หยางเฉินเองเมื่อมองไปยังร่างไร้วิญญาณของหวู่หมิงฉียังคิ้วกระตุก
ตอนลูุคัสให้สัญญาณว่าจะยกอีกฝ่ายให้ตนจัดการด้วยศักดิ์ศรีของผู้ฝึกตน เขาก็เตรียมพร้อมที่จะเอาชีวิตเข้าแลกอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดเลยว่าสหายจะมาไม้นี้
ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ"ก็สมกับเป็นเขาละนะ"
เมื่อกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าหัวหน้าทั้งสามของตนสิ้นท่าก็พากันหนีเอาตัวรอด
ลูคัสเคลื่อนร่างตรงดิ่งคว้าคอทหารมาสองนาย
"ตอบมาที่นี่ที่ไหน แล้วจะเดินทางกลับไปที่ลานชุมนุมได้อย่างไร" ชายหนุ่มมองคนทั้งสองสลับไปมาเพื่อจับพิรุธ
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดอภัยด้วยพวกเราเองก็ไม่ทราบ" หนึ่งในทหารพูดขึ้น
"งั้นก็ตายเสียเถอะ..." ชายในชุดแดงข่มขู่
"ข้าไม่ทราบจริงๆ นายท่าน ไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย"ทั้งสองถึงกับคุกเข่าอ้อนวอนร้องไห้น้ำตาแตก
สักพักเสียงทั้งสองก็เงียบไปด้วยฝีมือของหยางเฉิน
ลูคัสเองก็ไม่ได้ค้านอะไรเพราะประสบการณ์ทั้งหลายหล่อหลอมให้เขาเข้าใจโลกนี้อย่างถ่องแท้ว่าการใจอ่อนเป็นหนทางแห่งหายนะ
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงบริเวณน้ำตก
หยางเฉินอึนจู ซุนเจียว ยุนจี และลูคัส ก็มาล้อมวงปรึกษากัน
"ข้าคิดว่าไม่ใช่พวกเรากลุ่มเดียวที่ถูกส่งตัวมาที่นี่"ซุนเจียวกล่าวขึ้น
"ท่านปู่ข้าเคยกล่าวไว้ว่าในดินแดนใกล้เคียงเพียงทวีปหยางอันที่มีหิมะปกคลุม"หยางเฉินเสนอขึ้น
"ข้าก็เคยได้ยินว่าแคว้นหมอกในทวีปฉางอันมีดินแดนที่หนาวเย็นอยู่"ยุนจีเสริม
จากนั้นทุกคนก็แสดงความคิดเห็นออกมาต่างๆนานาพร้อมยกเหตุผลประกอบ
"ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราจะกลับไปอย่างไรต่างหาก" ลูคัสเองก็ออกความเห็นเช่นกัน
"ขอเสนอให้กลับไปที่ศิลาม่วงนั้น" อึนจูที่นิ่งอยู่สรุป
ข้อเสนอนี้ทำให้ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยบางทีการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอาจจะเป็นสิ่งที่สมควรทำที่สุดตอนนี้
คนทั้งห้ากลับมาถึงก็ซุ่มตัวอยู่สักระยะเพื่อรอดูว่าจะมีศัตรูโผล่มาหรือไม่หากหลังเห็นว่าปกติดีพวกเขาจึงเข้าไปสำรวจศิลาม่วงอย่างใคร่รู้
"มันใช้งานอย่างไรหนอ" ยุนจีที่ก้มๆเงยๆเอ่ยอย่างหมดหนทาง
ทุกคนพยายามส่งพลังปราณเข้าไปแต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นพวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเฝ้ารออยู่แบบนี้หนึ่งวันแล้วค่อยหาหนทางกันต่อ
