ F เสมอและจำเป็ต้องผ่านการฝึกฝนพัฒนาเพื่อยกระดับไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงระดับขีดจำกัดของสกิล”
“พูดง่ายๆก็คือสำหรับนักล่าแล้ว นอกจากพวกเขาจะต้องเพิ่มเลเวลของตัวเองที่จะส่งผลต่อค่าสถานะ การเพิ่มระดับของสกิลเองก็มีความสำคัญมากเช่นกัน พวกที่สกิลที่มีขีดจำกัดสูงจะถือว่าเป็บุคลากรชั้นยอดและมีโอกาสเติบโตไปได้ไกล”
“ก็แปลว่าอนาคตของนักล่าจะถูกกำหนดั้แ่ตอนที่ได้รับสกิลหลังปลุกพลังได้สินะคะ?” ไอรีนทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว
“ก็ไม่เสมอไปครับ” เจนภพยกมือดันกรอบแว่นและอธิบายเพิ่มอย่างใจเย็น “เพราะนักล่าก็มีโอกาสที่จะปลุกสกิลเพิ่มขึ้นมาได้ในอนาคต จากข้อมูลที่สมาคมนักล่าเก็บรวบรวมเอาไว้ในตอนนี้ หลังจากที่นักล่าเพิ่มเลเวลไปได้ทุกสิบเลเวลพวกเขาจะสามารถเรียนรู้สกิลใหม่ขึ้นมาได้ นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีได้สกิลแบบอื่นๆที่หาได้ยากยิ่งกว่า อย่างเช่นไอเทมบางอย่างที่หาได้จากดันเจี้ยน”
“คุณไอรีนลองดูรายละเอียดของสกิลที่คุณมีแล้วอธิบายให้ผมฟังได้ไหมครับ จะใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าต่างหรือแค่คิดว่าจะดูรายละเอียดของสกิลเอาก็ได้”
ไอรีนพยักหน้าและใช้ความคิดเพื่อควบคุมระบบ มันไม่ใช่เื่ยากอะไรสำหรับตัวเธอที่คุ้นเคยกับโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร จะว่าไปแล้วระบบก็เหมือนกับวิชาด้านจิติญญาประเภทหนึ่ง
สกิล Extra Sense [F/S]
ประสาทััที่เลิศล้ำถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็ญาณัั เมื่อเปิดใช้งานไม่ว่าจะเป็สิ่งใดในโลกก็ไม่อาจรอดพ้นจากการััของผู้สกิลไปได้
ไอรีนเอ่ยตามที่ระบบเขียนเอาไว้ก่อนจะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะเธอค้นพบว่าสกิลนี้ให้ผลลัพธ์คล้ายคลึงกับญาณััของเซียนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็อย่างมาก
“แค่นี้เหรอครับ?” เจนภพไม่คิดว่าคำอธิบายสกิลของอีกฝ่ายจะมีเพียงแค่นี้แต่ไอรีนก็พยักหน้ายืนยันว่ามีแค่นี้อย่างแท้จริง
“เป็ไปได้ยังไงกัน โดยทั่วไปสกิลจะต้องใช้พลังเวทมนตร์เพื่อใช้งานหรือไม่ก็ต้องเป็สกิลแบบติดตัวที่จะไม่กินพลังเวทมนตร์ของผู้ใช้ แต่สกิลนี้ดูเหมือนจะเลือกเปิดปิดใช้งานได้นี่” เขาพึมพำด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยว่า “คุณไอรีน ลองเรียกใช้สกิลนี้ดูได้ไหมครับ”
ไอรีนตอบรับและทำตามที่หมอเจนภพแนะนำด้วยการใช้จิตสั่งการเพื่อเรียกใช้สกิล Extra Sense
‘นี่มัน!’ ทันใดนั้นเธอก็ััได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยไม่ว่าจะเป็พลังฟ้าดินที่แฝงอยู่บนโลก พลังงานอันแปลกประหลาดที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศและแม้แต่ในร่างกายของเธอซึ่งน่าจะเป็พลังเวทมนตร์ที่หมอเจนภพพูดถึง สายตาของเธอเองก็มองเห็นอะไรบางอย่างที่ก่อนหน้านี้มองไม่เห็น ถ้าหากไม่ใช่เพราะเธอเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมานานสามร้อยปีเธอคงสติแตกและหวาดกลัวกับสิ่งที่มองเห็นอย่างแน่นอน
เพราะภายในห้องตรวจนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับหมอเจนภพ ด้านหลังของหมอหนุ่มมีเด็กหญิงคนหนึ่งอายุราวๆเจ็ดถึงแปดขวบกำลังจ้องมองหมอหนุ่มด้วยความสงสัยใคร่รู้ มันคงจะไม่แปลกอะไรถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายั้แ่่ครึ่งเอวของเด็กหญิงนั้นเลือนรางจนมองไม่เห็นั้แ่ส่วนขาลงไป
‘ิญญางั้นเหรอ’ ที่แท้สกิล Extra Sense ก็เป็เหมือนญาณของผู้ฝึกเซียนจริงๆ ที่ทำให้สามารถมองเห็นิญญาได้ เมื่อพิจารณาดูแล้วิญญาเด็กหญิงดูเหมือนจะตามติดหมอเจนภพแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรดังนั้นจึงไม่ใช่ิญญาร้ายที่อันตรายอะไร
ไอรีนเก็บสายตากลับมาแต่จังหวะที่เธอปรายตามอง เด็กหญิงเองก็หันมามองเธอเช่นกัน ดวงตาทั้งสองคู่สบกันทำให้เด็กหญิงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจและตื่นเต้นเพราะเธอตระหนักว่าอีกฝ่ายสามารถมองเห็นตัวตนของเธอ