“อะไรกันคะแปลกใจอะไรกัน ก็ตามินสก์เรียนจบมีงานทำ ก็ถึงเวลาที่จะมีครอบครัวได้แล้วยังไงละคะพวกเราก็จะได้อุ้มหลานกันไว ๆ ไง ไม่ดีเหรอ?”
“มันก็ดีนะแต่ว่าเ้าตัวเขาว่ายังไงล่ะ” คุณย่ารื่นหันมามองหน้าหลานชายของตนเพื่อจะถามความสมัครใจ เพราะเมื่อสักครู่ ดูจะใหนักกว่าใครเพื่อน
“ตามินสก์เรายังไม่มีใครไม่ใช่เหรอ น้องแนตตี้ลูกของน้าทิพย์เพื่อนแม่เขาก็เพิ่งจะเรียนจบกลับมาจากอังกฤษเหมือนกันนะ แม่เพิ่งคุยกับน้าทิพย์เมื่อวานเห็นว่ากลับมาก่อนหน้าเราอาทิตย์เดียว หน้าสวย นิสัยดี ชาติตระกูลไม่บกพร่องหมั้นกันไว้ก่อนก็ไม่เสียหายนี่ลูก คุณสมบัติดี ๆ อย่างนี้ต้องรีบจองเอาไว้ก่อน”เจอประโยคของผู้เป็แม่ ทำเอาคีรีถึงกับไปไม่เป็ ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงและไม่อยากจะทำให้ท่านต้องผิดหวังด้วย จึงคิดหาวิธีเจอกันครึ่งทาง
“ผมว่าให้ผมได้ไปเจอไปศึกษากันก่อนดีกว่าไหมครับ ค่อยไปถึงเื่หมั้นบางทีเราอาจจะไปด้วยกันไม่ได้ก็ได้นะครับ”
“แต่ว่าถ้าเราไม่จองเอาไว้ก่อน เดี๋ยวจะมีใครตัดหน้าไปน่ะสิ น้องเขา...”นิลาวัลย์พยายามจะพูดให้ลูกชายทำตามที่ตนเองบอก จนผู้เป็สามีต้องเบรคเอาไว้ก่อน
“คุณ..คุณ..ผมว่าเอาอย่างที่ตามินสก์พูดก่อนดีกว่านะคนเราถ้าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกันหรอก”
ผู้เป็แม่หน้าเจื่อนลงด้วยรู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไรเพิ่มขึ้นเพราะรู้สึกว่าอีกสามคนจะคิดต่างจากตนเอง แย้งไปก็คงไม่มีใครเห็นด้วย
คีรีไปดูบริษัทของตนเองที่จะเปิดใหม่ด้วยความตื่นเต้นในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับคีรินทร์เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ก้าวเข้ามาในบริษัทของตนเองถึงแม้ว่าจะเป็การเตรียมการจากผู้เป็พ่อก็ตาม บริษัทเล็ก ๆที่จะให้เขาเป็ผู้สร้างความเจริญเติบโตต่อไป
“สวัสดีค่ะท่านสวัสดีค่ะคุณคีรี” เสียงทักทายดังขึ้นด้วยความสดใส เมื่อชายหนุ่มเ้าของบริษัทก้าวเข้ามาในออฟฟิศคีรีหันไปมองเห็นหญิงสาววัยใกล้สี่สิบปียืนยิ้มให้อยู่จึงได้ยิ้มตอบ ถึงแม้ว่าสายตาจะเต็มไปด้วยความสงสัยก็ตาม
“สวัสดีครับคุณณัฐทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม” เป็คีรินทร์ที่เอ่ยถามถึงการเตรียมพร้อม
“เรียบร้อยดีค่ะท่าน ตอนนี้ก็เสร็จไปแล้วแปดสิบเปอร์เซนต์ค่ะเหลืออีกสี่วันทุกอย่างเสร็จทันแน่นอนค่ะ” ณัฐกานต์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“นี่คุณณัฐกานต์เธอจะเป็เลขาฯ ของแก เก่งมากนะคุณณัฐเนี่ย เคยเป็เลขาให้พ่อตอนที่พ่อทำอยู่เมืองไทยนี่พ่อไปจีบเธอมาให้แกเลยนะตามินสก์” คีรินทร์แนะนำหญิงสาวให้ลูกชายของตนเองได้รู้จักเลขานุการส่วนตัวที่พ่อของเขาเลือกเอาไว้ให้
“ต้องขอบคุณมากนะครับคุณณัฐที่ยอมมาช่วยงานผม”
“ด้วยความยินดีค่ะการทำงานกับบริษัทเปิดใหม่อย่างนี้ มันก็เป็ความท้าทายดีนะคะ”
“ใช่ครับเราจะช่วยกันทำให้บริษัทนี้เติบโตแต่ว่าตอนนี้ช่วยพาผมสำรวจบริษัทของตัวเองหน่อยได้ไหมครับแล้วเราจะได้มาคุยรายละเอียดกัน” คีรีชวนเข้าเื่งาน
“ค่ะ ได้เลยค่ะ” ณัฐกานต์ทำหน้าที่เป็ไกด์พาเ้าของสำรวจบริษัทและแนะนำบุคลากรที่รับมาทำงานแล้วส่วนหนึ่งให้ได้รู้จักกันด้วยก่อนจะพาชายหนุ่มไปที่ห้องทำงานของซีอีโอบริษัท และอธิบายความคืบหน้าของบริษัทอีกด้วยว่าตอนนี้ได้เตรียมการเื่อะไรไปถึงไหนบ้างแล้ว
และแล้ววันแห่งการรอคอยของคีรีก็มาถึงชายหนุ่มแทบจะนอนไม่หลับเลยเพราะตื่นเต้น ชายหนุ่มไปดูความเรียบร้อยที่บริษัทด้วยตัวเองแต่เช้าจนมั่นใจว่าทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมเอาไว้หมดทุกอย่างแล้ว
แขกเริ่มทยอยกันมาทั้งเพื่อนของตนเอง เพื่อนของพ่อและเพื่อนของแม่ ถึงแม้ว่าจะดูมากแต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นเพราะต่างก็สนิท ๆ กันทั้งนั้น และนอกจากคนคุ้นเคย ก็ยังมีนักข่าวจากสองสามสำนักที่พ่อของเขารู้จักเป็การส่วนตัวและได้เชิญให้มาช่วยเก็บภาพไปเขียนข่าวให้ด้วย
่เช้าเป็พิธีเพื่อเพิ่มความเป็สิริมงคลได้มีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีทางศาสนาให้กับบริษัทตามความเชื่อทางศาสนาอาหารคาวหวานพร้อมถวายพระเก้ารูป เป็การเลี้ยงเพลคีรีตั้งใจฟังพระสวดและรับพรด้วยความอิ่มเอมใจ หลังจากที่เสร็จพิธีสงฆ์แล้วจึงเป็เวลาที่เขาจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและขอรับข้อเสนอแนะจากแขกที่มาร่วมงานเพราะเพื่อนของพ่อและแม่ของเขานั้น ต่างก็เป็ผู้ที่ช่ำชองในด้านธุรกิจกันทั้งนั้น
แขกผู้ใหญ่เริ่มทยอยกลับกันหลังจากรับเลี้ยงอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้วสวนทางกับแขกรุ่นเล็กลงมาหน่อย ซึ่งก็คือรุ่นเดียวกับเ้าของบริษัทนั่นเอง
“ตามินสก์”เสียงนิลาวัลย์ เรียกลูกชายคนเดียวให้หันมาหา
“ครับคุณแม่” เสียงมาหน้าตาม ก่อนจะเกิดอาการชะงักไปชั่วอึดใจเมื่อหันมาแล้วเห็นสาวสวยคนหนึ่งยืนอยู่ข้างแม่ของตนเอง
“นี่จ้ะหนูแนตตี้ลูกสาวของน้าทิพย์ที่แม่เคยเล่าให้ฟัง” ผู้เป็แม่ยิ้มอย่างเก็บอาการคิดดีใจที่ได้เห็นลูกชายออกอาการตะลึง เมื่อได้เห็นหน้าของหญิงสาวที่ท่านนั้นหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้ลงเอยกัน
“อ้อ! สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
“สวัสดีค่ะพี่มินสก์ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะส่วนกระเช้าดอกไม้นี้ คุณแม่ฝากมายินดีกับการเปิดบริษัทใหม่ด้วยค่ะ” แน็ตตี้ส่งยิ้มหวานพร้อมกับยื่นกระเช้าดอกไม้ให้กับชายหนุ่ม
“ขอบคุณมากนะครับ” ชายหนุ่มยื่นมืออกไปรับกระเช้าไว้พร้อมส่งเสียงทุ้มตอบกลับแถมด้วยรอยยิ้ม
“แม่ฝากหนูแน็ตตี้ด้วยนะเพื่อนแม่รออยู่ทางโน้นอีกหลายคนเลย อ้อ! มินสก์พาน้องไปสวัสดีคุณย่าหน่อยสิลูก”นิลาวัลย์ถือโอกาสฝากหญิงสาวไว้ให้ลูกชายตัวเองดูแลเสียเลย
“ครับแม่” คีรีตอบรับปล่อยให้แม่ของเขาได้ไปรับแขกของท่านต่อไป “น้องแน็ตตี้เชิญทางนี้เลยครับคุณย่าท่านอยู่ในห้องนั่นครับ ท่านอายุมากแล้วเห็นคนเยอะแล้วตาลาย เวียนหัวครับ พี่เลยต้องพาท่านไปเก็บตัว”
ชายหนุ่มเดินนำทางหญิงสาวเข้ามาในห้องรับรองซึ่งตอนนี้มีคุณย่ารื่น ที่นั่งพักอยู่บนโซฟา โดยมีณัฐกานต์ เลขาสาวที่กำลังเก็บอาหารคาวและเสิร์ฟขนมหวานให้กับคุณย่าอยู่
“คุณย่า คุณณัฐครับนี่แน็ตตี้ลูกเพื่อนของคุณแม่ครับ” คีรีทำหน้าที่แนะนำให้ทุกคนในห้องได้รู้จักกัน
“สวัสดีค่ะ”แน็ตตี้ยกมือไหว้ผู้ที่อายุมากกว่าทั้งสองท่านตามมารยาท
“นี่คุณณัฐเป็เลขาฯของพี่เอง”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณแน็ตตี้” ณัฐกานต์เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็มิตรซึ่งหญิงสาวก็ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน
“มากินขนมกันลูกแม่หนูณัฐนี่เอาขนมเข้ามาให้ย่าพอดีเลย เยอะแยะขนาดนี้ย่ากินคนเดียวไม่หมดหรอก”คุณย่ารื่นเอ่ยชวนสองหนุ่มสาว
แน็ตตี้เข้าไปนั่งที่โซฟาตัวเล็กส่วนคีรีเข้าไปนั่งข้าง ๆ คุณย่าของตนแล้วจิ้มลูกชุบที่รูปร่างหน้าตาและสีสันชวนรับประทานขึ้นมาป้อนคุณย่าของตนเองหนึ่งชิ้นจิ้มให้แน็ตตี้และณัฐกานต์อีกคนละชิ้น ก่อนที่ตนเองจะได้ลองเอาเข้าปากชิมเองบ้างแค่เพียงลิ้นได้ัักับรสชาติหอมหวานของลูกชุบก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
“เป็อะไรไปตามินสก์อร่อยถึงกับตาค้างขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ครับคุณย่าของเขาอร่อยจริง ๆ นะครับ ไม่หวานเกินไป เนื้อข้างในก็ละเอียดจนแทบละลายในปากเลยแปลกนะครับ ทำไมผมรู้สึกว่าเหมือนผมเคยได้กินมันมาก่อนเลย แต่ว่าผมนึกไม่ออกว่าที่ไหนเมื่อไหร่”คีรีถึงกับหน้ายุ่งอย่างพยายามที่จะคิดว่าสรุปแล้วเขาเคยได้กินลูกชุบแบบนี้มาจากที่ไหน
“คิดไม่ออกก็ไม่ต้องไปคิดมันหรอกลูกว่าแต่แก๊งกาแฟเพื่อนเราไม่มาเหรอวันนี้” คุณย่ารื่นชวนเปลี่ยนเื่
“ผมส่งข้อความไปไม่เห็นมีใครตอบกลับสักคนเลยครับสงสัยพวกมันจะยุ่งกัน” คีรีพูดเสียงเนือย ๆ ใบหน้าไร้รอยยิ้ม ก่อนจะหันมองออกนอกห้องผ่านกำแพงกระจกใสที่รูดม่านปิดเอาไว้แค่เพียงครึ่งเดียวจนได้เห็นว่าข้างนอกนั้นกำลังมีแขกอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา