เครดิตภาพ : tumblr, pinterest
กฎของรามข้อที่ 07
เวลาต่อมา
เหมือนว่าการที่ได้ซิ่งมอเตอร์ไซค์มาเรียนของฉันในวันนี้มันช่วยย่นเวลาของฉันไปได้มาก ฉันถึงได้มาถึงมหาลัยภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที วันนี้มันเลยไม่สายเท่าที่ฉันกลัวั้แ่แรก อืม เอาเป็ว่าหมอนี่โผล่มาได้เวลาซะจริงๆ มันจะเรียกว่าเป็เพราะความบังเอิญที่มาเจอเขาที่หน้าคอนโดแต่เช้าแบบนี้ ทั้งๆ ที่ฉันจะเห็นเขาเฉพาะ่เย็น มันคงไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของหมอนี่หรอกใช่ไหม
“ขอบใจนายมาก”
ฉันเอ่ยพร้อมกับเท้าของฉันก้าวลงแตะพื้นหลังจากที่ฉันพยายามไต่ลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่นั่นด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกของฉันตอนนี้คืออยากจะต่อขาของฉันให้ยาวขึ้นสักครึ่งเข่าเลยน่าจะดี ให้ตายสิ เกิดมาลูกครึ่งกับเขาทั้งทีแต่กลายเป็ลูกครึ่งเตี้ยแคระซะได้
ซึ่งมันต่างจากอีกคนที่กำลังยืนคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาด้วยท่วงท่าที่แสนจะสบาย คนคนนั้นก็คือั์นั่นแหละ หมอนี่เป็คนที่ตัวสูงอย่างที่ฉันเคยบอกไว้ั้แ่แรก การที่เขายืนคร่อมมอเตอร์ไซค์อยู่แบบนั้นมันทำให้ฉันรู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที อิจฉาที่เขามีขาที่ยาวแบบนั้น เฮ้อ แค่เขายืนเฉยๆ ก็เหมือนกับเขากำลังโพสท่าถ่ายแบบยังไงยังงั้น ต่างจากฉันโดยสิ้นเชิงที่เตี้ยจนคนอื่นมองข้ามหัวตลอดเวลา
“ฉันไปละ”
ฉันพูดต่อหลังจากที่ส่งหมวกกันน็อกคืนให้กับั์แล้วเตรียมพร้อมที่จะวิ่งไปเข้าห้องเรียนให้ทัน แต่..
“เดี๋ยวสิ”
เสียงของั์ดันดังขัดจังหวะฉันขึ้นมาก่อน มันเลยทำให้ฉันต้องหยุดชะงักขาของตัวเองลงตรงนั้น ก่อนที่ฉันจะหันไปมองเขาอีกครั้งด้วยความสงสัยว่าเขาเรียกฉันไว้ทำไม ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ดีแก่ใจว่าตอนนี้ฉันกำลังรีบอยู่
“มีอะไรอีก บอกแล้วว่าฉันไม่มีเวลา”
ฉันบอกเขาไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ฉันเองก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังความรู้สึกของตัวเองั้แ่แรกอยู่แล้ว ฉันก็เป็ของฉันแบบนี้ใครรักไม่ได้ก็เื่ของเขาก็แล้วกัน
“เปลี่ยนคำขอบคุณมาเป็เลี้ยงข้าวฉันสักมื้อแทนได้ไหม”
ดูเหมือนว่าคำปฏิเสธที่ฉันได้บอกเขาไปเมื่อวานมันดูเหมือนไร้ค่าไปโดยสิ้นเชิง นอกจากเขาจะไม่ถอยแล้ว หมอนี่ยังเดินหน้าต่ออย่างไม่แคร์ใครด้วย รู้ทั้งรู้ว่ายังไงฉันก็ไม่มีทางสนใจเขาอยู่แล้วทำไมเขายังรั้นที่จะเดินหน้าต่อกันละ แต่เื่เลี้ยงข้าวมันไม่ใช่ปัญหาของฉันเลยสักนิด ข้าวมื้อเดียวฉันเลี้ยงได้สบายอยู่แล้ว แต่การที่ต้องเลี้ยงข้าวเขานั้นฉันเกรงว่ามันจะทำให้ั์เข้าใจผิดว่าฉันเล่นด้วยนี่สิ บอกเลยว่ามันเป็เื่ที่ยุ่งยากเลยละถ้าเกิดหมอนี่เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ
“ทำดีด้วยเพื่อหวังผลตอบแทนสินะ”
นี่ถ้าเขาไม่มีความ้าที่จะจีบฉันหมอนี่คงไม่มีทางทำเื่แบบนี้แน่ เชื่อสิ คนร้อยทั้งร้อยก็เป็แบบนี้กันหมด ทำดีเพื่อหวังสิ่งตอบแทน มันเป็กิเลสของมนุษย์ทุกคนนั่นแหละ
“ก็คงจะเป็แบบนั้น”
“หึ”
“ตกลงเธอจะเลี้ยงข้าวฉันไหม”
“อืม ไว้ฉันว่างวันไหนแล้วฉันจะบอกอีกที”
ฉันเอ่ยเพียงแค่นั้นและมันก็ได้รอยยิ้มที่มุมปากของเขาเป็การโต้ตอบกลับมา ฉันเลยเดินออกมาจากตรงนั้นในเวลาต่อมาหลังจากที่คุยอะไรกับรู้เื่และไม่มีเื่ที่จะต้องคุยกันต่อแล้ว ตอนนี้ฉันห่วงแค่ฉันคงจะไม่ถูกอาจารย์ประจำวิชาบ่นฉันจนหูชาก็พอ
รามสูร Talk
“วันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน ทุกคนกลับได้”
พรึบ!
