“ทำไมนายเห็นอะไรมา?” เฉินไท่หยางเอ่ยขึ้นแทรกพร้อมใช้แขนหนักๆของมันยกขึ้นมายืนกอดคอผม
“เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าใคร เห็นนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ที่สวนหย่อม ตอนแรกฉันก็คิดว่าทีมงานแต่การแต่งตัวของเธอก็ดูไม่ใช่เท่าไหร่นะ” ผมเอ่ยต่อ
“ไหนๆ พาไปดูหน่อยดิ” เฉินไท่หยางเอ่ยพร้อมกอดคอผมเดินกลับไปที่ระเบียง
“ไหนใคร!?! ไม่เป็มีใครเลย?”เฉินไท่หยางเอ่ยต่อ
“เมื่อกี้ยังอยู่เลย เดินไปไหนแล้วหรือเปล่านะ” ผมเอ่ยต่อ
“นายตาฝาดปะเนี่ย!?!?” เฉินไท่หยางเอ่ยต่อ
“ไม่นะ กะ” ผมเอ่ยพูดต่อแต่ยังไม่ทันจบประโยค
ก๊อกๆๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทุกคนในห้องต่างหันไปสนใจที่ประตูทันที
“ลงไปเตรียมตัวทานอาหารและถ่ายรายการได้แล้วครับ” เสียงทีมเมเนเจอร์คนหนึ่งะโเอ่ยบอก
“ปะ ลงไปข้างล่างกันได้แล้ว” อีฮยอนจินพี่ใหญ่ของผมเอ่ยบอกด้วยเสียงเรียบ
ทุกๆ คนเดินสาวเท้าไล่ตามกันออกจากประตูไป และเดินลงมายังชั้นล่างที่มีการเตรียมสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้วอาหารถูกเตรียมไว้ยังโต๊ะทานอาหารใหญ่ตัวเดิมที่พวกผมใช้ปาร์ตี้กันเมื่อวาน พร้อมมีกล้องตัวเล็กอีกสี่ถึงห้าตัววางอยู่ตามมุมเพื่อถ่ายเพิ่มเติมส่วนห้องรับแขกมีกล่องภารกิจที่พวกผมต้องสุ่มหยิบขึ้นมาเพื่อทำภารกิจกันในวันนี้
ทีมงานตากล้องเริ่มทยอยจัดพื้นที่ เพราะเราจะใช้แค่บางส่วนเท่านั้น ส่วนทีมอำนวยความสะดวกกำลังรอเคลียร์พื้นที่อื่นๆเพิ่มเติม ทีมเมเนเจอร์เริ่มกำลังพูดคุยกับทีมงานหลักที่มาจากอีกบริษัทหนึ่ง ส่วนพวกผมทั้งเจ็ดคนต่างก็เดินลงไปนั่งรอที่เก้าอี้ของโต๊ะอาหาร
“กินได้เลยมั้ยนะ” เฉินไท่หยางเอ่ยขึ้นมา
“รอก่อนสิ” พัคจุนโฮเอ่ย
ผมที่รู้สึกกระหายน้ำก็ลุกขึ้นไปยังตู้เย็น หยิบเครื่องดื่มออกมาแกะ กระป๋องแล้วยกดื่มเสร็จก็ทิ้งลงถังขยะส่วนที่ผมต้องเดินมาหยิบน้ำใหม่และยังไม่ดื่มน้ำบนโต๊ะอาหารเป็เพราะเดี๋ยวตอนถ่ายรายการของที่จะไว้จะไม่สวยงามแถมถ้าดื่มเลยอาจจะขาดช็อตรินน้ำด้วยเลยต้องมาหยิบใหม่ในตู้เย็นแทน
“เอาเครื่องดื่มอะไรกันมั้ย?” ผมหันหน้ากลับไปทางโต๊ะทานอาหารเอ่ยถามสมาชิกคนอื่นๆ
“ขอน้ำยูซุหน่อยๆ” ยุนยูจุนเอ่ยขึ้นมา
ผมไม่เอ่ยตอบกลับแต่พยักหน้ารับทราบเรียบร้อย พร้อมหยิบน้ำยูซุกระป๋องออกมาจากนั้นก็เดินเอาไปยื่นให้พี่ยูจุน
ติง ติ่ง ติ้ง ติง !!
เสียงกริ่งดังขึ้นมา ทุกคนต่างหันหน้าไปมองที่ประตูบานใหญ่กันอย่างสงสัย‘ใครมาอะ?’
“ออกไปดูซิ” ชเวฮยอนอูลีดเดอร์ของผมหันมาจ้องหน้าผมและเอ่ยขึ้นมา
“ผม???” ผมเอ่ยตอบพลางยกนิ้วชี้เข้าหาตัวเอง
“เออ! นายนั่นแหละ ยืนอยู่พอดีอะ” ชเวฮยอนอูเอ่ยต่อ
ซึ่งก็ใช่! ผมยืนอยู่อยู่พอดี และใกล้ประตูที่สุด เพราะทีมงานก็อยู่กันถัดไปจากด้านหลังของโต๊ะอาหารที่พวกผมนั่งกันอยู่‘ต้องผมสินะ’ ผมคิดพลางก้าวเท้าเดินไปที่หน้าประตูบานใหญ่ ก่อนจะกดปุ่มเปิดจอเครื่องอัตโนมัติเพื่อดูว่าใครมากดกริ่งก็เห็นเป็ผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นที่นั่งอยู่ที่สวนหย่อมที่ผมเห็นตอนอยู่ที่ริมระเบียงจึงเปิดประตูออกไป
แกร๊ก!!!
เสียงประตูบานใหญ่ถูกเปิดออก
ผมทำทรงนิ่งๆ หลังจากเปิดประตูออก ขณะมองหน้าของผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นผมก็ยังคงทำหน้านิ่งๆอยู่ ส่วนเธอจ้องผมกลับด้วยดวงตาที่เบิกโต ดูเหมือนกำลังใอะไรสักอย่าง แถมเธอยังยืนนิ่งอย่างแข็งทื่ออยู่ตรงหน้าประตูอย่างนั้นไม่ยอมเดินเข้ามาข้างใน
“ผะ ผี!!!!!!” ผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นอยู่ๆ ก็เอ่ยะโเป็ภาษาอะไรก็ไม่รู้ออกมาอย่างสุดเสียง
“ฮะ!?!!??!” ผมอุทานขึ้นมากับสิ่งที่เธอเอ่ยพลางขมวดหัวคิ้วด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ยินสุดๆ
แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรกันต่อ ...
“เฮ้ยย!!!!” ผมะโขึ้นมาอย่างสุดเสียงเมื่อผู้หญิงคนนั้นอยู่ๆ ก็สลบไปต่อหน้าต่อตา
ผมเข้าไปประคองร่างของผู้หญิงตัวเล็กที่หมดสติไปทันที ขณะเดียวกันทั้งสมาชิกคนอื่นๆของวงและทีมงานก็ใเสียงะโของผมเหมือนกัน
“เธอๆ” ผมเอ่ยเรียกผู้หญิงที่กำลังอยู่ในอ้อมแขนของผมตอนนี้ พร้อมเขย่าแขนของเธอคนนั้น
“มีอะไรน่ะซองมิน?” อีฮยอนจินเอ่ยพลางลุกขึ้นเดินมาหาที่หน้าประตูบานใหญ่
“พี่ๆ มีคนเป็ลมอะ!!!” ผมเอ่ยตอบด้วยความกังวล ‘เธอแม่งเป็ไรปะวะ!?!?’
“ช่วยหน่อยดิพี่” ผมเอ่ยพร้อมหันไปบอกพี่ฮยอนจิน
“ฮะ?!?! อืมๆ” อีฮยอนจินเอ่ยพลางเข้าไปอุ้มช้อนร่างผู้หญิงตัวเล็กที่หมดสติอยู่ในขณะนี้
“ขอทางหน่อยครับๆ” อีฮยอนจินเอ่ยบอกทุกคนที่มายืนรอดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น อีฮยอนจินก้าวเดินอย่างรวดเร็วพุ่งตัวไปยังโซนนั่งเล่นแล้ววางร่างผู้หญิงคนนั้นลงบนโซฟา สายตาพลางจ้องมองร่างที่หมดสติอย่างสงสัย
“ตายแล้วๆๆๆ” ทีมงานผู้หญิงทีมหลักคนหนึ่งอุทานขึ้นมา เมื่อมองเห็นชัดๆ ว่ามีเื่อะไรเกิดขึ้น
“เชี้ยละไง” ทีมงานผู้ชายทีมหลักอีกคนหนึ่งเอ่ยบ่นต่อ
“ถอยห่างๆ หน่อยครับให้อากาศถ่ายเท” พัคจุนโฮเอ่ยขึ้นแทรก
“นายทำอะไรเธอซองมิน?” เฉินไท่หยางหันหน้าไปเอ่ยถาม
“ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอเลย!!! แถมฉันเป็คนช่วยเธอด้วยเถอะ!!” ผมเอ่ยตอบกลับ
