เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 119 เข้าสู่สมรภูมิ


     

    หยางเฉินเองเมื่อมองไปยังร่างไร้วิญญาณของหวู่หมิงฉียังคิ้วกระตุก

     

       ตอนลูุคัสให้สัญญาณว่าจะยกอีกฝ่ายให้ตนจัดการด้วยศักดิ์ศรีของผู้ฝึกตน เขาก็เตรียมพร้อมที่จะเอาชีวิตเข้าแลกอยู่แล้ว แต่ก็ไม่คิดเลยว่าสหายจะมาไม้นี้

     

    ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ"ก็สมกับเป็นเขาละนะ"

     

    เมื่อกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าหัวหน้าทั้งสามของตนสิ้นท่าก็พากันหนีเอาตัวรอด

     

    ลูคัสเคลื่อนร่างตรงดิ่งคว้าคอทหารมาสองนาย

     

    "ตอบมาที่นี่ที่ไหน แล้วจะเดินทางกลับไปที่ลานชุมนุมได้อย่างไร" ชายหนุ่มมองคนทั้งสองสลับไปมาเพื่อจับพิรุธ

     

    "ท่านผู้ยิ่งใหญ่โปรดอภัยด้วยพวกเราเองก็ไม่ทราบ" หนึ่งในทหารพูดขึ้น

     

    "งั้นก็ตายเสียเถอะ..." ชายในชุดแดงข่มขู่

     

    "ข้าไม่ทราบจริงๆ นายท่าน ไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย"ทั้งสองถึงกับคุกเข่าอ้อนวอนร้องไห้น้ำตาแตก

     

    สักพักเสียงทั้งสองก็เงียบไปด้วยฝีมือของหยางเฉิน

     

       ลูคัสเองก็ไม่ได้ค้านอะไรเพราะประสบการณ์ทั้งหลายหล่อหลอมให้เขาเข้าใจโลกนี้อย่างถ่องแท้ว่าการใจอ่อนเป็นหนทางแห่งหายนะ

     

    หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงบริเวณน้ำตก

     

    หยางเฉินอึนจู ซุนเจียว ยุนจี และลูคัส ก็มาล้อมวงปรึกษากัน

     

    "ข้าคิดว่าไม่ใช่พวกเรากลุ่มเดียวที่ถูกส่งตัวมาที่นี่"ซุนเจียวกล่าวขึ้น

     

    "ท่านปู่ข้าเคยกล่าวไว้ว่าในดินแดนใกล้เคียงเพียงทวีปหยางอันที่มีหิมะปกคลุม"หยางเฉินเสนอขึ้น

     

    "ข้าก็เคยได้ยินว่าแคว้นหมอกในทวีปฉางอันมีดินแดนที่หนาวเย็นอยู่"ยุนจีเสริม

     

    จากนั้นทุกคนก็แสดงความคิดเห็นออกมาต่างๆนานาพร้อมยกเหตุผลประกอบ

     

    "ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราจะกลับไปอย่างไรต่างหาก" ลูคัสเองก็ออกความเห็นเช่นกัน

     

    "ขอเสนอให้กลับไปที่ศิลาม่วงนั้น" อึนจูที่นิ่งอยู่สรุป

     

    ข้อเสนอนี้ทำให้ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยบางทีการกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอาจจะเป็นสิ่งที่สมควรทำที่สุดตอนนี้

     

       คนทั้งห้ากลับมาถึงก็ซุ่มตัวอยู่สักระยะเพื่อรอดูว่าจะมีศัตรูโผล่มาหรือไม่หากหลังเห็นว่าปกติดีพวกเขาจึงเข้าไปสำรวจศิลาม่วงอย่างใคร่รู้

     

    "มันใช้งานอย่างไรหนอ" ยุนจีที่ก้มๆเงยๆเอ่ยอย่างหมดหนทาง

     

       ทุกคนพยายามส่งพลังปราณเข้าไปแต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นพวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเฝ้ารออยู่แบบนี้หนึ่งวันแล้วค่อยหาหนทางกันต่อ

     

       ในช่วงเวลากลางคืนลูคัสก็มานั่งทบทวนเหตุการณ์ต่างๆเรื่องที่รุ่นเยาว์ของราชวงศ์ถูกโจมตีจากคนของฝ่ายเสนาซ้ายก็ดูเข้าเค้าอยู่เพราะต้องฝ่ายคานอำนาจกันมาเนิ่นนานส่วนเรื่องที่โม่ฉีอยากจับตัวเขาไปมอบให้บิดาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันเพราะเมื่อทุกคนได้ทราบว่าตนมีเนตรสยบปราณในครอบครองล้วนต้องเกิดความโลภเป็นธรรมดาอยู่แล้ว