ทันทีที่ผมได้ยินเสียงที่แสนน่ารำคาญของอาจารย์ประจำวิชาดังเข้าโสตประสาทหูของผมได้ ดวงตาของผมก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีหลังจากที่ผมพักสายตาไปั้แ่ต้นวิชาจนวิชาเรียนสิ้นสุดลง ใช่ ถูกแล้ว วันนี้ผมมาเรียน อ่า จะเรียกว่ามาเรียนก็คงไม่ถูกมานอนฟังเสียงอาจารย์พล่ามคงน่าฟังกว่าเยอะ มันไม่ใช่วิชานี้วิชาเดียวหรอกที่ดูน่าเบื่อจนผมต้องทำตัวเหมือนหลับแบบนี้ แต่มันจะเป็แทบทุกวิชาที่ผมทำแบบนี้ จะว่าแทบก็ไม่ได้อีกละ ทุกวิชาเลยก็แล้วกัน เอาเป็ว่ารู้แค่ว่าผมคนนี้เข้าเรียนก็พอ
“มึงแม่งรู้งานตลอด ตื่นตรงเวลาเป๊ะ”
นั่นเป็เสียงที่น่ารำคาญของไอ้คราม นอกจากผมจะรู้สึกรำคาญเสียงของอาจารย์แล้วผมยังรู้สึกรำคาญเสียงของไอ้เพื่อนเหี้ยคนนี้ด้วย แต่จะเลิกคบเป็เพื่อนก็ไม่ได้เพราะนอกจากไอ้ครามและไอ้พฤกษ์แล้วก็ไม่มีใครสักคนที่ทนผมได้ ทนไม่ได้ก็ไปทนได้ก็อยู่ นี่คือนิยามของการเป็เพื่อนผม
อืมมม การคบเพื่อนของผมมันไม่ได้มีอะไรมากมายหรือยุ่งยากอะไรหรอก จะเป็ใครก็ได้ที่ไม่มายุ่งวุ่นวายกับเื่ของผมแค่นั้นก็พอ และไอ้ครามกับไอ้พฤกษ์ผมก็คบพวกมันเป็เพื่อนมาั้แ่สมัยมัธยมแถมยังเรียนคณะเดียวกัน เมเจอร์เดียวกันอีก ผมเลยไม่ต้องหาเพื่อนใหม่เลยต้องทนคบกับพวกมันทั้งที่รู้สึกรำคาญพวกมันแบบนี้ยังไงละ
อ่า ผมลืมบอกไปสินะว่าตอนนี้ผมเรียนอยู่ปีสอง คณะบริหาร ที่เรียนไม่ใช่ว่าชอบหรือว่าอะไร แค่เรียนไปเฉยๆ แค่นั้นแหละเหตุผลของผม
“มึงก็เห็นแบบนี้ทุกวันแล้วจะใทำห่าอะไร”
เสียงของไอ้พฤกษ์พูดดักคอไอ้ครามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูรำคาญอย่างเห็นได้ชัด มันคงรู้สึกเอือมระอาในตัวไอ้ครามไม่ต่างจากผมสักเท่าไหร่ แต่พฤกษ์คนนี้มันมีความเป็ผู้ใหญ่สูงมันเลยไม่ได้แสดงอาการหัวร้อนออกมาให้เห็นก็เท่านั้น
อ่อ แล้วก็อีกอย่างผมก็ไม่ได้หลับอย่างที่พวกเพื่อนผมคิดสักหน่อย ผมแค่หลับตาพักสายตาแค่นั้น ก็เคยบอกแล้วว่า่นี้ผมนอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร สงสัยฮอร์โมนในร่างกายของผมเปลี่ยนมันเลยทำให้ผมเป็คนหลับยาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมสามารถได้กลับทุกที่แท้ๆ มันช่างเป็เื่ที่น่ารำคาญสำหรับผมจริงๆ
“หาวววว”
ผมหาวออกมาอีกครั้งก่อนที่จะยืดตัวขึ้นจากโต๊ะหลังจากที่ผมเอาแต่ฟุบหน้านอนอยู่แบบนั้นั้แ่ต้นคาบเรียน
“มึงนอนขนาดนี้ยังง่วงอีกเหรอ”
“กูว่า่นี้มึงดูเพลียๆ นะ”
ผมรู้สึกเพลียจริงๆ เพราะไม่ได้นอน
“อืม ่นี้กูนอนไม่ค่อยหลับ”
ผมบอกแล้วเปิดปากหาวออกมาอีกครั้งด้วยความง่วงงุน
“แต่กูก็เห็นมึงหลับตลอดเวลานิ”
ใช่ พวกมันเห็นว่าผมหลับตลอดเวลาก็จริง แต่ความจริงแล้วผมแค่พักสายตาเท่านั้นผมไม่ได้หลับจริงๆ สักหน่อย ก็อยากจะหลับจริงๆ ด้วยนั่นแหละ พยายามแล้วแต่แม่งไม่ได้ผลสักครั้ง
“กูแค่พักสายตา”
ผมบอกไปตามความเป็จริงๆ แล้วไอ้พฤกษ์กับไอ้ครามก็มองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ จะแปลกใจอะไรก็เื่ของพวกมันแต่ช่วยอย่าถามผมอะไรมากไปกว่านี้ได้ไหม ี้เีตอบ
“ก็ว่ามึงควรกลับไปนอนบ้านดูเผื่อจะช่วยได้ เพราะที่ที่มึงนอนทุกวันแม่งจะหลับลงได้ยังไง”
มันแปลกตรงไหนที่ผมนอนอยู่ที่ผับของตัวเอง ก็ผับของผมที่ได้ตกทอดมาจากพ่อของผมมันมีห้องไว้สำหรับนอนแถมมีอะไรครบครันอย่างกับคอนโดหรูนั่นมันไม่ต่างจากห้องนอนที่คนทั่วไปนอนกันสักหน่อย ต่างกันก็แค่มันอยู่บนชั้นสามของผับแล้วก็มีเพลงดังคลอให้ได้ยินก็แค่นั้นเอง
แต่อย่าดูถูกผับของผมนะ บอกเลยว่าถ้าไม่มีผับนี้คงไม่มีผมในวันนี้ บอกเลยว่าสถานที่แห่งนี้มันเป็จุดเริ่มต้นของความรักของพ่อกับแม่ผมเลยก็ว่าได้ แต่เื่ที่น่าขนลุกที่พ่อกับแม่ผมทำกันมันคงไม่เกิดขึ้นกับผมแน่ บอกเลยว่ามันไม่ใช่แนวสำหรับผมเลยจริงๆ
“อืม ไปเถอะ หิว”
ผมไม่อยากพูดอะไรให้มากความ เลยตัดบทเพียงแค่นั้นแล้วเดินงัวเงียออกมาจากห้องเรียนเป็คนแรกโดยมีเพื่อนของผมทั้งสองคนเดินตามหลังมาติดๆ
ผมเดินงัวเงียมาจนถึงโรงอาหารของคณะ แบบว่ามหาลัยของผมเป็มหาลัยที่ค่อนข้างใหญ่แต่ละคณะเลยมีโรงอาหารเป็ของตัวเองและแต่ละคณะอยู่ค่อนข้างห่างจากกันเรียกได้ว่าอยู่กันแบบคณะใครคณะมันเลยก็ว่าได้ ผมชอบนะ ดูคนไม่พลุกพล่านดี จะได้ไม่วุ่นวายแค่คนในคณะตัวเองก็วุ่นวายจะตายห่าอยู่แล้ว อย่าเอาคณะอื่นมาสร้างความวุ่นวายด้วยเลย ผมขออยู่อย่างสงบเถอะ
แต่ถึงผมจะไม่ได้มองดูรอบๆ ว่ามีคนมองผมอยู่หรือเปล่า แต่ผมก็ััได้ว่ามีคนมองผมอยู่ตลอดเวลาจริงๆ ไม่รู้ว่ามองเพราะการแต่งตัวที่ค่อนข้างมิดชิดของผมหรือมองเพราะอะไรอย่างอื่นหรือเปล่า บอกไว้เลยว่าสายตาของคนพวกนี้ทำให้ผมรู้สึกรำคาญเพราะแบบนี้ไงผมเลยไม่อยากออกมาข้างนอกสักเท่าไหร่ ถ้าเลือกได้ขอนอนอยู่ในห้องทั้งวันยังจะดีซะกว่า
“เออนี่ไอ้เฉื่อย ถามจริงมึงเอาความรู้จากไหนไปสอบวะคะแนนสองถึงได้ออกมาดีแบบนี้ ทั้งๆ ที่มึงออกจากี้เีแถมยังหลับในห้องอีก”
คะแนนสอง อ่อ ที่สอบไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนะเหรอ ผมยังไม่รู้หรอกว่าคะแนนของตัวเองออกมาได้เท่าไหร่เพราะไม่ได้สนใจมันั้แ่แรกอยู่แล้ว แล้วก็ข้อสอบนั่นไม่ได้ยากอะไรเลยด้วยซ้ำ ผมเลยไม่มีอะไรที่ต้องห่วงยังไงละ
จึกๆ
ผมใช้นิ้วชี้ไปที่หัวของตัวเองสองครั้งเพื่อตอบคำถามที่ไอ้ครามพึ่งถามมา และบอกไว้เลยว่ามันคงสร้างความรู้สึกหมั่นไส้จากคนถามได้มากอยู่ไม่น้อย
“เออ รู้ว่ามึงแม่งฉลาด แต่แม่งมันน่าหงุดหงิดไปไหมวะ กูอุตส่าห์อ่านหนังสือทั้งคืนแต่คะแนนสอบออกไม่ได้ถึงครึ่งไอ้เฉื่อยเลยด้วยซ้ำ”
ของแบบนี้มันวัดกันได้ที่ไหนกันละ ไอ้ครามมันควรยอมรับตัวเองสักทีนะว่าตัวมันเองน่ะกาก
ผลัวะ!
“อ่านหนังสือทั้งคืนพ่อมึงสิ กูเห็นมึงไปมัวหญิงอยู่ คะแนนออกมาแบบนั้นก็สมควรแล้วละ”
เสียงบ่นที่มาพร้อมกับเสียงหัวโดนโบกนั่นเป็ฝีมือของไอ้พฤกษ์เองแหละ ส่วนผมนะเหรอก็ได้แต่นั่นทานข้าวเงียบๆ ตามแบบฉบับของตัวเองต่อไปอย่างนั้นโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างมากนัก แต่จะมีแค่บางครั้งที่ผมต้องเงยหน้าขึ้นตอบพวกเพื่อนเหี้ยบ้าง แบบว่าถามมาก็ตอบ ไม่ถามผมก็ไม่เงียบก็แค่นั้น พูดมากเปลืองน้ำลายนะ
“เออ กูพึ่งรู้ว่าน้องรีสแม่งเรียนที่มอเดียวกันกับเราวะ เห็นว่าเป็เด็กสถาปัตย์ด้วย แม่งเจ๋ง”
รีส ชื่อนี้ทำให้ผมรู้สึกรำคาญขึ้นมาไม่น้อยที่ต้องได้ยินชื่อยัยเด็กปีนเกลียวนั่นตอนนี้ ผมไม่ชอบคนที่มีนิสัยแบบเธอ คนที่ชอบอวดดีทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรให้อวด คนแบบนี้มันน่ารำคาญ
“ก็ไม่แปลกหรอกที่มึงพึ่งรู้ กูเองก็พึ่งรู้มอเราแม่งใหญ่ขนาดนี้ รู้จักทุกคนแม่งก็เก่งเกิน”
อืม ใช่ ดูผมเป็แบบอย่างสิ เรียนมาสองปีแล้วรู้จักแค่ไอ้พฤกษ์กับไอ้ครามแค่สองคนเอง
“เออ ถึงว่าแม่งทำไมไม่เคยเห็นน้องเขาเลยสักครั้งก็คณะเราก็คณะสถาปัตย์แม่งห่างกันอย่างกับขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้”
ไม่รู้ว่ายัยเด็กเตี้ยนั่นมีอะไรดีทำไมเพื่อนผมสองคนนี้ถึงได้พูดถึงเธอปล่อยนัก นี่ถ้าพวกมันรู้ว่าผมให้ยัยเด็กนั่นมาเป็หมอนข้างผมละก็พวกมันคงสวดผมจนหูชาแน่เชื่อสิ แต่เื่นี้มันไม่มีทางรู้หรอก ถ้าผมไม่บอกแล้วยัยเด็กนั่นปากไม่สว่างละก็ มันก็รู้กันแค่นี้
“ทำไม ถ้ามึงเจอน้องเขาเร็วกว่านี้มึงจะทำไม”
“อ้าว กูก็จีบสิวะ ตัวเล็กแบบนั้นบอกเลยว่าสเปก กูเป็พวกโลลิ ฮิๆ”
“โลลิเหี้ยอะไรของมึง น้องเขาเป็น้องเราแค่ปีเดียวมึงจะเรียกโลลิได้อีกเหรอ แล้วก็อีกอย่างกูบอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่ายุ่งกับคนในวง เดี๋ยวเกิดเื่วุ่นวายขึ้นมาวงแตกมึงจะรับผิดชอบไหวเหรอ”
“อ้าว กูยังไม่ได้ทำอะไรเลย มึงไปด่าไปเฉื่อยนู้น เมื่อวานกูแอบเห็นว่ามันลากน้องรีสเข้าห้อง”
หืม เหมือนผมได้ยินชื่อผมในประโยคเมื่อกี้นะ แต่เมื่อกี้ไม่ทันฟังว่าไอ้ครามมันพูดถึงอะไรอยู่
“จริงเหรอไอ้ราม”
ผมจำเป็ต้องเงยหน้าขึ้นไปมองคู่สนทนาด้วยความเอื่อยเฉื่อย เมื่อจู่ๆ ผมต้องถูกลากเขาไปในบทสนทนาที่ผมไม่ได้ตั้งใจฟังเมื่อกี้เข้า แต่ทันทีที่ผมเงยหน้าขึ้นไอ้พฤกษ์กับไอ้ครามมันก็จ้องเขม่งมาที่ผมเป็ตาเดียว อะไรงั้นเหรอ มันกำลังพูดถึงเื่อะไรกันอยู่ ผมเกี่ยวอะไรด้วยเนี้ย
“อะไร”
ที่ถามเพราะสงสัยเพราะถ้าไม่สงสัยผมคงไม่ถามหรอกจริงไหม
“ที่ไอ้ครามมันบอกว่าเห็นมึงลากรีสเข้าห้องเมื่อวาน”
ทันทีที่ไอ้พฤกษ์เอ่ยจบผมก็หันไปมองหน้าไอ้ครามทันที แต่คนที่โยนเื่ทั้งหมดมาให้ผมตอบนั้นกลับไม่รู้สึกสะท้านต่อสายตาเรียบนิ่งของผมเลยสักนิด แถมมันยังทำหน้าตาล้อเลียนผมเป็การตอบแทนมาด้วยนี่สิ ไอ้นี่มันวอนโดนตีนผมจริงๆ แต่เื่นั้นช่างมันก่อน เื่ที่ไอ้พฤกษ์กำลังถามผมอยู่ตอนนี้ต่างหากที่น่าสนใจกว่า ไอ้ครามมันเห็นว่าผมลากยัยเด็กเตี้ยนั่นเข้าห้องเมื่อวานอย่างนั้นเหรอ
“ว่าไง ตอบกูได้ยัง อย่าเอาแต่เงียบ”
“อืม แล้วไง”
ในเมื่อมีคนเห็นผมก็ต้องยอมรับว่าทำมันลงไปจริงๆ แต่เื่ที่ผมทำไม่ได้มีอะไรที่ผิดสักหน่อย ที่ลากก็แค่้าพื้นที่เงียบๆ คุยกันก็แค่นั้น ก็อย่างที่บอกผมไม่ชอบะโคุยกับใครในที่ที่เสียงดังหรอก แถมคนยังวุ่นวายแบบนั้นมันน่ารำคาญสำหรับผมนะ ถ้าขืนคุยกันตรงนั้นผมคงพาลหงุดหงิดจนเสียอารมณ์ที่จะคุยแน่ เลยต้องพาเข้าห้องไปคุยกันแบบนั้น อ่อ อีกอย่างมันก็แค่ห้องวีไอพีทั่วไปผมไม่ได้พาเข้าห้องนอนสักหน่อย มันแปลกตรงไหน
“แล้วไงงั้นเหรอ มึงลากน้องเขาห้องทำไม”
“ก็แค่คุย”
ผมตอบไปแบบไม่ได้ใส่ใจมากนัก
“คุย มึงช่วยตอบให้ละเอียดหน่อยได้ไหม”
“ก็แค่คุย มีอะไรต้องลงรายละเอียดงั้นเหรอ”
นั่นสิ ผมจำเป็ต้องบอกทุกเื่ให้พวกมันรู้ด้วยอย่างนั้นเหรอ ก็ไม่
“สาบานว่ามึงแค่คุย”
“อืม”
“กูขอนะไอ้รามว่าอย่าทำให้รีสมันกลัว ช่วยใจดีกับน้องมันหน่อย อย่างน้อยเราก็ต้องร่วมงานกันไปอีกนาน”
แต่ถ้าเด็กมันปีนเกลียวกับผม ผมจำเป็ต้องสั่งสอนให้รู้ว่าใครพี่ใครน้อง อย่าหาว่าผมใจร้ายเลย นั่นมันพื้นที่ของผม ผมก็ต้องคุมให้คนเชื่อฟังตามคำสั่งผมสิ ไม่ใช่มาทำตัวกร่างใส่กันแบบนี้ เลยจำเป็ต้องลงโทษสั่งสอนให้รู้จักคำว่าเข็ดยังไงละ ถ้าผมไม่เด็ดขาดแบบนี้ผมจะคุมลูกน้องผมเกือบร้อยชีวิตได้อย่างนั้นเหรอ
