รุ่งอรุณยามเช้าของวันถัดมา ณ ลานกว้างของค่ายทหารมีเหล่าทหารหลายหมื่นนายยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบพร้อมทั้งสิ่งของสัมภาระที่จะนำกลับไปยังเมืองหลวงอีกครั้ง
และทหารอีกกลุ่มมีจำนวนอยู่ประมาณหนึ่งพันกว่านายจะต้องอยู่ประจำการ ณ ที่แห่งนี้ที่ผลัดเปลี่ยนกับทหารชุดก่อนหน้าก็มายืนตั้งแถวรอเช่นกัน เพียงแต่แยกกลุ่มไว้เท่านั้น โดยมีหัวหน้านายกองยืนด้านหน้าทุกคนยืนนิ่งเงียบเพื่อรอเหล่าคนยศสูงกว่า
แม้ทุกคนจะสับสนงุ่นงงกับคำสั่งที่ได้รับเมื่อวานนี้ แต่ก็จัดการเตรียมทุกอย่างตามคำสั่งอย่างเคร่งคัด ถึงแม้จะสงสัยิยู่บ้างว่าทำไมการทำศึกครั้งนี้ถึงจบแบบงงๆ แล้วใครกันที่เป็นคนจัดการแต่ทุกคนต่างก็ดีใจกันทั่วหน้าที่ได้กลับบ้านอีกครั้งอย่างปลอดภัยไม่มีการเสียชีวิตเช่นครั้งก่อนๆ แม้จะมีการโดนลอบทำร้ายหรือถูกพิษบ้างแต่ก็หาได้มีใครตายหรือเสียชีวิตไม่ มันคือการทำศึกที่แปลกมากแต่จะให้ใครไปกล่าวถามคงไม่มีใครหาญกล้าพอเป็นแน่แท้......
เพียงไม่ถึงสองเค่อเหล่าคนที่ทุกคนรอคอยก็มาปรากฏที่หน้าลานกว้าง จะมีเพียงบุตรีของท่านแม่ทัพเยว่เท่านั้นที่ยังไม่ปรากฏตัวออกมาให้พบเห็น?
"พวกเจ้าทุกคนพร้อมที่จะกลับบ้านกันหรือยัง..."ฉางอี้กล่าวผ่านลมปราณเพื่อให้ทุกคนได้ยินกันอย่างชัดเจน
"พร้อมแล้วขอรับ!!!!!"
"ดี!.....แต่ก่อนที่จะกลับข้าอย่างกล่าวบอกกับพวกเจ้าสักนิด การเดินทางกลับครั้งนี้จะใช้วิธีการพิเศษและข้าอยากให้พวกเจ้าเก็บไว้เป็นความลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียหรือลืมมันไปเลยก็ดี แต่ข้าก็ไม่ได้บังคับหากพวกเจ้าจะกล่าวถึงแต่....ข้าจะไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นหากเกิดอันใดขึ้น ถือว่าข้าได้บอกพวกเจ้าทุกคนไว้แล้วและนี่หาใช่คำขู่แต่ข้าเพียงเตือนพวกเจ้าไว้เท่านั้นนี่ถือเป็นความหวังดีที่ข้ามีต่อพวกเจ้า....."ขอให้พวกเจ้าฟังข้าทีเถิดมิเช่นนั้นชีวิตน้อยๆของพวกเจ้าข้าก็มิอาจช่วยเหลือได้ เพราะถ้าเกิดมีใครพูดข้าก็คงจัดการเองไม่ต้องรอถึงมือนางเป็นแน่ สำหรับข้าแล้วครอบครัวและความปลอดภัยของนางต้องมาก่อน...ฉางอี้ได้แต่กล่าวต่อในใจ
"ทราบแล้วขอรับ!!!"แม้จะไม่รู้อันใดเลยแต่ทุกคนก็ตกปากรับคำเพราะพวกเขาก็อยู่กับแม่ทัพเยว่มานานหากท่านกล่าวเช่นนี้มันคงเป็นเรื่องสำคัญมากและอีกอย่างจากที่ฟังท่านแม่ทัพกล่าวแล้วมันคงมีความหมายว่าหากพวกเขารักชีวิตตนเองจงปิดปากเงียบไว้ซะ
เพียงไม่นานก็ปรากฏหนึ่งร่างสตรีและอีกสองร่างที่เป็นบุรุษสวมหน้ากาก ทั้งสามเสมือนปรากฏออกมาจากความว่างเปล่าสตรีนางนั้นพวกเขารู้จักแล้วว่านางคือใครแต่บุรุษที่มาด้วยพวกเขาเคยเห็นเพียงครั้งเดียวตอนที่อยู่กระโจมรักษาแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ดี...
"พร้อมหรือยังเจ้าคะท่านพ่อ?"ชิงเซียนถามขึ้นเมื่อมาปรากฏตัวหน้าลานกว้าง
"พร้อมแล้วเซียนเออร์ เจ้าจะใช้วิธีนี้กลับจริงๆรึ มันจะไม่เป็นการเปิดเผยความสามารถจนเกินไปหรอกรึ...."ฉางอี้กล่าวถามด้วยความเป็นห่วง เพราะตอนแรกที่นางไปบอกเขาว่าจะเดินทางผ่านประตูมิติพวกเขาก็ไม่เห็นด้วยเพราะพวกเขาเป็นห่วงนาง กลัวจะมีคนรู้ความสามารถของนางแล้วนางอาจจะมีภัยมากขึ้นเพราะแค่นี้ก็มากพอแล้ว....
"ไม่เป็นไรเจ้าคะ ข้ามีวิธี..."
"อย่างไรรึเซียนเออร์"ชิงหลงกล่าวถาม
"ก็......พี่หลงเทียนอย่างไรเล่าเจ้าคะ...หึหึ..."
"ข้ารึเซียนน้อย......เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร?"ข้าชี้นิ้วมาที่ตัวเองอย่างสงสัย
"เจ้าค่ะ....เพียงท่านออกหน้ารับแทนเท่านั้นก็จบไม่มีใครรู้นิเจ้าคะว่าข้าทำ....หากพร้อมแล้วไปกันเถอะเจ้าคะ"
"แน่นอน!!...."ทุกคนกล่าวพร้อมกัน
"พวกเจ้าทุกคนพร้อมนะ อย่าแตกตื่นไปหล่ะ"เพียงฉางอี้กล่าวจบพร้อมกับทหารตอบรับ ทหารทุกนายพร้อมม้าเกวียนหรือสิ่งของที่เตรียมไว้เดินทางก็หายไปจากลานกว้างทันทีเหลือทิ้งไว้เพียงกลุ่มของชิงเซียนและทหารที่ประจำการที่นี่เท่านั้น
ตอนนี้ทหารที่เหลือต่างก็ทำหน้าตื่นตะหนกตกใจไม่ก็หน้าเหว๋อกันไปตามๆกัน แต่พวกเขาก็ได้สติหลังจากได้ยินเสียงหวานไพเราะแต่ทรงอำนาจจากชิงเซียน
"พวกเจ้าคงได้ยินที่ท่านพ่อกล่าวแล้ว จงเก็บไว้เป็นความลับซะหาไม่แล้ว.......หึ!"เพียงทุกคนได้ยินก็ตอบรับทันที ดูจากทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าแล้วนี่คือการเคลื่อนย้ายผ่านประตูมิติในตำนานเป็นแน่ และผู้ที่ทำได้ก็มีแต่เพียงผู้ใช้อักขระเท่านั้น ใครกันจะกล้ามีเรื่องกับตัวตนที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้พวกเขาจึงตอบรับโดยไม่อิดออดหรือลังเลแม้แต่น้อย แม้นจะไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่เป็นผู้ใช้อักขระแต่ต้องเป็นเหล่าคนตรงหน้าแน่นอน....
เพียงได้รับคำตอบที่พอใจกลุ่มของชิงเซียนก็หายไปทันทีและมาปรากฏที่ทุ่งหญ้าบริเวณนอกเขตกำแพงเมืองหลวงที่ส่งเหล่าทหารมาก่อนหน้านี้ ส่วนกลุ่มทหารที่มาก่อนหน้านี้ยังคงยืนนิ่งอ้าปากค้างอยู่ที่เดิมจนฉางอี้ที่เห็นทหารในสังกัดตนมีอาการเช่นนั้นก็อดส่ายหัวให้ไม่ได้ ผู้ใดบ้างที่เจอเรื่องเช่นนี้แล้วจะไม่ตระหนกตกใจได้บ้างคงเป็นไปได้ยาก ขนาดตนตอนแรกยังมีอาการเช่นนี้เลยคิดถึงแล้วก็น่าอายยิ่งนัก.....
"เอาหล่ะ....พวกเจ้าทุกคนหยุดทำหน้าเช่นนั้นเสียที...เฮ้อ...พวกเจ้าทำให้เสียชื่อทหารของข้านะรู้ไหม...หมดกัน....เร็วๆรีบจัดขบวนซะเราจะเดินทางเข้าเมืองกันแล้ว และอย่าลืมสิ่งที่ข้าได้กล่าวกับพวกเจ้าที่ค่ายหล่ะ..."ฉางอี้กล่าวออกมาอย่างไม่จริงจังอันใดออกจะขำขันเสียด้วยซ้ำไป.....
"รับทราบขอรับท่านแม่ทัพ!!!"ทุกคนกล่าวอย่างพร้อมเพียงเเละทำตามคำสั่งทันทีแม้จะยังงงๆอยู่บ้างก็ตามทีว่าพวกตนมาปรากฏตัวที่นี่ได้เช่นไร แต่ใครจะสนนี่มันราวกับสวรรค์ชัดๆไม่ต้องทำศึก...ไม่ต้องเดินไกลๆให้เมื่อยน่อง!....ประเสริฐยิ่งนัก!
"ท่านพ่อเจ้าคะ....ข้าขอตัวกลับก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ...ตอนนี้ข้าเหนื่อยมากหากรอจนกว่าพวกท่านจะเดินทางถึงจวนก็ประมาณหนึ่งชั่วยามเข้าไปแล้ว....ไหนท่านจะต้องเข้าเฝ้าฮ่องเต้อีก...นะเจ้าค๊าท่านพ่อให้ข้ากลับก่อนนะเจ้าคะ...."ฉางอี้ที่ตอนแรกอยากให้นางกลับพร้อมกัน แต่พอนึกได้ว่านางอาจใช้ลมปราณไปมากหลังจากเปิดประตูมิติจึงตอบตกลงไป
แต่ที่ฉางอี้ไม่รู้คือนางหาได้เป็นคนเหนื่อยไม่เพราะคนที่ทำการเปิดประตูมิติคือฮุ่ยหลงและจินเฟิ่งต่างหาก และด้วยพลังของทั้งสองที่มีมันไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกเหนื่อยอันใดเลยด้วยซ้ำต่อให้ย้ายคนทั้งเเคว้นยังทำให้พวกเขาได้เหงื่อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!
"อ้อ....ท่านพ่ออย่าลืมที่สัญญาไว้กลับข้านะเจ้าคะ..."ก่อนไปชิงเซียนนางไม่ลืมที่จะทวงสัญญาที่ผู้เป็นบิดาเคยให้ไว้อีกครั้งเพื่อเป็นการย้ำเตือนไม่ให้ผู้เป็นบิดาลืมไปเสียก่อน....
"พ่อไม่ลืมหรอกเรื่องที่จะลาออก ประเดี๋ยวพอเข้าเฝ้าเจ้าฮ่องเต้นั่นเพื่อรายงานการทำศึกครั้งนี้แล้วพ่อจะยืนใบลาออกและคืนตราแม่ทัพทันทีเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย..."ฉางอี้กล่าวกับบุตรีด้วยความหนักแน่น แต่ก็ต้องหน้าแดงเพราะคำกล่าวต่อมาของชิงเซียน
"ไอ้เรื่องนั้นมันก็ใช่เจ้าค่ะแต่....ที่ข้าหมายถึงคือเรื่องเจ้าก้อนแป้งต่างหากเจ้าค่ะ ข้ารออยู่นะเจ้าคะ คิกคิก ข้าขอตัวไปก่อนนะเจ้าคะ......วาร์ป...."ชิงเซียนจากไปทันทีทิ้งให้ฉางอี้และเหมยเซียนหน้าแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู จนชิงเทียนที่มองดูอยู่นานพอให้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจนอดจะหยอกล้อบิดามารดาของตนไม่ได้เช่นกัน
"พวกท่านก็มีบุตรมาแล้วตั้งสามคนยังจะอายอีกรึขอรับ อายุอานามก็เข้าเลขสี่แล......โป๊ก!"ชิงเทียนกล่าวยังไม่จบก็เจอสันมือพิฆาตของมารดาเข้าเต็มๆท้ายทอยจนทำให้ท่านกุนซือจอมเจ้าเล่ห์หลับกลางอากาศทันทีเดือดร้อนให้แฝดผู้พี่อย่างชิงหลงต้องมารับเอาไว้ก่อนจะล้มกระแทกกับพื้น......
"อายุของสตรีหาใช่อะไรที่บุรุษจะมากล่าวเล่นๆได้ไม่.....หึ..."เหมยเซียนกล่าวจบก็เดินจากไปโดยไม่ใยดีบุรชายเลยสักนิด
"สมน้ำหน้าเจ้าชิงเทียนจริงๆ...ฮ่าๆๆๆ....สมควรแล้วทั้งที่รู้ว่าอะไรคือข้อต้องห้ามของจวนยังจะกล้ากล่าวออกมา....ฝากเจ้าดูแลน้องด้วยก็แล้วกัน..หึหึ...."กล่าวจบก็เดินจากไปอีกคนเหลือทิ้งไว้แค่ชิงหลงที่ประครองร่างไร้สติของชิงเทียนเท่านั้น
"เฮ้อ.....เจ้านี่...มันน่านักชิงเทียนปากสุนัขจริงๆก็รู้อยู่ว่าท่านแม่อ่อนไหวกับเรื่องอายุยังจะพูดอีก"ชิงหลงได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาแฝดผู้น้องของตน...
พอทุกคนจัดขบวนเรียบร้อยก็ออกเดินทางทันทีโดยไม่ลืมส่งม้าเร็วนำสารไปเเจ้งกับทางวังหลวงไว้ก่อนแล้วถึงการกลับมาและชนะศึกสงครามในครั้งนี้
ณ ร้านจิ่วฮวา
ชิงเซียนฮุ่ยหลงและจินเฟิ่งมาปรากฏตัวด้านบนของร้านที่เป็นห้องทำงานของเหิงเยว่ ตอนนี้นางกลับมาอยู่ในร่างของเหิงเยว่แล้วและกำลังตรวจสอบรายรับรายจ่ายของกิจการสาขาต่างๆโดยที่ยังไม่ได้กลับไปที่จวนตามที่ได้กล่าวบอกกับบิดาเอาไว้
นางนั้นมีงานหลายอย่างที่ต้องจัดการทั้งที่ตอนแรกว่าจะไม่รีบร้อนแต่เพราะหลังจากที่มาถึงที่นี่สายข่าวก็รายงานสิ่งเป็นไปต่างๆภายในเมืองหลวงและตามหัวเมืองต่างๆของแคว้นหยาง ดูท่าปีนี้ชาวบ้านจะอดอยากมากว่าทุกปีอีกทั้งยังมีชาวบ้านต่างเมืองหรือแม้แต่คนของแคว้นเจียงและเเคว้นต้าบางกลุ่มเริ่มมีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาในแคว้นหยางมากขึ้นทั้งที่มันยังไม่น่าจะมีการอพยพในช่วงนี้ดูแล้วสิ่งที่นางคาดการเอาไว้คงจะมาถึงเร็วกว่ากำหนดเป็นแน่
"อาฟู่....คนของเราตอนนี้ที่ไม่มีภารกิจที่ต้องไปทำกี่คนและพวกที่อยู่ที่ค่ายมีเหลือกี่คน?"
"คนที่ไม่ได้ออกไปทำภารกิจประมาณพันคนขอรับส่วนคนที่ค่ายมีอยู่ประมาณสองพันคนขอรับเพราะคนเหล่านั้นลมปราณยังไม่ถึงขั้นขอรับ"
"อืม.....เรียกคนที่ว่างทั้งหมดมาร่วมกันที่ค่ายส่วนร้านต่างๆให้ปิดปรับปรุงทั้งหมดตามแบบแปลนที่ข้าได้ให้ไว้รวมถึงที่นี่ด้วย ลงไปจัดการซะส่วนลูกค้าที่อยู่ในร้านสาขาต่างๆของเราก็ลดราคาให้พวกเขาเหล่านั้นครึ่งนึงของราคาที่พวกเขาจะต้องจ่ายเป็นการขออภัยลูกค้า...."
"ขอรับ..."
ด้านหน้าประตูทางเข้าเมืองหลวง
ขบวบกองทัพของแม่ทัพบูรพาเยว่ฉางอี้และทหารของชินอ๋องหยางหลงเทียนเดินขบวนเข้ามาในเมืองหลวงกันแล้ว เหล่าชาวบ้านที่เห็นต่างก็ออกมาต้อนรับและดูขบวนทัพศึกที่ไปทำศึกได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็กลับมาอีกทั้งทุกคนไม่มีร่องรอยของการบาดเจ็บแม้แต่น้อยราวกับพวกเขาไปเดินเล่นชมวิวแล้วกลับมาเท่านั้น
แต่ในขบวนก็มีสิ่งที่ดึงดูดเหล่าบรรดาหญิงสาวหรือแม้กระทั่งแม่ม้ายทั้งสาวน้อยสาวใหญ่คงไม่พ้นสองพี่น้องฝาแฝดสกุลเยว่ที่ทำให้บรรดาสตรีทั่วแคล้วหยางพร้อมที่จะทิ้งผ้าเช็ดหน้าให้เป็นแถวๆ อีกทั้งสายตาที่หวานหยดย้อย แต่ถึงอย่างนั้นความรูปงามของทั้งสองก็ไม่อาจบดบังรูปโฉมราวกับเทพเซียนของบุรุษที่นั่งบนหลังของอสูรพยัคฆ์ได้
ใครๆที่ได้เห็นบุรุษรูปร่างดั่งเทพเซียนแลองอาจน่าค้นหาก็พลันต้องหยุดนิ่งราวกับวิญญาณถูกฉุดกระชากออกจากร่าง ใครๆที่ได้เห็นก็ไม่สามารถหยุดจ้องมองได้เลยแม้แต่บุรุษด้วยกันเองก็ตาม
หยางหลงเทียนที่รับรู้ถึงสายตาที่มองมาที่ตนก็ได้แต่ทำหน้าเย็นชาขึ้นไปอีกขั้น เพราะแต่เดิมเขาก็หงุดหงิดอยู่แล้วที่นางอันเป็นที่รักไปโดยไม่บอกกล่าวเขาสักคำ นี่ยังมาถูกมองด้วยสายตาที่โลมเลียนั่นอีกมันทำให้เขาต้องเพิ่มความอดทนเข้าไปอีกจนในที่สุดเขาต้องนำหน้ากากขึ้นมาสวมใส่เอาไว้
หากถ้าปล่อยเอาไว้นานกว่านี้อารมณ์ที่เขาหงุดหงิดอยู่นี้คงได้ระเบิดออกแน่ๆ ทั้งที่แต่ก่อนไม่มีใครกล้าเสนอตัวถวายตัวเข้าจวนชินอ๋องแท้ๆพอตอนนี้กลับมีแต่คนส่งสายตาทอดสะพานให้เขา แต่ต่อให้มีเขาก็ไม่เคยคิดที่จะรับอยู่แล้วเพราะหัวใจเขามีไว้ให้เซียนน้อยคนเดียวเท่านั้น!
แต่ต่อให้หลงเทียนจะสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าไว้แล้วก็ตามเหล่าบรรดาสตรีก็ไม่ได้ลดละที่จะทอดสะพานผ่านทางสายตาให้เขาเลยจนสุดท้ายอดไม่ได้ที่หลงเทียนจะปล่อยจิตสังหารออกมาเล็กน้อย แต่นั้นก็มากพอที่จะทำให้สตรีเหล่านั้นก้มหน้าทันทีแต่ก็ไม่วายยังคงแอบชำเรืองมองเป็นระยะๆอยู่ดี
"หึ......ท่านแม่ทัพเยว่ข้าขอตัวไปรอพวกท่านที่วังหลวงก่อนแล้วกัน....."กล่าวจบไม่ต้องรอคำตอบหยางหลงเทียนก็หายไปทันทีเพราะตอนนี้เขาก็ใช้ประตูมิติได้แล้วเช่นกันเพียงแต่ระยะไม่เกินร้อยลี้เท่านั้น
"เอ่อ...เฮ้อ...."ฉางอี้ยังไม่ทันกล่าวอันใดกับหลงเทียนเลยเขาก็หายไปทันที ฉางอี้ได้แต่คิดว่านี่คงพอทำให้รู้ได้แล้วว่าชินอ๋องหาได้สนใจใครนอกจากบุตรีของตนเพราะถ้าเป็นคนอื่นมีสาวๆมาทอดสะพานขนาดนี้ต้องมียิ้มให้บ้าง แต่นี้อะไรมีแต่ความเย็นชาให้แถมยังหนีไปอีก
ฉางอี้มองดูปฏิกิริยาของหลงเทียนมาตลอดทำไมเขาจะไม่รู้ว่าชินอ๋องให้ความสำคัญบุตรีของเขามากแค่ไหน แม้ภายนอกจะดูเย็นชาแต่สายตานั้นเวลามองมาที่ชิงเซียนมีแต่ความอ่อนโยนและโหยหาเท่านั้น
ตั้งแต่เล็กจนโตใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าชินอ๋องแอบมาค่อยมองบุตรีของตนทุกคืนจนเมื่อถึงเวลาที่ชินอ๋องต้องไปเข้าสำนักจึงได้หายไปแต่นานๆทีก็จะกลับมาแต่ก็มาเพียงแอบมองเท่านั้น ทั้งยังคอยส่งโอสถและหมอมาคอยตรวจอาการของนางตลอดเพียงไม่แสดงตัวเท่านั้น เขาก็ไม่ใช่ไม่รู้อันใดเลยแต่ด้วยความเป็นพ่อเขาแค่ไม่อยากให้บุตรีเข้าไปอยู่ในวังวนของการแย่งชิงอำนาจจึงคอยขัดขวางอยู่บ้างทั้งที่รู้ว่าการกระทำนั้นมันไม่มีประโยชน์อันใดเลยก็ตาม
เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทั้งสองคือคู่กันจึงยอมรับหมั้นของทางชินอ๋องตั้งแต่ชินอ๋องได้สิบขวบปี อีกทั้งราชโองการขอมีชายาเพียงหนึ่งเดียวนั่นอีก นี่ก็พอเป็นเครื่องพิสูจน์และยืนยันความหนักแน่นได้แล้ว....พอคิดถึงเรื่องนี้ฉางอี้ก็ได้แต่ถอนหายใจยาวๆ.....
ใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณสองเค่อขบวนกองทัพก็เข้ามายังลานกว้างในวังหลวง ไม่นานก็มีขันทีอาวุโสเดินเข้ามาทางฉางอี้เพื่อนำทางให้พวกฉางอี้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่รออยู่แล้ว
"เชิญท่านแม่ทัพเยว่ รองแม่ทัพและกุนซือเข้าไปยังท้องพระโรง บัดนี้ฝ่าบาทและเหล่าขุนนางรอพวกท่านอยู่ด้านในแล้ว"
"เชิญท่านนำทาง"ฉางอี้
ณ ท้องพระโรง
บัดนี้ขุนนางซ้ายขวาต่างพร้อมหน้ากันในท้องพระโรงทุกคนต่างมองมาที่ชินอ๋องหยางหลงเทียนกันเป็นตาเดียว ใครจะคิดว่าคนที่พวกเขาหาได้สนใจจะทั้งรูปงามและแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ไหนตอนแรกถึงมีข่าวลือว่าชินอ๋องอ่อนแอขี้โรครูปร่างอัปลักษณ์อีกทั้งยังขลาดเขลา
แต่นี่มันอันใดกันนี่มันต่างจากข่าวที่พวกเขาได้ยินมากันอย่างสิ้นเชิง ต่างกันอย่างกับสวรรค์และนรกเลยด้วยซ้ำ พวกขุนนางที่มีบุตรีต่างคิดที่จะสานสัมพันธ์กับชินอ๋องเพราะตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าคนตรงหน้ามีอำนาจมากเพียงใด!
ระหว่างที่ทุกคนต่างก็คิดแผนชั่วในหัวของตัวเองเสียงขันทีที่หน้าท้องพระโรงก็ดังขึ้นบอกถึงการมาถึงของพวกฉางอี้
"แม่ทัพเยว่ฉางอี้ รองแม่ทัพเยว่ชิงหลงและกุนซื่อเยว่ชิงเทียนมาถึงแล้วพะยะค่ะ...."ทั้งสามก้าวเดินเข้ามายังด้านในและทำความเคารพนายเหนือหัวทันที
"ถวายบังคมพะยะค่ะฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี"×3
"เชิญพวกเจ้านั่งประจำที่เถิด ไม่ต้องมาพิธีเดินทางมาเหนื่อยๆนั่งก่อนเถิด...."หยางฮ่องเต้
"ขอบพระทัยพะยะค่ะฝ่าบาท"×3
ทั้งสามหลังจากนั่งประจำที่ก็กล่าวรายงานการทำศึกสงครามครั้งนี้โดยไม่ได้บอกว่าชิงเซียนเป็นคนจัดการเพียงบอกว่าชินอ๋องเป็นผู้จัดการทั้งหมด และรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพียงส่วนไหนที่เกี่ยวกับชิงเซียนหลงเทียนจะออกหน้าแทนทั้งหมดด้วยนี่คือคำขอ?จากชิงเซียน ส่วนหลงเทียนเพียงตอบรับเท่านั้น
จากนั้นหลงเทียนจึงกล่าวรายงานรายละเอียดต่อในส่วนที่จัดการและเพียงกล่าวว่าสิ่งต่างๆได้มาจากผู้เป็นอาจารย์ของตนเท่านั้น จึงสามารถจัดการเรื่องทุกอย่างได้อย่างราบรื้น.....
"แล้วเหตุจูงใจที่ทำให้แคว้นต้าทำการศึกหล่ะ?"หยางฮ่องเต้ถามออกมาด้วยความสงสัย
"เพียงต้องการในสิ่งที่เราไม่มีเพราะทางนั้นมีคนได้ไปปล่อยข่าวลือว่าสิ่งนั้นอยู่ที่แคว้นเราพะยะค่ะ"หลงเทียนกล่าวเสียงเรียบพลางหันไปมองขุนนางฝ่ายซ้ายที่ตอนนี้ต่างก็พากันก้มหน้ากันเป็นแถวเพื่อเก็บซ้อนใบหน้าซีดๆของตนเอาไว้
"หือ?.....มันคือสิ่งใด?แล้วทำไมถึงคิดว่าเราต้องมีแน่เพราะถ้ามีเพียงข่าวลือทางนั้นคงไม่มีความกล้าถึงเพียงนี้ถ้าไม่มีมูล"หยางฮ่องเต้กล่าวด้วยความสงสัยเพราะตอนนี้มันทำให้เขาอยากรู้มากว่าสิ่งใดถึงทำให้คนเหล่านั้นหาญกล้าถึงเพียงนี้ทั้งที่กำลังพลของตนก็มีน้อยกว่า
"มันคือตำราต้องห้าม ที่ตำนานได้กล่าวขานว่าสามารถทำให้คนที่ฝึกเป็นอมตะ และมูลที่ฝ่าบาทกล่าวถึงก็คือข้า"นี่เขาก็พึ่งรู้ว่าพวกนั้นต้องการอะไรตอนที่ไปถล่มค่ายทหารของแคว้นต้านี่เอง มานึกดูอีกทีสายข่าวของเขายังไม่รวดเร็วเท่าคนของนางเลย หลังจากที่ได้ฟังนางกล่าวกับฮ่องเต้แคว้นต้าเขาจึงเข้าใจเรื่องทุกอย่างจนกระจ่างแก่ใจ....
"หือ?....มันเกี่ยวอันใดกับเจ้ากันหลงเทียน?"
"เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของข้าอย่างไรเล่าฝ่าบาทและที่เด่นชัดที่ทำให้พวกนั้นเชื่อคือสีผมและสีตาของข้าจึงมีพวกหนอนและเหลือบไรเอาไปขยายความต่อ....อาจเพราะพวกมันคงคิดว่าหากเราเปิดศึกกำลังคนของเราอาจจะน้อยลงและจะได้ทำการใหญ่ได้ง่ายขึ้นพะยะค่ะ...หึ!"และคำกล่าวนั้นคนกลุ่มเดิมยิ่งแทบอยากจะหายตัวออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้และเวลานี้เลยด้วยซ้ำไป!
"แล้วตกลงมันเป็นข่าวจริงหรือไม่หลงเทียน"เพียงหยางฮ่องเต้กล่าวถามเหล่าขุนนางก็ต่างกันหูผึ่งรอฟังคำตอบ
"จริง!.....แต่ตำราหาได้อยู่ที่นี่ไม่และมีเพียงฝึกผ่านตำราเท่านั้นถึงจะฝึกได้ ต่อให้ข้าฝึกผ่านมาแล้วจนกระทั่งสำเร็จวิชาแล้วแต่....ข้าก็ไม่สามารถถ่ายถอดวิชาให้ผู้ใดได้พะยะค่ะ..."ที่หลงเทียนบอกความลับนี้เพียงหวังว่าพอพวกคนเหล่านี้รู้ความจริงจะได้เป็นการข่มพวกกบฎไปในตัว
เพราะถ้าหากพวกนี้คิดจะทำการอันใดพวกนี้จะต้องตึกตรองด้วยว่าพวกมันไม่มีวันทำได้สำเร็จเพราะพวกมันไม่สามารถฆ่าเขาได้ นอกซะจากดึงเขาไปเป็นพวกและข้อนี้ก็ตัดออกไปได้เลยเพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
"ทำไม.......?"
"เพราะหากผู้ถือตำราไม่ยินยอมก็ไม่สามารถถ่ายทอดวิชาได้ และถ้าใครคิดจะไปแย่งชิงตำราเล่มนั้นจริงๆ...ข้าขอบอกไว้ก่อนว่าคนที่ครอบครองตำรานี้แข่งแกร่งมาก และคนๆหาใช่มนุษย์แล้วเพราะคนๆนั้นตัดผ่านเขตแดนมนุษย์ไปแล้ว....แล้วอีกอย่างคือใครที่ต้องการตำรานั้นข้าขอเตือนด้วยความหวังดีหากไม่อยากเป็นผียกตระกูลอย่าได้คิดกระทำการอันโง่เขลาเช่นการตามหามัน...หึหึ..." พวกเจ้าอย่าได้คิดครอบครองไปเลยเพราะไม่เช่นนั้นพวกเจ้าคงได้ไปทัวว์นรกเหมือนฮ่องเต้แคว้นต้าเป็นแน่....หึหึ หลงเทียนได้แต่คิดในใจเพราะตอนแรกเห็นคนเหล่านี้ต่างแสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจและกระหายที่อยากจะได้มาครอบครองแต่พอได้ยินว่าคนที่ถือครองอยู่ตัดผ่านเขตแดนมนุษย์ไปแล้วต่างพากันหน้าเสียหมดอาลัยตายอยากและหวาดกลัวลึกๆ น่าขำยิ่ง...
"อืม...งั้นช่างมันไปเถอะข้ายังอยากอยู่ต่ออีกสักนิด มาเข้าเรื่องเรากันเถอะ เนื่องด้วยพวกเจ้าทั้งสี่มีความดีความชอบข้าจะให้รางวัลแก่พวกเจ้าโดยการให้ขออันใดก็ได้หนึ่งอย่าง!...เริ่มจากชินอ๋องหยางหลงเทียนก่อน..."
"ขอบพระทัยฝ่าบาท ท่านคงไม่ลืมว่าท่านประทานราชโองการว่าข้าหยางหลงเทียนจะไม่รับสตรีอื่นมาหนุนอำนาจหรือค้านอำนาจเด็ดขาดและจะมีชายาเพียงหนึ่งเดียวใช่หรือไม่......และครั้งนี้ข้าจะขอพระราชทานสมรสหลังจากนี้ให้หลังหนึ่งปีกับสตรีที่ข้าหมั้นหมายอยู่แล้วท่านก็รู้ว่าใครใช่หรือไม่พะยะค่ะ?"เขาได้โอกาสในการประกาศจุดยืนและตัดโอกาสของพวกเหล่าขุนนางที่คิดจะหยิบยื่นบุตรีของตนมาให้เขาในทันที แค่เห็นหน้าพวกนี้เขาก็รู้ไปถึงลำไส้ใหญ่ของพวกมันแล้วว่าคิดการอันใดอยู่...หึหึ....
ส่วนสามบุรุษสกุลเยว่ได้ยินดังนั้นก็พากันยิ้มมุมปากด้วยความพอใจกับความเด็ดเดี่ยวและจริงใจของชินอ๋องที่มีต่อสาวน้อยหนึ่งเดียวของตระกูล
"ได้!...ข้าอนุญาติ...แล้วเจ้าทั้งสามหล่ะ" ขืนข้าไม่ทำตามคำขอของเจ้ามีหวังวังข้าคงได้หายไปอีกครั้งเป็นแน่!
หยางฮ่องเต้ได้แต่คิดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้นสิบกว่าปีก่อนที่เขาไม่ยอมออกราชโองการให้หลงเทียนเลือกคู่และมีชายาเพียงหนึ่งเดียวได้ เจ้านั้นเล่นให้มังกรเฮ่ยหลงเผาตำหนักเขาทันที
ทั้งๆที่ตอนนั้นยังเยาว์วัยอยู่ด้วยซ้ำไป ถ้าเขาไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันกับเจ้านี่คงฆ่าเขาไปแล้วและที่อายุห่างกันขนาดนี้เพราะหลงเทียนเป็นลูกหลงก็ว่าได้ เขาจึงยอมตกลงและหันไปถามสามคนที่เหลือ ส่วนเหล่าขุนนางต่างก็คิดว่าใครกันที่ชินอ๋องหมายปอง
"พวกข้าทั้งสามมีคำขอที่เหมือนกันคือ พวกข้าทั้งสามขอลาออกจากตำแหน่งพะยะค่ะ"พร้อมด้วยทั้งสามลงมาคุกเข่าแล้วหยิบป้ายประจำตำแหน่งมาวางด้านหน้าเพื่อพร้อมส่งคืนตำแหน่ง ทุกคนที่ได้ยินต่างพากกันตื่นตระหนกไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้จะมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่ยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ
"ทำไม....ฉางอี้....ทำไม เจ้าจะทิ้งข้ารึ ไหนเจ้าสัญญาว่าจะอยู่เป็นแม่ทัพให้ข้าจนกว่าข้าจะสละบัลลังก์นี้อย่างไรเล่าเจ้าจะผิดคำสัตย์รึ?...."หยางฮ่องเต้ถามด้วยความน้อยใจ ที่แม่ทัพคู่บัลลังก์จะทิ้งตนไปอีกทั้งตอนนี้เรื่องกบฎก็ยังไม่ได้จัดการและคนๆนี้เป็นทั้งแม่ทัพคู่บัลลังก์เป็นทั้งเพื่อนและถือว่าเป็นครอบครัวของเขาแต่ตอนนี้จะมาทิ้งเขางั้นรึ
"เพราะพวกข้าได้ให้สัญญากับคนๆนึงไว้ว่าถ้าผ่านศึกสงครามครั้งนี้ไปได้ด้วยดีพวกข้าจะลาออกจากตำแหน่ง แต่เขาสัญญาว่าจะดูแลและช่วยเหลือท่านเองเรื่องนี้ชินอ๋องก็รับรู้และเขาสามารถรับรองได้ว่าคนๆนั้นเชื่อใจได้พะยะค่ะ และรับรองได้ว่าเพียงแค่มีคนๆนี้แค่เพียงคนเดียวต่อให้มีคนยกทัพมาอีกเขาก็จะจัดการให้ท่านได้พะยะค่ะ"ฉางอี้กล่าวตามที่บุตรีได้บอกไว้
"ได้....ถ้านั่นเป็นความต้องการของพวกเจ้า"หยางฮ่องเต้ไม่ได้กล่าวอันใดอีกต่อไปและได้สั่งแยกย้ายทันที
ตอนนี้ข่าวการลาออกของสามบุรุษสกุลเยว่ต่างเป็นที่กล่าวกันอย่างหนาหู ส่วนทหารในสังกัดได้ให้ชินอ๋องเป็นผู้ดูแลแทน ชินอ๋องจึงได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่มาแทน
ในห้องทรงอักษร
หยางฮ่องเต้ตอนนี้ได้แต่นั่งหน้าเครียดคิดเรื่องต่างๆทั้งเรื่องกบฎ เรื่องฎีกาที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาแล้วก็อีกหลายๆเรื่องที่ตอนนี้เข้ามารุมเร้าอย่างหนักจนทำให้เขาแทบคิดอันใดไม่ออก ไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร แล้วไหนจะคนที่ฉางอี้บอกไว้อีก เขาเป็นใครกันถึงสามารถทำให้ฉางอี้ยอมทำตามถึงเพียงนั้นง่าย แต่ความคิดทุกอย่างก็ต้องหยุดลงเพราะจู่ก็มีเงาคนวูปไหวไปมาและมาปรากฏตรงหน้าของเขาโดยที่องครักษ์ของเขาและตัวเขาไม่รู้ตัวหรือจับสัมผัสได้เลยด้วยซ้ำ!
"ท่านกำลังคิดถึงข้าอยู่รึเพคะฝ่าบาท...."
".....!!!!!!!"