แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบาที่ปกคลุมค่ายทหารละอองน้ำค้างระยิบระยับเมื่อต้องแสงอาทิตย์ สร้างภาพงดงามราวกับโรยด้วยผงเพชรท่ามกลางความเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องแ่เบาและเสียงธงค่ายพลิ้วไหวตามสายลม
ณ ลานประลองพิเศษด้านในที่ถูกล้อมรอบด้วยม่านแพรสีดำเอี้ยเสวียนยืนตัวตรงในชุดสีหม่นสีเทาเข้มทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีดำที่มีลวดลายอักขระทองแดงเล็กๆ ปักอยู่ตามขอบสายสะพายเครื่องรางพาดข้างลำตัว ใบหน้าของเขาแม้จะดูอ่อนล้าจากการอดนอนหลายคืนแต่ดวงตากลับเปล่งประกายมุ่งมั่นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ตรงหน้าเขาคือแม่ทัพลู่เส้าเทียนผู้สง่างามในชุดเกราะสีทองนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักรูปั ถัดไปคือรองแม่ทัพทั้งสี่ที่นั่งเรียงรายด้านข้างแต่ละคนล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม แต่ในแววตากลับซ่อนความคาดหวังไว้ไม่มิด
"แม่ทัพ ท่านรองแม่ทัพทั้งสี่"เอี้ยเสวียนคำนับอย่างนอบน้อม"ตามที่ท่านได้มอบหมายให้ข้าเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจลับครั้งนี้ข้าขออนุญาตนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ"
แม่ทัพลู่เส้าเทียนพยักหน้าช้าๆ สีหน้าเรียบนิ่งแต่ดวงตาฉายแววเมตตา"แสดงให้พวกเราดูถึงความพร้อมของเ้า"
รองแม่ทัพฝ่ายขวาหลี่เหวินหงผู้มีใบหน้าดุดันกับรอยแผลเป็พาดผ่านแก้มซ้าย กระแอมเบาๆ"หวังว่าจะไม่ใช่ของเล่นเหมือนครั้งก่อนนะ เ้าหนู"
เอี้ยเสวียนยิ้มบางๆ แต่ไม่ตอบโต้คำเสียดสีเขาเพียงก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนเริ่มการสาธิต
เอี้ยเสวียนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบกระดาษยันต์สีขาวที่พับเป็รูปนกออกมาอย่างระมัดระวัง ตัวนกกระดาษดูธรรมดายกเว้นลวดลายอักขระโบราณสีเงินที่แทบมองไม่เห็นบนปีกทั้งสองข้าง
"สิ่งประดิษฐ์แรกของข้า... นกกระดาษมายา"เขาเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนยกฝ่ามือที่วางนกกระดาษขึ้นระดับอก
“นกกระดาษ” แม่ทัพและรองแม่ทัพทั้งสี่ต่างส่งเสียงออกมาด้วยความแปลกใจทำเสียงใก่อนที่ต่อมาจะทำหน้าตื่นตะลึงและดวงตาที่เบิกกว้าง
เมื่อเอี้ยเสวียนหลับตาลงชั่วครู่ สมาธิจดจ่อ ค่อยๆ เป่าลมหายใจเบาๆลงบนตัวนกกระดาษ เส้นอักขระสีเงินบนปีกพลันเรืองแสงวาบจนทุกคนต้องหรี่ตาแล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น...