ในช่วงเวลากลางคืนลูคัสก็มานั่งทบทวนเหตุการณ์ต่างๆเรื่องที่รุ่นเยาว์ของราชวงศ์ถูกโจมตีจากคนของฝ่ายเสนาซ้ายก็ดูเข้าเค้าอยู่เพราะต้องฝ่ายคานอำนาจกันมาเนิ่นนานส่วนเรื่องที่โม่ฉีอยากจับตัวเขาไปมอบให้บิดาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันเพราะเมื่อทุกคนได้ทราบว่าตนมีเนตรสยบปราณในครอบครองล้วนต้องเกิดความโลภเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
เขาจึงสรุปแบบเผินๆเอาเองว่าเรื่องการโจมตีน่าจะเป็นแผนที่วางไว้แต่แรก ส่วนเรื่องการจับตัวน่าจะเป็นผลพลอยได้เสียมากกว่า
หลังจากคนทั้งห้าก็กลับมาก็รุ่นเยาว์บางส่วนที่มาสมทบด้วย
ผ่านไปหลายชั่วโมง
"องค์หญิงศิลาม่วงมีปฏิกิริยาแปลกๆ ขอรับ"หนึ่งในรุ่นเยาว์ตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น
เมื่อทุกสายตาจ้องมองไปที่ศิลาก็พบว่ามันกำลังสาดประกายแสงวูบวาบออกมาเป็นระยะ
ลูคัสยืนขึ้นเหมือนนึกอะไรออก"ทุกคนไปยืนใกล้ๆศิลาก้อนนั้นเร็วเข้า"
ไม่นานกลุ่มคนเกือบเจ็บสิบก็ไปยืนกระจุกตัวกันหน้าศิลาม่วง
"ไม่เห็นมีอะไรเลย" ยุนจีกล่าวด้วยความงุนงง
ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่นั้นศิลาก็สาดแสงเข้าสู่ร่างของคนทั้งหมด
ไม่กี่อึดใจสายตาทุกคนลืมขึ้นก็พบว่าท้องฟ้าตอนนี้มืดสนิท
กลุ่มลูคัสถูกส่งตัวมาบริเวณหลังภูเขาไม่ไกลจากตำหนักหิมะใกล้ตัวพวกเขามีศิลาม่วงคล้ายกับที่เขาพบเป็นยอดเขาหิมะไม่ผิดเพี้ยน
“หรือมันจะเป็นอุปกรณ์ไว้ข้ามมิติจริงๆ”ชายหนุ่มคิดในใจ
เหล่ารุ่นเยาว์หลายคนโห่ร้องด้วยความยินดีก่อนบางคนจะรีบแยกตัวออกไปหลังจากเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง
"การกลับบ้าน"คือสิ่งที่หลายคนต้องการมากที่สุดในตอนนี้พวกเขาไม่สนใจชื่อเสียงหรืองานชุมนุมใดๆอีกแล้ว
"พวกเรารีบไปลานชุมนุมนักรบสวรรค์กันเถอะ" อึนจูกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสู้ดีนัก
ขณะนี้มีคนเหลืออยู่ไม่ถึงห้าสิบคนกำลังเคลื่อนตัวไปสถานที่จัดงาน
เมื่อพ้นเขตตำหนักหิมะมา สมาชิกในกลุ่มบนท้องนภาหมดหยุดเคลื่อนไหวด้วยสีหน้าตรึงเครียดเพราะจุดที่มีการชุมนุมมีแสงวูบวาบจากทักษะ ชี้ให้เห็นว่ากำลังมีการต่อสู้เกิดขึ้น
"หากอยากถอนตัวจงไปเสียตอนนี้" อึนจูที่อยู่ด้านหน้าไม่หันหลังกลับมา ทวนเงินประดับด้วยพู่แดงสีเลือดหมูถูกดึงออกมากระชับไว้เป็นสัญญาณพร้อมรบ
หลายคนในที่แห่งนี้เริ่มมองหน้ากันไปมาด้วยความลังเล
"ขอประทานอภัยองค์หญิงข้าน้อยมีครอบครัวต้องดูแล"
"ขอประทานอภัยองค์หญิงข้าน้อยมีภาระต้องสืบทอดวงศ์ตระกูล"
"ขอประทานอภัย..."
ผู้คนเกินครึ่งล้วนขอถอนตัว เรื่องอะไรพวกเขาจะต้องเอาชีวิตไปเดิมพันกับราชวงศ์ที่กำลังล่มสลายมิสู้รอฟ้าเปลี่ยนค่อยกลับมาใหม่ก็ยังไม่สาย
ลูคัสกับหยางเฉินลอยตัวอย่างสงบนิ่งไม่โดยไม่เอ่ยอะไรออกมา
“สหายเพียงมองตาก็รู้ใจ”
อึนจูในชุดขาวหันกลับมาพยักหน้าให้กับคนที่ยังอยู่ด้วยแววตาซาบซึ้ง
"พวกเราไป"
ลูคัสเองก็เหินร่างลอยตามหลังหญิงสาวไปในใจก็นึกถึงคำขอร้องและสายตาอ้อนวอนของหลงหลิน
"หากข้าหลงหลินไม่สามารถปกป้องราชวงศ์เจียงเอาไว้ได้ช่วยพาบุตรและธิดาทั้งสามของข้าออกจากทวีปแห่งนี้ด้วย"
เมื่อทุกคนมาถึงลานชุมนุมนักรบสวรรค์ที่อยู่กลางเมืองก็ต้องตกตะลึงเพราะที่แห่งนี้ไม่ต่างไปจากนรกบนดิน
สายตาลูคัสกวาดไปทั่วบริเวณทำให้พบเห็นการต่อสู้ของสองฝ่ายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
หลังจากสังเกตจากเครื่องแต่งกายและตราประจำตระกูลด้านพื้นดินเบื้องล่างฝั่งทหารเกราะเงินเป็นฝั่งของทางจักรพรรดิหลงหลินประกอบไปด้วยกำลังพลตระกูลหยางตระกูลปาร์ค ตระกูลเกร ตระกูลยุน ตระกูลวันเดอร์แลนด์
อีกทั้งเหมือนว่าตระกูลโคโนะเอะจะเข้าร่วมฝ่ายเดียวกับทางราชวงศ์แล้วด้วย
ฝั่งทหารเกราะดำเป็นฝั่งของเสนาซ้ายโม่หยินกวงประกอบไปด้วยกำลังพลตระกูลบลูมเบิร์ก ตระกูลหวู่ อีกทั้งยังมีตระกูลใหญ่น้อยต่างๆในเมืองหลวงอีกมากมาย
เบื้องล่างเหล่ารุ่นเยาว์ที่เลือกฝักฝ่ายเองก็กำลังฟาดฟันกันอยู่เช่นกัน
เมื่อประเมินกำลังรบอย่างละเอียดแล้วดูเหมือนฝั่งราชวงศ์ดูจะเสียเปรียบอยู่ไม่น้อยเพราะแม้อีกฝ่ายจะประกอบไปด้วยตระกูลใหญ่น้อยแต่ก็มีปริมาณมากกว่าคนตระกูลใหญ่รวมกันอยู่หลายเท่า
“ตั้งภาษิตที่ว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ”
กำลังทหารเกราะดำเองก็มีมากมายเหลือคณานับทำการปิดล้อมเป็นวงกลมรอบนอกถึงสองชั้นด้วยกันไม่บอกก็รู้ว่าการต่อสู้ในวันนี้ต้องเป็นคราวชี้ชะตาว่าฝ่ายใดจะเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้
ตอนนี้อึนจู เฉิน และคนอื่นๆ ต่างไปสมทบกับตระกูลของตนจนหมดสิ้นเหลือเพียงตัวลูคัสที่ยังลอยตัวอยู่เพื่อดูสถานการณ์
มุมปากของเขายกยิ้มพื้นเบื้องล่างมีกลุ่มทหารเกราะเหล็กสีเงินจำนวนเพียงร้อยคนบุกตะลุยสังหารศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ
ส่วนผู้นำกองทหารพวกนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือชายผู้มีสมญานามนักรบปฐพีแห่งทิศอุดร"ฟุส ฟรานเชสเตอร์" สหายสนิทของเขาเอง
ฟุสในเกราะสีเหล็กสีเงินพร้อมขวานยักษ์ในมืออยู่แถวหน้าสุดเป็นแกนนำตะโกนโห่ร้องและไม่ว่าชายผู้นี้จะเคลื่อนตัวไปที่ใดศัตรูตรงหน้าล้วนไม่มีใครรอดชีวิต
