บทที่ 21
อันธพาล
“ ดูเหมือนว่าจะยังไม่เปิดนะ ” ลู่เฟิ่งในสภาพขอทานน้อยมองหอสุราที่อยู่ด้านหน้า
สิ่งที่อยู่ด้านหน้าของลู่เฟิ่งในยามนี้ คือหอสุราสูงตระหง่านมีความสูงถึง 7 ชั้น ตั้งเด่นอยู่ภายในเมืองไป๋จี้ สถานที่แห่งนี้คือที่ที่มีผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้ามามากที่สุดในยามราตรี
มันเป็หอสุราเื่ชื่อภายในเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็สุราหรือหญิงงามล้วนเลื่องชื่อ ดึงดูดผู้คนมากมายจากทั่วทุกสารทิศให้มาเที่ยวสำราญในยามราตรี
ลู่เฟิ่งมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะว่าตนเอง้าที่จะมาพบใครบางคน ทว่าดูเหมือนว่าเขาจะมาเร็วไปสักหน่อย
ในตอนนี้เป็่ยามบ่ายหอสุราเองก็ยังไม่เปิด “ เฮ้อ… ”
“ หอสุรายังไม่เปิดแล้วข้าจะทำอย่างไรเนี่ย”
ลู่เฟิ่งที่ยืนอยู่ด้านหน้าของสุราเสียงท้องของเขาร้องคำรามขึ้น เมื่อได้ยินเสียงท้องของตนร้องคำรามออกมา
ลู่เฟิ่งยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก“ ดูเหมือนว่ามีบางอย่างที่ต้องทำก่อนสินะ ”
“ ตอนแรกว่าจะมากินอาหารที่หอสุราแห่งนี้สักหน่อย”
“ แต่ดูเหมือนว่าต้องไปหาอะไรกินซะก่อนแล้ว เดินทางมาั้แ่ในตอนเช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย ” ลู่เฟิ่งมองหาร้านอาหารภายในเมือง
ก่อนที่จะไปนั่งกินอาหารภายในร้านอาหารแห่งนั้น อาหารหลายสิบจานถูกยกมาเสิร์ฟ ลู่เฟิ่งกินอาหารพวกนั้นด้วยท่าทางตรรกะมูมมาม
“ อร่อย..อร่อยจริงๆ ”
“ หลังจากกินพวกเนื้อสัตว์ภายในป่ามาเป็เวลานาน”
“ อาหารที่มีรสชาติแบบนี้ช่างน่าคิดถึงจริงๆ ” ลู่เฟิ่งแทบหลั่งน้ำตาออกมา เด็กหนุ่มกินอาหารพวกนั้นด้วยท่าทางเปี่ยมล้นความสุข
ภายในหุบเขาอสูรสายหมอกลู่เฟิ่งแทบจะไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากเนื้อสัตว์ย่าง แถมยังเป็การย่างอย่างเรียบง่ายไม่มีเครื่องปรุงอะไรแม้แต่น้อย
มันเลยทำให้เขานั้นกินอาหารรสเช่นนั้นมาเป็เวลาเกือบ 2 เดือน เมื่อได้กลับมากินอาหารภายในร้านอาหารเช่นนี้
มันจึงกลายเป็ความรู้สึกที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข มันสุขจนลู่เฟิ่งแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาในตอนนี้
ในขณะที่กินอาหารพวกนั้นด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ลู่เฟิ่งสั่งพวกมันออกมาเรื่อยๆ โชคดีว่ามีเงินติดตัวมาบ้างหลังจากที่ออกมาจากตำหนักบ่มเพาะ
มันเป็เงินที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เป็เวลา 2 เดือน ใน่เวลาประมาณเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมาลู่เฟิ่งแต่เก็บตัวอยู่ภายในป่า เลยไม่ได้ใช้เงินพวกนั้น
ตอนนี้สามารถใช้เงินพวกนั้นในการสั่งอาหารได้เป็จำนวนมาก และเหลือเงินอีกจำนวนมากในการใช้อีกสักพัก
ในขณะที่ลู่เฟิ่งกำลังนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย จานที่ถูกยกมาเสิร์ฟให้มันก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
จนตอนนี้จานพวกนั้นมันมีขนาดสูงเท่าใบหน้าของลู่เฟิ่งไปแล้ว ลู่เฟิ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะอิ่ม
แต่ในขณะนั้นเองมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากบริเวณด้านหน้า “ เ้าใช่หรือไม่เ้าขอทาน.. ”
ลู่เฟิ่งที่กำลังท่วมหน้าก้มตากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเงยหน้าของตนขึ้นมา เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็พบเห็นชายร่างกายสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหน้า
มันเป็บุรุษที่มีร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม อายุของมันเองก็น่าจะราวๆสักประมาณ 40 ปีถึงจะได้
ลู่เฟิ่งไม่เคยพบเจอคนผู้นี้มาก่อน แววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความสงสัย ใน่ที่ตาต่อมาความสงสัยนั้นก็กระจ่างหายไป
เมื่อดวงตาเหลือบไปเห็นคนที่ตนเคยพบอยู่บริเวณกลางตลาด ชายผู้นั้นยืนอยู่บริเวณด้านหลังคนผู้นี้
ลู่เฟิ่งจึงรู้ได้ในทันทีว่าพวกมันน่าจะเป็พวกเดียวกัน การที่เข้ามาทักทายเขาก็แสดงว่ามันคงอยากจะเอาคืนเกี่ยวกับเรื่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ลู่เฟิ่งไม่แสดงท่าทางร้อนรนออกมา มือของเขาก็ยังคงตักอาหารเข้าปาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเรียบเฉย
ไม่มีท่าทางความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย ลู่เฟิ่งประเมินระดับพลังของผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าของตนเองเรียบร้อยแล้ว “ …”
‘ ก่อพลังขั้นที่ 8 ’
คนผู้นี้มีระดับสูงขึ้นมาสักหน่อยแต่มันก็ไม่ได้สูงขนาดที่จะให้เขานั้นแกยังกลัว ดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่ได้มาเพียงแค่สองคน
ด้านหลังมียอดฝีมือระดับก่อพลังอีกหลายคนยืนอยู่ ชายผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดดูเหมือนว่าจะเป็หัวหน้าของพวกมัน
คนคู่นั้นขมวดคิ้วจ้องมองมาที่ขอทานน้อยที่กำลังตักอาหารกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ชายผู้นี้พูดขึ้นด้วยใบหน้าเดือดดาล
มันมองเห็นท่าทางของลู่เฟิ่งไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย ไม่แปลกที่คนพูดนี้จะแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวออก
จนสุดท้ายมันเองก็เหลืออดใช้ฝ่ามือของตนเองทุบลงไปที่โต๊ะอาหารของลู่เฟิ่ง “ บัดซบ!!! ”
“ ปั้ง!!! ” ฝ่ามือของมันฟาดเพียงครั้งเดียวโต๊ะที่ลู่เฟิ่งกำลังกินอาหารอยู่ก็หักเป็สองส่วน
ผู้คนภายในร้านอาหารพากันตื่นตระหนกใ ลู่เฟิ่งที่นั่งอยู่เคี้ยวอาหารพร้อมเหลือบสายตามองมัน ลู่เฟิ่งกลืนอาหารคำสุดท้ายลงไป
“ ตอนแรกตัวของเข้าว่าจะปล่อยไป ”
“ แต่ว่าอาหารพวกนี้ข้ากำลังกินพวกมันยังมีความสุขแท้ๆ… ” ลู่เฟิ่งแสดงบรรยากาศรอบร่างกายที่เปลี่ยนไป
ทันใดนั้นพริบตาเดียว ลู่เฟิ่งหยิบกระบี่ของตนเองที่ยังไม่ดึงออกจากฝักขึ้นมา กระบี่ถูกเหวี่ยงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ฝักกระบี่ที่ห่อหุ้มตัวกระบี่อยู่ฟาดเข้าไปที่ใบหน้าของชายผู้นั้นอย่างเต็มแรง “ ผัวะ!!! ” แรงของการฟาดกระบี่รุนแรงขณะที่ทำให้คนผู้นั้นกระ
“ หัวหน้า!!! ” พวกที่อยู่ด้านหลังะโขึ้นด้วยใบหน้าตื่นตระหนก พวกมันเห็นว่าหัวหน้าของมันกระเด็นไปไกลหลาเมตร
แต่ทันทีที่พวกมันคิดจะตอบโต้ มันหันไปก็ไม่เห็นร่างกายของขอทานน้อยผู้นั้นอยู่ด้านหน้าของพวกมันอีกแล้ว
ลู่เฟิ่งพุ่งทะยานไปด้านหลังในขณะเดียวกันเท้าของเขาก็ยกสูงขึ้นพร้อมกับกระทืบลงไปที่ใบหน้าของหัวหน้าของกลุ่มคนพวกนี้ “ ตูม!!! ”
“ อ๊าก!! ” ผู้ฝึกตนระดับก่อพลังขั้นที่ 8 กระอักเืนอนสลบอยู่ที่พื้น
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความแตกต่างของพลัง ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในระดับขั้นก่อพลังขั้นที่ 8 ซึ่งมันไม่ได้ห่างกับขั้นสร้างพลังขั้นที่ 4 ของลู่เฟิ่ง
แต่ว่าเมื่อยิ่งระดับนั้นสูงขึ้นความแตกต่างของระดับขั้นแต่ละขอบเขตก็จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะแบบนั้นทำให้คนพวกนี้ไม่สามารถโต้ตอบได้แม้แต่เพียงนิดเดียว
ในขณะเดียวกันพวกที่ยังเหลืออยู่ พวกมันก็ไม่สามารถขยับร่างกายของตนเองได้ ััได้ถึงความแตกต่างของพลังอย่างชัดเจน
การเคลื่อนไหวที่พวกมันไม่เห็นแม้แต่เงา พวกมันรู้ได้ในทันทีถ้าเผชิญหน้ากับขอทานน้อยผู้นี้พวกมันต้องโดนสังหารอย่างแน่นอน
กลุ่มคนพวกนี้ร่างกายกำลังสั่นด้วยความหวาดกลัว สั่นกลัวเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าของพวกมันเท่านั้น
ลู่เฟิ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ เฮ้อ… ”
“ หมดอารมณ์จะกินแล้ว ”
“ หาที่นอนรอเวลาดีกว่า ” ลู่เฟิ่งจ่ายค่าอาหารแล้วก็เดินออกไปราวกับไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้น
เขาไปหาที่งีบหลับภายในเมืองแห่งนี้เพื่อรอเวลาหอสุราเปิด หลังจากนั้น่เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วยาม
ทองนภา้าเริ่มค่อยๆมืดมิดหอสุราของเมืองไป๋จี้ก็เปิดรับแขก
จบบท