ทีมงานผู้หญิงทีมหลักคนหนึ่งคว้าอะไรมาพัดไปมาให้ร่างของเธอคนนั้นที่กำลังหมดสติอยู่ส่วนทีมงานคนอื่นๆ ก็ยืนรอกันอย่างพะวักพะวง
“ทุกคนไปสแตนบายทำงานได้เลยนะคะ เดี๋ยวพี่ดูน้องเองๆ” ทีมงานผู้หญิงทีมหลักคนหนึ่งที่กำลังพัดอยู่เอ่ยบอกกับทุกคน
ทีมงานคนอื่นๆ ก็ผละตัวกันออกไปแยกย้ายรอสแตนบายรอทำงานต่อ เหลือเพียงสมาชิกทั้งเจ็ดคนที่ยังอยู่ใกล้นั้นและเหล่าทีมงานหลัก
“แต่ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงะโด้วยหนิ!?!”เฉินไท่หยางเอ่ย
“เอออะดิ เธอะโอะไรเืๆ ก็ไม่รู้ หรือเธอาเ็วะ?!?!” ผมเอ่ยต่อ เมื่อสิ้นเสียงของผมทุกคนก็หันไปดูผู้หญิงคนนั้นที่กำลังหมดสติว่ามีาแหรือเปล่าเพราะผมพูดถึงอะไรเืๆ นั่น
***(เื ในภาษาเกาหลี ออกเสียงว่า พี)***
ทุกคนต่างจ้องดูที่ร่างของผู้หญิงตัวเล็กที่กำลังหมดสติอยู่ก็ไม่เห็นว่าจะมีเืหรือร่องรอยโดนทำร้ายตรงไหนเลย
“ไม่เห็นมีเืเลยนะ” อาเธอร์เอ่ยออกมาเสียงเรียบ
“นั่นสิๆ” เฉินไท่หย่างเอ่ยต่อ
“เราต้องรายงานบอสมั้ยเนี่ยพี่” ทีมงานผู้ชายทีมหลักคนหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมา พร้อมหันไปถามทางทีมงานผู้หญิง
“รอดูก่อน แต่ยังไงก็ควรรายงาน ไม่งั้นซวยแน่ๆ” ทีมงานผู้หญิงทีมหลักเอ่ยตอบด้วยสีหน้ากังวล
“เธอเป็ใครเหรอครับ?” ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะดูท่าแล้วสมาชิกในวงของผมไม่น่าจะรู้จักเธอด้วยเหมือนกัน
“เป็ทีมงานมาใหม่ค่ะ เพิ่งมาทำงานวันแรก” ทีมงานผู้หญิงทีมหลักเอ่ยตอบ
“เธอเป็ทีมงานนี่เอง แต่ดูไม่เหมือนทีมงานเลยนะครับ” เฉินไท่หยางเอ่ยต่อ
“แล้วทำไมต้องรายงานด้วยล่ะครับ?”ผมเอ่ยถามต่ออย่างสงสัย ‘ทำไมต้องรายงานด้วยนะดูไม่น่าใช่เื่ใหญ่อะไรที่เกี่ยวกับการทำงานมั้ยอะ!?!’
“น้องเขาสนิทกับบอสน่ะครับ” ทีมงานผู้ชายทีมหลักเอ่ย
“ไปเตรียมน้ำหวานไว้ให้น้องหน่อยสิๆ” ทีมงานผู้หญิงทีมหลักอีกคนหันไปบอกกลับทีมงานผู้ชาย
“ครับๆ” ทีมงานผู้ชายทีมหลักเอ่ยตอบพร้อมก้าวเดินเข้าไปยังโซนห้องครัวทันที
“ไม่ได้ทำอะไรน้องเขาจริงๆ ใช่มั้ย?”ยุนยูจุนหันมาเอ่ยถามผมขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อได้ยินว่าผู้หญิงตัวเล็กที่นอนหมดสติอยู่นั้นสนิทกับบอสของบริษัทที่เข้ามาร่วมงานด้วย
“ผมไม่ได้ทำอะไรเธอจริงๆ ผมแค่ออกไปเปิดประตูเนี่ย!?!?” ผมเอ่ยตอบย้ำอย่างเสียงแข็งพลาง ‘รู้สึกว่าตัวเองเหมือนนักโทษที่ไปทำร้ายคนอื่นเลย แต่คือผมเป็คนบริสุทธิ์นะและไม่ได้ทำอะไรเธอเลยไง ผมเป็คนช่วยไม่ให้เธอล้มหัวฟาดพื้นด้วยซ้ำ!!!’
ทุกคนยังคงเงียบและรอผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นฟื้นขึ้นมา ผมใช้สายตา มองเธอพลางคิด‘รีบฟื้นขึ้นมาเลยนะยัยตัวจิ๋ว! เพราะเธอเลยนะ!!ทุกคนพาลสงสัยผมหมดแล้วเนี่ย!?!?!’
[คิมซองมิน END]