ขณะที่ตนกำลังเตรียมจะลงมือ เนตรพันลี้ก็มองเหนือเมฆสูงขึ้นไปมีสองร่างกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด ร่างหนึ่งเป็นชายในชุดคลุมสีทองเขาคือจักรพรรดิหลงหลินด้านหลังมีร่างทักษะอัญเชิญเทพของพระพุทธรูปยักษ์อยู่ ส่วนอีกร่างเป็นชายชุดดำที่สวมหน้ากากอินทรีปกปิดใบหน้าเอาไว้ด้านหลังมีร่างทักษะอัญเชิญเทพของสัตว์บางอย่างคลุมไปด้วยขนหนาลักษณะคล้ายเม่นที่ลูคัสไม่รู้จัก
"เพราะเจ้ากับข้ามีศัตรูคนเดียวกัน"นี่คือสิ่งที่หลงหลินเคยพูดไว้
จากที่เขาสัมผัสพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างชายสวมหน้ากากอินทรีพบว่าฝ่ายนั้นอยู่ในระดับจักรพรรดิฟ้าอย่างแน่นอนดังนั้นจากการคาดเดาหลงหลินที่สำเร็จมวยเซียนก็คงมีระดับการบ่มเบาะไม่หนีจากอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก
ขณะที่เขากำลังจะเปิดตาซ้ายสัญชาตญาณก็บอกให้เขาหยุดทำเพราะที่แห่งนี้ยังมีคนอีกมากที่ต้องการเนตรสยบปราณดวงนี้อยู่
ชายหนุ่มจึงไม่รีบร้อนก่อนจะสำรวจไปรอบๆอีกครั้งอย่างถี่ถ้วน เขาพบว่าบนท้องฟ้ามีการต่อสู้ระหว่างราชันยุทธหลายสิบคนด้วยกันและหนึ่งในนั้นคือปู่หยูกับหญิงชราที่ตนไม่รู้จัก
"ได้เวลเข้าสู่สมรภูมิแล้ว" สิ้นคำ
ร่างในชุดแดงพุ่งตัวลงไปสู่พื้นด้วยความเร็วดุจดาวหาง
ตู้มมมม!บาทาคชสารเต็มกำลังโถมเข้าใส่กลางวงของศัตรู
หลังม่านฝุ่นจางลงมีร่างแยกในชุดแดงทั้งสิบสามเผยตัวออกมาปลดปล่อยการโจมตีกระจายออกไปทั่วสารทิศ
"ฮ่าา" ลูคัสพร้อมดาบใหญ่สีดำในมือลอยตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนสะบัดออกไปเป็นวงกว้างเมื่อเพลิงสีดำกระจายตัวออกไปร่างกายของกลุ่มคนผู้โชคร้ายถูกเผาไหม้และถูกดาบมารกลืนพลังชีวิตจนหมดสิ้น
"เจ้านายฟันพวกมัน สังหารพวกมัน กลืนกินพวกมัน เอาอีกๆ" เสียงเด็กหญิงพูดเสียงดังในโสตประสาทอย่างตื่นเต้น
ฝั่งคนราชวงศ์ที่เห็นชายชุดแดงพร้อมผ้าผูกตาเป็นเอกลักษณ์ก็โห่ร้องอย่างฮึกเหิม
“ลูคัสเรน มัจจุราชสีขาว หลานชายราชันดาบ” ล้วนเป็นที่รู้จักดีในเมืองหลวงแห่งนี้
วินาทีนี้เลือดในกายของเขากำลังเดือดพล่านปู่หยูยังอยู่ สหายทุกคนกำลังเดือดร้อน เขาจึงต้องทุ่มสุดตัว ทักษะต่างๆของลูคัสล้วนถูกใช้ออกมาอย่างไม่มีเก็บกั๊ก
ดอกบัวสีขาวลอยโถมเข้าใส่กลุ่มศัตรูกลีบของมันปลิวไสวอย่างอลังการพร้อมดาบมารปลิวตามไปบั่นคอชีวิตที่ยังรอด
ขณะที่ไล่สังหารคนของอีกฝ่ายอยู่นั้นมวยแปดทิศก็ส่งสัญญาณเตือนชายหนุ่มหันหลังทันควันสวนการโจมตีกลับไปเงาดาบรูปกากบาตยักษ์พุ่งตัวเข้าปะทะกับแส้ยาวทำให้อีกฝ่ายที่มาใหม่ถอยกรูดไปหลายก้าว