“เออ กูรู้”
“อืม แบบนั้นก็ดี”
บางทีผมก็คิดว่าไอ้พฤกษ์มันเป็พ่อผมอีกคนหรือไงวะ ทำไมมันต้องบ่นเป็คนแก่แบบนี้ด้วย ก็รู้ทั้งรู้ว่าบ่นแล้วพวกผมเคยฟังอย่างนั้นเหรอ ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะฟัง แต่มันก็ยังบ่นอยู่ดีทั้งที่รู้ว่าอะไรเป็อะไรแล้วแท้ๆ
แอรีส Talk
“ขอบคุณทุกคนมากค่ะ พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะคะ”
ฉันเอ่ยเป็ประโยคสุดท้ายก่อนที่จะเดินลงจากเวทีมาหลังจากที่การแสดงในคืนนี้ได้จบลงไป กระแสตอบรับของผมพวกเราค่อนข้างดีพอสมควร ไม่ค่อยอยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อว่าวงดนตรีของพวกพี่เขามีแฟนคลับเยอะจริงๆ บอกเลยว่าฉันนับถือพวกเขาเพราะตอนนี้พวกเขาแทบไม่ต่างจากวงดนตรีชื่อดังเลยสักนิด ฉันไม่ได้อวยนะ แต่ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
“นี่รีสจะกลับเลยหรือเปล่า”
หลังจากที่เดินมาถึงห้องรับรองเป็ที่เรียบร้อยแล้วเสียงของพี่พฤกษ์ก็เอ่ยถามฉันขึ้นมาเหมือนกับทุกๆ วันที่เขามักจะถามไถ่ฉันแบบนี้อยู่เป็ประจำ แต่คำถามที่เขาถามมานั้นถ้าเป็เมื่อก่อนฉันคงตอบไปได้เลยทันที แต่วันนี้มันค่อนข้างแปลกไปหน่อยเพราะฉันไม่สามารถตอบไปได้เลยว่าฉันต้องกลับเลยไหม ฉันเลยต้องหันไปมองพี่รามครั้งหนึ่งก่อนเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้สนใจฉันเลยแม้แต่น้อยเพราะตอนนี้เขากำลังนั่งทำหน้าตาง่วงๆ อยู่ที่โซฟาซะอย่างนั้น เฮ้อ ไม่ช่วยอะไรฉันเลย
“อ่า คงจะกลับเลยนะพี่”
ฉันตอบกลับไปเพราะจะได้ไม่ทำให้เป็ที่น่าสงสัยไปมากกว่านี้ เพราะเื่ที่ฉันต้องไปเป็หมอนข้างให้พี่รามนั้นยังไม่มีใครรู้เื่นี้เลยสักคน มันเป็ความลับที่ฉันกับพี่รามตกลงกันไว้ให้รู้กันแค่สองคน ฉันคงบอกคนอื่นไม่ได้หรอก แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้นี่สิ คือแบบว่าพี่รามต้องไปนอนที่ห้องของฉันแต่ฉันยังไม่รู้เลยว่าฉันต้องกลับก่อนหรือว่าต้องไปพร้อมกับพี่เขา เพราะพี่เขาเล่นเงียบมาทั้งวันแบบนี้ฉันเลยไม่รู้ว่าจะตัดสินใจทำอะไรยังไงดีน่ะ
“งั้นเหรอ ติดรถพี่กลับไหม”
“อ่า ไม่เป็ไรค่ะ รีสกลับเองดีกว่า”
“อ่อ งั้นเหรอ งั้นพวกพี่กลับก่อนละ”
พี่พฤกษ์พูดจบก็แบกกีตาร์คู่ใจของเขาขึ้นแล้วเดินจากห้องไปด้วยท่าทางเพลียๆ
“กลับดีๆ นะน้องรีส พี่ไปละ”
ตามด้วยพี่ครามที่ยังคงความสดใสร่าเริงของเขาไว้ตลอดเวลาเดินตามหลังพี่พฤกษ์ไปติดๆ อ่อ ฉันลืมบอกไปสินะว่าทำไมสองคนนั้นถึงได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ แบบว่าพี่เขาพักอยู่ที่คอนโดเดียวกันนะแถมยังเป็รูมเมทกันด้วย เลยต้องกลับด้วยกันทุกวันยังไงละ
และในที่สุดห้องนี้ก็เหลือแค่ฉันกับพี่รามกันสองต่อสองอีกครั้ง พอคนอื่นๆ กลับไปความรู้สึกอึดอัดก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง เฮ้อ ถ้าพี่รามพูดเยอะกว่านี้หรือรู้จักยิ้มขึ้นมาละก็ เขาคงเป็คนที่น่าคุยด้วยกว่านี้เยอะ แต่ดูเขาตอนนี้สิ เหมือนฉันเห็นอะไรที่มืดหม่นไร้ชีวิตชีวานั่งเหงาอยู่อย่างโดดเดี่ยว บอกเลยเห็นแล้วฉันยังอยู่รู้สึกเฉาแทนเขาเลย
“นี่พี่ราม”
ฉันเอ่ยเรียกผู้ชายที่นั่งทำหน้าง่วงอยู่ที่โซฟาด้วยเสียงที่ไม่ดังจนเกินไป และคนที่ฉันเรียกชื่อเมื่อกี้นั่นก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองฉันช้าๆ ตาปรือ บอกเลยว่าฉันยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างเขาจะนอนไม่หลับ เพราะดูเขาตอนนี้สิ เหมือนคนที่พร้อมนอนได้ทุกเมื่อเลย
“นี่พี่จะให้รีสกลับก่อนหรือยังไง ช่วยบอกหน่อยเถอะว่าต้องทำอะไรบ้าง”
เขาลืมไปแล้วหรือเปล่านะว่าเขาได้บังคับให้ฉันทำอะไร ถ้าเขาลืมมันก็ดีสิ ฉันจะต้องไม่ทำเื่อะไรที่ยุ่งยากที่ฝืนในทำแบบนั้น
“อ่อ สิบนาที”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องด้วยท่วงท่าที่แบบว่า ถ้ามาเป็ฉันตอนนี้ต้องรำคาญตาแน่ๆ เพราะมันช้าและดูเอื่อยเฉื่อยเหลือเกิน ไอ้ฉายาที่พวกพี่ครามตั้งให้พี่รามนั้นฉันรู้สึกว่าเขาคู่ควรกับมันก็วันนี้นี่แหละ
แต่เหมือนสิบนาทีที่พี่รามบอกนั้นมันจะไม่ใช่เวลาที่เขาบอกให้ฉันรอเขาสินะ เมื่อครบสิบนาทีตามที่เขาบอกฉันยังเห็นว่าเขากำลังเดินไปที่ไหนสักทีด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยอยู่เลย สิบนาทีที่ว่าคงเป็เวลาที่เขาเดินไปสินะ เพราะตอนนี้ฉันรอเขามาครึ่งชั่วโมงแล้วพี่รามยังไม่โผล่หน้ากลับมาเลย ฉันเริ่มที่จะหงุดหงิดขึ้นมาแล้วนะ ที่ต้องมานั่งรอโดยไม่รู้เลยว่าคนเฉื่อยคนนั้นจะกลับมาตอนไหน นี่ถ้าพรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้าละก็ฉันเหวี่ยงไปนานแล้ว แต่บังเอิญว่าฉันมีเรียนบ่ายเลยทำได้แค่นั่งด่าเขาในใจแทนยังไงละ
“มีอย่างที่ไหนปล่อยให้ผู้หญิงต้องรอแบบนี้”
ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง แต่ก็ต้องทำใจเพราะฉันคงเอาอะไรจากคนอย่างพี่รามไม่ได้ เพราะคนอย่างเขาชอบทำเื่ที่ไม่คาดคิดทุกครั้ง อย่างเช่นตอนนี้ที่เขาปล่อยให้ฉันนั่งรอเขามานานนับครึ่งชั่วโมงแบบนี้
แกรก!
แล้วจู่ๆ ประตูห้องรับรองที่ฉันนั่งรอพี่รามอยู่ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างที่สวดเสื้อมิดชิดแทบมองไม่เห็นผิวของเขาค่อยๆ เดินเข้าห้องมา มาแล้วค่ะทุกคน คนเฉื่อยของเราเขากลับมาแล้ว ฉันนึกว่าจะต้องนั่งรอเขาอยู่ตรงนี้ทั้งคืนแล้วซะอีก
“นั่งบื้ออยู่ทำไม รีบไปสิ”
ฉันได้แต่อ้าปากเหวอค้างไว้อย่างนั้นทันทีอย่างไม่เชื่อหูตัวเองที่ต้องมาได้ยินคำพูดแบบนั้นจากปากพี่ราม เพราะทันทีที่เขาเปิดประตูเข้ามาเขาก็เอ่ยประโยคนั้นแล้วก็เดินออกไป โดยทิ้งให้ฉันยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น คือ...เมื่อกี้เขาบอกให้ฉันรีบอย่างนั้นเหรอ นั่นควรเป็ฉันต่างหากเล่าที่ต้องเป็ฝ่ายบอกเขา ไม่ใช่เขามาบอกฉันแบบนี้ แต่ที่น่าหงุดหงิดยิ่งกว่านั้นคือฉันไม่สามารถโต้ตอบเขาคืนได้ยังไงละ เพราะเ้าตัวเล่นเดินนำหน้าฉันไปแบบนั้นฉันจะด่าใครละ ให้ตาย น่าหงุดหงิดที่สุดเลย อยากเหวี่ยงใส่ใครสักคนโว๊ย
แต่ก็อย่างว่าแหละสถานะของฉันตอนนี้ได้แต่ด่าพี่รามในใจแล้วจำใจเดินตามหลังเขาไป พี่รามพาฉันเดินมาทางด้านหลังของผับ พอเราสองคนเดินพ้นออกมาได้ก็เห็นว่ามีรถหรูคันหนึ่งจอดอยู่ ดูเหมือนว่ารถหรูคันนั้นจะเป็รถของพี่รามเพราะฉันเห็นเขาถือกุญแจรถอยู่ในมือ
“ขับรถเป็ไหม”
พี่รามเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่เอาแต่เงียบไปนาน เอาเป็ว่าวันนี้ฉันแทบนับคำพูดของเขาได้ว่าเขาพูดไปแล้วทั้งหมดกี่คำสำหรับวันนี้นะ
“ก็เป็”
ฟิ้ว!!
แล้วรู้ไหมทันทีที่ฉันตอบคำถามที่เขาถามมานั้นจบ พี่รามก็โยนอะไรบางอย่างมาให้ฉันทันทีด้วยท่าทางแบบขอไปที แต่ของสิ่งนั้นดันมาตกลงในมือฉันได้พอดิบพอดีอย่างไม่น่าเชื่อนี่สิ แต่ที่ไม่น่าเชื่อไปมากกว่านี้ก็คือสิ่งที่เขาโยนมาคือกุญแจ ใช่ มันคือกุญแจรถที่พี่รามถืออยู่ในมือเมื่อกี้ เขาโยนมาให้ฉันแบบนี้หมายความว่า...
“ขับที ี้เีขับ”
พูดจบเ้าตัวก็เดินไปนั่งข้างคนขับโดยมีฉันยืนเอ๋อถือกุญแจรถอยู่อย่างนั้นคนเดียว ฮึ่ย นี่มันเื่อะไรกันเนี้ย ทำไมฉันต้องมาทำเื่แบบนี้ด้วย นี่เขาให้ฉันมาเป็หมอนข้างพ่วงกับเป็คนรับใช้เขาด้วยอย่างนั้นเหรอ อ๊าย ฉันอยากกรี๊ดใส่หน้าเขาจริงๆ อยากด่าให้หายแค้น อยากเหวี่ยงให้หายหงุดหงิด แต่ตอนนี้ฉันทำได้แค่อย่างเดียวคือ ทำใจ
[โปรดติดตามตอนต่อไป]
สงสารน้องรีสของเราที่ต้องมาเจอผู้ชายอย่างอีราม
5555 สงสัยว่าจะรักกันยังไงนี่ดิ
ตอนหน้ามารอดูว่ารีสจะเป็หมอนข้างให้อีรามยังไง
เม้นๆๆๆๆๆ