     

       เขาจึงสรุปแบบเผินๆเอาเองว่าเรื่องการโจมตีน่าจะเป็นแผนที่วางไว้แต่แรก ส่วนเรื่องการจับตัวน่าจะเป็นผลพลอยได้เสียมากกว่า

     

    หลังจากคนทั้งห้าก็กลับมาก็รุ่นเยาว์บางส่วนที่มาสมทบด้วย

     

    ผ่านไปหลายชั่วโมง

     

    "องค์หญิงศิลาม่วงมีปฏิกิริยาแปลกๆ ขอรับ"หนึ่งในรุ่นเยาว์ตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้น

    เมื่อทุกสายตาจ้องมองไปที่ศิลาก็พบว่ามันกำลังสาดประกายแสงวูบวาบออกมาเป็นระยะ

     

    ลูคัสยืนขึ้นเหมือนนึกอะไรออก"ทุกคนไปยืนใกล้ๆศิลาก้อนนั้นเร็วเข้า"

     

    ไม่นานกลุ่มคนเกือบเจ็บสิบก็ไปยืนกระจุกตัวกันหน้าศิลาม่วง

     

    "ไม่เห็นมีอะไรเลย" ยุนจีกล่าวด้วยความงุนงง

     

    ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่นั้นศิลาก็สาดแสงเข้าสู่ร่างของคนทั้งหมด

     

    ไม่กี่อึดใจสายตาทุกคนลืมขึ้นก็พบว่าท้องฟ้าตอนนี้มืดสนิท

     

       กลุ่มลูคัสถูกส่งตัวมาบริเวณหลังภูเขาไม่ไกลจากตำหนักหิมะใกล้ตัวพวกเขามีศิลาม่วงคล้ายกับที่เขาพบเป็นยอดเขาหิมะไม่ผิดเพี้ยน

     

    “หรือมันจะเป็นอุปกรณ์ไว้ข้ามมิติจริงๆ”ชายหนุ่มคิดในใจ

     

       เหล่ารุ่นเยาว์หลายคนโห่ร้องด้วยความยินดีก่อนบางคนจะรีบแยกตัวออกไปหลังจากเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง
    "การกลับบ้าน"คือสิ่งที่หลายคนต้องการมากที่สุดในตอนนี้พวกเขาไม่สนใจชื่อเสียงหรืองานชุมนุมใดๆอีกแล้ว

     

    "พวกเรารีบไปลานชุมนุมนักรบสวรรค์กันเถอะ" อึนจูกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยสู้ดีนัก

     

    ขณะนี้มีคนเหลืออยู่ไม่ถึงห้าสิบคนกำลังเคลื่อนตัวไปสถานที่จัดงาน

     

       เมื่อพ้นเขตตำหนักหิมะมา สมาชิกในกลุ่มบนท้องนภาหมดหยุดเคลื่อนไหวด้วยสีหน้าตรึงเครียดเพราะจุดที่มีการชุมนุมมีแสงวูบวาบจากทักษะ ชี้ให้เห็นว่ากำลังมีการต่อสู้เกิดขึ้น

     

    "หากอยากถอนตัวจงไปเสียตอนนี้" อึนจูที่อยู่ด้านหน้าไม่หันหลังกลับมา ทวนเงินประดับด้วยพู่แดงสีเลือดหมูถูกดึงออกมากระชับไว้เป็นสัญญาณพร้อมรบ

     

    หลายคนในที่แห่งนี้เริ่มมองหน้ากันไปมาด้วยความลังเล

     

    "ขอประทานอภัยองค์หญิงข้าน้อยมีครอบครัวต้องดูแล"

     

    "ขอประทานอภัยองค์หญิงข้าน้อยมีภาระต้องสืบทอดวงศ์ตระกูล"

    "ขอประทานอภัย..."

     

       ผู้คนเกินครึ่งล้วนขอถอนตัว เรื่องอะไรพวกเขาจะต้องเอาชีวิตไปเดิมพันกับราชวงศ์ที่กำลังล่มสลายมิสู้รอฟ้าเปลี่ยนค่อยกลับมาใหม่ก็ยังไม่สาย

     

    ลูคัสกับหยางเฉินลอยตัวอย่างสงบนิ่งไม่โดยไม่เอ่ยอะไรออกมา

     

    “สหายเพียงมองตาก็รู้ใจ”

     

    อึนจูในชุดขาวหันกลับมาพยักหน้าให้กับคนที่ยังอยู่ด้วยแววตาซาบซึ้ง

     

    "พวกเราไป"

     

    ลูคัสเองก็เหินร่างลอยตามหลังหญิงสาวไปในใจก็นึกถึงคำขอร้องและสายตาอ้อนวอนของหลงหลิน

     

    "หากข้าหลงหลินไม่สามารถปกป้องราชวงศ์เจียงเอาไว้ได้ช่วยพาบุตรและธิดาทั้งสามของข้าออกจากทวีปแห่งนี้ด้วย"

     

       เมื่อทุกคนมาถึงลานชุมนุมนักรบสวรรค์ที่อยู่กลางเมืองก็ต้องตกตะลึงเพราะที่แห่งนี้ไม่ต่างไปจากนรกบนดิน

     

    สายตาลูคัสกวาดไปทั่วบริเวณทำให้พบเห็นการต่อสู้ของสองฝ่ายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

     

       หลังจากสังเกตจากเครื่องแต่งกายและตราประจำตระกูลด้านพื้นดินเบื้องล่างฝั่งทหารเกราะเงินเป็นฝั่งของทางจักรพรรดิหลงหลินประกอบไปด้วยกำลังพลตระกูลหยางตระกูลปาร์ค ตระกูลเกร ตระกูลยุน ตระกูลวันเดอร์แลนด์
    อีกทั้งเหมือนว่าตระกูลโคโนะเอะจะเข้าร่วมฝ่ายเดียวกับทางราชวงศ์แล้วด้วย

     

       ฝั่งทหารเกราะดำเป็นฝั่งของเสนาซ้ายโม่หยินกวงประกอบไปด้วยกำลังพลตระกูลบลูมเบิร์ก ตระกูลหวู่ อีกทั้งยังมีตระกูลใหญ่น้อยต่างๆในเมืองหลวงอีกมากมาย

     

    เบื้องล่างเหล่ารุ่นเยาว์ที่เลือกฝักฝ่ายเองก็กำลังฟาดฟันกันอยู่เช่นกัน

     

       เมื่อประเมินกำลังรบอย่างละเอียดแล้วดูเหมือนฝั่งราชวงศ์ดูจะเสียเปรียบอยู่ไม่น้อยเพราะแม้อีกฝ่ายจะประกอบไปด้วยตระกูลใหญ่น้อยแต่ก็มีปริมาณมากกว่าคนตระกูลใหญ่รวมกันอยู่หลายเท่า

     

    “ตั้งภาษิตที่ว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ”

     

       กำลังทหารเกราะดำเองก็มีมากมายเหลือคณานับทำการปิดล้อมเป็นวงกลมรอบนอกถึงสองชั้นด้วยกันไม่บอกก็รู้ว่าการต่อสู้ในวันนี้ต้องเป็นคราวชี้ชะตาว่าฝ่ายใดจะเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้

     

       ตอนนี้อึนจู เฉิน และคนอื่นๆ ต่างไปสมทบกับตระกูลของตนจนหมดสิ้นเหลือเพียงตัวลูคัสที่ยังลอยตัวอยู่เพื่อดูสถานการณ์

     

       มุมปากของเขายกยิ้มพื้นเบื้องล่างมีกลุ่มทหารเกราะเหล็กสีเงินจำนวนเพียงร้อยคนบุกตะลุยสังหารศัตรูอย่างเหี้ยมหาญ

     

       ส่วนผู้นำกองทหารพวกนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือชายผู้มีสมญานามนักรบปฐพีแห่งทิศอุดร"ฟุส ฟรานเชสเตอร์" สหายสนิทของเขาเอง

     

       ฟุสในเกราะสีเหล็กสีเงินพร้อมขวานยักษ์ในมืออยู่แถวหน้าสุดเป็นแกนนำตะโกนโห่ร้องและไม่ว่าชายผู้นี้จะเคลื่อนตัวไปที่ใดศัตรูตรงหน้าล้วนไม่มีใครรอดชีวิต

     

       ขณะที่ตนกำลังเตรียมจะลงมือ เนตรพันลี้ก็มองเหนือเมฆสูงขึ้นไปมีสองร่างกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด ร่างหนึ่งเป็นชายในชุดคลุมสีทองเขาคือจักรพรรดิหลงหลินด้านหลังมีร่างทักษะอัญเชิญเทพของพระพุทธรูปยักษ์อยู่ ส่วนอีกร่างเป็นชายชุดดำที่สวมหน้ากากอินทรีปกปิดใบหน้าเอาไว้ด้านหลังมีร่างทักษะอัญเชิญเทพของสัตว์บางอย่างคลุมไปด้วยขนหนาลักษณะคล้ายเม่นที่ลูคัสไม่รู้จัก

     

    "เพราะเจ้ากับข้ามีศัตรูคนเดียวกัน"นี่คือสิ่งที่หลงหลินเคยพูดไว้

     

       จากที่เขาสัมผัสพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างชายสวมหน้ากากอินทรีพบว่าฝ่ายนั้นอยู่ในระดับจักรพรรดิฟ้าอย่างแน่นอนดังนั้นจากการคาดเดาหลงหลินที่สำเร็จมวยเซียนก็คงมีระดับการบ่มเบาะไม่หนีจากอีกฝ่ายเท่าไหร่นัก

     

       ขณะที่เขากำลังจะเปิดตาซ้ายสัญชาตญาณก็บอกให้เขาหยุดทำเพราะที่แห่งนี้ยังมีคนอีกมากที่ต้องการเนตรสยบปราณดวงนี้อยู่

     

       ชายหนุ่มจึงไม่รีบร้อนก่อนจะสำรวจไปรอบๆอีกครั้งอย่างถี่ถ้วน เขาพบว่าบนท้องฟ้ามีการต่อสู้ระหว่างราชันยุทธหลายสิบคนด้วยกันและหนึ่งในนั้นคือปู่หยูกับหญิงชราที่ตนไม่รู้จัก

     

    "ได้เวลเข้าสู่สมรภูมิแล้ว" สิ้นคำ

     

    ร่างในชุดแดงพุ่งตัวลงไปสู่พื้นด้วยความเร็วดุจดาวหาง

     

    ตู้มมมม!บาทาคชสารเต็มกำลังโถมเข้าใส่กลางวงของศัตรู

     

    หลังม่านฝุ่นจางลงมีร่างแยกในชุดแดงทั้งสิบสามเผยตัวออกมาปลดปล่อยการโจมตีกระจายออกไปทั่วสารทิศ

     

    "ฮ่าา" ลูคัสพร้อมดาบใหญ่สีดำในมือลอยตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนสะบัดออกไปเป็นวงกว้างเมื่อเพลิงสีดำกระจายตัวออกไปร่างกายของกลุ่มคนผู้โชคร้ายถูกเผาไหม้และถูกดาบมารกลืนพลังชีวิตจนหมดสิ้น

     

    "เจ้านายฟันพวกมัน สังหารพวกมัน กลืนกินพวกมัน เอาอีกๆ" เสียงเด็กหญิงพูดเสียงดังในโสตประสาทอย่างตื่นเต้น

     

       ฝั่งคนราชวงศ์ที่เห็นชายชุดแดงพร้อมผ้าผูกตาเป็นเอกลักษณ์ก็โห่ร้องอย่างฮึกเหิม

     

    “ลูคัสเรน มัจจุราชสีขาว หลานชายราชันดาบ” ล้วนเป็นที่รู้จักดีในเมืองหลวงแห่งนี้

     

       วินาทีนี้เลือดในกายของเขากำลังเดือดพล่านปู่หยูยังอยู่ สหายทุกคนกำลังเดือดร้อน เขาจึงต้องทุ่มสุดตัว ทักษะต่างๆของลูคัสล้วนถูกใช้ออกมาอย่างไม่มีเก็บกั๊ก

     

    ดอกบัวสีขาวลอยโถมเข้าใส่กลุ่มศัตรูกลีบของมันปลิวไสวอย่างอลังการพร้อมดาบมารปลิวตามไปบั่นคอชีวิตที่ยังรอด

     

       ขณะที่ไล่สังหารคนของอีกฝ่ายอยู่นั้นมวยแปดทิศก็ส่งสัญญาณเตือนชายหนุ่มหันหลังทันควันสวนการโจมตีกลับไปเงาดาบรูปกากบาตยักษ์พุ่งตัวเข้าปะทะกับแส้ยาวทำให้อีกฝ่ายที่มาใหม่ถอยกรูดไปหลายก้าว

     

    "มัจจุราชสีขาวไม่ธรรมดาจริงๆ วันนี้ข้าปู้กุ่ยจะขอรับศีรษะของท่านไป"ชายชราใส่ผ้าเตี่ยวผืนเดียวเริ่มสะบัดแส้ในมืออย่างดุร้าย

     

      ลูคัสไม่พูดพร่ำทำเพลงส่งกระบวนท่าตอบโต้กลับไปแต่ในหัวก็วิวายขบคิดอีกฝ่ายเป็นถึงเทพสงครามขั้นกลางเหตุใดจึงไม่เลือกเครื่องแต่งกายที่มันปกติกว่านี้เสียหน่อย

     

    ยิ่งมองไปยังร่างเหี่ยวย่นที่มีผ้าผืนเดียวคาดเอวกับแส้นั่นเขายิ่งรู้สึกเสียวสันหลัง"นี่มันพวกโรคจิตชัดๆ "

     

    "ตายยยย" อีกฝ่ายตะโกนลั่นใช้ทักษะเคลื่อนไหวออกมาจนร่างพุ่งเป็นประกายแสงในอากาศมีเสียงแส้สะบัดตัวไปมาอย่างหวาดเสียว

     

       โฮกกก!ฝ่ามือประทับมังกรทั้งสิบสองร่างถูกใช้ออกตอนนี้ชายหนุ่มต้องการจัดการอีกฝ่ายให้ไวที่สุด

     

    ขณะที่มังกรยักษ์พุ่งถึงตัวอีกฝ่ายก็หมุนร่างอย่างคล่องแคล่วฟาดแส้ใส่พวกมันอย่างเมามัน

     

    ลูคัสจึงปล่อยดาบมารให้โบยบินออกไปพร้อมเหินร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า

     

    “เอาไปกิน”ฝ่ามือดาวดึงส์ชุดใหญ่ถูกซัดออกมาไม่ยั้ง

     

       แผ่นดินเบื้องล่างเกือบร้อยเมตรถูกอานุภาพของฝ่ามือถล่มจนยับเยินครั้งนี้แม้ชายชราจะป้องกันไว้ได้แต่เหล่าลิ่วล้อรอบกายก็ตกตายจนหมดสิ้น

     

       เสียงสนั่นเกิดขึ้นลูคัสพุ่งตัวลงมาหมายเหยียบร่างชายชราด้วยบาทาคชสารทำให้อีกฝ่ายต้องฝืนรับไว้อย่างเต็มกลืน

     

       แม้ชายชราปู้กุ่ยจะอยู่ในเทพสงครามขั้นกลางแต่ลูคัสที่อยู่ในเทพสงครามขั้นต้นก็ยังเหนือกว่าเพราะเมื่อสำเร็จมวยเซียนอานุภาพของทักษะต่างๆที่ควบคุมด้วยปราณล้วนรุนแรงขึ้นเกือบสามเท่า ทำให้จัดการอีกฝ่ายได้สบายๆ

     

    ไม่นานดาบมารก็สร้างบาดแผลให้กับชายชราได้สำเร็จ

     

    "จะเจ้า"แส้ในมือกระเด็นหายไปชายชรากุมข้อมือข้างขวาด้วยสีหน้าซีดเผือด

     

    เมื่อไร้อาวุธอีกฝ่ายจึงตัดสินใจถอยเต็มกำลัง

     

       ภาพที่เห็นชายชราในผ้าเตี่ยวกำลังเหาะหนีอย่างไม่คิดชีวิตบริเวณข้อมือมีไอสีดำลอยคลุ้งไปทั่วเบื้องหลังมีดาบเล่มใหญ่ลอยตัวตามหลังไปติดๆ

     

    ไม่นานดาบมารก็กลับมาวนรอบตัวเขาก่อนจะเล่าวินาทีสังหารชายโรคจิตนั้นอย่างภาคภูมิใจ

     

       ผ่านไปหลายชั่วโมงทั่วท้องฟ้าเริ่มมีแสงอาทิตย์แทรกตัวลงมาสมรภูมิก็ยังดุเดือดเต็มกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน
    ชายชุดแดงที่มีดาบใหญ่ในมือทั่วร่างอาบย้อมไปด้วยโลหิตทำให้ดูน่าเกรงขาม

     

    เขากำลังยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากศพของศัตรูนับร้อยเบื้องหน้ามีหญิงสาวในชุดคลุมดำยืนขวางทางอยู่

     

    "สวัสดีคุณลูคัส" อีกฝ่ายกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา