[จบ]Death System จอมเวทย์ท้าความตาย

    33 คาบเรียนแรกอย่างเป็นทางการ

    แอนเดอร์สันยื่นมือไปด้านหน้าช้าๆพลางมองสำรวจทุกอย่างที่อยู่รอบตัว แล้วเปิดใช้งานเวทย์ตรวจสอบ เขาอยากรู้ว่าสิ่งที่กำลังพูดกับเขาเป็นอะไร ทันใดนั้นแอนเดอร์สันกลับหลับตาเมื่อพบว่ารอบตัวของเขาสว่างจ้าจนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ การใช้งานเวทย์ตรวจสอบเหมือนกับเอาดวงตาไปส่องใส่ไฟฉายเขาจึงรีบปิดมัน


    พรึ่บ!


    เปลวไฟสีฟ้าลุกขึ้นบนฝ่ามือของแอนเดอร์สันที่กำลังยื่นไปด้านหน้า พริบตามันก็เปลี่ยนไปเป็นเปลวไฟสีแดงดูร้อนแรง ยังไม่ทันจะได้สำรวจลูกไฟมันก็เปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง สีฟ้าและสีเขียว แอนเดอร์สันไม่เข้าใจว่าลูกไฟตรงหน้าคืออะไรเขาจึงมองจ้องต่อไปหวังว่าจะมีคำตอบ


    พรึ่บ!


    “เจ้าเรียนรู้เวทย์ธาตุลมเป็นสิ่งแรกและภายในตัวของเจ้ามีความเข้ากันได้กับธาตุลม ส่งผลให้เวทย์ลมที่เจ้าใช้งานแข็งแกร่งกว่าคนปกติทั่วไป ข้าขอแนะนำให้เจ้าเรียนรู้เวทย์ธาตุลมต่อไปเพราะมันเป็นจุดเด่นของเจ้า”


    แอนเดอร์สันจ้องมองเปลวไฟสีเขียวตรงหน้า มันให้ความรู้สึกเหมือนลมมากกว่าเปลวไฟ ทันใดนั้นเสียงที่คุยกับเขาก็เสกให้เปลวไฟหายไปพร้อมกับดับไฟรอบห้องจนทุกอย่างมืดสนิท


    “แต่ข้าจะขอแนะนำและขอเตือนอีกอย่างกับเจ้าก็แล้วกัน คำสาปที่ติดอยู่บนตัวของเจ้าเป็นทั้งผลเสียและผลดี  เมื่อเจ้าได้เป็นผู้อยู่จุดสูงสุดมันจะทำให้เจ้าต้องพบกับความเจ็บปวด แต่ในความเจ็บปวดมักมีสิ่งแลกเปลี่ยนกับมัน เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเรียนรู้เวทย์คำสาป เจ้าจะแข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าท้าทาย”


    วิ๊ง!


    รอบข้างแอนเดอร์สันกลับมาเป็นสีขาวอีกครั้งหลังจากถูกส่งกลับมาในห้องที่เต็มไปด้วยนักเรียนมากมายหลายพัน เขาที่ถูกพาตัวเข้าไปในพื้นที่ลึกลับเพื่อประเมินร่างกายเกี่ยวกับความเหมาะสมถึงขั้นสำรวจตัวเองเพราะเขาไม่สามารถตรวจสอบหาคำสาปบนร่างกายได้


    ภายในหน้าต่างสถานะมีเพียงแค่บอกชื่อของเขา และพลังเวทย์สะสมเท่านั้น ไม่มีสถานะคำสาปติดอยู่เลยสักนิดเดียว


    “หรือว่าเวทย์ตรวจสอบจะยังระดับน้อยไป”


    แอนเดอร์สันเลิกยึดติดกับคำสาป เขาไม่รู้ว่าคำสาปที่พูดถึงกับมาคัสคืออะไร จึงเก็บเอาไว้หากมีโอกาสกลับไปยังตระกูลสกอร์เปี้ยนส์เขาจะถามเรื่องนี้ ส่วนเวทย์คำสาปเขาไม่สามารถเรียนได้จากวิทยาลัยแห่งนี้ นั่นเพราะคำสาปถือเป็นเวทย์อันตราย จึงมีเพียงแค่การเรียนเวทย์แก้คำสาปเท่านั้น ถึงอย่างนั้นสหพันธ์กลับไม่ได้ออกกฎควบคุม  หากว่ามีนักเวทย์สามารถค้นพบเวทย์คำสาป พวกเขาสามารถใช้ความสามารถของตนในการค้นคว้าได้


    “เงียบ!!!”


    เสียงประกาศดังก้องทำให้นักเรียนที่กำลังพูดคุยเรื่องความเหมาะสมหยุดเสียงของตัวเองลง ทันใดนั้นพวกเขาทุกคนก็พบว่าด้านหน้าตัวเองมีแท่งเสาสูง 1 เมตรโผล่ออกมาจากพื้นดิน บนแท่งเสาที่โผล่ออกมามีหน้าจอแสดงผล ทุกคนจึงวางมือตัวเองลงไปก่อนจะมีหน้าจอโปร่งใสปรากฎกลางอากาศ


    “ยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น กรุณาเลือกสาขาที่ต้องการ”


    แอนเดอร์สันมองไปยังตัวเลือกทั้ง 3 กลางอากาศ ตัวเลือกแรกเป็นสาขาศาสตร์แห่งการสร้าง ตัวเลือกที่สองเป็นสาขาศาสตร์แห่งเวทมนตร์  ตัวเลือกที่สามเป็นสาขาศาสตร์แห่งยา เขาไม่รอช้ากดลงไปยังศาสตร์แห่งเวทมนตร์ในทันทีเพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาแข็งแกร่ง


    “ยืนยัน แอนเดอร์สัน เฟียร์ สาขาศาสตร์แห่งเวทมนตร์ รหัสประจำตัว 476651”


    แท่งเสาพุ่งกลับเข้าไปในพื้นเช่นเดิม ปล่อยให้แอนเดอร์สันยืนงงต่อไป การเลือกสาขาเขานึกว่าจะมีอะไรพิเศษกว่านี้ ภายในใจของเขานึกว่าจะมีการทดสอบขี่ไม้เท้าเวทมนตร์หรือมีการร่ายเวทย์ต่อสู้กัน แต่โลกที่มีเทคโนโลยีผสมเวทมนตร์ที่เขามานั้น ไม่ได้ทำอะไรที่ดูล้าหลังแบบนั้น การเลือกความเข้ากันได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกาย แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของนักเรียน


    พลังเวทย์ในร่างกายของแต่ละคนรวมไปถึงความเหมาะสมในการเรียนเวทย์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เกิด มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้เกิดมาด้วยพื้นฐานที่เหมือนกัน ร่างกายของทุกคนสามารถเรียนเวทย์ได้ทุกธาตุ และจะมีธาตุที่แข็งแกร่งที่สุดหากมนุษย์เลือกเรียนเวทย์ธาตุใดธาตุหนึ่งในช่วงระยะหนึ่งของชีวิต ยกตัวอย่างเช่นนักเรียนปี 1 ที่ต้องใช้เวลาเรียนเวทย์ด้วยตัวเอง 2 เดือน ในระยะเวลา 2 เดือนนี้เองทางฝั่งวิทยาลัยได้ให้พวกเขาได้เลือกสิ่งที่ชอบและอยู่กับมันจนทำให้ร่างกายสามารถใช้งานสิ่งนั้นได้รุนแรงมากยิ่งขึ้น


    แต่มันก็มีมนุษย์บางจำพวกที่พิเศษกว่าคนอื่นยกตัวอย่างเช่นเขาเอง ที่มีความพิเศษทางสายเลือดจนทำให้เขาสามารถใช้เวทย์ได้แข็งแกร่งมากกว่า 1 ธาตุ ด้วยการที่ตระกูลทางฝั่งแม่เป็นผู้ใช้สายลมและทางฝั่งพ่อเป็นผู้ใช้คำสาป ส่งผลให้เขาสามารถใช้เวทย์ทั้งสองธาตุนี้ได้รุนแรงกว่านักเรียนคนอื่นๆ


    อย่างไรก็ตามแอนเดอร์สันกลับคิดว่าตัวของเขาพิเศษกว่านั้น ด้วยระบบยั่วยุความตายที่สามารถมอบฉายาและสิ่งของต่างๆ เขาสามารถทำให้เวทย์ทุกธาตุแข็งแกร่งได้เท่าๆกันและสามารถทำให้มันแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆ


    “เช้านี้จะเป็นการแนะนำขั้นพื้นฐาน ขอให้นักเรียนที่ทำการเลือกสาขาแล้วเดินไปยังห้องเรียนของตน”


    แอนเดอร์สันเงี่ยหูฟังเสียงประกาศห้องเรียน จากนั้นเขาก็เดินมุ่งหน้าไปยังห้องที่ตัวเองต้องเข้าเป็นประจำต่อจากนี้ ระหว่างเดินเขาก็เหลือบมองนักเรียนหลายพันคนที่ค่อยๆแยกย้ายกันออกไปห้องเรียนของตน อย่างไรก็ตามเขารู้สึกได้ถึงความไม่สมดุลของนักเรียน ทางฝั่งสาขาศาสตร์แห่งยาดูเหมือนจะมีคนเรียนเพียงหลักร้อยต้นๆเท่านั้น ทางฝั่งสาขาศาสตร์แห่งการสร้างมีอยู่ราวๆเจ็ดร้อยคน ส่วนที่เหลือล้วนแล้วเข้าสู่สาขาศาสตร์แห่งเวทมนตร์กันทั้งหมด นับว่าเป็นการเลือกเรียนที่ไม่สมดุลมาก


    “ไม่แปลกที่ราคายาและอุปกรณ์เวทย์จะแพงขนาดนั้น”


    ด้วยจำนวนคนที่น้อยส่งผลให้อาวุธเวทมนตร์และยาที่ผลิตออกมามีราคาแพง เขาจึงคิดว่าตัวเองควรจะหาเวลาว่างเรียนศาสตร์ของทั้งสองสาขานี้เอาไว้ด้วยเผื่อจะได้ใช้ในอนาคต เขายังคงจำเหตุการณ์ตอนที่ถูกโจมตีสาหัสแล้วไม่มียารักษาและเวทย์รักษา สมุนไพรภายในป่าก็เป็นเพียงแค่หญ้าสำหรับเขาเพราะไม่รู้ว่าแต่ละชนิดใช้ทำอะไรได้บ้าง ดังนั้นเขาจึงต้องเรียนรู้ศาสตร์ของยาเอาไว้ด้วยเผื่อจะได้เอาตัวรอด


    “เฮ่ดูนี่สิ สหพันธ์เคลียร์เกทใหม่ได้อีกแล้ว”


    แอนเดอร์สันเหลือบมองนักเรียนคนหนึ่งที่กำลังแสดงท่าทางดีอกดีใจกับความสำเร็จของสหพันธ์ เขาจึงชะโงกหน้าไปดูว่าเกทที่พูดถึงด้านในมีสมบัติอะไรเก็บซ่อนเอาไว้บ้าง


    ในความรู้ของเขาเกทคือสถานที่ลึกลับมี 2 รูปแบบด้วยกัน หนึ่งคือเกทที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ด้านในจะเต็มไปด้วยของหายากเช่นสมุนไพรหรือของที่ใช้ทำยาและสร้างอาวุธเช่นแร่ต่างๆ สำหรับเกทรูปแบบที่สองคือเกทที่สร้างขึ้นโดยฝีมือของสิ่งมีชีวิตในมิติมิสเทอรี่ ไม่มีใครรู้ว่าด้านในมีอะไรบ้างเพราะบางเกทที่ถูกเคลียร์สำเร็จนั้นมีวงเวทย์ขนาดใหญ่เขียนเอาไว้ บางเกทถูกสร้างมาสำหรับปลูกสมุนไพร บางเกทเก็บซ่อนร่างกายมอนสเตอร์ขนาดใหญ่และทรงพลัง แต่ละเกทที่ถูกสร้างล้วนมีจุดประสงค์ที่หลากหลาย ต่างจากเกทที่เกิดตามธรรมชาติ


    อย่างไรก็ตามด้วยพลังของแอนเดอร์สัน เกทยังคงเป็นสถานที่ที่เขาทำได้เพียงแค่มองเท่านั้นเพราะมันเป็นสถานที่สุดแสนจะอันตราย เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ระดับบอสอาศัยอยู่ เหล่าคนที่เข้าไปเคลียร์ด้านในล้วนแล้วเป็นแนวหน้าของตระกูลใหญ่หรือไม่ก็แนวหน้าของสหพันธ์


    “ครั้งนี้สหพันธ์ประกาศว่าเจอวงเวทย์ประสาน เป็นเวทย์สายฟ้าแต่ยังไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้และมีรัศมีการโจมตีมากขนาดไหน”


    “เวทย์ประสานอีกแล้ว ถ้ามันทำงานได้จริงคงจะทำลายตระกูลใหญ่สักตระกูลได้แน่”


    เสียงของนักเรียนพูดคุยสัพเพเหระต่อไปกระทั่งมาถึงห้องเรียนรวมของสาขาศาสตร์แห่งเวทมนตร์ แอนเดอร์สันจึงมองตรงไปยังห้องขนาดใหญ่ที่เหมือนอัฒจันทร์ ด้านหน้าที่เป็นเวทีและมีกระดานสีดำขนาดใหญ่วางเอาไว้นั้น มีอาจารย์สวมชุดสีขาวหนึ่งคนกำลังยืนยิ้มต้อนรับนักเรียนปี 1 ที่พึ่งเลือกสาขา


    “เอาล่ะ มาแล้วก็เลือกที่นั่งได้ตามสบาย อีก 10 นาทีเราจะเข้าบทเรียนแรกกันแล้ว”


    นักเรียนไม่มีใครพูดมาก หลังจากอาจารย์เอ่ยปากทุกคนล้วนเงียบเสียงแล้วเดินไปนั่งยังโต๊ะที่หมายตาเอาไว้ แอนเดอร์สันจึงเดินไปนั่งหน้าเพราะเขาต้องการเป็นจุดเด่นเช่นเดิม


    “เอาล่ะขอต้อนรับนักเรียนทุกคนที่เลือกมาเรียนสาขาศาสตร์แห่งเวทมนตร์ วันนี้ไม่มีอะไรมาก อย่างแรกอาจารย์ขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกัน ฉันชื่อวิเอร่า ต่อจากนี้ไปหากใครมีปัญหาจะต้องพบฉันเป็นคนแรก หวังว่าจะเข้าใจกันทุกคนนะ”


    นักเรียนต่างพากันพยักหน้า แอนเดอร์สันก็ทำตามเช่นเดียวกัน ทันใดนั้นชอล์กก็ได้ลอยไปขีดเขียนหน้ากระดานเพื่ออธิบายเกี่ยวกับเวทมนตร์ขั้นพื้นฐาน เพื่อให้นักเรียนที่มองข้ามหรือศึกษาข้ามขั้นตอนได้รู้จักมัน


    “มีใครรู้ไหมเวทมนตร์คืออะไร” คำถามปลายเปิดเอ่ยออกมาจากอาจารย์วิเอร่า จากนั้นเธอก็มองหน้านักเรียนภายในห้อง


    “หลายคนอาจจะรู้ว่าเวทมนตร์คืออะไรและก็มีหลายคนไม่รู้ว่าเวทมนตร์คืออะไร เวทมนตร์นั้นตามหนังสืออธิบายว่ามันคือถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้บริกรรมเพื่อให้ความประสงค์ของตนสำเร็จ มันสามารถสร้างไฟ”


    พรึ่บ!


    เปลวไฟปรากฎภายในมือของอาจาร์ยวิเอร่า นักเรียนภายในห้องต่างตื่นเต้นเพราะพวกเขาพึ่งเคยเห็นการใช้เวทย์ที่ไม่เปิดใช้คำร่ายหรือการวาดวงเวทย์


    “สร้างน้ำ”


    บุ๋ง


    ลูกไฟขนาดใหญ่เปลี่ยนไปเป็นบอลน้ำ จากนั้นมันก็เปลี่ยนตัวเองให้เป็นสายลมพัดไปรอบๆห้อง ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็น ดิน สายฟ้า น้ำแข็ง และธาตุต่างๆมากมายจนทำให้นักเรียนรู้สึกทึ่งกับความสามารถของอาจารย์ผู้สอนที่ใช้งานเวทย์ได้หลากหลายธาตุ


    “เวทมนตร์นั้นสามารถสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาได้มากมาย แต่ทว่ามันก็มีจุดอ่อนที่ร้ายแรงมากพอจะฆ่านักเวทย์ให้ตายได้ หากละเลยสิ่งนี้”


    “มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอครับอาจารย์” หนึ่งในนักเรียนยกมือถาม เขาอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้นักเวทย์ตาย


    “จุดอ่อนของมันก็คือการร่ายเวทย์ยังไงล่ะ ไม่ว่าจะใช้ปากร่ายคาถาหรือจะใช้มือทั้งสองข้างวาดวงเวทย์กลางอากาศ หรือจะเป็นเขียนมันใส่ลงไปในวัตถุต่างๆเพื่อให้แสดงพลัง การทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นจุดอ่อนทั้งหมด”


    หลายคนไม่เข้าใจที่อาจารย์กำลังสื่อความหมาย แอนเดอร์สันกลับรับรู้ได้ว่าอาจารย์วิเอร่าสื่อถึงอะไร สิ่งที่อาจารย์กำลังจะบอกนักเรียนภายในห้องแห่งนี้ให้รู้ก็คือ ความเชื่องช้าคือจุดอ่อนของเวทมนตร์


    การร่ายเวทย์ด้วยตัวเองโดยไม่ผ่านอุปกรณ์เวทมนตร์นับเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้นักเวทย์ตายทั้งที่ยังไม่ได้ต่อสู้