ข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 91 สิ้นปี

                ครั้นพ่อค้าเห็นหนิงมู่ฉือเป็นสตรีอ่อนแอไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าสัตว์จึงยิ้มพร้อมกับเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกดข่ม “ขาหมูขานี้หนึ่งจิน[1] ราคาสามตำลึงเงินกับสองอีแปะ”

                หนิงมู่ฉือชะงักไป เอ่ยกับพ่อค้าด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เถ้าแก่ แบบนี้มันเอาเปรียบกันชัดๆ ตามที่ข้ารู้มา เนื้อสันในเป็นส่วนที่ดีที่สุดราคาแค่สามตำลึงเงินกับสองอีแปะเท่านั้นขาหมูของเจ้ายังดีกว่าเนื้อสันในอีกหรือ”

                พ่อค้าขายหมูได้ยินประโยคนี้ของหนิงมู่ฉือก็โมโหจนหนวดเครากระดิกเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “อย่างเจ้าจะไปรู้อะไรในบรรดาร้านขายหมูทั้งหมด หมูของข้าสดใหม่ที่สุด แล้วก็ราคาถูกที่สุดหมูนี้ข้าเพิ่งฆ่าวันนี้เอง ไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องมาซื้อ ไปๆอย่ามาขวางการทำมาหากินของข้า” พ่อค้าขายหมูเอ่ยไล่พร้อมกับแกว่งมีดไปมา

                ผู้ดูแลห้องครัวเห็นพ่อค้าขายหมูมีท่าทางน่ากลัวจึงดึงแขนเสื้อหนิงมู่ฉือเอาไว้ “แม่นางหนิง พวกเราไปกันเถิด”

                หนิงมาฉือส่งยิ้มให้ผู้ดูแลห้องครัว ทว่ายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเอ่ยตอบโต้พ่อค้าขายหมูไปว่า “อย่างเจ้าหรือเรียกว่าทำมาหากินข้าขอถามเจ้า ขาหมูนี้สองอีแปะจะขายหรือไม่ขาย!”

                พ่อค้าขาหมูขมวดคิ้วจนคิ้วทั้งสองขยับเข้ามาใกล้จนกลายเป็นเส้นเดียวกันพร้อมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เจ้ากำลังหาเรื่องข้าอยู่ใช่หรือไม่”

                หนิงมู่ฉือเอาเท้าวางบนแผง เอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขู่ “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าอย่างนั้นหรือข้าฝึกยุทธ์มาหลายปี ไม่กลัวคนอย่างเจ้าหรอก” เอ่ยพร้อมกับกำหมัดไปด้วย

                ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อพ่อค้าหมูได้ยินประโยคนี้ยิ่งโมโหมากกว่าเดิม ใช้ฟันมีดลงมาอย่างไรหนิงมาฉือก็เติบโตมาในจวนแม่ทัพจึงพอมีฝีมืออยู่บ้าง นางกลัวยอดฝีมือแต่ไม่มีทางกลัวพ่อค้าหมูคนหนึ่ง นางเอี้ยวตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว พ่อค้าหมูเห็นเช่นนั้น ก็นึกว่าตัวเองไปหาเรื่องผู้มีฝีมือจริงๆเข้าให้แล้ว

                หนิงมู่ฉือโชว์ป้ายคำสั่งของตำหนักอ๋องไปตรงหน้าพ่อค้าหมูพร้อมกับเอ่ยกับพ่อค้าหมูซึ่งไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียงดังว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังล่วงเกินคนของตำหนักอ๋องเป่ยเยียนในปัจจุบันอยู่!”

