ความเดิมตอนที่แล้ว
ผู้าุโต้วนจิวเมิ่งได้เข้าไปพบเว่ยหลิงเทียนผู้เป็สหายที่ตำหนักเพื่อพูดคุยกันถึงสององค์เทพแห่งวารีทำให้ต้วนจิวเมิ่งรู้ว่ามีการเปลี่ยนแผนการเดินทางไปยังโลกมนุษย์จากสารลับที่ไป๋เสวี่ยส่งมาให้กับผู้าุโเว่ย หลังจากนั้นเว่ยหลิงเทียนก็ปลีกตัวออกไปจากตำหนัก และไม่นานนักเฟิงอี้เทพแห่งวายุก็ได้กลับมาจากเขตแดนผนึกมารในหุบเขาเฮยซาน เขาได้เล่าถึงความเปลี่ยนไปอันไม่ชอบมาพากลของสถานที่แห่งนั้นให้กับผู้าุโต้วนจิวเมิ่งได้ฟัง ทำให้สรุปได้ว่าเื่เหล่านี้ล้วนเป็การกระทำของเหม่ยซิ่นฮวาในตอนนั้นเองที่ผู้าุโได้เล่าถึงความเป็มาของเหม่ยซิ่นฮวาและแรงจูงใจอันนำมาซึ่งเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดให้กับเฟิงอี้ได้ฟังหลังจากที่เฟิงอี้เดินทางกลับ เว่ยหลิงเทียนที่แอบยืนฟังอยู่ด้วยความเป็ห่วงเฟิงอี้ก็ได้ปรากฏตัวออกมาจากมุมหนึ่งของตำหนักสองผู้าุโได้พูดคุยกันถึงแผนการในขั้นต่อไป โดยเว่ยหลิงเทียนได้ขอให้ต้วนจิวเมิ่งเดินทางไปพบสหายเก่าเพื่อยืมผลึกแห่งกาลเวลา
ขณะนั้นก็เป็เวลาเดียวกับที่สองวารีเทพเดินทางกลับจากตำหนักเร้นกาย และไป๋เสวี่ยได้เดินทางมาส่งชิงอวี่ที่หน้าตำหนักพัก เพียงแค่คิดว่าผ่านค่ำคืนนี้ไป เขาจะต้องพลัดพรากจากนางอีกครั้งจิตใจเขาก็เริ่มว้าวุ่น ไป๋เสวี่ยขยับเข้าไปใกล้นางและบรรจงลูบที่แก้มของนางเบาๆ จากนั้นเขาก็จุมพิตบนหน้าผากของนาง แล้วก็ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจูบริมฝีปากอันอวบอิ่มเย้ายวนของชิงอวี่ ทั้งสองยืนอิงแอบแนบชิดกันอยู่นานสองนานจนกระทั่งมีเสียงของชายผู้หนึ่งเอ่ยทักเขาทั้งสองขึ้นมา
อวี้หนิงเทียน : “ ขออภัยที่มาขัดจังหวะ ”
เทพแห่งนภา อวี้หนิงเทียน บุรุษในชุดสีอ่อนผู้ซึ่งในมือถือพัดหนึ่งเล่มเขาเดินมาพร้อมกับสตรีผู้มีหน้าตาน่ารักสดใสในชุดสีชมพูอ่อน นางคือเสี่ยวเฟยฮวาเทพธิดาแห่งมวลบุปผา พวกเขาต่างเป็สหายสนิทของไป๋เสวี่ยและชิงอวี่ เมื่อรู้ว่าสององค์เทพแห่งวารีจะต้องเดินทางไปยังโลกมนุษย์ในอีกไม่ช้าจึงได้เดินทางมาหาถึงหน้าตำหนักพัก
อวี้หนิงเทียน : “ แอบนำหิ่งห้อย์ของข้ามาจีบสตรี แล้วยังคิดหนีไปโลกมนุษย์ไม่บอกไม่กล่าวท่านไป๋เสวี่ย ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ นั่นสิท่านชิงอวี่ท่านจะไปก็ไม่บอกข้าสักคำ เป็เช่นนี้คงอีกนานกว่าท่านจะกลับมาข้าต้องคิดถึงท่านมากแน่ ๆ อีกอย่าง ใครจะช่วยข้าเก็บน้ำค้างเกสรบุปผามาบ่มสุรา ”
เสี่ยวเฟยฮวาโผเข้ากอดชิงอวี่และทำสีหน้าเหมือนว่าจะร้องไห้ออกมาให้ได้ชิงอวี่เห็นท่าทีของนางก็พลันยิ้มและแกล้งเย้าแหย่เสี่ยวเฟยฮวา
