16 สายตาที่ไม่เคยผิดพลาด
16สายตาที่ไม่เคยผิดพลาด
ข่าวลือเรื่องพระสนมถูกเรียกซ้ำซ้อนในคืนเดียวกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นแพร่สะพัดไปทั่วภายในข้ามคืน แม้ที่ผ่านมาฝ่าบาทจะเคยมีนางในพิเศษถึงสามสิบห้าคน แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทรงกระทำการหยามหัวจิตหัวใจกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้กับใคร
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฟีออนเดินผ่านเข้ามาในพระราชฐานเขตตะวันออกอย่างง่ายดายโดยไม่มีใครเข้ามาขวางกั้น แม้ในวันนี้จะมาเพียงผู้เดียวโดยไม่มีนายทหารอย่างคาอูลมาด้วยก็ตาม เห็นได้ชัดว่าการมาของหญิงสาวถูกปูทางไว้แล้วด้วยรับสั่งขององค์เหนือหัวนั่นเอง
ภายในห้องทรงอักษรยังคงเป็นเช่นเดิมเมื่อฟีออนมาถึง เหล่าทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์แบ่งหน้าที่กันช่วยงานต่างๆ ขององค์แดริสอย่างเงียบเชียบ หลังจากถวายพระพรทำความเคารพจบแล้ว พระองค์ก็จะนำเสด็จฟีออนเข้าไปภายในห้องประชุมเล็ก
“ข่าวลือเรื่องการสั่งเข้าเฝ้าซ้ำซ้อนดังไปทั่วจนแม้แต่คนงานในอุทยานยังรู้เรื่อง ฝ่าบาทไม่ทรงโหดร้ายกับพระสนมจีโอเรียมากเกินไปหน่อยหรือเพคะ” น้ำเสียงของฟีออนนั้นนิ่งเรียบกว่าวันอื่นๆ เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันแฝงการกล่าวโทษไว้ในถ้อยคำเหล่านั้น
“ข้าโดนบ่นมาสองรอบแล้วในวันนี้ เจ้าอย่าเริ่มรอบที่สามอีกเลย ข้ารับรองว่าจะไม่ทำอีกแล้ว พอใจรึยัง”
ฟีออนไม่ได้นึกอาจหาญขนาดจะเปิดวาระการสั่งสอนฝ่าบาทได้อย่างแม่นมเจน หรือท่านข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่า ขนาดนางไม่ได้สนิทกับพระสนมทั้งสองได้ยินแล้วยังรู้สึกแย่ถึงเพียงนี้ นึกภาพไม่ออกเลยว่าพระสนมสองคนที่ได้รับผลกระทบจากความเอาแต่พระทัยของฝ่าบาทเมื่อคืนนี้จะมีสภาพเป็นอย่างไร
“วันนี้ได้อะไรมาบ้าง”
ข้าหลวงฝึกหัดเฉพาะกิจลอบถอนใจอีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงยังที่นั่งประจำซึ่งฝ่าบาทประทับรออยู่ที่เดิมแล้ว
ฟีออนไล่เรียงสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับรอบอุทยานทั้งหมดในวันนี้ออกมาตามหน้าที่ ทรงนิ่งฟังหญิงสาวอยู่ได้สักพักองค์แดริสก็ฟุบพระพักตร์คว่ำลงกับสองแขนบนโต๊ะ
“ฝ่าบาท! ทรงเป็นอะไรไปเพคะ!”
ก่อนที่ฟีออนจะได้ลุกออกไปนอกห้องเพื่อเรียกทหารมหาดเล็กฯ เข้ามา ข้อมือของคนลนลานก็ถูกคว้าไว้
“ข้าไม่เป็นไร แค่เหนื่อยไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องไปตามพวกนั้นด้วย ไม่งั้นคงจะมีแต่เรื่องและคำพูดน่ารำคาญตามมาไม่หยุด มันยิ่งทำให้ข้าเหนื่อยล้ากว่าเดิม”
“ฝ่าบาท...” เมื่อหันกลับมานิ่งมององค์เหนือหัวที่ยังอยู่ในพระกิริยาอาการเดิม และรับสั่งโดยไม่ได้ทรงเงยพระพักตร์มามองนาง ในที่สุดฟีออนก็ตัดสินใจกลับลงมานั่งที่เก่า ทรงปล่อยมือของนางออกเมื่อรู้สึกว่านางคงจะเข้าใจและไม่ออกไปไหนแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ก็พอเรื่องงานแค่นี้เถอะเพคะ ฝ่าบาทต้องทรงพักผ่อนพระวรกายนะเพคะ”
“อื้อ ข้ารู้ดี” หลังตรัสออกมาอีกเพียงแค่นั้นทั่วทั้งห้องก็เงียบสงัดไป มีเพียงเสียงกระแสลมซึ่งพัดผ่านช่องลมที่ขอบริมด้านบนสุดของผนังอย่างบางเบา และความเงียบพักใหญ่ก็ดำเนินผ่านไปอย่างรวดเร็วแทบไม่รู้ตัว
ฟีออนนิ่งมององค์เหนือหัวอย่างเข้าใจ จะไม่ให้ทรงเหนื่อยล้าได้อย่างไร ในเมื่อทรงเป็นจอมแผนการนึกและคิดไปหมดเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตและสิ่งที่อยู่รอบตัวถึงเพียงนี้ งานหลักว่าราชการปกติเองก็คงมีเรื่องให้คิดหนักมากพออยู่แล้ว และยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่หญิงสาวเริ่มจะรู้มากขึ้นภายในระยะนี้ว่า บางครั้งก็ทรงคิดมากเกินเหตุกังวลเกินไปจริงๆ
ฟีออนไม่อยากจะใช้คำว่าตัวเองนั้นเป็นที่เชื่อถือของฝ่าบาท การเรียกหานางทุกวันเพื่อพูดคุยเรื่องจำพวกสิ่งที่นางได้เรียนรู้มาในแต่ละวันนั้น ช่างชวนให้คิดไปได้หลายแง่ทางเหลือเกิน หรือไม่แล้วมันอาจเป็นเพียงหนึ่งในฉากของละคร ที่ทรงจัดขึ้นเพื่อให้ฟีออนเชื่อว่าทรงไว้ใจนางก็อาจเป็นได้
ฝ่าบาทไม่ทรงเชื่อถือใครสักคน มิเช่นนั้นแล้วคำรับสั่งเรื่องที่ขอให้นางเป็นราชินีนั้นคงจะเข้าไปถึงหูของใครสักคนก่อนที่พระองค์จะตรัสถามนางออกมาแน่ๆ ไม่เช่นนั้นแล้วเหล่าทหารมหาดเล็กฯ คงได้อยู่ร่วมฟังทุกอย่างด้วยกัน ไม่ใช่ให้นางมาสนทนากับพระองค์อยู่เพียงลำพังเช่นนี้ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ไม่แม้แต่คุณข้าหลวงใหญ่บลูเบลล่าหรือแม้กระทั่งแม่นมเจน
พระองค์อาจจะทรงใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวันมานับตั้งแต่สิบสี่ชันษา ผ่านมาเป็นครึ่งหนึ่งของช่วงชีวิตในยามยี่สิบแปดย่างยี่สิบเก้าแล้ว จะไม่ให้ทรงเหนื่อยล้าแบบหมดเรี่ยวแรงบ้างเลยก็คงจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์เกินไป
“ฟีออน” หลังจากผ่านความเงียบมาอย่างยาวนาน ในที่สุดองค์ราชันก็รับสั่งกับหญิงสาว แม้จะยังไม่ขยับพระวรกายจากพระอาการกิริยาที่ประทับอยู่แบบนั้นก็ตาม
“เพคะฝ่าบาท”
“จีโอเรีย... ชื่อของนางน่ะ แท้จริงแล้วเสด็จแม่ของข้าเป็นคนตั้งให้”
ฟีออนคาดไม่ถึงทีเดียวกับเรื่องที่ได้ยิน
“ตอนที่น้องสาวข้าเกิด เสด็จแม่อยากตั้งชื่อจีโอเรียให้กับเดียเรน่าร์ แต่เพราะเสด็จพ่อนั้นโปรดดอกเดียเรน่าร์ที่สุด และทุ่งดอกเดียเรน่าร์สีขาวก็เป็นสถานที่ที่ทั้งสองพระองค์ได้พบกัน จึงตั้งชื่อให้น้องสาวของข้าว่าเดียเรน่าร์
สมัยก่อนท่านแม่ทัพหลวงกับเสด็จพ่อเป็นพระสหายที่เติบโตมาด้วยกัน ทำให้ความสัมพันธ์นั้นส่งทอดมาจนถึงรุ่นของพวกข้า ข้าซึ่งถูกเคี่ยวเข็ญให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างหนักมากมายตั้งแต่เล็กๆ ยังพอมีพี่ชายทั้งสองของนางที่พอจะได้ไปเที่ยวเล่นด้วยกันบ้างในบางครั้ง
เมื่อตอนที่ท่านแม่ทัพหลวงมีบุตรคนที่สามซึ่งเป็นลูกสาว เสด็จแม่จึงได้ขอให้ท่านแม่ทัพหลวงตั้งชื่อของนางว่าจีโอเรีย เมื่อนางเติบโตได้ประมาณหนึ่งแล้ว เสด็จแม่ของข้ากับท่านหญิงชายาของท่านแม่ทัพหลวงก็พาพวกลูกสาวไปพบปะกันอยู่บ่อยๆ
ข้าเชื่อว่า... หากเสด็จแม่ยังมีชีวิตอยู่ต่อมา และจีโอเรียเติบโตขึ้นมากกว่านั้นข้ากับนางอาจจะได้หมั้นหมายกัน หรือไม่ตอนนี้ก็คงอภิเษกฯ กันไปแล้ว แต่ข้าว่านางคงไม่รู้เรื่องเบื้องหลังความจริงนี้หรอกนะ คงรู้แค่เพียงว่าเสด็จแม่กับน้องสาวของข้าชอบบอกให้นางมาเป็นราชินีของข้าให้ได้... ซึ่งรู้แค่นั้นก็ดีแล้ว”
ฟีออนนึกภาพเหล่านั้นขึ้นในหัวได้อย่างชัดเจน ชาติกำเนิดสถานะที่พอเหมาะต่อกัน อีกทั้งสายสัมพันธ์ทางครอบครัวก็แน่นแฟ้น ทุกอย่างที่ถูกตระเตรียมเอาไว้แล้ว หากไม่มีเหตุร้ายกะทันหันฝ่าบาทคงจะอภิเษกสมรสกับท่านหญิงจีโอเรียไปแล้ว
“แล้วไม่ทรงโปรดพระสนมจีโอเรียสักนิดเลยหรือเพคะ”
“นางเหมือนน้องสาว นิสัยนางเหมือนน้องสาวของข้ายังกับถอดแบบออกมาเลย สงสัยตอนเด็กๆ คงจะขลุกอยู่ด้วยกันเยอะเกินไป”
“แต่ฝ่าบาทก็มิได้จะทรงเลือกราชินีจากหญิงสาวที่รักอยู่แล้วนี่เพคะ จะเป็นใครคิดอย่างไรก็ไม่เห็นแปลก มองทางด้านการเมืองแล้วพระสนมก็สามารถทำให้บัลลังก์ของพระองค์เป็นปึกแผ่นได้ดีทีเดียวไม่ใช่หรือเพคะ”
ในตอนนั้นเองที่องค์แดริสเงยหน้าขึ้นมามองหน้าหญิงสาวซึ่งเหน็บแนมตัวเอง
“ข้าทำให้บัลลังก์เป็นปึกแผ่นได้ด้วยตัวเอง แต่ทำคนเดียวมันเหนื่อย ข้าจึงอยากได้ราชินีเข้ามาช่วยในการเมืองเบื้องหลังอีกแรง แต่จีโอเรียเป็นคนซื่อตรงเกินไป เป็นราชินีก็คงมีแต่จะเป็นหุ่นชักใยให้คนโน้นคนนี้ใช้ประโยชน์ ข้าไม่ได้ต้องการแบบนั้น ราชินีของข้าต้องไม่ถูกครอบงำจากใครแม้แต่ตัวข้าเอง”
ทั้งสีหน้าทั้งน้ำเสียงนั้นกลับมากลายเป็นพระราชาองค์เดิมที่สุดแสนเย็นชาและเอาแต่พระทัย ให้ตายเถอะ..ฟีออนชักจะเริ่มเข้าใจความรู้สึกของเหล่าขุนนางทั้งหลาย ที่ตั้งความหวังรอคอยจะให้พระองค์อภิเษกสมรสแล้วเสียทีเหลือเกิน
“ทรงตั้งความหวังกับราชินีมากเกินไปหรือเปล่าเพคะ เรื่องมากแบบนี้สตรีอย่างนั้นจะไปหาได้ที่ไหน”
“ข้าก็รู้จักอยู่คนหนึ่งนะ ยืนเถียงข้าปาวๆ ได้หน้าตาเฉยเสียด้วย แต่นางไม่ยอมเป็นราชินีเนี่ยสิ”
ฟีออนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะถอนใจออกมา นี่ฝ่าบาทยังไม่ได้เลิกคิดเรื่องนั้นกับนางอีกงั้นหรือ
“หากความคาดหวังของฝ่าบาทต่อว่าที่ราชินีมีมากถึงเพียงนั้น หม่อมฉันก็พอจะรู้จักอยู่คนหนึ่งเพคะ อาจไม่ครบทุกด้านแต่คงใกล้เคียงกับพระประสงค์ของฝ่าบาทที่สุด”
“ใครกัน”
“เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรคาบันเน่ย์เพคะ”
“มาโมเนตน่ะรึ”
“ทรงรู้จักเจ้าหญิงมาโมเนตด้วยหรือเพคะ” ฟีออนเลิกคิ้วมององค์ราชันอย่างประหลาดใจทีเดียว ที่ทรงเรียกชื่อเจ้าหญิงอย่างสนิทสนมและราวกับคุ้นเคยกันเช่นนั้น
“แน่นอน รู้สิ รู้จักดีเลยล่ะ”
เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง อยู่ๆ สีพระพักตร์นั้นก็แปลกไปอีกครั้งจนฟีออนไม่กล้าเอ่ยปากทูลถามอะไรขึ้นต่อ
“ฝ่าบาทคงต้องทรงพักผ่อนพระวรกายบ้างแล้ว วันนี้หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ” ฝ่าบาทคงจะทรงอ่อนล้าเหลือเกินแล้วจริงๆ หญิงสาวตัดสินใจลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อปล่อยให้พระองค์ไปพักผ่อนอย่างจริงจังได้แล้วเสียที
“ฟีออน” แต่แล้วเสียงเรียกนั้นก็หยุดการเคลื่อนไหวของข้าหลวงฝึกหัดไปอีกครั้ง “รู้จักเจ้าหญิงมารีอาร์ไหม”
หญิงสาวพอจะมีหน่วยความจำของชื่อนั้นอยู่ในหัว แต่ว่านั่นเป็นรายชื่อของ...
“ถ้าจำไม่ผิดนั่นเป็นพระนามของเจ้าหญิงองค์โตแห่งคาบันเน่ย์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วใช่ไหมเพคะ”
“ใช่...นางตายแล้ว แต่หากยังอยู่จีโอเนสคงมีพระธิดาไม่ก็พระโอรสไปสักคนสองคนแล้ว”
ดวงตาของหญิงสาวตื่นตระหนกตกตะลึงจนพูดไม่ออกเมื่อได้ยินรับสั่งนั้น
องค์เหนือหัวลุกขึ้นจากการประทับบนเก้าอี้แล้วเสด็จไปที่ข้างหน้าต่าง ทรงเหม่อลอยออกไปยังท้องฟ้าสีหม่นด้านนอกอยู่สักพัก ก่อนจะหันกลับมาหาฟีออนอีกครั้งและตรัสขึ้นด้วยพระสุรเสียงที่เบาลงอย่างชัดเจน
“มารีอาร์เป็นอดีตคนรักของข้า ตอนข้าอายุสิบเก้ามีการประชุมสามัญประจำทวีปที่จัดขึ้นทุกๆ ห้าปีอีกครั้งที่นั่น ข้าเดินทางไปร่วมประชุมและพักอยู่คาบันเน่ย์นานทีเดียว นางอายุสิบแปดในตอนนั้น ข้าตกหลุมรักนางตั้งแต่แรกพบ และตั้งใจว่าเมื่อกลับมาที่จีโอเนสแล้วจะประกาศเรื่องนี้ต่อเหล่าขุนนาง จัดเตรียมการต่างๆ และจะกลับไปสู่ขอนางอย่างเป็นทางการ แต่ในเช้าวันที่ข้าจะกลับมา หลังจากเราได้ทานมื้อเย็นมื้อสุดท้ายด้วยกัน นางก็จากไปเพราะจมน้ำ...”
เกิดคำถามขึ้นมากมายในหัวของฟีออน จมน้ำได้อย่างไร เป็นอุบัติเหตุหรือมีใครสังหารพระองค์ เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น แต่แล้วสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในหัวของหญิงสาวที่สุดกลับกลายเป็นเรื่องขององค์เหนือหัวที่อยู่ตรงหน้า
“ฝ่าบาทเองก็... เคยมีความรัก”
ความรักที่พระองค์เคยรับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องมี
“ข้ารู้สึกว่านั่นคือบทลงโทษ ข้ามีหลายสิ่งในอาณาจักรให้รักมากมายจนทำให้ข้าไม่ควรมีความรักเพื่อตัวเอง ใครต่อใครต่างคิดเสมอว่ากษัตริย์คือเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรที่เป็นของข้าเลยสักอย่าง แม้แต่ตัวหรือหัวใจของข้าเอง”
ความเงียบที่ดำเนินขึ้นอย่างซ้ำซ้อนมาเยือนอีกครั้ง องค์ราชาได้แต่ถอนพระทัยเฮือกใหญ่ก่อนจะเสด็จตรงไปยังประตูทางเข้าออกห้องประชุม
“มีเพคะ ทรงมีบางอย่างที่เป็นของพระองค์เอง”
“ไม่ต้องพยายามสรรหาอะไรมาปลอบโยนหรือเอาใจข้าหรอก ไม่จำเป็นเลย”
“อย่างน้อยก็ทรงมีพระนามเป็นของพระองค์เองเพคะ และมีข้า...ฟีออน เป็นพระสหายกับชายผู้นั้นหากจะทรงอนุญาต”
เจ้าของชื่อที่ไม่ถูกเอ่ยถึงหยุดชะงักแล้วหันหลังกลับมา
“ข้าไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน”
“องค์กษัตริย์อาจไม่ทรงต้องการ แต่ท่านแดริสคงต้องการอยู่บ้างเพคะ หากไม่รังเกียจหม่อมฉันอยากจะเป็นสหายกับชายผู้นั้น”
“เจ้าเป็นได้แค่เพื่อนทั้งๆ ที่ข้าอยากให้เป็นมากกว่านั้นงั้นรึ แบบนี้เรียกว่าเพื่อนตรงไหน ข้าต้องการอะไรเจ้าก็ไม่เห็นทำให้เลย”
“เพราะเป็นเพื่อนต่างหากเพคะ จึงไม่อาจตามใจไปได้เสียทุกอย่าง คอยปลอบโยนบางครั้งในยามเศร้า และคอยตักเตือนในบางคราวที่อาจมองอะไรพลาดไป”
ความเงียบได้แวะเข้าเกาะกุมทั่วทั้งห้องอีกเป็นครั้ง และแล้วหนึ่งประโยคสุดท้ายที่ได้รับสั่งออกมาก่อนเสด็จออกจากห้องประชุมเล็กไปนั้น กลับทำให้หญิงสาวนิ่งอึ้งไปอีกครู่ใหญ่กว่าจะลากสังขารตัวเองตามออกมาได้เลยทีเดียว
“ฟีออน... เจ้าในตอนนี้ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกแน่ใจ ว่าข้าไม่เคยมองอะไรผิดพลาด”
ช่วงสายของวันถัดมา หลังองค์ราชาเสด็จไปตรวจสอบความคืบหน้าของการจัดเตรียมการด้านต่างๆ ของงานเลี้ยงแล้ว ขบวนเสด็จก็ยกกองกลับไปยังห้องทรงอักษร ทุกคนในกองงานต่างๆ เริ่มแยกย้ายเข้าไปทำงานของตัวเอง ในวันนี้เป็นวันหยุดของเหล่าขุนนางฝ่ายบริหารทำให้ไม่มีการว่าราชกิจ แต่องค์แดริสก็มีประชุมในภาคส่วนของกองทหารกับท่านแม่ทัพหลวง และหัวหน้าทหารองครักษ์ภายในพระราชวังในช่วงบ่าย
ในขณะที่เอ่ยปากบอกให้แมนิคไปชงชา ให้เบลลาฟีไปจัดเรียงเอกสารรายวันที่ทรงต้องอ่านและลงตราประทับของวันนี้ ให้ชามีจัดเตรียมอุปกรณ์การเขียนและฝนหมึกเตรียมไว้ คาอูลก็ได้รับมอบหมายให้ช่วยอ่านเอกสารเหล่านั้นเพื่อสรุปผลในเรื่องที่ไม่มีสาระสำคัญมากนักเช่นเคย
“ฝ่าบาท...กระหม่อมมีเรื่องจะทูลขอพระบรมราชานุญาตพ่ะย่ะค่ะ” คาอูลเอ่ยขึ้นหลังเงยหน้าจากกองเอกสาร เขานั่งอยู่บนชุดโต๊ะเก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างห่างจากชุดโต๊ะทรงอักษรของเจ้าเหนือหัวเล็กน้อย
“ว่ามา” องค์แดริสซึ่งรวบรวมสมาธิอยู่บนฎีกาตรงหน้าตอบอย่างสั้นห้วน และไม่ได้หันพระพักตร์กลับมา
“วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดท่านพ่อของกระหม่อม จึงอยากทูลขอเลิกงานเร็วในวันนี้เพื่อกลับบ้านพ่ะย่ะค่ะ”
โดยปกติแล้วเพราะทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์นั้นต้องทำงานทุกวัน และทำตั้งแต่เช้าจรดเย็นจึงทำให้มีที่พักในวัง นานครั้งจึงจะมีโอกาสได้กลับบ้านของตัวเอง
“จริงสินะวันนี้แล้วหรือ เจ้าไปเถอะคาอูล” องค์ราชาไม่ใส่พระทัยในคำตอบมากนัก เพราะคาอูลก็ขออนุญาตเรื่องนี้ทุกปี
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ แล้วก็...กระหม่อมจะทูลขอพาฟีออนไปด้วยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยความนี้ของคาอูลทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ในห้องต้องชะงัก เหล่าเพื่อนร่วมงานต่างมองมายังคาอูลชนิดคาดไม่ถึง และที่ดูจะอึ้งทึ่งไปอย่างที่สุดเห็นจะเป็นสีพระพักตร์ของกษัตริย์แห่งจีโอเนส
องค์แดริสเงยพระพักตร์หันมองคาอูลเป็นหนแรก และส่งคำถามบางอย่างกลับไปทันที
“เพราะอะไรเจ้าถึงอยากจะพาฟีออนไปด้วย”
“กระหม่อมอยากพานางไปพบท่านพ่อกับท่านแม่พ่ะย่ะค่ะ” แม้จะด้วยใบหน้าที่แลดูขัดเขิน แต่คาอูลก็ตอบออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ จนเกิดเสียงผิวปากแซวจากเพื่อนร่วมงานอย่างชามีแทบจะในทันที
แต่องค์แดริสยังทรงนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรับสั่งถามนายทหารคนสนิทออกมาได้อีกครั้ง
“คาอูล เจ้าอายุเท่าไรแล้วนะ”
“ยี่สิบสี่พ่ะย่ะค่ะ”
“ในกระแสค่านิยมของปัจจุบันนี้ บุรุษมักจะแต่งงานในช่วงอายุยี่สิบถึงยี่สิบห้าใช่หรือเปล่า อายุเท่าเจ้าตอนนี้ก็พอเหมาะพอดีกับการมีคู่ครองแล้วสินะ นั่นสิ...เพราะอย่างนั้นก่อนหน้านี้เจ้าถึงโดนทางบ้านจับแต่งงาน”
“พ่ะย่ะค่ะ ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
มองคาอูลแล้วไม่ต้องให้พูดอะไรต่อพระองค์ก็เริ่มเข้าใจบางอย่างขึ้นมา ว่าสิ่งที่นายทหารคนสนิทกำลังพยายามทำอยู่นี้คืออะไร
“ข้าไปด้วยดีไหม ครั้งสุดท้ายข้าลืมไปแล้วว่าได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเมื่อไร ชักหวั่นๆ อยู่เหมือนกันที่สั่งให้จัดงานเลี้ยงเต้นรำไปแบบนั้น และจะว่าไปก็นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้ไปแสดงความเคารพต่อเหล่าผู้ใหญ่ที่ดูแลข้ามานาน”
“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อจะต้องรู้สึกยินดีมากแน่นอน กระหม่อมจะรีบส่งข่าวให้ทางบ้านเตรียมต้อนรับเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าให้เอิกเกริกเลย เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ร่วมโต๊ะอาหารกับผู้อื่น ไปเฉยๆ จิบชาสักถ้วยสองถ้วยคงไม่น่าเกลียดกระมัง”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะบอกให้ทางบ้านดำเนินการตามนั้นเอ่อ...แล้วเรื่องฟีออน”
“อ้อ...แน่นอน นางจะไปร่วมงานในฐานะร่างอักษรฝึกหัดของข้า คงมีเหล่าขุนนางมาร่วมไม่น้อย น่าจะเป็นการเปิดตัวนางที่ดีใช้ได้ต่อสายตาของบิดาเจ้าใช่ไหม คาอูล...”