                พ่อค้าหมูได้ยินเช่นนั้นมีสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาทันทีรีบยิ้มแห้งพร้อมกับเอ่ยประจบ “ฝีมือแม่นางช่างยอดเยี่ยมเสียนี่กระไรต้องโทษข้าที่มีตาแต่หามีแววไม่ จนไปล่วงเกินแม่นางเข้า เช่นนั้นข้าขอยกขาหมูขานี้เพื่อขออภัยท่านก็แล้วกันแม่นางนำกลับไปได้เลย”

                หนิงมู่ฉือถลึงตาใส่พ่อค้าหมู พ่อค้าหมูหวาดกลัวจนเหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผากยกมือเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาพร้อมกับยิ้มประจบประแจง

                หนิงมู่ฉือแค่นเสียงฮึ ก่อนจะนั่งลงแล้วกล่าววาจาสั่งสอนพ่อขาหมู “เจ้าต้องขายหมูในราคาตลาด คือครึ่งจินสองอีแปะให้ข้าอีกอย่างเจ้าจะทำการค้าเช่นนี้ไม่ได้ ถ้าให้ข้าเห็นว่าเจ้าทำการค้าเช่นนี้อีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”

                พ่อค้าหมูรีบพยักหน้าทันที ก่อนจะประเคนขาหมูให้ด้วยสองมือทั้งยังมอบตับหมูให้อีกหลายชิ้น หนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นรู้สึกดีใจยิ่งนักพยักหน้ากับพ่อค้าหมูอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

                หนิงมู่ฉือหันไปเห็นไก่สดใหม่ที่แผงร้านขายไก่ร้านหนึ่ง ส่งยิ้มให้ผู้ดูแลห้องครัวก่อนจะจูงมือพาผู้ดูแลห้องครัวไปที่แผงร้านขายไก่ร้านนั้น ไปถึงนางนั่งยองๆ พินิจดูไก่ที่วางอยู่บนแผง

                ผู้ดูแลห้องครัวเอ่ยปากชมอย่างอดไม่ได้ “แม่นางหนิงนี่เก่งจริงๆพ่อค้าหมูคนนี้ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแถวนี้แต่หมูของเขาก็สดใหม่ที่สุดเช่นกัน ข้าเคยอยากจะซื้อหมูของเขาทว่ากลับถูกเขาขู่จนกลัวเสียก่อน”

                นางได้ฟังให้รู้สึกดีใจยิ่งนัก โบกไม้โบกมืออย่างเขินอาย “ท่านผู้ดูแล กับคนเยี่ยงนี้ต้องใช้วิธีแสดงความเหนือกว่าเข้าสู้เท่านั้นท่านผู้ดูแล ท่านว่าไก่ตัวนี้เป็นอย่างไร” นางชี้ไปที่ไก่ต๊อกตัวหนึ่งซึ่งมีขนสีดำตรงคอและหางมีสีเหลือง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ไก่ตัวนี้ดูท่าทางดีทีเดียวเนื้อของมันน่าจะนุ่มเหนียวใช้ได้ การจะทำอาหาร วัตถุดิบก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน”

                ผู้ดูแลห้องครัวมองตามมือของหนิงมู่ฉือที่ชี้ออกไปพลางเอ่ยชม “ไก่ตัวนี้ท่าทางไม่เลว เช่นนั้นพวกเราก็ซื้อไก่ตัวนี้เถิด” เอ่ยจบผู้ดูแลห้องครัวจับไก่ขึ้นมาแล้วเดินจะไปจ่ายเงินให้แก่คนขาย

                ทว่านางจับแขนผู้ดูแลห้องครัวเอาไว้เสียก่อน “ท่านผู้ดูแลปกติท่านซื้อของไม่เคยต่อราคาเลยหรือ”

                ผู้ดูแลห้องครัวชะงักนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เห็นจักเป็นอันใดเลย ที่ตำหนักอ๋องมีมากที่สุดก็คือเงินไม่ใช่หรือ” นางได้ฟังก็ถอนหายใจออกมา ทว่าขณะกำลังจะเอ่ยกลับถูกคนผู้หนึ่งดึงดูดสายตาเอาไว้เสียก่อน

                เด็กชายผู้หนึ่งซึ่งเสื้อผ้าขาดวิ่นยืนกอดไก่พลางร้องไห้เอามือเช็ดน้ำตาป้อยๆนางเดินตรงเข้าไปหาด้วยความแปลกใจ “เด็กน้อย เจ้าเป็นอะไรไปเหตุใดถึงได้ร้องไห้เช่นนี้”

                เด็กชายสะอึกสะอื้นน้ำมูกน้ำตาไหลไม่หยุดขณะเอ่ยตอบ “พี่สาว ท่านแม่ของข้าป่วยหนัก ข้าต้องการเงินไปซื้อยามารักษาท่านแม่ข้าขายไก่ตัวนี้ให้ท่านได้หรือไม่”

                นางมองไก่ที่เด็กชายกำลังอุ้มอยู่ ไก่ตัวนี้มีหงอนสีแดง แววตาฉลาดหลักแหลมมันกำลังจ้องมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่หยุดนางลูบหัวของเด็กชายพร้อมกับเอ่ยถาม “ได้สิไก่ตัวนี้ราคาเท่าไหร่”

                เด็กชายได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา “พี่สาว ไก่ของบ้านข้าตัวนี้ขันเสียงดังมากพี่สาวให้เงินข้าห้าตำลึงเงินสองอีแปะก็พอแล้ว ท่านหมอบอกว่า เงินค่ารักษาของท่านแม่ข้าคือห้าตำลึงเงินสองอีแปะ”

                นางได้ยินเช่นนี้ถอนหายใจออกมาหนึ่งครา ก่อนจะตะโกนเรียกผู้ดูแลห้องครัวผู้ดูแลห้องครัวซึ่งมีรูปร่างอ้วนท้วมเดินเข้ามาหานางนางหยิบเงินจากในถุงเงินของผู้ดูแลห้องครัวออกมาเจ็ดตำลึงเงินสองอีแปะ “เจ้ายังเป็นเด็ก ออกมาหาเงินเพื่อไปเป็นค่ารักษาให้มารดาไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นนั้นข้าจะซื้อไก่เจ้า ส่วนเงินที่เหลืออีกสองตำลึงเงิน เจ้านำไปซื้อของกินดีๆให้มารดาเจ้าเถิด”

                เด็กชายมองหนิงมู่ฉืออย่างซาบซึ้ง นางส่งยิ้มตอบกลับไปให้เด็กชายก่อนจะกอดไก่ตัวผู้ที่ซื้อมาจากเด็กชายเอาไว้แล้วหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับผู้ดูแลห้องครัวเดินมาได้สักพักผู้ดูแลห้องครัวก็มองนางอย่างไม่อยากจะเชื่อ “แม่นางหนิง ไก่ตัวหนึ่งราคาห้าตำลึงเงินสองอีแปะ ข้าก็ว่าแพงแล้วแต่เจ้ากลับจ่ายเงินซื้อไก่มาถึงตัวละเจ็ดตำลึงเงินสองอีแปะ!”

                นางจับแขนผู้ดูแลห้องครัวเอาไว้พร้อมกับยิ้มประจบพลางเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ว่า“ท่านผู้ดูแล เมื่อครู่ท่านเป็นคนบอกเองมิใช่หรือว่าที่ตำหนักอ๋องมีไม่ขาดก็คือเงิน พวกเรากลับกันเถิด เอ๊ะ ท่านดูปลาทางนั้นสิว่ายเล่นกันอย่างดีใจ พรุ่งนี้จะเป็นวันสิ้นปีพวกเรารีบซื้อแล้วรีบกลับไปที่ตำหนักเถิด”

                ผู้ดูแลห้องครัวมองหนิงมู่ฉืออย่างต่อว่าครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วเดินไปที่แผงร้านขายปลาผู้ดูแลห้องครัวเลือกปลาตะเพียน ปลาเฉ่าอวี๋ และปลาไนมาอย่างละสองสามตัว รวมทั้งผักสดใหม่อีกหลายชนิดทั้งสองเดินกันจนเมื่อยขาถึงค่อยกลับตำหนักอ๋อง

                ขณะเดินกลับไปที่ตำหนักอ๋อง หนิงมู่ฉือก็บ่นออกมา “การมาซื้อของสดและของแห้งกลับไปทำอาหารนี้เหนื่อยจริงๆท่านผู้ดูแล ปกติต้องลำบากท่านแล้ว”

     

     

                [1] จิน หนึ่งจินเท่ากับครึ่งกิโล

     

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นแม่ครัวตัวน้อยแห่งวังหลวง (จบ) ที่คุณอ่าน