ชิงอวี่ : “ ที่แท้ก็นึกถึงสุรา ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ เปล่านะ! ข้าคิดถึงท่านต่างหากอยู่ดี ๆ ท่านก็จะไป ไม่คิดบอกกล่าวกันบ้าง ”
ชิงอวี่ : “ เ้าก็รู้ พวกเราไม่ชอบการร่ำลา อีกอย่างเวลาเพียงครึ่งชั่วยามของที่นี่เท่ากับหนึ่งปีในโลกมนุษย์ เกรงว่าเพียงไม่กี่วันข้าก็กลับมาแล้ว ถึงยามนั้นจะเก็บน้ำค้างเกสรบุปผาให้เ้ามากหน่อย ดีหรือไม่? ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ จริงนะ!ท่านพูดแล้วห้ามคืนคำ ”
ชิงอวี่ : “แต่หลังจากที่เ้าดื่มพวกนี้หมดก่อน ”
หลังจากที่ชิงอวี่พูดจบ ไป๋เสวี่ยก็จัดการเสกขวดสุราที่ชิงอวี่บ่มไว้นับสิบขวดมาวางอยู่ตรงหน้าทำให้อวี้หนิงเทียนและเสี่ยวเฟยฮวาถึงกับตาค้าง
เสี่ยวเฟยฮวา : “ โห!.. ”
ไป๋เสวี่ย : “ สำหรับหิ่งห้อย ”
อวี้หนิงเทียน : “ เยอะขนาดนี้ นี่ล้อกันเล่นใช่ไหม! ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ สุราที่ท่านชิงอวี่บ่ม แม้แต่ท่านไป๋เสวี่ยดื่มยังหลับไปสามวันแล้วข้ากับเสี่ยวอวี้ดื่ม.. หมดนี่คงตายพอดี ”
ชิงอวี่ : “ เ้าคงไม่คิดดื่มหมดในคราเดียวใช่หรือไม่?”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ งั้น..เรามาดื่มด้วยกันนะ ”
อวี้หนิงเทียน : “ ฮวาฮวา พวกเขายังมีเื่ต้องทำ มา! ข้าดื่มเป็เพื่อนเ้า ”
เสี่ยวเฟยฮวา : “ ใครอยากดื่มกับเ้ากัน ข้าดื่มคนเดียวก็ได้ ”
อวี้หนิงเทียน : “ อย่างไรเสีย คืนนี้ก็มีแค่เ้ากับข้าที่ต้องดื่ม ”
สหายทั้งสี่ใช้เวลาพูดคุยเื่ราวสัพเพเหระกันอย่างสนุกสนานจนเหมือนกับว่า่เวลาของค่ำคืนนี้มันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าและยาวนานเหลือเกิน
8ปีต่อมา โลกมนุษย์
ในยุคที่แผ่นดินรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ ใต้หล้าแบ่งอาณาเขตปกครองออกเป็สี่เมืองใหญ่โดยมีเ้าผู้ครองเมืองเป็ผู้มีอำนาจสูงสุด เยียนเป่ย หนานจิ้ง ฝูตงและหลิงซีเหนือใต้ออกตกต่างปกครองตนเองอย่างอิสระ กระทั่งมีการเกี่ยวดองผูกสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลสำคัญของทั้งสี่ดินแดน
ชายแดนหนานจิ้ง
กุบ..กับ..กุบ..กับ..เสียงฝีเท้าม้าที่เดินผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจีด้วยความอ่อนล้าบนหลังม้ามีสตรีวัยกลางคนสวมชุดเกราะครึ่งท่อนนั่งคุมบังเหียนอยู่ในสภาพอิดโรยนางถอดเสื้อเกราะทิ้งระหว่างทางเพราะรู้สึกว่ามันเริ่มที่จะหนักเกินไปใบหน้าที่งดงามแต่ซีดจางไร้เืฝาด ริมฝีปากที่เรียวบางแต่กลับดำคล้ำอีกทั้งมีเืไหลดูเหมือนว่านางถูกพิษร้ายจนได้รับาเ็จากภายในฝนเริ่มตกลงมากับระยะทางที่ห่างจากประตูเมืองอีกเพียงไม่กี่ลี้แต่สำหรับนางมันช่างห่างไกลเหลือเกิน เหอเพ่ยอวี้ กษัตรีแห่งหนานจิ้งกระอักเืหมดแรงฟุบตัวลงบนหลังม้า ขณะน้ำจากฟากฟ้าชะล้างเืที่หลั่งไหลให้ค่อยๆ จางลงไปสู่ผืนดินกลางสายฝน
