“ว่ายังไงเป่าจินไม่เจอกันนายเลยนะ ได้ยินว่าผลไม้แปรรูปจากโรงงานของนายขายดีมากเลยไม่ใช่หรือ ร้านที่เมืองหลวงก็ใหญ่มากเลยนี่” ฉินเหลยออกมาต้อนรับจางเป่าจินด้วยตัวเอง
“ก็เรื่อยๆ ครับ แล้วกิจการของพี่ฉินล่ะครับ เป็นยังไงบ้าง” จางเป่าจินตอบ
“ช่วงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ผลผลิตที่รับซื้อมาได้มีน้อยลง พอส่งสินค้าได้น้อย ลูกค้าใหม่ก็เลยไม่ค่อยมีเข้ามา สงสัยว่าคงมีคนมาเปิดกิจการแบบเดียวกัน ดีนะที่ฉันเชื่อนายแล้วเปิดกิจการได้ก่อน ลูกค้าเก่าที่ยังเชื่อใจกันอยู่ก็เลยไม่ได้หายไปด้วย”
“พี่รับซื้อผลผลิตได้น้อยลงหรือครับ จะเป็นไปได้ยังไง”
“นายหมายความว่าอะไร” ฉินเหลยยังไม่เข้าใจ
“ปกติแล้วโรงงานแปรรูปผลไม้ของผมจะรับซื้อผลไม้และผลิตผลทางการเกษตรจากชาวบ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง แต่ช่วงนี้ผมต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาป้อนโรงงานไกลกว่าเดิม เพราะชาวบ้านบอกว่าพวกเขาจะเอาผลไม้ของเขามาขายให้กับโรงสีของพี่ เพราะราคาที่ได้มันสูงกว่าราคาตลาดมากน่ะครับ”
“จะเป็นไปได้ยังไง ฉันไม่เคยสั่งให้ใครไปรับซื้อผลผลิตในราคาสูง หรือแม้แต่การขายสินค้าในราคาถูกเพื่อทำลายคู่แข่ง แบบนั้นฉันก็ไม่เคยทำ”
“ที่ผมมาบอกพี่เพราะผมรู้ว่าพี่ไม่มีทางทำธุรกิจอย่างเช่นการโจมตีคู่แข่งแน่นอน”
“ฉันจะตรวจสอบเรื่องนี้อีกที ขอบใจนะเป่าจินที่นายเชื่อใจฉัน” ฉินเหลยยิ้มให้จางเป่าจินอย่างจริงใจ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเอาแต่ขมวดคิ้ว “นายยังมีอะไรอยากจะพูดกับฉันอีกไหม”
“บางทีผมอาจจะยุ่งกับเรื่องของครอบครัวพี่มากเกินไป”
“นายคิดว่ามีคนในครอบครัวของฉันทำเรื่องนี้ลับหลังอย่างนั้นหรือ นายพูดมาเถอะไม่ต้องเกรงใจ ฉันรู้ว่านายกำลังกังวลแทนฉัน”
“ผมเห็นว่าครอบครัวของพี่ยังบริหารงานแบบกงสี ก็เลยคิดว่าอาจจะมีคนไม่พอใจในการบริหาร และอยากเปิดกิจการแบบเดียวกันขึ้นมาน่ะครับ”
ฉินเหลยยิ้ม “ฉันเข้าใจแล้ว ขอบใจนายมากนะ”
“พี่ต้องระวังตัวเองด้วยนะครับ”
“พี่ใหญ่กำลังตรวจสอบเรื่องที่เรารับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านอยู่อย่างนั้นหรือ ใครมันแส่ไม่เข้าเรื่อง”
“ฉันคิดว่าเป็นจางเป่าจินค่ะ วันก่อนฉันเห็นเขามาขอพบคุณเหลย หลังจากนั้นคุณเหลยก็เริ่มตรวจสอบบัญชีแล้วก็การทำงานของทุกฝ่าย” เฉียวฮุ่ยทำสีหน้ากังวล “ถ้าคุณเหลยสืบจนรู้ว่าเป็นฝีมือของเราล่ะคะ เราจะทำยังไงดีอาหลาง”
“คุณจะกลัวอะไร ถ้าเขารู้ ผมก็แค่ขอแบ่งสมบัติแล้วก็ออกไปเปิดกิจการของตัวเองเสียก็สิ้นเรื่อง” ฉินหลางตอบ “ว่าแต่คุณเถอะ กล้าที่จะออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผมหรือเปล่า”
เฉียวฮุ่ยเดินเข้าไปกอดชายหนุ่มไว้แน่น “ทำไมคุณถามอย่างนั้นล่ะคะ ที่ฉันยอมหมั้นกับคุณเหลยก็เพราะคุณพ่อคุณแม่บังคับทั้งนั้น”
“มันน่าเจ็บใจจริงๆ ที่ทุกอย่างตกเป็นของพี่ใหญ่เพียงเพราะเขาเกิดมาเป็นลูกชายคนโต สมบัติและกิจการทุกอย่างตกอยู่ในมือของเขา แล้วเขายังมาแย่งคุณไปจากผมอีก ผมไม่มีวันปล่อยคุณให้กับเขาหรอก”
“คุณคิดวิธีที่จะให้ฉันกับเขาถอนหมั้นกันได้แล้วหรือคะ” เฉียวฮุ่ยถามขึ้นอย่างดีใจ
“จะยากอะไร ก็แค่เดินไปบอกกับเขาตรงๆ ว่าคุณเป็นเมียของผมแล้ว คุณอย่าเพิ่งใจร้อนไปเลยนะที่รัก ตอนนี้ผมอยากจะสั่งสอนไอ้คนที่มันแส่ไม่เข้าเรื่องอย่างจางเป่าจินนั่นเสียก่อน”
“ฉันเห็นด้วยเลยค่ะ ถ้าไม่เพราะไอ้บ้านนอกนั่น คุณเหลยคงไม่ลงมาตรวจสอบเรื่องที่เรารับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านไปขายต่อเองหรอก คุณต้องสั่งสอนเขาให้หนักเลยนะคะ”
ด้านฉินเหลยเองก็ใช้เวลาตรวจสอบไม่นานก็รู้ความจริงทั้งหมดว่าฉินหลางน้องชายแท้ๆ กับเฉียวฮุ่ย คู่หมั้นของเขาเป็นคนเข้าไปรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านมาในราคาสูง หากมีแค่เรื่องนั้นฉินเหลยก็คงไม่ติดใจ วิธีการแก้ไขก็แค่กลับมารับซื้อผลผลิตในราคาตลาดเหมือนเดิมก็ได้ แต่สิ่งที่เขาสืบมาได้ก็คือน้องชายของเขารับซื้อผลิตผลมา แต่ไม่ได้นำมาทำกำไรต่อให้กับครอบครัว เขากลับเอาสินค้าพวกนั้นไปขายแล้วเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง และที่ทำให้เขารู้สึกโกรธมากที่สุดคือน้องชายกับคู่หมั้นของเขาแอบมีสัมพันธ์กันลับหลัง ความจริงเขาก็ไม่ได้ชอบเฉียวฮุ่ย เพียงแต่การหมั้นหมายเป็นไปตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ และเขาก็ไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตอนนั้นเรื่องปากท้องและความอยู่รอดของครอบครัวต้องมาก่อน เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธและเข้าพิธีหมั้นกับเธอไป
“นี่ครับเจ้านาย บัญชีการทุจริตทั้งหมดของคุณฉินหลาง ตอนนี้คุณฉินหลางไปเปิดโรงสีและร้านรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรภายใต้ชื่อของเขาอยู่หลายร้าน และยังดึงลูกค้าเก่าบางคนของเราไปด้วย ส่วนข้าวที่อยู่ในโรงสีของเรา คุณฉินหลางก็แอบให้คนของเขาผสมข้าวคุณภาพต่ำเข้าไปด้วย และยังปล่อยข่าวลือเรื่องข้าวไม่ได้มาตรฐานของโรงสีของเราออกไปอีก ตอนนี้ลูกค้าบางคนก็เริ่มย้ายไปใช้บริการที่โรงสีของคุณฉินหลางแล้วครับ ผมคิดว่าคุณฉินหลางคงต้องการทำลายชื่อเสียงของคุณ และมีแนวโน้มว่าเขาจะลาออกจากกงสีแล้วไปบริหารกิจการของตัวเองแทนครับ”
“ในเมื่อเขาอยากแยกตัวไปเปิดกิจการเองก็ให้เขาไป ความจริงผมกำลังเตรียมที่จะแบ่งสมบัติให้เขาอยู่เหมือนกัน ผมไม่เห็นด้วยกับระบบกงสีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะผมคิดว่ามันจะทำให้พี่น้องต้องมาทะเลาะกันเองเพียงเพราะเงินแค่ไม่เท่าไหร่ แต่ไม่คิดว่าเจ้ารองจะใจร้อนรีบทำอะไรลับหลังผมแบบนี้”
“แล้วเรื่องคุณเฉียวฮุ่ยล่ะครับ คุณจะจัดการยังไง”
“ผมก็ต้องถอนหมั้นเธออยู่แล้ว แต่จะถอนหมั้นเฉยๆ ก็ดูว่าผมจะใจดีเกินไป ถึงแม้ผมกับเธอจะเป็นคู่หมั้นกัน แต่เธอก็ไม่ควรทำผิดต่อผมใช่ไหมล่ะ พี่ช่วยผมหารูปถ่ายของเธอมาให้ผมสักหลายๆ ใบหน่อยได้ไปครับ”
“แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับชื่อเสียงของคุณฉินหลางด้วยนะครับ”
“พี่เชื่อจริงๆ หรือครับพี่เซียวว่าเฉียวฮุ่ยจะมีความสัมพันธ์กับเจ้ารองแค่คนเดียว” ฉินหลางเหยียดยิ้ม “พี่ลืมไปแล้วหรือว่าลูกพี่ลูกน้องของเฉียวฮุ่ยเคยมาโวยวายกับผมเรื่องอะไร แต่ตอนนั้นผมยังไม่เชื่อคำพูดของเขา และยังไม่มีหลักฐานที่จะเอามายกเลิกการหมั้นกับเธอได้ ผมก็เลยต้องยอมหมั้นกับเธอไปก่อน”
“คุณจะให้ผมไปหาลูกพี่ลูกน้องของคุณเฉียวฮุ่ยคนนั้นไหมครับ”
“ถ้าเราจะไปมือเปล่าคิดว่าเขาคงไม่ยอมร่วมมือกับเรา พี่ก็เอาของขวัญไปให้เขาด้วยก็แล้วกัน ตอนนี้ไม่ใช่ว่าครอบครัวเขากำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่หรือ”
อาเซียวเป็นเด็กรับใช้ที่เติบโตมาพร้อมกับฉินเหลย ถึงแม้ตอนที่ครอบครัวฉินจะประสบปัญหา อาเซียวก็ไม่เคยทอดทิ้งเจ้านาย ฉินเหลยจึงไว้ใจและยังให้อาเซียวมาทำงานเป็นผู้ช่วยของตัวเองต่อ ซึ่งอาเซียวก็ทำงานได้ดีและซื่อสัตย์มาก
ดังนั้นเรื่องที่ฉินเหลยสั่งให้อาเซียวไปจัดการเรื่องของเฉียวฮุ่ยก็คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง รออีกแค่ไม่นาน ครอบครัวเฉียวก็จะโด่งดังไปทั่วเมืองแล้ว
“พี่ใหญ่เรียกพบผมทำไม” ฉินหลางถามอย่างไม่พอใจ “งานผมก็ยุ่งอยู่เหมือนกันนะ พี่คิดว่าพี่ขึ้นเป็นผู้นำครอบครัวแล้วพี่จะทำอะไรตามใจก็ได้อย่างนั้นหรือ”
“ฉันแค่จะเรียกให้นายมารับมรดกในส่วนที่เป็นของนายไป” ฉินเหลยตอบเสียงเรียบ
“พี่ใหญ่หมายความว่ายังไง”
“ฉันรู้เรื่องที่นายทำลับหลังฉันหมดแล้ว แต่ความจริงเรื่องการแบ่งมรดก ฉันเคยคุยกับคุณพ่อคุณแม่มาก่อนแล้ว เพียงแต่ท่านบอกว่ายังไม่ถึงเวลา และอยากให้นายเรียนรู้งานจากฉันไปก่อน แต่ฉันคิดว่ามันคงไม่จำเป็นแล้วล่ะ เพราะนายก็บริหารกิจการของนายได้ดีทีเดียว โรงสีกับร้านรับซื้อผลิตผลทางการเกษตรของนายก็ทำกำไรได้มากเหมือนกันไม่ใช่หรือ”
“พี่ใหญ่รู้เรื่องกิจการของผมแล้วสิ” ฉินหลางยิ้ม
“อืม” ฉินเหลยตอบสั้นๆ พร้อมกับยื่นเอกสารไปตรงหน้าน้องชาย “นี่เป็นมรดกทั้งหมดในส่วนที่นายควรจะได้”
ฉินหลางรับเอกสารมาอ่านก็ตะโกนขึ้นอย่างไม่พอใจ “ไหนว่าจะแบ่งเงินกับทรัพย์สินให้ผมครึ่งหนึ่งไง แล้วนี่อะไร เงินที่ผมควรจะได้มันหายไปไหนตั้งเยอะ”
“ก็เงินที่นายเอาของครอบครัวเพื่อไปเปิดกิจการของนายเองนั่นไงเป็นมรดกที่นายควรจะได้ นายโกงเงินของครอบครัวไปตั้งเท่าไหร่ นายอย่าบอกว่ากิจการของนายเป็นเงินเก็บที่นายหามาได้เองกับมือ นายดูสมุดบัญชีพวกนี้ให้ดีว่านายโกงเงินจากครอบครัวไปมากขนาดไหน ส่วนที่ว่าสมบัติครึ่งหนึ่งต้องแบ่งให้นาย มันจะมากขนาดนั้นได้ยังไง สมบัติทั้งหมดต้องแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ยังไงคุณพ่อกับคุณแม่ก็ต้องได้หนึ่งส่วน แล้วยังมีเราสามพี่คนน้องอีกคนละส่วน หรือนายลืมว่าเรายังมีน้องสาวของเราอยู่อีกหนึ่งคน”
“ก็หล่อนเป็นแค่ผู้หญิงจะมามีส่วนเกี่ยวข้องกับมรดกพวกนี้ได้ยังไง พี่คิดที่จะฮุบสมบัติทั้งหมดไว้เองใช่ไหม รวมถึงส่วนของคุณพ่อคุณแม่ พี่ก็อยากจะเก็บไว้เองทั้งหมดเลยใช่ไหมล่ะ” ฉินหลางเถียง
“นายจะคิดยังไงก็ตามใจ แต่คุณพ่อกับคุณแม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้แล้ว และท่านก็ฝากมาบอกว่าต่อไปให้นายดูแลตัวเองให้ดี เดือดร้อนมาเมื่อไหร่ก็ไม่ต้องกลับมาให้ท่านเห็นหน้า”
“พ่อกับแม่คิดจะตัดขาดกับผมหรือ ได้สิ...ผมก็ไม่สนหรอก เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่เคยเห็นผมอยู่ในสายตาอยู่แล้ว ทุกลมหายใจของพวกเขาก็มีแต่พี่คนเดียวไง” ฉินหลางมองหน้าพี่ชาย “ผมรู้ว่าผมทำอะไรพี่ไม่ได้ พี่ก็รอดูคนรอบตัวพี่ให้ดีว่าจะมีใครมาเจ็บตัวแทนพี่”
“นายคิดที่จะทำอะไร!” ฉินเลยถามเสียงเข้ม
แต่ฉินหลางก็ไม่ได้ตอบคำถาม คืนนั้นเขาหิ้วกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านไปท่ามกลางสายตาของคนในบ้านที่มองเขาอย่างเป็นห่วง