48 : ชักใย
เมื่อทำความสะอาดตัวเรียบร้อยเปลี่ยนชุดที่ทางนั้นเอามาให้เปลี่ยน เป็นชุดที่พอดีกับตัวเธออย่างน่าเหลือเชื่อ แต่เนียร์ไม่มีอารมณ์มาสงสัยว่าทางนั้นรู้ขนาดไซส์ตัวเธอได้ยังไง
ขณะเดินออกมานอกโรงเรียน เนียร์เป็นฝ่ายเดินนำมาก่อน แล้วปล่อยให้สามคนนั้นเดินตามมาอย่างทิ้งระยะห่าง ไร้เสียงพูดคุย
พอเดินไปได้ระยะหนึ่งเนียร์จะหยุดเอาดื้อๆ แล้วหันมามองทางด้านหลังทำเอาพวกที่เดินตามมาสะดุ้งผวาไปตามๆ กัน
เนียร์มองอาการเหล่านั้นอย่างนิ่งสงบ
“...ฉัน..น่ากลัวมากเลยสินะ” เธอถามตรงๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่เอลก็จับบางอย่างในกระแสเสียงนั้นได้
“ไม่ใช่นะเนียร์ พวกฉันไม่...” ไม่ว่าเอลจะแก้ตัวอย่างไร มันก็ถูกกลบด้วยเสียงตะคอกของเนียร์ไปจนหมด
“ถ้าอย่างนั้น ทำหน้าแบบนั้นกันทำไม” เนียร์มองพวกนั้นด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนจะถามเป็นเสียงที่แทบจะลอดไรฟัน “งั้นบอกซิ ทำไมถึงทำหน้าเหมือนไม่อยากเข้าใกล้ฉันกัน”
ไม่มีใครตอบคำถามของเธอ หรือแม้แต่หน้าก็ยังไม่กล้าที่จะมอง ยกเว้นก็แต่...โชลเท่านั้นที่ยังกล้าสบตาเธอจังๆ ดูเหมือนเขาเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ออกอาการว่ากำลังกลัวเธออย่างชัดเจนเท่าคนอื่น แต่แค่เอลกับฟิวส์สองคนนี้เท่านั้น ก็ทำให้เธอรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจได้แล้ว
“..หึ...ฮึๆๆ”
เสียงหัวเราะในช่วงอารมณ์ที่ไม่มีอะไรให้ขำ ทำให้เอลอดใจไม่ได้ต้องเหลือบขึ้นมอง แล้วก็นึกเสียใจอยากก้มกลับลงไปใหม่ในทันทีเมื่อเห็นสายตาที่เหมือนกำลังตัดพ้อต่อว่าเธออยู่
“นั่นน่ะสินะ...” เนียร์พูดเสียงเบาเหมือนกำลังบอกกับตัวเองเสียมากกว่า “ใครมันจะไปอยากเข้าใกล้คนที่ฆ่าคนด้วยความสนุกเลือดเย็นแบบนั้นได้กัน คนที่น่ากลัวแบบนี้น่ะ" เนียร์ก้มลงมองมือของตัวเอง แล้วค่อยๆ หัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ได้ทำให้อะไรมันดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย กลับกัน..มันเหมือนกับคมมีดคอยทิ่มแทงหัวใจคนฟัง เมื่อรับรู้ได้ว่ายิ่งหัวเราะออกมามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งบ่งบอกว่าอีกฝ่ายนั้นเจ็บปวดมากแค่ไหน
“เนียร์” เอลเรียก พยายามเดินเข้าไปใกล้ สีหน้าเต็มไปด้วยการสำนึกผิด “ฉันเสียใจ ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำท่าแบบนั้นเลย”
ได้ยินแบบนั้นแล้วเนียร์ก็ถึงกับกระตุกยิ้มออกมา “เหรอ แล้วเธอตั้งใจไว้แบบไหนกันล่ะ ปรบมือคอยเชียร์ฉันรึไง” เนียร์ว่า สีหน้าดูขบขัน “อา..นั่นสินะ นั่นเป็นท่าทางที่ดีที่สุดแล้วที่จะหลอกว่าพวกเธอไม่ได้กลัวฉัน”
เอลหน้าเสียเมื่อเนียร์ใช้คำว่า ‘หลอก’
“ไม่ใช่นะเนียร์ ฉันไม่...”
หมับ!
เอลสะดุ้งเฮือกเมื่อจู่ๆ เนียร์ก็มาคว้าข้อมือเธอไปจับไว้แน่น แล้วเค้นเสียงถาม “งั้นพูดสิว่าเธอไม่ได้กลัวฉัน”
“ฉัน...ฉัน...” เอลตัวสั่นขณะมองมือที่จับเธอไว้อยู่ เมื่อจิตสำนึกกำลังบอกเธอว่านั่นเป็นมือเดียวกันกับที่ใช้คร่าชีวิตผู้คนดั่งที่ได้เห็นมา แม้จะพยายามลบภาพนั้นออกไป พอได้มองเนียร์ในตอนนี้ที่ดุดันขึ้นจนภาพซ้อนทับกับตอนที่เนียร์กำลังฆ่าคน ก็ทำให้เธอไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกนี้ไว้ได้
แล้วเนียร์ก็ได้เห็นมันอย่างเต็มตา สิ่งที่คอยสะกดกลั้นมาตลอดถึงได้พังทลายลง
“พูดมาสิว่าเธอไม่ได้กลัวฉัน พูดออกมาสิ!” เนียร์ตะโกนใส่ร่างบาง เขย่าตัวอย่างคาดคั้นเอาคำตอบ
“โอ๊ย! เนียร์ ฉันเจ็บ” เอลร้อง เมื่อรับรู้ถึงแรงบีบตรงข้อมือแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ชายสองคนนั้นรีบเข้ามาแยกพวกเธอโดยเร็ว
“เนียร์ คุณปล่อยเอลเถอะ” โชลบอก พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ใส่อารมณ์ลงไป แต่เนียร์กลับทำเหมือนไม่ได้ยินที่เขาพูด นอกจากตะคอกถามคาดคั้นเอลต่อไป จนกระทั่งแรงดันความร้อนขนาดย่อมที่เกิดขึ้นระหว่างเนียร์กับพวกเขาแยกพวกเธอได้สำเร็จ
เนียร์ล้มกระแทกพื้นด้วยความตั้งตัวไม่ทัน ส่วนเอลก็คงล้มไปแล้วหากยังได้หนุ่มหัวน้ำตาลคอยประคองตัวเอาไว้ ในขณะที่ฟิวส์อยู่กั้นระหว่างกลางพวกเอลกับเนียร์
“เลิกทะเลาะซะทีเถอะ ทะเลาะไปแล้วมันมีอะไรดีขึ้นมารึไง” ฟิวส์พูด เขายังคงยืนนิ่ง ขณะที่เนียร์ลุกขึ้นยืน ไม่ได้คิดจะยื่นมือไปให้เธอจับไว้เลย
แล้วเนียร์ก็ได้เห็นความรู้สึกของเขาที่ฉายออกมาทางดวงตาอย่างชัดเจน รับรู้ได้ว่าเขาไม่ต้องการจะเข้ามาใกล้ ความรู้สึกนั้นที่คงตั้งใจจะซ่อนเอาไว้ไม่ให้รู้แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตา ทำให้เนียร์ยิ่งรู้สึก...โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
“...นั่นน่ะสินะ ไม่ได้ช่วยอะไรเลยจริงๆ” เธอเห็นด้วยกับฟิวส์เหมือนจะเข้าใจ แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในนัยน์ตาสีดำนั้นกลับมีแต่ความว่างเปล่า “ถ้าอย่างนั้น..” เนียร์ยื่นมือไปหาสามคนนั้นแต่ทั้งหมดนั้นกลับมองมันอย่างเคลือบแคลงใจ ราวกับคิดว่ามือนั้นคิดจะทำอะไรพวกเขา ทำให้เนียร์ต้องชักมันกลับมา รู้สึกว่าตัวเองกำลังหายใจถี่มากขึ้นเพื่อสะกดกลั้นอะไรบางอย่างอยู่
“ฉัน...ไปก่อนละกันนะ” เนียร์พูดได้เพียงแค่นี้ก่อนจะหันหลังให้พวกเขาแล้ววิ่งจากไป
ราวกับพึ่งรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป เอลเลยพยายามจะเรียกแต่ก็สายไปเสียแล้วเมื่อร่างของเพื่อนสนิทนั้นลับสายตาไปแล้ว แรงที่อยากจะเรียกนั้นแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาที่ไหลทะลักออกมา ตะโกนร้องด้วยความหวังว่ามันจะส่งไปถึงอีกฝ่าย “ขอโทษนะ ฉันขอโทษ” แม้จะรู้ดีว่าเนียร์ไม่มีทางได้ยินมัน
ฟิวส์เองก็ไม่ได้ต่างกันเลยแม้แต่น้อย เขาก้มหน้ากำมือแน่น นึกอยากชกตัวเองขึ้นมาเมื่อตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้มันสมกับคำสาบานที่ให้ไว้ของตัวเองเลยสักนิด...โดยที่เขาไม่รู้สึกเลยว่า กว่าที่เขาจะได้ขอโทษเธอนั้นต้องรอไปอีกนานเลยทีเดียว
ท้องฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยเมฆสีขาว บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีเทาดำเข้มกลบแสงดวงอาทิตย์จนหมด แล้วเพียงไม่นานหยดฝนก็ตกกระหน่ำลงมา จนทำให้ผู้คนที่กำลังเดินทางไปมาต้องรีบวิ่งเข้าหาที่หลบฝน ส่วนคนมีร่มก็รีบกลับบ้านกัน จราจรก็ดูติดขัดน่าวุ่นวาย
แต่มีอยู่ที่หนึ่งที่ความวุ่นวายนั้นไม่อาจแทรกผ่าน นั่นคือภายในตรอกเล็กๆ ที่เป็นช่องแคบระหว่างตึก ถังขยะใบใหญ่วางตั้งมีน้ำเฉอะแฉะไม่น่าเข้าใกล้ แต่หญิงสาวคนหนึ่งกลับเดินเข้ามาอย่างไม่รู้สึกรู้สมอะไร
ฝีเท้าหยุดชะงักก่อนจะเอนตัวเอาไหล่พิงกับกำแพง ทั้งๆ ที่ตรงนี้ไม่มีที่ให้หลบฝน แต่ก็ยังคงยืนอยู่อย่างนั้น ราวกับไม่สนใจว่าตัวจะเปียกเพียงใด ดวงตาสีดำเหม่อลอย จ้องมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่สนใจว่าร่างนี้จะเริ่มเย็นลงจนอาจทำให้ป่วยเอาได้
...จะต้องไปสนอีกทำไมกันล่ะ...
ความคิดหนึ่งผุดเข้ามา
จะสนไปทำไม ในเมื่อตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้ต้องสนอีกแล้ว....ไม่มีแล้วคนที่จะยอมรับตัวเธอได้ แม้เป็นพวกเดียวกัน แม้เป็นเพื่อน ก็ยังไม่อาจยอมรับในตัวเธอได้
มือข้างหนึ่งยกขึ้นกดลงไปที่อก ที่ตอนนี้รู้สึกเจ็บลึกไปถึงข้างในอย่างไม่อาจบรรยายได้
ไม่เหลือแล้ว...ตอนนี้ไม่เหลือใครอีกแล้ว
ถ้อยคำตอกย้ำตัวเองจนขาที่ยืนไม่มั่นคงอีกต่อไป แล้วในที่สุดมันก็พับลงทำให้ร่างนั้นทรุดลงไปที่พื้น กดมือลงไปที่หน้าอกให้แรงขึ้นอย่างหวังว่าจะช่วยบรรเทา น้ำตาที่อยากให้ไหลกลับไม่ยอมไหล มีแต่หยาดน้ำเย็นที่ลงมากระทบไหลไปตามใบหน้าเท่านั้นที่เหมือนจะช่วยแบ่งเบา
เนียร์หลับตาแน่น ภาพของพวกเอลหวนกลับมา ยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บทวีขึ้นไปอีก ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างสะกดกลั้นความรู้สึกทั้งหลายเอาไว้ จนผู้ที่คอยเฝ้ามองอยู่นั้นเจ็บปวดแทน
“...พี่กิลคะ” เกลเรียกพี่ขณะก้มลงมองผู้ที่เธอชื่นชมด้วยแววตาเศร้าหมอง เหมือนจะรับความรู้สึกที่อีกฝ่ายรู้สึกไปด้วย
“ทำไม...ทำไมมนุษย์ถึงต้องมีความรู้สึก...ต้องมีความอยากได้ด้วยกันคะ” ถามเสียงแผ่วเบา กระนั้นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ยิน
“....เพราะ..ความรู้สึกและการต้องการสิ่งต่างๆเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ไงล่ะ” กิลตอบเงยหน้าขึ้นหาฟ้า ปล่อยให้หยาดฝนกระทบใบหน้า
เกลมองกิลอย่างไม่เข้าใจกับคำตอบนั้น
กิลเงียบไปพักหนึ่ง “..หากมนุษย์ไม่ต้องการสิ่งใดมาปรนเปรอ มนุษย์จะเป็นเพียงสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ตามหน้าที่ของมัน...หากมนุษย์ไม่มีความรู้สึก มนุษย์...จะเป็นเพียงสิ่งของไร้ซึ่งจิตใจ ไม่รู้สึกต่อสิ่งใด ไม่ตอบสนอง ไม่สนใจใคร แม้กระทั่งตัวเอง” กิลหันมามองหน้าน้องสาวที่เหมือนตัวเอง แล้วเอามือใหญ่ลูบหัวเธอเบาๆ
ไม่สนใจใคร แม้กระทั่งตัวเอง...
...เหมือนอย่างที่เนียร์เป็นอยู่ขณะนี้งั้นหรือ...
ขณะที่แผ่นหลังหันให้กับโลกภายนอก พลันหูก็แว่วเสียงปิดประตู แล้วไม่นานฝนที่เคยพร่างลงมาบนกายก็หายไป จนต้องหันกลับไปเงยมองว่าเป็นเพราะอะไร
ชายสวมชุดสูทเข้มถือร่มใสบังฝนให้เธอ จ้องมองมาด้วยสายตาราวกับกำลังเวทนาหญิงสาว แต่เนียร์ก็ไม่อยากจะใส่ใจกับอะไรอีกแล้ว ต่อให้อีกฝ่ายจะเข้าผลักเธอให้ล้มไปกับพื้นหรือสาดน้ำเข้าใส่ เธอก็คงได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไป
ทว่า...อีกฝ่ายไม่ได้ทำร้ายอะไรเธอทั้งนั้น เขาเข้ามายึดต้นแขนของเธอแล้วออกแรงดึงให้กลับมายืนขึ้นอีกครั้ง พลางบอกเธอว่า “มาเถอะครับ ผมจะพาคุณไป”
“...ไปไหน” เนียร์ได้ยินเสียงตัวเองถามกลับไปแผ่วเบา เหมือนไม่ได้สนถึงคำตอบ
"“ไปหาเจ้านายของผมครับ”"
แววตาเกิดประกายขึ้นมา ความรู้สึกที่มีเริ่มกลับมาทีละน้อย
เจ้านาย?....เจ้านายของคนพวกนี้ คนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด....
“มันอยู่ไหน” เนียร์ถามเสียงแข็ง จับแขนเสื้อของอีกฝ่ายแน่น “เจ้านายของพวกแกอยู่ที่ไหน”
“มาสิครับ แล้วคุณก็จะรู้”
เนียร์เริ่มมองไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น เมื่อโอกาสที่จะได้รู้ทุกอย่างมาถึงแล้ว
“เรากำลังพาตัวนิศาชลมาครับ” คนที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเลขาของตนัยกล่าวเบาๆ หลังจากได้รับโทรศัพท์รายงานความคืบหน้าของพวกที่ทำงานข้างนอกเรียบร้อยแล้ว
“งั้นเหรอ...เป็นไปตามที่คิดไว้ทุกอย่างสินะ” เจ้าของห้องคลี่ยิ้มเย็น เสมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่เมื่อครู่นี้ได้มีการฉายทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการทดสอบเนียร์แบบเรียลไทม์
“อ้อ” ตนัยเหลือบมองที่คนยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขา “ถ้าหากนิศาชลมาแล้ว ห้ามพวกเธอเข้ามาในห้องนี้เด็ดขาด ฉันต้องการคุยกับนิศาชลตามลำพัง”
ถึงตรงนี้ คนคอยรับคำสั่งอยู่เสมอก็เกิดปฏิกิริยา เขามีท่าทีคัดค้าน “ท่านตนัย ผมไม่เห็นด้วยครับ เกิดเด็กคนนั้น...”
แต่ทันทีที่ได้เห็นบางอย่างที่ฉายออกมาทางดวงตาสีน้ำตาลแก่คู่นั้น เสียงก็พลันเงียบหายไป
ตนัยยิ้ม “"เป็นห่วงฉันด้วยหรือไง ฉันควรจะดีใจสินะที่เธอไม่ได้นึกสาปแช่งฉันอยู่”"
“ผม..!”
“ช่างเถอะ วางใจได้ นิศาชลไม่ทำอะไรฉันหรอก ไม่มีทางทำได้แน่”
นิกร เลขาส่วนตัวของตนัยมองเจ้านายที่กำลังหัวเราะในลำคอเหมือนไม่มีอะไรให้น่ากังวลทั้งนั้น แล้วตัวเขาเองก็ยังติดใจกับสิ่งที่ได้ยินไปเมื่อครู่
สำหรับเขา นิกร คนนี้อาจไม่ได้ชื่นชมในสิ่งที่ตนัยทำอยู่ เพราะมันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอย่างที่แต่ล่ะวันมิอาจข่มตาหลับได้เต็มตื่น แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายสามารถหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนั้นได้ทั้งหมดก็ตาม
ทว่า...เขาไม่เคยนึกสาปแช่งตนัยเลยสักครั้งเดียว ในเมื่อเขาเลือกที่จะทำงานให้กับท่านผู้นี้แล้วเขาก็จะยินดีพร้อมใจอยู่ร่วมเคียงข้างท่านตนัยไปตราบจนสุดท้าย
ตนัยหันไปมองประตูห้องที่ถูกใครบางคนเปิดเข้ามา เขาไม่สงสัยเลยสักนิดว่าเป็นใคร เมื่อในเวลานี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เขากำลังรออยู่
ร่างของเด็กสาวก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับจ้องมาที่เขาด้วยแววตาสงสัย ระแวดระวัง
“นาย...”
ตนัยเดินไปอยู่ตรงหน้าเธอ มอบรอยยิ้มให้แต่ไม่ชวนให้อุ่นใจ ก่อนจะกล่าวแนะนำตัว
“นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันตรงๆ สินะนิศาชล ยินดีได้รู้จัก ฉันชื่อ ตนัย ดาราการณ์”
เนียร์มองชายตรงหน้าอย่างไม่วางตา เหมือนกับจะอึ้งไปว่าเป็นเขา บางอย่างจากห้วงสำนึกกำลังบอกเธอ บอกว่าคนตรงหน้านี้นี่แหละที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทุกอย่าง
แล้วทุกสิ่งที่เคยคิดว่าจะถามหากได้เจอ สิ่งที่คิดว่าจะต้องรู้ให้ได้ กลับหายไปเมื่อมีความรู้สึกอีกอย่างเข้ามาแทนที่เมื่อได้เจอเข้าจริงๆ คน...ที่เธอสาบาบว่าจะฆ่าให้ได้
โครม!
เสียงดังมาจากภายในห้องผู้บริหารสูงสุด ทำให้เหล่าคนที่รอคอยข้างนอกเคลื่อนไหวทันที
“ไม่ต้อง” นิกรยกมือห้าม “ท่านตนัยสั่งห้ามให้ใครเข้าไปรบกวนโดยเด็ดขาด”
คำสั่งถือขาด ทำให้เหล่าบอดี้การ์ดต้องกลับไปนั่งรอเหมือนเดิม
แม้ภายนอกจะสงบเยือกเย็นขนาดไหน แต่ในใจของนิกรกลับร้อนรุ่มด้วยความกังวล นึกอยากเข้าไปดูเองเลยด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ท่านตนัยคิดมันผิดอย่างนั้นหรือ?
นิกรส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง เขาเชื่อว่าสิ่งที่ท่านผู้นั้นคิดจะไม่มีทางผิด และได้แต่เชื่อใจรอต่อไป
ข้าวของบนโต๊ะทำงานกระจัดกระจายตามพื้น เมื่อร่างสองร่างเกเข้ามาแทนที่
ร่างใหญ่ถูกร่างเล็กกว่าดันมาชนโต๊ะ พร้อมกับขยุ้มคอเสื้อราวกับเสือกำลังขย้ำเหยื่อ ใบหน้าของเด็กสาวเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“แก!” เนียร์เค้นเสียง “เพราะแกคนเดียว ทุกอย่างมันถึงเป็นแบบนี้”
ตนัยต้องตาเธออย่างไม่คิดหลบ สงบ...เยือกเย็น...ไม่มีแม้ความกลัวสะท้านใดๆ จนเนียร์ที่นึกอยากเห็นเขามีท่าทีต่อต้านเธอบ้าง หรือเรียกให้ใครเข้ามาช่วย เธอจะได้รู้สึก...ราวกับมีบางอย่างดลใจให้เธอทำร้ายชายคนนี้ได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใดๆ
เมื่อตนัยไม่ได้ทำอย่างที่เธอหวังไว้ ใบหน้าที่เคยชิงชังจับใจก็ละลายหายไป เหลือแต่เพียงความสิ้นหวังท้อแท้
“ถ้าไม่มีแก...ถ้าแกไม่เอาพลังบ้าๆ นี่มาให้ฉัน...ฉัน...พวกเอล...ทุกคน...คงไม่..คงไม่!” เนียร์ไม่อาจพูดออกมาได้จนจบ แล้วก้มหน้าลงกับอุ้งมือที่กุมคอเสื้ออีกฝ่ายอยู่อย่างหวังตัดภาพทุกอย่างออกจากใจ
ตนัยปล่อยเธอไว้แบบนั้น ค่อยๆ พยุงตัวขึ้นมา พร้อมกับดึงมือที่สั่นเทาออกจากเสื้อตัวเอง เมื่อไม่มีการขัดขืน เขาก็หลุดออกจากเธออย่างง่ายดาย แล้วหันมาจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่
“แล้วไงล่ะ” เขาเอ่ยขึ้นหลังจากจัดเนคไทให้ตรงเสร็จ
คำที่ชวนให้อารมณ์ร้อนคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เนียร์หันไปตวาดใส่เขา
“แล้วไงเหรอ นายพูดออกมาแค่นั้นเนี่ยนะ” ว่าเสร็จเนียร์ก็ชะงักไป เมื่อเห็นคนตรงหน้ามีใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดทั้งสิ้น ดวงตาเย็นชาจ้องมาที่เธอจนชวนให้รู้สึกหวาดหวั่น ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าผู้ชายตรงหน้าเป็นแค่คนธรรมดา ทั้งที่เธอก็มีพลังฆ่าอีกฝ่ายได้ง่ายๆ แท้ๆ แล้วทำไม...
ตนัยสังเกตเห็นว่ามือที่กำแน่นของเด็กสาวนั้นสั่นน้อยๆ จึงหัวเราะหึในลำคอ ถามกลับไป
“เธอคิดว่าชีวิตของคนคนหนึ่งจะต้องเจอกับอะไรบ้างล่ะ”
เนียร์จ้องอีกฝ่าย “ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่”
พอเห็นว่าเธอไม่ตอบ ตนัยจึงเป็นฝ่ายตอบคำถามตัวเอง
“ชีวิตของคนเพียงคนเดียว ต่อให้เขียนเป็นหนังสือเล่มหนาเล่มเดียวก็คงเล่าไม่จบ... เจอกับหนทางมากมาย เดินผ่านข้ามเส้นทางทุกข์ทน เจอเรื่องราวเลวร้ายฉุดรั้งให้ยอมแพ้..... เธอคิดว่าตัวเองเจอหนักมาขนาดไหนล่ะ หนักพอที่จะสนใจเรื่องของคนอื่นรึเปล่า เธอคิดว่าระหว่างความทุกข์ของคนอื่นกับของตัวเอง ของใครกันแน่ที่มันสาหัสกว่ากัน”
“เรื่องนั้น...” เนียร์ไม่เข้าใจ เขาจะถามเรื่องแบบนี้กับเธอทำไม
ระหว่างเธอกับคนอื่นน่ะเหรอ พวกเอลไม่ต้องห่วงเรื่องพลังที่น่ากลัวเกินไปของตัวเองนี่นา ไม่ต้องมารู้สึกสิ้นหวังแบบนี้ พวกนั้นยังอยู่ด้วยกัน แล้วมันจะเป็นทุกข์กว่าเธอตรงไหน
ยังไม่ทันที่เนียร์จะได้ตอบ ตนัยก็เป็นฝ่ายตอบเองเสียก่อน
“ไม่ว่ายังไง ตัวเองก็ต้องเป็นคนที่ทุกข์ที่สุดอยู่แล้ว...ใช่มั้ยล่ะ”
คำตอบที่ทำให้เนียร์พึ่งเข้าใจความหมายของคำถามนั้น รู้สึกหน้าร้อนผ่าวทันทีที่เห็นตนัยหันมาทางเธอ พร้อมกับรอยยิ้มที่ราวกับจะรู้ว่าเธอจะตอบว่าอะไร
“เพราะงั้นก็คงไม่แปลกสินะ ถ้าเรื่องกังวลเป็นทุกข์ของเธอ ฉันจะไม่รู้สึกอะไรไปกับมันเลยสักนิด”
“...นายต้องการอะไรกันแน่ นายวางแผนให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ใช่มั้ย เรื่องของวันนี้ รวมทั้งพวกเอล นายวางแผนให้เป็นแบบนี้สินะ”
ตนัยส่งยิ้มให้เด็กสาวอย่างที่รู้ว่าต้องการจะยั่วอารมณ์เธอ “จะบอกอะไรให้นะ เด็กอย่างพวกเธอน่ะเดาความคิดได้ไม่ยากเลย เพราะฉะนั้นมันก็ง่ายมากที่จะทำให้พวกเธอเดินไปในแบบที่ฉันคาดไว้ เพียงแค่...” ตนัยยื่นมือออกมาตั้งท่าเหมือนกับกำลังเชิดหุ่นอยู่ “ยึดสายนี้ขึ้นหน่อย กับหย่อนสายนั้นลง แค่นี้...พวกเธอก็ทำตามอย่างที่ฉันคิดไว้แล้ว”
“แก! อย่าเห็นชีวิตคนเป็นของเล่นให้มันมากนักนะ” เนียร์เข้าไปกระชากคอเสื้ออีกครั้ง ตั้งใจจะประทับหมัดลงบนหน้าของเขา แต่บางอย่างกลับหยุดเธอไว้
สายตาที่จ้องกลับมา...เหมือนเห็นชีวิตมนุษย์มนาเป็นสิ่งไร้ค่า
“แล้วเธอไม่คิดจะมาเข้าร่วมกับฉันหรือ”
“ทำไมฉันจะต้องอยากเข้าร่วมกับแกล่ะ กับคนน่าขยะแขยงอย่างแกเนี่ยนะ” เนียร์กัดฟันถาม
ตนัยเหยียดยิ้มเย็น ถามต่อ “แล้วเพราะอะไรเธอถึงได้ยอมมาที่นี่กันล่ะ”
“มันก็แน่นอนอยู่แล้ว ฉันมาเพราะฉันต้องการ...”
“แก้แค้น" ตนัยพูดต่อประโยคเธอ รอยยิ้มแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “สินะ?”
เนียร์เบิกตากว้าง “ไม่ใช่นะ ฉัน...ฉันไม่ได้คิดจะมาเพื่อแก้แค้น”
“งั้นหรือ” ตนัยว่าพลางยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าเธอ "แล้วทำไมเธอถึงต้องมีท่าทีสับสนแบบนี้ด้วยล่ะ”
ไม่ว่าจะด้วยรังเกียจหรืออะไรก็ตาม ทำให้เนียร์รีบปัดมือนั้นออกไป ทั้งยังจ้องอีกฝ่ายเขม็ง
“ฉันไม่ได้สับสน”
สีหน้าตนัยบ่งบอกถึงความไม่เชื่อคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย “งั้นเหรอ ดูท่าทางว่าแม้แต่ใจตัวเองก็ยังไม่รู้นะ ทั้งๆ ที่มันออกจะชัดเจนอยู่แล้ว”
“ฉันมาที่นี่เพื่อหาความจริงเท่านั้น ความจริงเกี่ยวกับพลังนี้ รวมไปถึงเหตุผลของนายด้วย”" เนียร์ตวาดกลับ
“ความจริง?” เขาทวน “เพื่อหาหนทางช่วยตัวเองกับเพื่อนงั้นเหรอ อ๊ะ...ยังจะเรียกว่าเป็นเพื่อนได้อยู่มั้ยนะ”
ดั่งร่างกายถูกสาปให้แข็งทื่อ เนียร์กำมือแน่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น อารมณ์หลายอย่างเริ่มประดังเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจให้มันเกิด
เพื่อน....ยังเป็นเพื่อนอยู่มั้ย
“คิดให้ดีนะนิศาชล ว่าเหตุผลจริงๆ แล้วที่เธอมาที่นี่ มันเพื่ออะไรกันแน่”" ตนัยเริ่มเดินวนรอบเธออย่างช้าๆ มีเด็กสาวยืนนิ่งเป็นจุดศูนย์กลาง
“ไม่ ฉันไม่เคยคิดเรื่องแก้แค้น ไม่เคย...”
“ไม่เคย? แม้คนที่เธอเรียกว่าเพื่อนจะตั้งท่าแบบนั้นกับเธอน่ะหรือ เธอมั่นใจหรือว่านั่นคือสิ่งที่เพื่อนควรทำกับเพื่อนด้วยกัน”
“ไม่!” เนียร์หลับตาแน่นพร้อมกับยกมือขึ้นปิดหู ไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยินอะไรทั้งนั้น แล้วตะโกนออกมา "นายอย่ามากล่อมฉันนะ”
ตนัยหยุดเดิน อยู่ข้างหลังเธอพอดี
“จริงอยู่ ฉันอาจเกลี้ยกล่อมเธอ แต่สิ่งที่ฉันพูดไปก็เป็นความจริงไม่ใช่หรือไง” ตนัยหัวเราะหึแล้วเริ่มเดินต่อ
“เพื่อนที่แสดงท่าทีหวาดกลัว”
ภาพของพวกเอลปรากฎขึ้นมาแล้วจ้องมาทางเธอด้วยแววตาขลาดกลัว ตัวสั่นและมองมาที่เธอราวกับไม่เห็นว่าเธอเป็นมนุษย์อีก
“เพื่อน...ที่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้ามาใกล้”
ทุกร่างสั่นผวายามเมื่อหันไปมอง จนหัวใจเจ็บแปลบที่เห็นเช่นนั้น ไม่มีใครอยากเข้าใกล้เธอเลยสักคน แม้แต่เอลยังกลัวจนตัวสั่นเมื่อเธอเข้าไปสัมผัส
คราวนี้ตนัยมาหยุดตรงหน้าเนียร์ ถามกลับด้วยเสียงที่ใส่อารมณ์ “คนพวกนี้น่ะหรือ ที่เธอเรียกว่าเพื่อน”
เนียร์พยายามเงยหน้ามองอีกฝ่าย แววตาเต็มไปด้วยความสับสน ไม่รู้แน่ชัดแล้วว่าใครกันที่ควรปกป้อง ใครกันที่ควรชิงชัง
เสียงแผ่วเบาถามชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมถึงเป็นฉัน ทำไมนายถึงเลือกที่จะพาฉันมาที่นี่คนเดียว”
ตนัยจ้องมองเธอชั่วครู่หนึ่ง แล้วให้คำตอบว่า “เพราะฉันถูกใจเธอไงล่ะ พลังและความสามารถของเธอจะเป็นผลประโยชน์ต่อฉันมาก แต่อย่าได้สำคัญตัวเองผิดไป เพราะถึงเธอจะสำคัญต่อฉันมากแค่ไหน เธอ...ก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่จะพาฉันไปสู่จุดหมายที่ฉันวาดหวังไว้เท่านั้นแหละ”
ถึงตรงนี้ ใบหน้าของเนียร์ก็มีแต่ความว่างเปล่า
“ส่วนเธอ..ก็จะมองว่าฉันเป็นเครื่องมือในการล้างแค้นให้เธอก็ได้ ฉันไม่มีปัญหาอะไรหรอก ตราบเท่าที่เธอให้ความร่วมมือกับฉัน ว่าไงล่ะ สนใจไหม”
‘ฉันอยากให้เธอใช้พลังออกมาให้เต็มที่นะ เพราะวาลบอกว่ามันไม่เป็นผลดีกับเธอเลยสักนิด’
ถ้อยคำที่เคยพูดออกมา ชวนให้คนฟังในตอนนี้นึกแค่นหัวเราะ
ใช้ออกมาอย่างเต็มที่แล้ว....แล้วไงล่ะ? เธอกลับได้แต่ความหวาดกลัวเป็นสิ่งตอบแทนอย่างนั้นหรือ ทั้งๆ ที่ก็ทำตามอย่างที่เคยขอไป
แล้วฟิวส์ล่ะ...หมอนั่นก็เคยฆ่าพวกผู้หญิงด้วยความตั้งใจไม่ใช่รึไง แล้วสายตาที่มองเธอมาตอนนั้นมันหมายความว่าไงกัน
ทำไมคนที่ไม่เคยคิดอยากฆ่าใคร ไม่ได้ต้องการทำร้ายใครต้องมาโดนคนที่เห็นเรื่องการฆ่าคนเป็นเรื่องปกติ มามองด้วยความหวั่นผวาแบบนั้นด้วยกัน
เธอทำผิดตรงไหนช่วยบอกทีเถอะ....กลัวเหรอ? รังเกียจสินะ?
ถ้าเป็นเพื่อนกันจริง แค่นี้ก็ต้องยอมรับได้สิ เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย พวกเอลต่างหากที่ผิด มาทำเป็นกลัวเธอไปได้นะ ทั้งๆ ที่ตอนตัวเองลงมือฆ่าคน ไม่ได้มีความลังเลเลยสักนิด เธอต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายกลัวคนพวกนี้...แต่เธอก็ไม่ได้กลัว เพราะคิดว่าเป็นเพื่อน แล้วทำไมพวกนั้นถึงคิดแบบนี้กับเธอบ้างไม่ได้ล่ะ
เพราะไม่ใช่เพื่อนสินะ เพราะคำว่าเพื่อนมันมีน้อยเกินไปสินะ
หึ
เนียร์หัวเราะ กอดตัวเองแน่น
ใช่ พวกนั้นทรยศเธอ หักหลังความเชื่อใจที่เธอมีให้ไปจนหมด ไม่มีแล้ว...ไม่มีเหลืออีกแล้ว ยกเว้น...
เนียร์เงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะอ้าปากเอ่ยถาม “นาย...กลัวฉันรึเปล่า ที่คิดใช้ฉันเป็นเครื่องมือเป็นเพราะว่าฉันดูน่ากลัวมากในสายตาคนอื่นงั้นสินะ”
ตนัยแปลกใจที่เธอถามแบบนั้น “กลัวเหรอ ทำไมฉันจะต้องกลัวเธอด้วยล่ะ สิ่งที่ฉันถูกใจในตัวเธอคือความสามารถและพลังอันแข็งแกร่ง รวมไปถึงการควบคุมสติของตัวเองไม่ให้ฆ่าคน พยายามหยุดยั้งความกระหายของตัวเองได้อย่างที่ฉันไม่เคยเห็นจากผู้ใช้พลังคนไหนมาก่อน และเมื่อได้เฝ้ามอง ก็ยิ่งแน่ใจว่าเธอเหมาะที่จะช่วยฉันที่สุดแล้ว มีอยู่ใช่มั้ยล่ะ...ความปรารถนาอันแรงกล้านั้นน่ะ” ตนัยยื่นมือมาให้เนียร์
“มาสิ มาสร้างโลกใบนี้ให้เป็นไปตามที่เราต้องการกัน ทุกความปรารถนาของเธอจะถูกทำให้เป็นจริง”
เนียร์มองมือนั้นอย่างชั่งใจราวกับจะตัดสินใจอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานเท่านั้นที่เธอเงยหน้ามองชายตรงหน้า ก่อนจะจับมือนั้นไว้แน่น ดวงตากลับมาเป็นประกายด้วยการตัดสินใจใหม่อีกครั้ง
“ได้ เพราะฉันก็จะมองนายเป็นเพียงแค่เครื่องมือเหมือนกัน”
ตนัยยิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อทุกอย่างไม่ได้ต่างไปจากที่เขาคาดการณ์ไว้เลยแม้แต่น้อย