"มัจจุราชสีขาวไม่ธรรมดาจริงๆ วันนี้ข้าปู้กุ่ยจะขอรับศีรษะของท่านไป"ชายชราใส่ผ้าเตี่ยวผืนเดียวเริ่มสะบัดแส้ในมืออย่างดุร้าย
ลูคัสไม่พูดพร่ำทำเพลงส่งกระบวนท่าตอบโต้กลับไปแต่ในหัวก็วิวายขบคิดอีกฝ่ายเป็นถึงเทพสงครามขั้นกลางเหตุใดจึงไม่เลือกเครื่องแต่งกายที่มันปกติกว่านี้เสียหน่อย
ยิ่งมองไปยังร่างเหี่ยวย่นที่มีผ้าผืนเดียวคาดเอวกับแส้นั่นเขายิ่งรู้สึกเสียวสันหลัง"นี่มันพวกโรคจิตชัดๆ "
"ตายยยย" อีกฝ่ายตะโกนลั่นใช้ทักษะเคลื่อนไหวออกมาจนร่างพุ่งเป็นประกายแสงในอากาศมีเสียงแส้สะบัดตัวไปมาอย่างหวาดเสียว
โฮกกก!ฝ่ามือประทับมังกรทั้งสิบสองร่างถูกใช้ออกตอนนี้ชายหนุ่มต้องการจัดการอีกฝ่ายให้ไวที่สุด
ขณะที่มังกรยักษ์พุ่งถึงตัวอีกฝ่ายก็หมุนร่างอย่างคล่องแคล่วฟาดแส้ใส่พวกมันอย่างเมามัน
ลูคัสจึงปล่อยดาบมารให้โบยบินออกไปพร้อมเหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า
“เอาไปกิน”ฝ่ามือดาวดึงส์ชุดใหญ่ถูกซัดออกมาไม่ยั้ง
แผ่นดินเบื้องล่างเกือบร้อยเมตรถูกอานุภาพของฝ่ามือถล่มจนยับเยินครั้งนี้แม้ชายชราจะป้องกันไว้ได้แต่เหล่าลิ่วล้อรอบกายก็ตกตายจนหมดสิ้น
เสียงสนั่นเกิดขึ้นลูคัสพุ่งตัวลงมาหมายเหยียบร่างชายชราด้วยบาทาคชสารทำให้อีกฝ่ายต้องฝืนรับไว้อย่างเต็มกลืน
แม้ชายชราปู้กุ่ยจะอยู่ในเทพสงครามขั้นกลางแต่ลูคัสที่อยู่ในเทพสงครามขั้นต้นก็ยังเหนือกว่าเพราะเมื่อสำเร็จมวยเซียนอานุภาพของทักษะต่างๆที่ควบคุมด้วยปราณล้วนรุนแรงขึ้นเกือบสามเท่า ทำให้จัดการอีกฝ่ายได้สบายๆ
ไม่นานดาบมารก็สร้างบาดแผลให้กับชายชราได้สำเร็จ
"จะเจ้า"แส้ในมือกระเด็นหายไปชายชรากุมข้อมือข้างขวาด้วยสีหน้าซีดเผือด
เมื่อไร้อาวุธอีกฝ่ายจึงตัดสินใจถอยเต็มกำลัง
ภาพที่เห็นชายชราในผ้าเตี่ยวกำลังเหาะหนีอย่างไม่คิดชีวิตบริเวณข้อมือมีไอสีดำลอยคลุ้งไปทั่วเบื้องหลังมีดาบเล่มใหญ่ลอยตัวตามหลังไปติดๆ
ไม่นานดาบมารก็กลับมาวนรอบตัวเขาก่อนจะเล่าวินาทีสังหารชายโรคจิตนั้นอย่างภาคภูมิใจ
ผ่านไปหลายชั่วโมงทั่วท้องฟ้าเริ่มมีแสงอาทิตย์แทรกตัวลงมาสมรภูมิก็ยังดุเดือดเต็มกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน
ชายชุดแดงที่มีดาบใหญ่ในมือทั่วร่างอาบย้อมไปด้วยโลหิตทำให้ดูน่าเกรงขาม
เขากำลังยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพของศัตรูนับร้อยเบื้องหน้ามีหญิงสาวในชุดคลุมดำยืนขวางทางอยู่
"สวัสดีคุณลูคัส" อีกฝ่ายกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา