เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเอกที่ก้าวเดินเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นสองค่อยๆ แผ่วเบาและเงียบหายไปในความมืด ชาญยังคงนอนเบิกตากว้างเกร็งตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา หัวใจเต้นรัวแรงจนเจ็บอกสะท้านทรวง สองหูคอยฟลัดสดับฟังเสียงความเคลื่อนไหวจากห้องนอนใหญ่ด้านบน แต่ทว่ามีเพียงเสียงสายฝนภายนอกรั้วบ้านที่ยังคงเทกระหน่ำไม่ขาดสายปะปนเสียงลมพายุ ชาญนอนจมอยู่กับความวิตกกังวลระแวงขวัญหนีดีฝ่อตลอดทั้งคืนจนไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่เสี้ยวนาทีเดียว ร่างกายปวดร้าวขัดยอกระบมกระดูกไปหมด ความเครียดบีบคั้นประสาทหูบดบังความรู้สึกสุขสมจากบทรักบนโซฟาทำงานจนเหลือเพียงความหวาดผวา
รุ่งเช้าวันใหม่คืบคลานเข้ามาพร้อมกับเมฆฝนสีเทาทึบที่ลอยต่ำแผ่ปกคลุมท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านจัดสรร แสงแดดอ่อนๆ หลังพายุสงบส่องลอดช่องม่านสลัวสาดกระทบแผ่นกระเบื้องปูพื้นโถงบ้านเดี่ยวป้ายแดง ชาญพยุงร่างกายชราที่เหนื่อยล้าสะสมอ่อนเพลียก้าวเดินออกจากห้องนอนแขกชั้นล่าง พลันพบเอกและสะใภ้แก้มกำลังร่วมโต๊ะอาหารมื้อเช้ากันอยู่ก่อนแล้ว บรรยากาศเงียบงันปะปนสงครามเย็นอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นหอมอุ่นของกาแฟดำโชยอวลตัดกับกลิ่นอายความเย็นเยือกปานห้องแช่แข็ง
เอกแต่งกายเรียบร้อยในชุดทำงานเสื้อโปโลสีขาวและกางเกงสแล็คหนา ชายหนุ่มนั่งจิบกาแฟดำก้มหน้าเช็กหน้าจอมือถือสลับกับมองสมุดจดเล่มดำ ส่วนแก้มมีสีหน้าขาวซีดเซียวขอบตาแดงช้ำอย่างเห็นได้ชัด หล่อนตักข้าวต้มใส่ปากอย่างช้าๆ ไร้ความรู้สึกนับวันรอหายนะ มือบางสั่นระริกยามประคองถ้วยข้าวต้มจนช้อนส้อมขูดแผ่นกระเบื้องดัง แกรก... แกรก... ชาญฝืนก้าวเดินกึ่งก้าวเดินเข้าไปร่วมโต๊ะเจรจาพยายามปรับเสียงให้อยู่ในโทนธรรมดาที่สุดเพื่อหลบเลี่ยงรอยร้าวพิรุธ
"อ้าว... เอก กลับมาตั้งแต่เมื่อคืนกลางดึกเลยเรอะลูก? พ่อได้ยินเสียงรถแว่วๆ ตอนช่วงพายุฝนตกหนัก" ชาญเค่นปากเอ่ยปากทักทายกลบเกลื่อนรอยร้าว
เอกเงยใบหน้านิ่งสงบไร้ริ้วรอยความอบอุ่นขึ้นมามองพ่อ แววตาดำขลับเรียวคมกริบของวิศวกรโยธาคุมไซต์นิ่งสงบเงียบงันประหนึ่งแผ่นปูนคอนกรีตสำเร็จรูป
"ครับพ่อ พอดีไซต์งานเทตอม่อปูนสระบุรีมีปัญหาพายุเข้าถล่มหนักมาก น้ำล้นปูนซีเมนต์เหลวไม่ยอมเซ็ตตัว ทางหัวหน้าโครงการเลยสั่งระงับงานเทคอนกรีตชั่วคราว ผมเลยตัดสินใจขับรถกระบะแล่นกลับมาเฝ้าดูแลบ้านดีกว่าครับ" เอกตอบน้ำเสียงราบเรียบ เนิบช้า ก่อนจะวางแก้วกาแฟลงบนจานรองเสียงดัง แกร๊ก... "เมื่อคืนตอนผมเดินก้าวเข้ามาในบ้าน ผมเห็นระบบไฟหน้าโถงนั่งเล่นปิดเงียบหมด... พ่อกับแก้มหลับสบายดีไหมครับ?"
"เออ... ก็หลับสนิทดีแหละลูก ฝนตกหนักอากาศเย็นสบายดี" ชาญแก้ต่างโกหกปั้นเรื่องพัลวัน
"เหรอครับ... แต่แปลกจังนะครับ" เอกเอ่ยขึ้นพลางปัดนิ้วเกลี่ยปากแก้วกาแฟ สายตาตวัดจ้องเขม็งเพ่งพิจารณาตรงไปที่โซฟาหนังแท้สีดำเข้มในห้องทำงานชั้นล่างที่อยู่ไม่ห่างนัก ชายหนุ่มขยับลุกขึ้นก้าวเดินเนิบนาบไปหยุดยืนหน้าโซฟา ก้มมองผิวหนังแท้สีดำที่เปรอะเปื้อนรอยยับย่นและเศษปอยผมยาวสลวยสีดำที่ติดค้างอยู่ขอบเบาะ "ตอนผมเดินผ่านห้องทำงานชั้นล่างเพื่อขึ้นไปนอน ผมสังเกตเห็นว่าโซฟาหนังตัวใหญ่มีรอยยับย่นผิดปรกติ แถมหมอนอิงประดับโซฟาก่วางกระจัดกระจายไม่เข้าที่เดิม... เหมือนกับเพิ่งมีใครมาขยับใช้สอยนอนเล่นในห้องทำงานกลางดึกเลยครับ ทั้งที่พ่อกับแก้มเคยบอกผมว่าไม่เคยเข้ามาใช้งานห้องนี้เลย"
คำเปรียบเปรยลองเชิงทางจิตวิทยาของเอก ดุจคมเลื่อยเหล็กกรีดลึกตัดปอดชู้รักชราจนเสียววาบสะท้านทรวง ชาญเบิกตาค้างพยายามซ่อนฝ่ามือสั่นระริกเกร็งเอามือขวาลูบขอบแหวนหยกกบเกลื่อนรอยพิรุธ ส่วนแก้มตื่นช็อกสุดขีดสะดุ้งตัวลนลานจนช้อนส้อมในมือเกือบหลุดหล่น หล่อนรีบยกมือลูบปกปิดรอยแดงสลัวที่ซอกคอขาวเนียน ชาญรีบพ่นคำแก้ต่างพัลวันกลัวชะตากรรมพังพินาศคามือลูกชาย
"อ๋อ... เรื่องนั้นเองเรอะเอก พอดีเมื่อคืนตอนช่วงสี่ทุ่มพายุมันพัดกระโชกแรงมากจนหน้าต่างกระจกห้องทำงานมันสะบัดเสียงดังลั่น พ่อเกรงว่าฝนจะสาดท่วมเอกสารปูนของลูก เลยก้าวเดินเข้ามาช่วยเลื่อนปิดกระจกและจัดแจงหมอนอิงกันฝนสาดน่ะ ส่วนรอยยับย่นบนโซฟา พ่อแก่ตัวแล้วหลังขดยอกขัดยอกเลยล้มตัวลงนอนเอนหลังพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่งก่อนกลับไปนอนห้องแขกน่ะลูก"
น้ำคำแก้ต่างชี้แจงรวดเร็วกลบเกลื่อนรอยรั่ว เอกนิ่งสงบเงียบงันรับฟังคำชี้แจง แววตาสีเข้มเปล่งประกายสีเข้มความระแวงแคลงใจสบสายตาจ้องตรงมายังพ่อชาญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มเย็นธรรมชาติเยือกเย็นยะเยียบส่งมอบกลับคืนมา
"อย่างนั้นหรือครับพ่อ... ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยดูแลความเรียบร้อยของห้องทำงานผม" เอกกล่าวจบก็ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม แล้วหันไปเช็กเอกสารในกระเป๋าเตรียมตัวออกไปไซต์งานชานเมืองกรุงเทพฯ ในช่วงสาย ทิ้งความตึงเครียดสะสมไว้ในบ้านป้ายแดงตามปกติ
ช่วงเวลาบ่ายคล้อย หลังจากที่เอกขับรถกระบะแล่นออกไปทำงานข้างนอก ชาญก้าวเดินเลี่ยงเงาเดินเข้ามาในห้องโถงนั่งเล่นเพื่อกวาดฝุ่นปูนละเอียด พลันสายตาก็สะดุ้งนิ่งงันมองไปที่โต๊ะอาหารไม้สักสีสลัว... บนโต๊ะมีสมุดบันทึกเล่มเล็กสีดำมืดของเอกวางลืมทิ้งไว้เฉียดฉิวประจวบเหมาะ ชาญหัวใจเต้นกระตุกกระชั้นแรง ตัวสั่นสะท้านเกร็งด้วยความต้องการรู้ความจริงและตื่นกลัวขีดสุด ชาญกวาดสายตามองรอบบ้านเดี่ยวจนแน่ใจว่าแก้มกบดตัวนอนอยู่ชั้นสองและไม่มีใครจับจ้อง ชาญเดินตรงเข้าหาโต๊ะอาหารช้าๆ ฝีเท้าแผ่วเบาราวกับวิญญาณสปาย
ชาญยื่นมือชราหนาใหญ่ที่สวมแหวนหยกนิ้วก้อยซ้ายสั่นระริก รีบกวัดแกว่งพับเปิดหน้ากระดาษสมุดบันทึกเล่มดำเล็กของลูกชายไล่ตามประวัติเวลาบันทึกอย่างรวดเร็วพัลวัน ดุจคนบาปลักขโมยดูสลักชะตาชี้ตายตนเอง เนื้อกระดาษกราฟสีครีมหยาบๆ สัมผัสปลายนิ้วหนาปูน
จนกระทั่งชาญกวาดสายตามาถึงบันทึกหน้าล่าสุดที่เขียนด้วยปากกาสีดำระบุเวลาช่วงตีสามของเมื่อคืน ชาญก็ตัวแข็งทื่อเย็นยะเยียบปานโดนเทคอนกรีตทับถมคาหน้าอก หัวใจช็อกสะดุดร่วงหล่นลงก้นเหวปูดโปนผวาขวัญหนีดีฝ่อสุดชีวิต! เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงจนต้องลอบเอื้อมมือพยุงค้ำขอบโต๊ะไม้สักแน่นหนาเพื่อไม่ให้ทรุดล้มลงกับพื้นปูน
ข้อความในหน้ากระดาษระบุข้อความสั้นๆ แต่เฉียบกริบชี้เป้าแดงโร่ระบุประวัติเหตุการณ์ไว้ชัดเจนเหนียวแน่น:
*"การทดสอบที่ 3: แสร้งทำเป็นแจ้งเดินทางไปคุมไซต์สระบุรีค้างคืน เพื่อดูพฤติกรรมในบ้านยามวิกาล*
*ผลการตรวจสอบ:*
*- เวลา 01.30 น. พบเงาสลัวร่างหญิงสาวเดินเล็ดลอดลงมาจากชั้นสอง*
*- เวลา 01.45 น. พบเงาร่างสลัวสองร่างประคองกอดแนบชิดกันบนโซฟาหนังห้องทำงานชั้นล่าง*
*- ได้ยินเสียงเนื้อหนังสัมผัสเปียกแฉะและเสียงครางแผ่วเบาลอดผ่านช่องกระจกห้องทำงาน*
*สรุปผลการประเมิน: ยืนยันพฤติกรรมชู้ชั่วชู้สาวต้องห้ามสะใภ้พ่อผัวอย่างเหนียวแน่นคาหนังคาเขา รอขั้นตอนรวบรวมหลักฐานชิ้นสุดท้ายและสลักชนวนเวลาแฉล้างแค้นพังพินาศครอบครัว"*
คำบันทึกตัดสินคดีคนบาปชู้ชั่วของเอก ดุจฟ้าผ่าเปรี้ยงผ่าลงกลางกบาลชราของชาญจนหูอื้อวิงเวียนสมองปั่นเกร็งลนลานผวาขวัญหนีดีฝ่อแทบสิ้นลมหายใจคาสมุดบันทึก! ความลับบาปรักชู้ซ้อนที่แอบแฝงซ่อนกบดตัวมาเนิ่นนาน บัดนี้มันแดงโร่คาหลักฐานการเฝ้าจับตาของลูกชายตนเองอย่างสมบูรณ์แบบโดยสลัดหนีไม่พ้น
ขณะที่ชาญกำลังยืนสั่นระริกปานจะจับไข้จ้องมองสมุดบันทึกสีดำในมือ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นด้านหลัง แก้มเดินก้าวเดินลงมาจากชั้นสองอย่างเงียบเชียบ หล่อนเห็นสีหน้าขาวซีดเซียวปานกระดาษปูนของชาญก็รีบก้าวเท้าเข้ามาหาด้วยความตระหนกกลัว
"พ่อคะ... เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? ทำไมพ่อทำหน้าแบบนั้น..." แก้มเอ่ยถามเสียงกระซิบกระซาบ
ชาญยื่นสมุดบันทึกเล่มเล็กสีดำมืดส่งให้หล่อนด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา แก้มเอื้อมหยิบมันไปกวาดสายตาอ่านข้อความบันทึกหน้าล่าสุด ทันทีที่หล่อนอ่านข้อความเกี่ยวกับ "การทดสอบที่ 3" และ "เสียงเนื้อหนังสัมผัสเปียกแฉะบนโซฟาทำงาน" จบลง ดวงตาสวยหวานของสะใภ้ก็เบิกโพลงค้างด้วยความตื่นช็อกสุดขีด ร่างกายบางนุ่มนิ่มสั่นเทาจนก้าวขาไม่ออก หล่อนทรุดฮวบโผเข้าหาอ้อมกอดอุ่นของชาญ สะอื้นไห้ร้องไห้แบบไร้เสียงด้วยความหวาดวิตกขวัญเสียถึงขีดสุด
"พ่อ... พ่อคะ... เอกรู้... เอกรู้ความจริงหมดแล้วจริงๆ ด้วยค่ะ! ฮือ... เขาแกล้งไมู่บ้านเพื่อลองใจเรา... เขาจดบันทึกไว้หมดเลย... เราจะทำอย่างไรดีคะพ่อ? ครอบครัวเราพังพินาศสลายหมดรูปแน่ๆ..." แก้มร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวโยนแนบอกชรา
ชาญพยายามรวบรวมกวาดสติที่เตลิดเปิดเปิง ลูบไหล่กว้างกอดประคองสะใภ้รักไว้แน่นเพื่อระงับอารมณ์บ้าคลั่งในอกชรา "แก้ม... ตั้งสติก่อนลูก! ตอนนี้เอกมันยังไม่อยู่บ้าน รีบเอาสมุดบันทึกเล่มดำนี้วางวางคืนตำแหน่งเดิมบนโต๊ะอาหารด่วนที่สุด! อย่าให้มันจับได้ว่าเรามาแอบเปิดอ่านเด็ดขาด!"
แก้มพยักหน้าสั่นระรัวลนลานเอาสมุดเล่มดำวางคืนตำแหน่งเดิมตรงเป๊ะ ชาญจูงมือหล่อนก้าวเท้าเลี่ยงหนีเข้ามานั่งหลบมุมอยู่ในครัวหลังบ้าน ทั้งสองนั่งสบประสาทสายตากันในความเงียบงันอึดอัดเย็นยะเยียบ ความสุขสิวาสเร่าร้อนบนโซฟาทำงานเมื่อคืนมลายหายวับไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความตระหนักกลัวและความหวาดผวาต่ออนาคตที่จะถูกลูกชายตนเองแฉแฉล้างแค้นคดีชู้ทรยศ ชาญจ้องมองประตูรั้วบ้านไฟฟ้าด้วยความรู้สึกปอดเกร็งลุ้นระทึกปานนั่งอยู่บนแท่นประหารชีวิต รอเวลาคอยให้พญามัจจุราชเอกเปิดประตูกลับเข้ามาปิดฉาก ลุ้นระทึกปอดสั่นระรัวปานระเบิดแตกร้าวสะท้านทรมานแสนสาหัสข้ามคืนจริงๆ!