เหอเพ่ยอวี้ : “ เพ่ย..หนิง! ”
ในเวลาเดียวกันที่จวนเ้าเมืองเยียนเป่ย
คนรับใช้ในจวน : “เ้าเมืองน้อย! เ้าเมืองน้อยขอรับ เ้าเมืองน้อย เอ..หายไปไหนเมื่อกี้ยังอยู่นี่นา ”
เสียงคนรับใช้ในจวน ตามหาองค์ชายน้อยแห่งเยียนเป่ยผู้เป็ทายาทเพียงคนเดียวของท่านเ้าเมืองเฉิน เขาหายตัวไปจากเรือนพักจนบ่าวในจวนออกตามหากันให้วุ่น
คนรับใช้ในจวน : “ ท่านพ่อบ้านท่านพ่อบ้านขอรับ แย่แล้วขอรับ ทำยังไงดี เ้าเมืองน้อย.. ”
หวังต้าเจิ้ง : “เ้าเมืองน้อยเป็อะไร? ”
คนรับใช้ในจวน : “ เอ่อ..เ้าเมืองน้อย หายตัวไปขอรับ ”
หวังต้าเจิ้ง : “ ฮะ! หายไปได้ยังไง เ้าตามหาดีรึยัง? ”
คนรับใช้ในจวน : “ ข้าหาจนทั่วแล้วขอรับทั้งในเรือนพัก ห้องตำรา สวนดอกไม้ ข้าไปมาหมดแล้ว แต่ก็ไม่พบเลย ทำยังไงดีขอรับ หากท่านเ้าเมืองรู้ได้หัวขาดกันหมดแน่ ”
หวังต้าเจิ้ง : “ อย่าเพิ่งให้ท่านเ้าเมืองรู้เดี๋ยวนะ! วันนี้วันที่เท่าไหร่? ”
คนรับใช้ในจวน : “ วันนี้..วันที่สองขอรับ ”
หวังต้าเจิ้ง : “วันที่สองเดือนสิบ พรุ่งนี้ครบรอบการจากไปของนายหญิง มีใครไปดูที่หอบรรพชนมารึยัง?”
คนรับใช้ในจวน : “ยังขอรับ ที่นั่นเป็เขตหวงห้าม ”
หวังต้าเจิ้ง : “ จริงสิ!พาคนออกไปตามหาให้ทั่ว ข้าจะไปดูที่นั่นเอง ”
คนรับใช้ในจวน : “ ขอรับ ”
หวังต้าเจิ้งผู้เป็ทั้งคนดูแลความเรียบร้อยในจวนและยังเป็คนสนิทข้างกายเฉินลู่เ้าผู้ครองเมืองเยียนเป่ย เมื่อรู้ว่าองค์ชายได้หายตัวไปจากจวนก็สั่งคนเร่งออกตามหา และเขาก็นึกขึ้นได้ว่าในวันนี้ของทุกปี องค์ชายจะแอบเดินทางไปที่หอบรรพชนแต่เพียงลำพังเพื่อเคารพป้ายิญญาของชายาเฉิน แต่เมื่อพ่อบ้านหวังเดินทางไปถึง เขาพบเพียงของเซ่นไหว้และถุงมือผ้าของเ้าเมืองน้อยเฉินตกอยู่หน้าป้ายสถิติญญาชายาเ้าผู้ครองเมืองเฉิน มารดาผู้ล่วงลับ หลี่เวิ่นเหยียน เขาพยายามตามหาตัวองค์ชายจนทั่วแต่หาเท่าไรก็หาไม่พบ
หวังต้าเจิ้ง : “ หากนายท่านรู้ต้องเป็เื่ใหญ่แน่เ้าเมืองน้อย ท่านอยู่ที่ใดกัน? ”
ภาพแผ่นหลังของเด็กชายในชุดสีขาว กำลังเดินลัดเลาะไปตามทางที่ดูลึกลับและรกร้างบริเวณด้านหลังของหอบรรพชน เพราะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอยู่ด้านหลังเขาจึงได้เดินเข้าไปดู ปรากฏว่าที่นั่นเขาพบแหล่งน้ำขนาดใหญ่ซึ่งไม่ควรจะมีอยู่ในจวนแห่งนี้ขณะที่องค์ชายก้าวเท้าเข้าไปใกล้สิ่งที่เคลื่อนไหวในพงหญ้า ได้มีมือปริศนาในแขนเสื้อสีน้ำตาลผลักองค์ชายตกลงไปในน้ำตู้ม! เฉินเสวี่ยหยาง องค์ชายแห่งเยียนเป่ย ค่อย ๆ ดำดิ่งสู่ก้นบึ้งของผืนน้ำ เขาว่ายวนอยู่ไม่นานก็มองผ่านผืนน้ำขึ้นไปเห็นแสงสว่างจาก้าจึงได้ว่ายเวียนวนจนโผล่พ้นน้ำขึ้นมา พรวด! องค์ชายลืมตาขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเขามองดูสิ่งต่าง ๆ ด้วยความสงสัย ไยที่นี่จึงไม่เหมือนในจวน เมื่อมองผ่านดวงตาสีฟ้าออกไปพร้อมกับน้ำที่เปียกไหลอยู่เต็มใบหน้าเขาเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งเหม่อลอยอยู่ริมศาลาด้วยแววตาหงอยเหงาเศร้าสร้อย องค์ชายเฉินจ้องมองนางด้วยดวงตาที่เห็นชัดเจนกว่าทุกครั้งนางเป็เด็กหญิงที่มีดวงตาสีน้ำตาลใบหน้าหน้างดงาม ทว่าสีหน้ากลับไม่สดใส ดูเหมือนว่านางกำลังรอใครบางคนอยู่เมื่อนางมองไปเห็นองค์ชาย นางก็พลันประหลาดใจเหตุใดเด็กชายคนนี้ถึงโผล่ขึ้นมาจากสระน้ำหลังจวนของตนหลินเพ่ยหนิง องค์หญิงรองแห่งหนานจิ้ง ยื่นมือลงไปเพื่อที่จะช่วยดึงตัวเด็กชายขึ้นมานี่อาจเป็โชคชะตาหรือวาสนาชักนำ ที่องค์ชายจากดินแดนอันแสนไกลจะตกน้ำแล้วมาปรากฏตัวในดินแดนทางใต้ที่ห่างไกลกันหลายพันลี้หลินเพ่นหนิงยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนางก็ยิ้มให้กับเขา แม้จะลังเลอยู่เล็กน้อยแต่องค์ชายก็ยื่นมือออกไปจับมือนางเอาไว้เมื่อถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำ เขาก็พลันได้กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยผ่านสายลมมาแตะปลายที่จมูก..“กลิ่นนี้! เราเคยได้กลิ่นจากที่ไหนกลิ่นหอมของดอกไม้กลางสายน้ำ กลิ่นหอมที่คุ้นเคย ไยจึงนึกไม่ออก”.. เฉินเสวี่ยหยางยืนมองเด็กหญิงที่ช่วยเขาขึ้นมาอย่างไม่วางตาเพราะรู้ว่ากลิ่นหอมนั้นมาจากกายของนาง ในตอนที่เขากำลังก้าวเท้าเดินเข้าไปหา กลับมีมือปริศนาใช้ปราณพลังทำให้เขาเหมือนถูกผลักจนหงายหลังลงไปหลินเพ่ยหนิงหันไปเห็นเด็กชายกำลังจะตกลงไปในน้ำ ด้วยสัญชาตญาณหรืออาจเป็โชคชะตา นางใช้พลังบังคับหยดน้ำในอากาศให้กลายเป็ฟองน้ำขนาดใหญ่ห่อหุ้มตัวเด็กชายไว้และพาเขาลอยกลับขึ้นมาบนฝั่งเฉินเสวี่ยหยางที่ถูกช่วยขึ้นมายืนมองเพียงใบหน้าหลินเพ่ยหนิงโดยไม่ได้ประหลาดใจกับเหตุการณ์ในขณะนั้น
หลินเพ่ยหนิง : “ าเ็หรือไม่? ”
องค์ชายสะดุ้งเล็กน้อยเพราะมัวยืนมองหลินเพ่ยหนิงด้วยจิตใจเหม่อลอยเขาแปลกใจกับความรู้สึกคุ้นชิน ัักลิ่นหอมที่คุ้นเคยจากตัวของนางทั้งที่เขาเพิ่งจะพบกับนางเป็ครั้งแรก
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เอ่อ! ไม่ ขอบใจนะ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ตัวเ้าเปียก ”
นางผืนเช็ดหน้าสีขาวที่ปักลวดลายดอกไม้สีแดงให้กับเฉินเสวี่ยหยางขณะที่องค์ชายยื่นมือออกไปด้วยความลังเลใจว่าจะรับหรือไม่รับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น หลินเพ่ยหนิงก็วางผ้าเช็ดหน้าของนางลงบนฝ่ามือเขาซึ่งมันทำให้เขายิ่งประหลาดใจว่าเหตุใดนางจึงไม่รู้สึกกลัว
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้า..ไม่กลัวหรอ? ”
หลินเพ่ยหนิง : “ กลัวอะไร มือเย็น ๆ ของเ้านะหรอ? ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าเป็เช่นนี้มาั้แ่เกิด ”
หลินเพ่ยหนิง : “ ช่างพิเศษ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ฮะ!”
หลินเพ่ยหนิง : “ ข้าพูดว่า เ้าพิเศษ ”
สิ่งที่องค์ชายได้ยินไม่เพียงทำให้เขายิ่งประหลาดใจแต่ยังทำให้เขารู้สึกดีในเวลาเดียวกันเฉินเสวี่ยหยางเติบโตมาพร้อมความรู้สึกที่แปลกแยก ดวงตาสีฟ้าของเขาพร่ามัวมาแต่กำเนิดเขาจึงรับรู้ทุกอย่างด้วยการฟังเป็ส่วนใหญ่ ผิวกายที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็งและร่างกายที่โตเร็วกว่าเด็กปกติเขามักคิดว่าตนเองไม่เหมือนคนอื่นและผู้คนภายนอกอาจรังเกียจหรือหวาดกลัวในสิ่งที่เขาเป็ทั้งนี้เ้าเมืองเฉินผู้เป็บิดาได้กำชับคนใกล้ชิดว่าห้ามแพร่งพรายเื่นี้ออกไปหากไม่แล้วจะมีโทษตายโดยไม่มีข้อยกเว้นและที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของบุตรชายตน องค์ชายน้อยจึงไม่เคยได้ออกจากจวนและไม่เคยมีสหายเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ เขาต้องสวมถุงมือผ้าและใส่เสื้อคลุมหนา ๆ ปิดบังผิวกายอันเย็นเฉียบของเขาเอาไว้อยู่ตลอดเวลาและนั่นทำให้เขากลายเป็องค์ชายที่ไม่เคยได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในเยียนเป่ยภายใต้ผืนธงสกุลเฉินของเขาว่าเป็อย่างไร
หลินเพ่ยหนิง : “ ดวงตาของเ้า งดงามยิ่งนัก ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่เคยมีใครพูดกับข้าเช่นนี้ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ อาจเพราะข้าก็เหมือนเ้า ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ตัวเ้า.. เย็นเหมือนกันหรอ? ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เปล่า! ข้าไม่เหมือนคนอื่นหลายคนว่าข้าแปลก แต่ท่านแม่บอกว่าข้าพิเศษ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ยังไง? ”
หลินเพ่ยหนิง : “ อืม..ข้าไม่ชอบความร้อน ทุกครั้งที่ััมันข้าจะป่วย แต่ข้าชอบอากาศหนาว โดยเฉพาะในยามที่หิมะตกและข้าไม่กลัวเสียงฟ้า เ้าว่าข้าแปลกหรือไม่?”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่สักนิด ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เช่นนั้น ก็จงอย่าได้กลัวเพราะนี่คือตัวเ้าเ้าผู้ซึ่งพิเศษกว่าใครและไม่มีใครเป็ได้อย่างเ้า ”
เฉินเสวี่ยหยางได้ยินสิ่งที่หลินเพ่ยหนิงพูด แทนที่เขาจะประหลาดใจเขากลับเข้าใจนางและยิ่งไปกว่านั้นคำพูดของนางนอกจากจะทำให้เขาเลิกคิดหวาดกลัวผู้คนและเลิกกังวลกับตนเองมันยังทำให้เขาประทับใจในตัวนางมากยิ่งขึ้น เด็กหญิงผู้ที่ไม่เคยพบเจอกันมาก่อนแต่ทว่ากลับรู้สึกคุ้นเคยเขามองหน้าหลินเพ่ยหนิงด้วยแววตาแฝงรอยยิ้มซึ่งเป็ครั้งแรกที่เฉินเสวี่ยหยางมีสีหน้าเช่นนี้
หลินเพ่ยหนิง : “ แล้วนี่..เ้าเป็ใคร มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ”
..“นั่นสิ!”.. เฉินเสวี่ยหยางพลันคิดขึ้นมาในใจเขามัวสนใจนางจึงลืมไปว่าตนนั้นตกลงไปในน้ำ แล้วมาโผล่เอาในสถานที่ซึ่งแปลกตาและแน่นอนว่าไม่ใช่จวนในเยียนเป่ยทั้งที่ยังงุนงงสงสัยและยังอยากพูดคุยทำความรู้จักกับนาง แต่ด้วยความกังวลที่ว่าตนเป็ถึงองค์ชายทั้งยังมีตำแหน่งเป็ถึงเ้าเมืองน้อยซึ่งอาจทำให้นางไม่กล้าที่จะพูดคุยกับเขา เมื่อพลันก้มดูเห็นชุดสีขาวของตน เขาจึงได้ตอบบางสิ่งกับนาง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้ามาจากทางเหนือ เรียกข้าว่า.. เสี่ยวไป๋ เ้าล่ะ?”
หลินเพ่ยหนิง : “ ข้า.. ”
คนรับใช้ในจวน : “ องค์หญิง! องค์หญิงอยู่ที่ไหนเ้าคะ?”
เสียงคนรับใช้ในจวน ตามหาหลินเพ่ยหนิงด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกนางจึงหันหน้าไปมองและได้เห็นแม่นมจ้าวพร้อมกับบ่าวรับใช้ในจวนพากันมาตามหานาง เมื่อนางหันกลับมาอีกครั้งเฉินเสวี่ยหยางก็ได้หายตัวไป ..“เสี่ยวไป๋! ไป๋..เสวี่ย..ไยมีชื่อนี้ในหัวของเราเขาเป็ใครกัน?”.. ขณะที่นางกำลังแปลกใจและมองหาเสี่ยวไป๋คนนั้นหลินหงชุน บิดาของนางก็เดินเข้ามาหาด้วยน้ำตาคลอ
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ! อย่ารออีกเลย”
หลินเพ่ยหนิงมองเข้าไปในแววตาของบิดา นางก็รู้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
หลินเพ่ยหนิง : “ ท่านแม่! ”
นางรำพันขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเมื่อรู้ว่าคนที่นางรอจะไม่กลับมาหานางอีกแล้ว น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมา พร้อมกับความเ็ปเสียใจที่มากเกินจะบรรยายจนนางพูดอะไรไม่ออกมีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด แล้วนางก็ล้มฟุบลงไปต่อหน้าบิดาและบ่าวรับใช้ในจวน
หลินหงชุน : “ หนิงเอ๋อ! ”
คนรับใช้ในจวน : “ องค์หญิง! ”
ซ่า.. เสียงฝนตกลงมา ทั้งที่่นี้เป็ฤดูใบไม้ร่วงในขณะเดียวกันที่จวนเ้าเมืองเยียนเป่ย เฉินลู่รู้สึกว่าคนรับใช้ในจวนมีท่าทีแปลกไปแต่ละคนไม่กล้าสบตา ทั้งยังไม่พบตัวพ่อบ้านหวังเหมือนอย่างเช่นเคย
เฉินลู่ : “ เ้าเมืองน้อย อยู่ที่ไหน? ”
เพียงแค่บิดาถามหาบุตรชายเหมือนดั่งทุกครั้ง แต่กลับทำให้คนรับใช้พลันสะดุ้งจนสุดตัวเฉินลู่จึงรู้ทันทีว่าอาจเกิดเื่ขึ้นกับบุตรชาย ด้วยความร้อนใจ เขาจึงเดินทางมาหาบุตรชายถึงเรือนพิรุณโปรยเรือนพักของเ้าเมืองน้อยเฉิน คนรับใช้ในจวนไม่บังอาจขัดขวางเฉินลู่ พวกเขาพากันคุกเข่าก้มหน้างุด ด้วยต่างคิดในใจว่าพวกตนคงไม่พ้นโทษโบยจนตายหรือไม่ก็ถูกตัดหัวเมื่อเ้าเมืองเฉินเปิดประตูและเดินเข้าไปในเรือนกลับเห็นบุตรชายนอนหลับอยู่บนเตียงด้วยสภาพเนื้อตัวแห้งสนิท ในมือกำผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งเอาไว้แน่นและมีน้ำตาไหลลงมาที่ขมับ หยาดน้ำตากลายเป็หยดน้ำแข็งหล่นลงที่ข้างหมอน สภาพในห้องเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามพื้นและผนัง ทั้งเย็นะเืและหดหู่ แม้กระทั่งยามหลับ เฉินเสวี่ยหยางก็รู้สึกได้ถึงเสียงร่ำไห้และคราบน้ำตาจากความเ็ปเสียใจของเด็กหญิงที่ห่างไกลออกไปหลายพันลี้เฉินลู่นำผ้าห่มมาคลุมให้บุตรชายพลางนึกสงสัยในใจว่าเกิดเื่ใดขึ้น เป็เวลาเดียวกับที่พ่อบ้านหวังพรวดพราดเข้ามาพร้อมถือถุงมือผ้าของเ้าเมืองน้อยเอาไว้ในมือ
เฉินลู่ : “ ตามไปพบข้าที่เรือนหน้า ”
หวังต้าเจิ้ง : “ เอ่อ.. ขอรับ นายท่าน ”
เฉินลู่ทำเสียงแข็งออกคำสั่งให้พ่อบ้านหวังตามออกไปพบเพื่อเล่าถึงเหตุการณ์และเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในขณะที่เขากำลังก้าวเท้าเดินออกจากเรือนก็พลันมองเห็นรอยเท้าที่เปียกโชกเปรอะพื้นทางเดินจากหน้าประตูเป็ทางยาวเข้าไปถึงเตียงนอนของบุตรชาย
เฉินลู่ : “ นี่อะไร! ”
10ปีต่อมา
อ๊าก!.. เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่แอบลักลอบเข้ามาในเยียนเป่ยเขาหนีการตามล่าของทหารวิ่งตรงเข้าไปในป่าลึก และมาหลบอยู่ที่หลังต้นไม้ใหญ่ซึ่งยืนต้นแห้งตายเหี่ยวเฉาชั่วขณะที่กำลังคิดว่าพวกตนนั้นหนีพ้น กลับถูกบางสิ่งบางอย่างตรงเข้าจู่โจมอย่างไร้ความปรานีครู่เดียวคนพวกนั้นก็กลายเป็ศพอย่างน่าสยดสยอง เป็เวลาเดียวกับที่เฉินเสวี่ยหยางองค์ชายหนุ่มรูปงามถูกดึงลงไปในน้ำและจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งทะเลสาบ ่เวลาที่ดวงตาของเขากำลังวูบดับลงได้ปรากฏร่างของสตรีนางหนึ่งว่ายน้ำตรงเข้ามาหา นางสวมชุดบางจนเห็นเรือนร่างที่งดงามและองค์เอวอันบางคอดด้วยดวงตาที่ค่อย ๆ มืดลง เขามองเห็นใบหน้าของนางไม่ชัด นางตรงเข้าประชิดตัวพลางยื่นสองมือมาประคองใบหน้าเ้าเมืองน้อยเฉินแล้วประกบริมฝีปากของนางลงบนริมฝีปากที่เรียวบางของเขา เฉินเสวี่ยหยางที่พลันได้สติจึงอ้อมสองแขนโอบเอวบางของนางไว้แนบชิดและกอดรัดพัวพันกันอยู่ใต้ผืนน้ำ
ติดตามตอนต่อไป