หลังจากได้รับ “คำชี้แนะ” จากเจียงฟานเพียงประโยคเดียว — “ไปหาอะไรทำอย่างอื่นดีกว่านะ”—
ซูเม่ยเดินออกจากเมืองจิ่นหลิงด้วยท่าทีสง่างามแต่ดวงตายังคงฉายแววหม่นเศร้าดั่งหญิงสาวที่กำลังพยายามกลืนความรู้สึกบางอย่างลงไปให้ลึกที่สุดในหัวใจ
ลมปราณร้อนพัดผ่านตลาด ดึงชายเสื้อคลุมสีขาวของนางให้พลิ้วไหวบนถนนหินสีเทา แสงแดดสะท้อนเป็ประกายบนกำแพงบ้านเรือนทำให้เงาอ่อนสั่นไหวตามลมหายใจของเมือง
นางหยุดมองเมืองจิ่นหลิงเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะกระซิบเบา ๆแทบเหมือนบทสวดภาวนา
“ขอบคุณท่านอาจารย์… ขอบคุณที่เปิดม่านหมอกในใจข้า…”
แม้ความหมายที่แท้จริงของเจียงฟานคือ “เลิกคิดมาก เดี๋ยวก็หาย”
แต่ซูเม่ยมองมันเป็ คำสอนระดับนภา์ไปแล้ว
เมื่อกลับไปถึงเรือนพักในพระนครซูเม่ยนั่งลงหน้าต่างไม้ที่มองเห็นสวนไผ่ท่ามกลางลมปราณธาตุไม้ที่พัดแ่อย่างอ่อนโยน นางจุดตะเกียงน้ำมัน กลิ่นเหมยจาง ๆลอยขึ้นและทำให้บรรยากาศเงียบสงบราวกับสำนักเซียน
ซูเม่ยกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเบาๆ
นางไม่เคยคิดว่า… การเขียนจดหมายเลิกกับคนรักจะเหมือนการเขียนประกาศบำเพ็ญตนของผู้บรรลุเต๋า
แต่คำของเจียงฟาน…ช่างทรงพลังต่อหัวใจที่กำลังสับสนของนางเหลือเกิน
“ไปหาอะไรทำอย่างอื่นดีกว่านะ”
คือประโยคที่นางตีความเป็
“จงปล่อยวางพันธนาการทางโลกและก้าวสู่เส้นทางแห่งเต๋าอันสูงส่ง”
ลายพู่กันของนางจึงกลายเป็—
“พันธนาการสีแดง…คือโซ่ตรวนของสังสารวัฏ
ผู้ใฝ่หาเต๋าต้องเรียนรู้ที่จะตัดขาดมัน”
เมื่ออ่านจบ ตัวซูเม่ยถอนหายใจยาว
ท้องฟ้าในเวลานั้นมืดครึ้ม เมฆหนาเหมือนสะท้อนใจของนางเอง
“เม่ยเอ๋อร์…เ้าทำถูกแล้ว…” นางปลอบใจตัวเอง
แต่หัวใจกลับเจ็บหนึบ
พระราชวังต้าโจวในยามเช้าอบอวลด้วยกลิ่นสนเรือนหลังคาโค้งไล่ชั้นเรียงราย ม่านไหมสีทองปลิวเบา ๆ เมื่อลมอุ่นพัดผ่าน
หลี่จิง องค์ชายใหญ่ ผู้มีบุคลิกสุขุม เคร่งครัดและเป็ที่หมายมั่นว่าจะก้าวขึ้นครองราชย์ กำลังถือจดหมายของคนรักไว้ในมือ
แสงเช้าจากหน้าต่างส่องกระทบกระดาษทำให้ตัวอักษรหมึกดำดูเหมือนกำลังเต้นอยู่ตรงหน้าเขา
เขาอ่านช้า…ช้ามาก
หน้าของเขาเปลี่ยนจากสงสัย → ช็อก → เ็ป → และสุดท้ายจบลงที่มุ่งมั่นจนแผ่นดินะเื
“เม่ยเอ๋อร์… เ้า…เ้าตัดขาดข้าเพราะปรมาจารย์สั่งงั้นหรือ?”
เสียงของเขาแ่ลงเหมือนคนกำลังหายใจไม่ออก
แต่แล้ว เขากลับยืนขึ้นในทันที ดวงตาลุกเป็ไฟ!
“ไม่! นี่ไม่ใช่การตัดขาด!”
“นี่คือบททดสอบของปรมาจารย์!”
ข้าราชบริพารที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับสะดุ้ง
หลี่จิงเริ่มตีความทันทีอย่างลึกซึ้ง
ลึกกว่าบ่อบาดาล
และผิดกว่าทุกอย่างในโลกนี้
• “พันธนาการสีแดง”
= พันธะรักของเขาคือบททดสอบแรกร้อนแรงของเต๋า ต้องผ่านให้ได้
• “ไปหาอะไรทำอย่างอื่นดีกว่านะ”
= ท่านปรมาจารย์กำลังบอกว่า “อย่ามัวแต่คิดถึงผู้หญิงไปสร้างผลงานให้สมชายชาตินักบำเพ็ญเพียร!”
• “ละทิ้งพันธนาการโลก”
= มุ่งหน้าป้องกันบ้านเมือง คือการเดินตามวิถีแห่งเต๋า
หลี่จิงเงยหน้ามองฟ้า
ท้องฟ้าที่จริง ๆ ไม่มีอะไร แต่เขากลับมองเห็นประกายปราณสีทอง
“ท่านปรมาจารย์… ข้าน้อยเข้าใจแล้ว!”
ในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยแสงตะเกียงทหารกองเกียรติยศเรียงแถวตลอดสองฝั่ง ทุกคนต่างนึกสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายจึงเรียกประชุมด่วน
เสียงฝีเท้าขององค์ชายดังขึ้นหนักแน่น
“ข้าจะ…สละสถานะองค์รัชทายาทชั่วคราว”
เสียงทั้งห้องเงียบกริบราวถูกผนึกด้วยค่ายกล
แม่ทัพบางคนอ้าปากค้างจนลืมดึงหน้ากากเหล็กลงมา
“เพื่ออะไรเพคะ?” องค์หญิงรองถามตะลึงงัน
หลี่จิงยืดตัวและประกาศเสียงดังก้อง:
“เพื่อพิสูจน์ตนตามคำชี้แนะของปรมาจารย์แห่งสัจธรรม! ข้าจะไปยัง‘แดนพิษิญญา’ เพื่อยุติความวุ่นวายและพิสูจน์ว่าข้ามีความสามารถที่แท้จริง!”
ห้องประชุมแตกตื่นทันที
แม่ทัพ:
“พะยะค่ะ…แดนพิษนั้นเป็ดินแดนมรณะ! องค์ชายจะเสด็จไปทำไม!?”
ขุนนางาุโ:
“องค์ชาย โปรดตรัสใหม่เถิด ชีวิตของท่านคือความหวังของประเทศ!”
แม่ทัพอีกคนพึมพำเบา ๆ:
“นี่มันไม่ใช่ซีรีส์กำลังภายในนะพะยะค่ะ…การไปแดนพิษต้องเตรียมกองทัพ!”
แต่หลี่จิงกลับยิ้มสงบ
“ผู้ใฝ่หาเต๋า…ต้องไม่กลัวอันตราย”
แม้เขาจะตีความผิดทั้งหมด แต่ความจริงใจของเขาทำให้หลายคนถึงกับน้ำตาคลอ
ในระบบ SpiritualQi Web
หัวข้อ “องค์ชายสละราชสิทธิ์เพราะคำของปรมาจารย์”พุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่งทันที
โพสต์:
• “รักแท้ก้าวข้ามอำนาจ!”
• “ไม่รักก็ไปบำเพ็ญ!”
• “แดนพิษจะกลายเป็ที่ขอพรแห่งใหม่!”
• “องค์ชายหล่อมากเอาจริงไหมเนี่ย?”
บางคนยังทำมีมรูปองค์ชายแบบเท่ ๆ แล้วใส่คำว่า “พิสูจน์ตน 2025”
ในขณะที่โลกกำลังปั่นป่วนเพราะคำพูดของเขา
เจียงฟานกลับกำลังเอนหลังบนเก้าอี้ไม้ กินขนมปังไหม้เล็กน้อย และรับลมเย็นจากพัดลมเชือกที่หลินเทียนกำลังดึง
“โอยย เย็นดีจริง ๆ” เจียงฟานพึมพำ
“นึกว่าอยู่ในห้องแอร์ห้างสรรพสินค้า”
หลินเทียนที่กำลังง่วนอยู่กับการดึงเชือก ยิ่งได้ยินก็ยิ่งคิดว่า
ท่านอาจารย์พอพระทัยค่ายกลลมปราณอย่างมาก
หลินเทียนกล่าวเสียงจริงจัง:
“ท่านอาจารย์ โปรเจกต์ต่อไปท่านอยากได้สิ่งใด โปรดตรัสข้าจะไปจัดหาผู้เชี่ยวชาญมาให้ทันที”
เจียงฟานคิ้วขมวด
“จริง ๆ อยากได้เตาอบขนมปัง…แบบที่ใช้ความร้อนพอดี ๆ น่ะจะได้ทำพวกครัวซองต์อะไรแบบนี้”
หลินเทียนนิ่ง 3 วินาที
ก่อนจะสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“เตาอบ…แห่ง ชีวิต!?”
เจียงฟาน: “…ไม่ ๆ ฉันหมายถึงครัวซองต์…”
แต่คำว่า “ครัวซองต์” ในโลกเซียนไม่มีทำให้ทุกคนตีความเพิ่มไปอีก
หลินเทียนคำนับ
“ท่านอาจารย์ หมายถึงการ ‘หลอมรวมสภาวะหลายชั้น’ ใช่หรือไม่!?เช่นเดียวกับขนมที่มีชั้นซ้อนกันดุจจิติญญาที่ถูกขัดเกลา!”
เจียงฟานถอนหายใจยาว
แต่ก็ยอมให้เลยตามเลย
เพราะอย่างน้อยตอนนี้…ยังมีพัดลมใช้