บทที่ 12 ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะคะคุณแม่
เยี่ยชิงหวนนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ค่อย ๆ หั่นสเต๊กเนื้ออย่างไม่รีบร้อน แวะจิบไวน์แดงสักอึก หาได้ยากที่จะเห็นเธออารมณ์ดีถึงขนาดนี้
เธอไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสอาหารอย่างเงียบสงบแบบนี้มานานมากแล้ว ตอนอยู่ในคุกทุกคนต่างแย่งชิงกันกลัวว่าจะพลาดอาหารมื้อสำคัญของตัวเอง เมื่อกลับมาบ้านตระกูลเส้า ในหูของเธอแทบจะได้ยินแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์และตำหนิติเตียน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ขณะที่เธอกำลังจะทานอาหารเสร็จ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงบันไดมาจากทางด้านหลัง
เส้าอวี่ซินสวมเสื้อผ้าจากแบรนด์ชาแนลคอลเลกชันล่าสุด เธอเก็บขวดน้ำหอมที่ฉีดเสร็จแล้วใส่กลับเข้าไปในกระเป๋า
หลี่เหมยลี่ก็เรียกเธอไว้ได้ทัน “อวี่ซินลูกจะไปซื้อชุดราตรีใช่ไหม พาพี่สะใภ้ไปด้วยสิ!”
“พี่สะใภ้?” สองคำนี้ทำให้เส้าอวี่ซินสะดุ้งเฮือก สีหน้าภายใต้ผมลอนเป็คลื่นแสดงออกว่ากำลังประหลาดใจ เธอแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเลย
“แม่พูดอะไรนะคะ?” เธอมองไปที่เยี่ยชิงหวนที่กำลังทานสเต๊กคำสุดท้ายด้วยท่าทางสบาย ๆ บนโต๊ะอาหารด้วยสายตาสงสัย
ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วหรือยังไง ทำไมแม่ของเธอถึงได้เรียกเยี่ยชิงหวนว่า ‘พี่สะใภ้’
เยี่ยชิงหวนกระแอมเบา ๆ เมินสายตาอันเป็ศัตรูของเส้าอวี่ซิน เธอกลืนสเต๊กลงคอ แล้วพูดอย่าง ‘อ่อนโยนเอาใจใส่’ ว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณแม่ หนูใส่อะไรก็ได้ ครอบครัวเราไม่ได้ทำธุรกิจ ไม่จำเป็ต้องเสียเงินไปกับเื่พวกนี้มากนักหรอกค่ะ”
“ไม่ได้หรอกนะ นี่เป็เื่ของการรักษาหน้าตาตระกูล”
หลี่เหมยลี่หยิบบัตรใบหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะ “เอาไปซื้อเสื้อผ้าให้อวิ่นเฉินด้วยล่ะ อย่าลืมนะ”
เส้าอวี่ซินอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง วันนี้แม่ของเธอคงจะเป็ไข้จนสมองกลับไปแล้วแน่ ๆ
ทำไมถึงได้ใจดีกับเยี่ยชิงหวนขนาดนี้ล่ะ?
หญิงสาวมองบัตรสีทองวาววับตรงหน้า ดวงตาของเยี่ยชิงหวนเป็ประกาย แต่เธอกลับข่มความปลาบปลื้มในใจเอาไว้ ก่อนจะยื่นมือไปหยิบบัตรมาอย่างเสแสร้ง “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณนะคะคุณแม่!”
คำว่า ‘แม่’ ดังมากพอที่จะทำให้หลี่เหมยลี่ใ เมื่อเธอได้สติ เยี่ยชิงหวนก็ลุกขึ้นเดินไปยังประตูทางเข้าเพื่อเปลี่ยนรองเท้าแล้ว
“เฮอะ! เสแสร้งเป็เก่งจริง ๆ!” เส้าอวี่ซินพึมพำอย่างดูถูก เธอสะบัดกระเป๋าสะพายและก้าวขาไปสวมรองเท้าส้นสูงเดินออกไปนอกประตู
ภายในร้านเสื้อผ้าหรูหราแห่งหนึ่งในปักกิ่ง
ทันทีที่เส้าอวี่ซินมาถึง พนักงานขายก็รายล้อมเธอราวกับฝูงมดรุมตอมของหวาน พนักงานขายทั้งห้าคนในร้านต่างพูดคุยกับเส้าอวี่ซินอย่างไม่หยุดหย่อน
เห็นได้ชัดว่าเส้าอวี่ซินเป็คนไม่มีความคิดเป็ของตัวเอง แม้จะยังไม่ได้ลองใส่ แต่ในพริบตาก็มีถุงเครื่องประดับที่ห่อไว้ข้างตัวเธอเจ็ดถึงแปดใบแล้ว
แม้ว่าเยี่ยชิงหวนจะถูกทิ้งไว้ข้าง ๆ แต่เธอก็มีความสุขกับอิสระของตัวเอง หญิงสาวเดินวนไปรอบ ๆ ร้านที่เต็มไปด้วยชุดราตรี ในที่สุดก็เลือกชุดกระโปรงผ้าแก้วสีเทาเหลือบเงินแบบคอวีทรงยาว
ชุดนี้ดูไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไร เมื่อเธอขอลองใส่ พนักงานข้าง ๆ ก็มองผ่าน ๆ แล้วลังเลใจที่จะถามว่ามันเรียบเกินไปหรือเปล่า
“ไม่เป็ไรค่ะ ชุดนี้แหละ และสร้อยคอกับต่างหูที่อยู่ตรงนั้น แหวนสองวงนี้ ช่วยเอามาให้ฉันลองใส่ทั้งหมดด้วยนะคะ”
แม้ว่าพนักงานจะไม่ค่อยมั่นใจในตัวตนของเธอ ถึงอย่างนั้น เธอก็เป็คนที่มากับคุณหนูรองของตระกูลเส้า ดังนั้นสถานะของเธอคงไม่ธรรมดา พนักงานจึงไม่ได้ละเลย และรีบนำสิ่งของที่เธอ้ามาให้อย่างรวดเร็ว
กู้ชิงหวนเคยเรียนออกแบบเครื่องประดับมาก่อน เธอมีสัญชาตญาณที่ไวต่อสิ่งที่เรียกว่าแฟชั่น และรู้ว่าจะทำให้ชุดหนึ่งชุดโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างไร เครื่องประดับแบบไหนจะเป็จุดเด่นที่ลงตัว นี่คือจุดแข็งของเธอ
อีกด้านหนึ่ง เส้าอวี่ซินก็เลือกชุดและเครื่องประดับเสร็จแล้ว หญิงสาวเข้าห้องลองเสื้อเกือบจะพร้อมกันกับเยี่ยชิงหวน
สิบนาทีต่อมา ผ้าม่านของห้องลองเสื้อก็ถูกพนักงานเปิดออก
เยี่ยชิงหวนสวมชุดกระโปรงผ้าแก้วสีเทาเหลือบเงินแบบคอวี รูปร่างของเธอดูดีมาก เอวบางโค้งเว้าอย่างชัดเจน สีเทาเหลือบเงินยิ่งขับผิวขาวราวกับเ้าหญิงน้ำแข็งในศตวรรษที่ผ่านมา เธอผมรวบเป็ทรงดอกไม้อย่างง่าย ๆ
ใบหูทั้งสองข้างสวมต่างหูเงินเป็เส้น บนไหปลาร้าประดับด้วยมุกเคลือบน้ำตาปลาพะยูนที่กำลังเป็ที่นิยมในปัจจุบัน ทั้งเรียบง่าย ทันสมัย แต่ไม่สูญเสียความสง่างาม
เมื่อม่านด้านนั้นถูกเปิดออก เส้าอวี่ซินก็เห็นพนักงานขายทั้งห้าคนที่อยู่ตรงหน้าเธอต่างจ้องมองไปยังประตูห้องลองเสื้ออีกฝั่งอย่างตาไม่กะพริบ ทุกคนตาเบิกโพลง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและชื่นชม
เมื่อมองตามสายตาของพวกเขา คุณหนูรองก็เห็นชุดที่เยี่ยชิงหวนสวมใส่ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปในทันที
ปกติแล้วเธอไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เมื่อเทียบกับเยี่ยชิงหวนที่ดูสดใสขนาดนั้นแล้ว ชุดที่เธอใส่อยู่นั้นเต็มไปด้วยเครื่องประดับหรูหราดูจะฉูดฉาด ดูเหมือนต้นคริสต์มาสเลยทีเดียว
หญิงสาวขบฟันแน่น พลางระบายอารมณ์ใส่พนักงานขาย
“ใครเป็คนเลือกชุดนี้ให้ฉัน มันไม่สวยเลยสักนิด ไปเลือกมาใหม่”
พนักงานขายรู้สึกผิดมาก และไม่กล้าทำให้คุณหนูไม่พอใจ จึงรีบหมุนตัววิ่งออกไปในทันที
เยี่ยชิงหวนหมุนตัวอย่างช้า ๆ ตรงหน้ากระจก เมื่อพอใจแล้วก็หันกลับมา แล้วมองไปที่พนักงานขาย ก่อนจะพูดว่า “เอาชุดนี้แหละ ช่วยห่อให้ฉันหน่อยนะคะ เครื่องประดับก็เอาหมดนี่เลย อ้อจริงสิ ชุดสูทผู้ชายชุดนั้นด้วยค่ะ ห่อให้ฉันด้วยนะ”
หลี่เหมยลี่สั่งให้เธอเลือกชุดให้เส้าอวิ่นเฉินด้วย เธอจะลืมได้อย่างไร
หลังจากจ่ายเงินซื้อของทุกอย่างเสร็จสับ เยี่ยชิงหวนยังได้ยินเสียงเส้าอวี่ซินที่กำลังโมโหใส่พนักงานขายในห้องลองเสื้ออยู่ เธอไม่อยากฟังต่อแล้ว จึงเดินออกจากร้าน ตั้งใจจะไปเดินเล่นไม่ไกลมาก
แต่ทีที่ก้าวขาออกจากประตูร้าน ก็ได้ยินเสียง 'แชะ' เบา ๆ ดังขึ้น เธอไม่ได้หันกลับไป แต่เห็นชายสวมหมวกแก๊ปคนหนึ่งกำลังถือกล้องถ่ายรูปหันเข้าไปในร้าน จากนั้นก็กดถ่ายรูปรัว ๆ อยู่ตรงตู้โชว์สินค้าของร้าน
เยี่ยชิงหวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง เธอคิดว่า่นี้วงการบันเทิงคงไม่มีข่าวอะไรน่าตื่นเต้น ปาปารัสซีไม่มีอะไรให้ถ่าย ดังนั้นวันนี้ที่เส้าอวี่ซินมาช็อปปิงจัดเต็ม ก็พอจะขึ้นหน้าหนึ่งได้
เธอจ้องมองนักข่าวคนนั้นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นดวงตาก็เป็ประกายขึ้นมา ราวกับว่านึกอะไรบางอย่างออก จึงก้าวเดินเข้าไปหาคนคนนั้นในทันที