ปีกของนกกระดาษกระพือเบาๆ ราวกับมีชีวิตก่อนจะขยับแรงขึ้นและทรงตัวลอยขึ้นจากฝ่ามือของเอี้ยเสวียนนกกระดาษบินวนเหนือศีรษะของทุกคนในห้องด้วยความคล่องแคล่วราวกับนกจริง
"น่าทึ่ง..." รองแม่ทัพฝ่ายซ้ายจางเสี่ยวหลิง ส่งเสียงออกมาด้วยความแปลกใจ
นนกกระดาษบินวนรอบห้อง แล้วพุ่งออกไปนอกม่านแพรที่เปิดเล็กน้อยหายลับไปเพียงชั่วอึดใจ ไม่นานก็บินกลับเข้ามาก่อนร่อนลงอย่างแ่เบาบนฝ่ามือที่เอี้ยเสวียนยื่นออกไปรับ
"นกกระดาษมายานี้สามารถบินไปได้ไกลถึงหนึ่งร้อยลี้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังปราณจากข้าอีก"เอี้ยเสวียนอธิบาย เขาเอานิ้วแตะที่อกนก อักขระบนปีกเรืองแสงอีกครั้งก่อนที่ภาพสามมิติของค่ายทหารมองจากมุมสูงจะปรากฏลอยเหนือตัวนกแสดงให้เห็นรายละเอียดทั้งหมดของค่าย ั้แ่หอคอยยามจนถึงทหารที่กำลังฝึกอยู่ในสนาม
"นอกจากจะใช้สำรวจเส้นทางและส่งข่าวสารแล้วมันยังบันทึกทุกสิ่งที่เห็นไว้ด้วย" เอี้ยเสวียนยิ้มภูมิใจ"ข้าสามารถสร้างได้หลายตัวและใช้มันสำรวจเส้นทางอันตรายโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตผู้ใด"
“นอกจากนั้นข้าวางแผนที่จะส่งข่าวผ่านนกกระดาษ โดยทุกหนึ่งร้อยลี้ข้าจะวางจุดรับส่งเมื่อมีนกตัวใดตัวหนึ่งได้รีบข่าวสารจะส่งข่าวออกมาเป็ทอดๆจนมาถึงมือใต้เท้า เมื่อมันถ่ายทอดภาพพื้นที่และข่าวสารต่างๆได้”
"แล้วถ้ามันถูกทำลาย?" รองแม่ทัพฝ่ายอักขระเหวยจิ้นถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"ถ้าไม่มีสิ่งที่ข้าจะมอบให้ท่านแม่ทัพ ใครที่จับมันและ้าจะอ่านข้อความด้านในกลไกอักขระจะเผาไหม้เป็เถ้าทันที ไม่ทิ้งร่องรอยให้ศัตรูตามหาผู้ส่ง" เอี้ยเสวียนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
แม่ทัพลู่เส้าเทียนพยักหน้าอย่างพอใจ "ใช้ได้...เครื่องมือสอดแนมที่ดี"
เอี้ยเสวียนหยิบแผ่นยันต์อักขระสองแผ่นจากกระเป๋า แผ่นหนึ่งสีแดงสดอีกแผ่นสีฟ้าอมเงินแผ่นทั้งสองมีรูปแบบอักขระที่สอดคล้องกันราวกับเป็ชิ้นส่วนของภาพเดียวกัน
"นี่คือค่ายกลแม่ลูก" เอี้ยเสวียนอธิบายพลางส่งแผ่นสีแดงให้แม่ทัพลู่เส้าเทียน "แผ่นสีแดงคือแม่และนี่คือสิ่งที่ข้าจะบอกว่าใครที่ถือแผ่นค่ายกลสีแดงนี้เท่านั้นถึงจะสามารถทำให้นกกระดาษมายาถ่ายทอดบันทึกได้ ส่วนแผ่นค่ายกลสีฟ้าคือลูก"
เอี้ยเสวียนขยับถอยห่างออกไป ยืนที่มุมห้องตรงข้ามกับแม่ทัพจากนั้นเขาหลับตาลง ร่างกายนิ่งสงบ ทุกคนในห้องรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในอากาศ—กระแสพลังปราณของเอี้ยเสวียนเริ่มแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจนไม่ใช่กลิ่นอายปราณขั้นเริ่มต้นอีกต่อไปแต่เป็พลังขั้นชำระล้างที่มีความบริสุทธิ์และแหลมคมยิ่งกว่า
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลิงขมวดคิ้ว "พลังปราณของเขา...เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ"
เอี้ยเสวียนลืมตาขึ้นดวงตาของเขาเปล่งประกายสีฟ้าอ่อนชั่วขณะหนึ่งก่อนจะกลับเป็ปกติเขาวางแผ่นยันต์สีฟ้าลงบนฝ่ามือ กล่าวคาถาสั้นๆ แล้วเป่าลมหายใจลงบนแผ่นยันต์
ทันใดนั้น แผ่นยันต์สีฟ้าก็ลอยขึ้นจากฝ่ามือ สั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะหมุนช้าๆ และหยุดนิ่งปลายด้านหนึ่งชี้ตรงไปยังแผ่นยันต์สีแดงในมือแม่ทัพลู่เส้าเทียน
"แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไหนในหมอกหนาหรือใต้เวทสะกด แผ่นแม่จะชี้ไปหาแผ่นลูกเสมอ" เอี้ยเสวียนอธิบาย
เขาหมุนตัวเดินอ้อมห้อง แม้จะเปลี่ยนตำแหน่งแผ่นยันต์ในมือก็ยังคงชี้ไปยังแม่ทัพลู่เส้าเทียนอย่างแม่นยำ
"ค่ายกลนี้จะมีประโยชน์มากในการเดินทัพในดินแดนหมอกหนา"เอี้ยเสวียนกล่าวต่อ "เพราะว่าหากพวกเราเดินตามเข็มทิศที่ข้าวางไว้เราจะสามารถเคลื่อนทัพ หรือ วางกับคักให้กับพวกอสูรได้จะสามารถทำให้เราเปลี่ยนจากฝ่ายที่ต้องตั้งรับกลายมาเป็ผู้ควบคุมการรบได้ “
เอี้ยเสวียนล้วงออกมาจากย่ามอีกครั้งคราวนี้เป็แผ่นยันต์สามเหลี่ยมสีทอง กับกระดาษยันต์สีดำที่พับเป็รูปแปดเหลี่ยม
"ยันต์ป้องกันและเครื่องรางเหล่านี้"เอี้ยเสวียนวางบนโต๊ะไม้"สามารถป้องกันพลังเวทและการโจมตีจากอสูรกลายพันธุ์ได้"
เอี้ยเสวียนหันไปมองที่รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลง"ขอความกรุณาท่านรองแม่ทัพ ช่วยใช้พลังของท่านโจมตีข้าด้วยครับ"
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลงยิ้มเ้าเล่ห์ "แน่ใจหรือ? ข้าอาจไม่ได้ควบคุมกำลังดีนัก"
"เชิญตามสบายครับ"เอี้ยเสวียนตอบพร้อมรอยยิ้มขณะเอามือไพร่หลังแล้วยิ้มออกมาไม่มีการแสดงออกว่ามีการเตรียมป้องกันใดๆทั้งสิ้น
รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลงไม่รอช้า พุ่งพลังปราณไฟสีแดงเข้มออกจากฝ่ามือพุ่งตรงไปยังเอี้ยเสวียน เปลวไฟร้อนแรงพอที่จะเผาไหม้ทหารธรรมดาให้เป็จุณในพริบตาทุกคนในห้องต่างใแต่ทุกคนรู้ดีว่าจางเสี่ยวหลงออมมือให้พลังปราณที่ออกมายังมาถึง สี่ส่วนของยามปกติ แต่ถ้าผู้ฝึกปราณระดับชำระล้างโดนเข้าไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต
แต่เมื่อเปลวไฟใกล้ที่จะปะทะกับร่างของเอี้ยเสวียนสิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น...ร่างของเอี้ยเสวียนเรืองแสงเหลืองดำขึ้นด้านหน้าเอี้ยเสวียนมีกำแพงดินหนาสามเชี๊ยสูงกว่าสิบเชี๊ยะ ปรากฎขึ้นมาป้องกันเอี้ยเสวียนจากพลังปราณสี่ส่วนของจางเสี่ยวหลงเมื่อเปลวเพลิงหายไปกำแพงดินด้านหน้ามีรอยใหม้ขึ้นมาเสมือนเป็พยานว่าเมื่อสักครู่นี้มีการปะทะกันจริงๆ
“เยี่ยมมาก เ้าหนู พลังของยันต์ของเ้าเข้มแข็งมากนิกจากยันต์ประเภทป้องกันแล้วเ้ายังมียันต์สายโจมตีหรือไม่” รองนายพลฝ่ายซ้ายหลี่เหวินหงเอ่ยขึ้น
เอี้ยเสวียนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า”มีขอรับ ในเมื่อท่านรองแม่ทัพเอ่ยปากถามอย่างนั้นข้าน้อยรบกวนท่านรองแม่ทัพใช้พลังของท่านเป็โล่ห์เพื่อทดสอบด้วยขอรับ”
รองนายพลฝ่ายซ้าย หลี่เหวินหงมีสีหน้ากระตุกแล้วคิดว่า”บัดซบข้าแค่ถามดูเ้าเด็กนี่ถึงกับเอาข้ามาเป็เป้าลองะุ”
“เ้าลงมือได้เลย” หลี่เหวินหง กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงราบเรียบ
ทันใดนั้น เอี้ยเสวียนขยับมือสองข้างปรากฏยันต์สีแดง สีขาว สีทองลอยออกมา เป็เส้น เข้าโจมตีไปที่ร่างของรองนายพลฝ่ายซ้าย หลี่เหวินหงเอี้ยเสวียนชี้นิ้วไปที่ยันต์พร้อมเอ่ยว่า “วินาศ” ทันใดนั้นเองรอบตัวของหลี่เหวินหง ก็เกิดเสียงะเิพร้อมทั้งเปลวไฟลุกท่วม เมื่อควันจางลงรองนายพลฝ่ายซ้าย หลี่เหวินหง ยืนอยู่ ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความใและมีรอยควันดำจับเต็มใบหน้า ในขณะที่แขนเสื้อข้างหนึ่งไหม้เกรียมแต่ตัวเขาไม่ได้รับาเ็สาหัส่วนพื้นที่รอบๆตัวในรัศมีสิบเชี๊ยะเต็มไปด้วยรอยไหม้ เสียงะเิที่ดังทำให้บรรดา ทหารองค์รักษ์ที่อยู่ด้านนอกใต่างรีบวิ่งเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ใต้เท้าๆๆ เกิดอะไรขึ้นขอรับ”เสียงองค์รักษ์รายหนึ่งดังขึ้นก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังมุ่งตรงมาด้านนี้
แม่ทัพลู่เส้าเทียน มองหนอี้ยเสวียนเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวว่า“ไม่มีอะไร ไม่ต้องเข้ามา”
ทหารองค์รักษ์ได้ยินดังนั้นก็ถอยกลับไป
“ท่านรองแม่ทัพเป็อะไรหรือไม่ขอรับ”เอี้ยเสวียนกล่าวขึ้นมาด้วยสีหน้าใเล็กน้อย
"ข้าไม่เป็ไร..." รองแม่ทัพหลี่เหวินหงพูดเสียงแหบ มองเอี้ยเสวียนด้วยสายตาประหลาดใจก่อนที่จะะโด้วยเสียงอันดังว่า"ซะเมื่อไร หาเ้าเอี้ยเสวียนทำไมไม่บอกข้าว่ายันต์ของเ้ามันจะน่ากลัวขนาดนี้หาเมื่อกี้ข้านึกว่าข้าได้ไป์เสียแล้ว...ข้าไปทำอะไรให้เ้าเดือดร้อนเมื่อไรหา”
เอี้ยเสวียนทำหน้าเสมือนว่าถูกปรักปรำ“ก็ท่านบอกว่าอยากให้ข้าแสดงยันต์สายโจมตีและข้าก็ได้บอกให้ท่านเตรียมพร้อมแล้วท่านจะมาโทษข้าอย่างนี้ไม่ได้นะขอรับ”
แม่ทัพลู่เส้าเทียน มองเด็กและผู้ใหญ่สองคนเถียงกันพร้อมทั้งส่ายหัวก่อนที่จะกล่าวว่า”พอแล้วหลี่เหวินหงเ้าเป็ถึงรองนายพลจะไปมัวแต่เถียงกับเอี้ยเสวียนทำไม”
“แต่ว่า...ท่านนายพล”หลี่เหวินหงกำลังจะพูดแต่เมื่อเห็นสายตาของท่านแม่ทัพจึงเงียบไป
“เอี้ยเสวียนเ้ามีอะไรจะแสดงอีกหรือไม่” แม่ทัพลู่เส้าเทียนกล่วกับเอี้ยเสวียน
เอี้ยเสวียนพยักหน้าพร้อมหยิบกล่องไม้เล็กๆ จากย่ามที่สะพายอยู่เปิดฝาให้ทุกคนได้เห็นลูกปัดสีดำสลับขาวคล้ายสัญลักษณ์หยินหยาง ขนาดประมาณลูกประคำตัวลูกปัดมีรอยสลักอักขระโบราณละเอียดยิบปกคลุมทั่วผิว
เอี้ยเสวียนค่อยๆ หยิบมันขึ้นมาด้วยความระมัดระวัง "นี่คือลูกปัดหยินหยางจะให้ข้าแสดงพลังของมันกับสิ่งของหรือว่าท่านรองแม่ทัพท่านใดจะเป็ผู้ทดสอบดีขอรับ”
รองแม่ทัพทั้งสี่หันมามองหน้ากันก่อนที่จะชี้ไปทีู่เาจำลองด้านหน้าริมกำแพง โดยทีู่เาจำลองนี้มีขนาดกว้างกว่า ยี่สิบเชี๊ยะสูงกว่าห้าสิบเชี๊ยะ มีน้ำหนักมากกว่า ห้าพันจินก่อนที่รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลินจะกล่าวว่า”เ้าทดสอบกับเ้านี่เถอะ”
เอี้ยเสวียนพยักหน้าก่อนที่จะหันไปมองรอบข้าง แล้วเอ่ยว่า” ขอให้ทุกท่านถอยออกไปอีกสักหน่อย"
รองแม่ทัพทั้งสี่แม้แต่แม่ทัพลู่เส้าเทียนยังขยับตำแหน่งที่นั่งถอยห่างออกไปเล็กน้อยดวงตาจับจ้องลูกปัดในมือเอี้ยเสวียนอย่างระมัดระวังและสงสัย
เอี้ยเสวียนหยิบลูกปัดเม็ดนึงขึ้นมาคีบไว้ในมือก่อนที่จะสะบัดนิ้วดีดลูกปัดนี้ไปยังูเาจำลองเบื้องหน้า
ทันใดนั้น เสียงแตกร้าวของอากาศก็ดังขึ้นตามด้วยเสียงะเิอันทรงพลัง! แรงอัดอากาศกระแทกไปทั่วห้องแม้แต่แม่ทัพและรองแม่ทัพต่างต้องเสริมพลังปราณป้องกันตัวเอง
เมื่อม่านควันจางลง ทุกคนได้เห็นว่าบริเวณที่เคยเป็ูเาจำลองไม่เห็นแม้กระทั่งรูปร่างดั้งเดิม รวมถึงบริเวณรอบข้างถูกทำลายย่อยยับเศษหินฝังลึกในผนังและรอบๆ ห้อง เกิดรอยไหม้เป็วงรัศมีรอบจุดะเิ
"นี่...นี่มัน..."รองแม่ทัพหลี่เหวินหงอ้าปากค้างมีความรู้สึกเหมือนว่าตนอ้าปากกว้างมากจนคางแทบจะตกถึงพื้นพร้อมทั้งคิดในใจ”โชคดีที่คราวที่แล้วเป็แค่ยันต์ถ้าเ้าหนู่นี่ใช้เ้าสิ่งนี้ข้าคงได้ไปเกิดแล้ว”
"ลูกปัดหยินหยาง"เอี้ยเสวียนอธิบายในขณะที่สภาพก็ดูย่ำแย่เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ย "อาศัยหลักการผสานพลังขั้วตรงข้ามเป็พลังงานธาตุตรงข้ามเมื่อพลังงานสองชนิดที่มีความขัดแบ้งกันถูกทำลายความสมดุลพลังงานมหาศาลจะถูกปลดปล่อยออกมา"
"หากใช้กับอสูรกลุ่มใหญ่หรือแม้แต่อสูรระดับกลางที่มักอาศัยพลังทางกายภาพ" เอี้ยเสวียนเสริม"แรงะเิและเศษโลหะที่กระจายออกไปจะสร้างความเสียหายรุนแรงในบริเวณกว้าง"
“เนื่องจากนี่เป็การทดสอบครั้งแรกข้าเลยไม่รู้ว่าอำนาจทำลายล้างมันจะขนาดใหนเลยกะระยะพลาดไปหน่อย” เอี้ยเสวียนกล่าวด้วยสีหน้าเก้อเขิน
แม่ทัพลู่เส้าเทียนลูบเคราช้าๆ ก่อนถาม "เ้าสร้างไว้กี่ลูก?"
"ตอนนี้ข้าสร้างไว้ประมาณ หนึ่งร้อยลูกขอรับท่านแม่ทัพเพราะต้องใช้วัตถุดิบและการจารรึกอักขระที่ค่อนข้างซับซ้อน" เอี้ยเสวียนตอบ
“ร้อยลูก? เ้ากะจะะเิด่านซีเหมินหรือ?”รองแม่ทัพฝ่ายคุมกฎ หลิวไป๋ถึงกับหน้าเขียวคล้ำเมื่อได้ยินเอี้ยเสวียนกล่าว
เอี้ยเสวียนยิ้มแห้งแต่ไม่ได้ตอบเขาเพียงโค้งให้รองแม่ทัพด้วยความเคารพ
หลังการสาธิตสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดแม่ทัพและรองแม่ทัพทั้งสี่มองเอี้ยเสวียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"เอี้ยเสวียนเ้ามาอยู่ที่ด่านซีเหมินเพียงครึ่งปีกระมัง"แม่ทัพลู่เส้าเทียนกล่าวพลางลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาเขา"จากพลังระดับกำเนิดปราณขั้นกลางสามารถทะลวงมาเป็ระดับชำระล้างขั้นกลางได้ภายในหกเดือนอีกทั้งความสามารถในการจารึกอักขระของเ้า " แม่ทัพลู่เส้าเทียนหยุดไปเล็กน้อยก่อนที่จะมองไปที่เอี้ยเสวียนแล้วกล่าวต่อว่า”ข้าลู่เส้าเทียนเห็นอัจฉริยะฟ้าประทานมามาก แต่คนที่โดดเด่นที่สุด เ้าเอี้ยเสวียน”
เหล่ารองแม่ทัพทั้งสี่มองหน้ากันพร้อมทั้งพยักหน้าในขณะที่บางคนคิดในใจ”ท่านแม่ทัพคงลืมไปว่า เ้าเด็กนี่เพิ่งอายุสิบหกปียังไม่สิบเจ็ดด้วยซ้ำ นี่มันวิปริตผิดมนุษย์ขนาดไหนถึงจะทำได้แบบนี้”
“เฮ้อ ถ้าเ้าหนูนี่ไม่ตายซะก่อน ใครก็ต้องยอมเป็ที่สองความสามารถขนาดนี้”
เอี้ยเสวียนโค้งคำนับ"ในระหว่างการทดลองสร้างสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ข้าได้เข้าสู่ภาวะวิกฤติหลายครั้ง" เขายิ้มเจื่อนๆ"บางครั้งก็เกือบะเิตัวเองไปพร้อมกับการทดลองแต่ทุกครั้งที่ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ พลังปราณของข้าก็แข็งแกร่งขึ้น จนในที่สุด..."
รองแม่ทัพเหวยจิ้นขยับเข้ามาใกล้ พินิจมองเอี้ยเสวียนอย่างละเอียด"ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือลักษณะพิเศษของปราณเ้า...มันมีคุณสมบัติคล้ายปราณธรรมชาติเพราะเ้าสามารถจารึกยันต์พลังธาตุต่างๆได้โดยมีพลังเท่าๆกันนั่นหมายความว่าตัวเ้าเองมีความสามารถในการพัฒนาพลังปราณให้เข้ากับธาตุทั้งห้าได้”
เอี้ยเสวียนรู้สึกทั้งประหลาดใจและยินดี"ข้าเองก็รู้สึกว่ากำลังภายในของข้าเปลี่ยนไปทุกครั้งที่ข้าวาดอักขระหรือสร้างยันต์พลังจะไหลเวียนราบรื่นและทรงพลังกว่าเดิมมาก ราวกับ...ราวกับว่า..."
"ราวกับว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของตัวเ้า"รองแม่ทัพเหวยจิ้นเสริม เขาลูบเคราขาวช้าๆ ดวงตาเหมือนจะมองทะลุผ่านตัวเอี้ยเสวียน"ปราณของเ้าน่าจะเป็ปราณธรรมชาติก่อกำเนิดที่แท้จริงข้าเคยเห็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตไม่นึกว่าจะได้เห็นอีกครั้งในเด็กหนุ่มอายุน้อยเช่นเ้า"
รองแม่ทัพหลี่เหวินหงที่เงียบมาั้แ่ถูกเวทย้อนกลับพูดขึ้นบ้างน้ำเสียงเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้มีความจริงจังในน้ำเสียง"ไม่น่าเชื่อว่าข้าเคยคิดว่าเ้าที่ถูกลงโทษให้มาที่ด่านซีเหมินรวมทั้งประวัติและผลงานของเ้าข้ากำลังเป็ห่วงว่าด่านซีเหมินจะถูกเ้าทำจนเป็รูปใหนอยู่เลย” "
เอี้ยเสวียนทำสีหน้าบอกไม่ถูกก่อนที่จะเอ่ยว่า “ท่านรองแม่ทัพข้าคงไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้นกระมั้งขอรับข้าเอี้ยเสวียนเป็คนอย่างไรท่านสามารถไปถามได้เลยว่าเอี้ยเสวียนแห่งตระกูลเอี้ยเมืองเหลยอิ๋นเฉิง ได้เลย ข้าเป็คนที่เคารพผู้ใหญ่ ซื่อสัตย์ไม่เคยทำร้ายใคร ต่อให้คนมารังแกข้า ข้ายังอดทนไม่โต้ตอบเลยนะขอรับ”
“หึหึ ยังไม่ต้องถามว่าข้าเชื่อที่เ้าพูดมั้ยนะเอี้ยเสวียนเอาเป็ว่าเ้าเชื่อที่เ้าพูดมั้ย หา”รองแม่ทัพจางเสี่ยวหลงกล่าวขัดขึ้นมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“เอาละ เอี้ยเสวียนข้าเชื่อว่าแผนการที่เ้าวางเอาไว้สามารถทำได้ข้าอนุญาตให้ลงมือได้ตอนนี้เ้า้าวัคถุดิบอะไรบ้างให้ไปแจ้งกับรองแม่ทัพเหวยจิ้น”แม่ทัพลู่เส้าเทียนกล่าวขึ้น
"แล้วก็"แม่ทัพลู่เส้าเทียนหันมาหาเอี้ยเสวียนอีกครั้ง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าเคร่งขรึม"ถ้าเ้าจะะเิอะไรอีก... บอกข้าก่อนล่วงหน้าด้วย" เขาพูดติดตลก
“ข้าก็ว่าแล้วสงสัยั้แ่ในประวัติของเ้าที่พ่อเ้าชอบบอกว่า“ให้มันเพลาๆมือหน่อย” ว่าหมายถึงอะไร ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นทั่วห้อง บรรยากาศผ่อนคลายลงเอี้ยเสวียนยิ้มอย่างเขินอาย พลางเกาศีรษะเบาๆ
"ข้าสัญญาว่าจะระมัดระวังมากขึ้นครับ"เอี้ยเสวียนตอบ ก่อนจะเพิ่มด้วยน้ำเสียงมั่นใจ"และข้าสัญญาว่าข้าจะทำภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จลุล่วง"