ภายในห้องรับรองตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนานถึงห้าหกวินาทีก่อนที่ฟู่เฉิงจะหลุดเสียงเยาะหยันออกมาจากจมูก
“จี้ทิงน่ะเหรอ เฮอะ!”
ในสายตาของเขานอกจากใบหน้าที่พอจะดูได้แล้ว จี้ทิงก็มีคำว่า ‘มีดีแค่หน้าตา’สลักไว้ั้แ่หัวจรดเท้าจะมาบอกว่าเป็อัจฉริยะเหนืุ์อะไรนั่น มันเป็เื่ตลกสิ้นดี
น้ำเสียงเย้ยหยันนั้นชัดเจนเสียจนหมอโจวอดสงสัยไม่ได้“ท่านประธานฟู่ นี่คุณ...?”
“ผมไม่ได้ว่าคุณหรอก ผมแค่...” ฟู่เฉิงคล้ายจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงหัวเราะเบาๆ“คุณเคยได้ยินเื่ ‘โศกนาฏกรรมของฟางจ้งหย่ง[1] ’ ไหมครับ?”
ฟางจ้งหย่งงั้นหรือ?หมอโจวฉุกคิดเพียงครู่ก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายแต่เขากลับส่ายหน้า “ด้วยระดับของจี้ทิงแล้วเขาไม่มีทางเป็ฟางจ้งหย่งเด็ดขาด”
“งั้นเหรอ แต่เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เลยนะ”
คำพูดของฟู่เฉิงราวกับหมัดฮุกที่ซัดเข้ากลางเป้าหมอโจวถึงกับชะงักงันด้วยความตระหนก “ไม่...เป็ไปไม่ได้มั้งครับ?”
ฟู่เฉิงแค่นยิ้มในใจทำไมจะเป็ไปไม่ได้ล่ะ
ปีที่แล้วหลังจากจี้ทิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จพอกลับถึงบ้านก็คุยโวว่ามหาวิทยาลัยชื่อดังทั่วประเทศมีให้เขาเลือกตามใจชอบเื่ที่เขาขี้โม้น่ะไม่เท่าไหร่หรอกแต่ไม่นึกเลยว่าคนในตระกูลจี้จะเชื่อเป็ตุเป็ตะด้วย
วันที่ประกาศคะแนนพ่อของจี้ทิงถึงกับจัดงานเลี้ยงส่วนตัวระดับั์เชิญทั้งญาติมิตรและเหล่าคนดังในแวดวงสังคมมากันพร้อมหน้า
จัดฉากไว้เสียใหญ่โตแต่ผลลัพธ์ล่ะ? พอถึงเวลาตรวจสอบคะแนนกลับพบว่าเขาทำได้แค่สองร้อยกว่าคะแนนเท่านั้น
ตอนนั้นสีหน้าของแเื่ในงานมันช่างน่าขันสิ้นดีฟู่เฉิงยังรู้สึกอับอายแทนคนตระกูลจี้ ราวกับไปแก้ผ้าลากโม่หินให้คนเขาดูจนขายหน้าไปทั่ว
พอได้ฟังเื่นี้หมอโจวก็ถึงกับใบ้กินไปพักใหญ่ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ฟู่เฉิงตบไหล่เขาอย่างเข้าใจพลางเอ่ย“วันนี้ลำบากคุณแล้วที่ต้องมาด้วยตัวเอง วางใจเถอะเื่ของคุณผมจะจำไว้แน่นอน”
“ประธานฟู่เกรงใจเกินไปแล้วครับ”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังมีธุระต้องคุยกันต่อหมอโจวก็ขอตัวลาอย่างรู้ความ ก่อนจะเดินออกไปเขาเหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งนิ่งเงียบมาโดยตลอด
แม้จะไม่รู้ว่าพี่น้องคู่นี้มีเื่ผิดใจอะไรกันแน่แต่มีเื่หนึ่งที่เขามั่นใจว่าตนเองมองไม่ผิด
คำว่า‘สมองถ้าไม่ใช้ก็ขึ้นสนิม’ แม้จะเป็คำเปรียบเปรยแต่มันก็พอมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับอยู่บ้างต่อให้สภาพสมองโดยกำเนิดจะดีเพียงใดแต่ถ้าภายหลังไม่ได้รับการเรียนรู้เพื่อรักษาการเชื่อมต่อของระบบประสาทไว้เขาก็อาจจะกลายเป็คนธรรมดาเหมือนฟางจ้งหย่งได้จริงๆ
ทว่าด้วยสภาวะของจี้ทิงในตอนนี้ถ้าเ้าตัวไม่ได้รักษาระดับการใช้ตรรกะและการคำนวณขั้นสูงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบปีวงจรประสาทไม่มีทางที่จะมีการตอบสนองที่ทรงประสิทธิภาพขนาดนี้ได้เลย
ช่างเถอะ...หมอโจวคิดในใจ อย่างไรเสียเขาก็พูดสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้วส่วนใครจะเชื่อหรือไม่นั้นก็ไม่ใช่ธุระของเขา
ฟู่เฉิงเดินไปส่งแขกเมื่อปิดประตูลงสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
เขาเหมือนกำลังชั่งใจบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “เยี่ยนจื๋อ เมื่อกี้นายเอาแต่เงียบจริงๆ นายเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันใช่ไหม”
จี้เยี่ยนจื๋อเงยดวงตาคมลึกขึ้นสบประสานท่ามกลางสายตาที่จ้องมองกัน แววตาของทั้งสองต่างก็แฝงไปด้วยความเคร่งขรึมเห็นได้ชัดว่า พวกเขาต่างก็เคยตั้งข้อสงสัยว่าหลายปีมานี้จี้ทิงจงใจ‘ซ่อนคม’ ไว้หรือไม่
จี้เยี่ยนจื๋อละสายตากลับมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เขาไม่มีจิตใจที่หนักแน่นพอจะทำเื่แบบนั้นหรอก”
“เขาไม่มีงั้นเหรอ?” น้ำเสียงของฟู่เฉิงเต็มไปด้วยการประชดประชัน“นายอย่าลืมสิว่าเขาเป็ลูกชายของ ‘ผู้หญิงคนนั้น’”
พอพูดถึง‘ผู้หญิงคนนั้น’ สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อก็เย็นเยียบลงถนัดตาเขาถึงกับส่งสายตาคมกริบมองฟู่เฉิงอย่างดุดัน
“ต่อให้นายจะถลึงตาใส่ฉัน ฉันก็ต้องพูด” ฟู่เฉิงเองก็ไม่อยากจะสะกิดแผลใจของเพื่อนรักแต่บางเื่มันต้องเปิดโปงออกมา
“ลองคิดดูสิ ตอนเด็กๆ นายน่ะเรียกเธอว่า ‘น้าหลิน’อย่างนั้น น้าหลินอย่างนี้ เธอเองก็ทำท่าเอ็นดูนายเหมือนลูกในไส้แต่ใครจะไปคิดว่าพอแม่นายเสียไปไม่ทันไรเธอก็อุ้มท้องโย้เดินเข้าบ้านตระกูลจี้หน้าตาเฉย”
“ส่วนพ่อนาย...” ฟู่เฉิงนึกแล้วก็ระอาใจจนไม่อยากจะเอ่ยถึง“ฉันแค่้าเตือนนายว่า ลูกไม้มักหล่นไม่ไกลต้น นายมันพวกใจอ่อนหลายปีมานี้ไม่เคยลงมือกับเขาหนักๆ เลยสักครั้งแต่ถ้าเกิดจี้ทิงเป็เหมือนแมลงพิษที่แอบซ่อนตัวอยู่แล้ววันดีคืนดีลุกขึ้นมาแว้งกัดนายล่ะ?”
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ฟู่เฉิงนึกว่าเขากำลังระงับพายุอารมณ์อยู่ แต่คนตรงหน้ากลับเอ่ยขึ้นว่า“เขาจะแกล้งโง่หรือเปล่า ฉันลองถามดู เดี๋ยวก็รู้แล้ว”
ฟู่เฉิงหลุดหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ“นายคิดอะไรอยู่เนี่ย อย่างจี้ทิงที่พูดโกหกเป็ไฟแบบนั้นนายถามแล้วเขาจะยอมคายความจริงออกมางั้นเหรอ?”
เมื่อก่อนอาจจะไม่แน่แต่ตอนนี้...
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อปรากฎรอยยิ้มจางๆที่แทบมองไม่เห็น “ปากจะโกหกก็ไม่เป็ไรหรอกเพราะยังไงเขาก็ซ่อนมันไว้ไม่มิดอยู่ดี”
...
ลู่เหยียนชูใช้เวลาถึงสองวันเต็มในการตรวจร่างกายอย่างละเอียดไปกว่าสิบรายการทว่าค่าทุกอย่างกลับปกติดี ไม่พบความผิดปกติใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ผู้จัดการส่วนตัวร้อนใจจนปากพองไปหมดแต่ทุกครั้งที่ถามว่าเป็อะไรกันแน่ ลู่เหยียนชูกลับปิดปากเงียบ
ในเมื่อหาความผิดปกติในตัวไม่เจอลู่เหยียนชูจึงครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา และตัดสินใจที่จะตามหา‘เ้าของเสียง’ ที่มาพูดอยู่ข้างหูเขาในวันนั้นผ่านเบาะแสที่เขาได้ยินมา
“เสี่ยวลู่ เพื่อนฉันส่งข้อความกลับมาแล้ว”
ผู้จัดการเดินพรวดพราดเข้ามาขณะที่ลู่เหยียนชูซึ่งนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังประชุมกับทีมทำสเปเชียลเอฟเฟกต์เขาจึงยกมือเป็สัญญาณให้อีกฝ่ายรอสักครู่
สิบกว่านาทีต่อมาลู่เหยียนชูก็สิ้นสุดการประชุมทางวิดีโอ
“ทางนั้นว่ายังไงบ้างครับ?”
“เพื่อนฉันกว่าจะสืบเื่นี้มาได้แทบรากเืถามพวกหมอก็ไม่ได้ความเลยสักนิดสุดท้ายต้องอ้อมโลกไปตั้งหลายตลบกว่าจะง้างปากพนักงานต้อนรับมาได้”
พูดถึงตรงนี้ผู้จัดการก็เดินไปปิดประตูก่อนจะเดินกลับมากระซิบเสียงเบา“นายว่ามันบังเอิญไหมล่ะ วันที่นายไปรุ่ยเหอ มีคนไข้ระดับ VIPไปตรวจโครโมโซมที่นั่นจริงๆ ด้วย”
ลู่เหยียนชูนิ่งไปชั่วขณะแววตาซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ลึกๆ “ใครครับ?”
ผู้จัดการเลียริมฝีปากพลางทำท่าลับลมคมใน“คนคนนี้ฐานะไม่ธรรมดาเลย เขาเป็คุณชายรองของกลุ่มบริษัทซื่อลี่...”
“จี้ทิงเหรอครับ?” ลู่เหยียนชูโพล่งถามออกมาทันควันเสียงที่เขาได้ยินมาจากจี้ทิงงั้นเหรอ...
ผู้จัดการถึงกับอึ้ง“นะ... นายรู้จักเขาด้วยเหรอ?”
ลู่เหยียนชูส่ายหน้าเบาๆ“ไม่รู้จักครับ แต่เคยได้ยินคนพูดถึงเขามาบ้าง”
“ใครล่ะ?”
ลู่เหยียนชูไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆแต่กลับถามต่อ “จี้ทิงเขาป่วยเหรอครับ?”
“ที่ฉันรู้คือวันนั้นเขาไปตรวจสมอง แถมตรวจตั้งหลายอย่างแต่จะเป็โรคอะไรกันแน่นั้น...” ผู้จัดการเบ้ปากพลางแบมือ“นายก็รู้ว่ารุ่ยเหอเข้มงวดเื่ข้อมูลลูกค้าแค่ไหนแค่ข่าวนี้ฉันก็บากหน้าไปสืบมาให้จนสุดความสามารถแล้วจริงๆ”
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งลู่เหยียนชูก็ระบายยิ้มอย่างอ่อนใจ “ตกลงครับผมยอมพักเพิ่มอีกครึ่งเดือนก็ได้ พอใจหรือยังครับผู้จัดการ?”
เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ผู้จัดการก็ไม่ยอมอ้อมค้อมอีกต่อไป “ถึงทางนั้นจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ที่แน่ๆ คือ จี้ทิงน่าจะมีปัญหาด้านสติปัญญา”
“สติปัญญา?” ลู่เหยียนชูรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“อืมเห็นว่าเป็ความผิดปกติของสมองรูปแบบใหม่ที่ชื่อโรคซับซ้อนมากจนทำให้สมองเสื่อมถอยตอนนั้นหมอแผนกอายุรกรรมประสาทไปกันหมดทั้งแผนกเดินออกมายังส่ายหน้าถอนหายใจกันระนาว” พูดถึงตรงนี้เขายังเน้นย้ำอีกว่า“นี่พนักงานต้อนรับคนนั้นเห็นมากับตาเลยนะรับรองว่าเป็เื่จริงแน่นอน”
ลู่เหยียนชูหลุบตาลงสีหน้าดูครุ่นคิด ถ้าเป็แบบนี้จริง บางเื่ก็พอจะฟังขึ้นแล้ว
จากข้อมูลอันน้อยนิดที่เขารู้เกี่ยวกับจี้ทิงต่อให้วันนั้นจะถูกหลิงซีปฏิเสธไป วันรุ่งขึ้นเขาก็ควรจะตามตื้อไม่เลิกจนกว่าจะพาคนกลับเมืองจิงได้
แต่จี้ทิงกลับไม่ตามตื๊อแถมยังส่งที่อยู่ให้เสี่ยวหลิวจัดการต่อแทนคิดว่าตอนนั้นเขาคงรู้ตัวแล้วว่าตัวเองกำลังป่วยเลยจำต้องฝากฝังให้คนอื่นช่วยดูแลหลิงซีแทน
ผู้จัดการเห็นเขาเงียบไปนานก็นึกสงสัย“เื่ที่อยากรู้ก็ได้ความแล้วนี่ ทำไมยังทำหน้ากลุ้มอีกล่ะ?”
ลู่เหยียนชูยิ้มบางๆ“ไม่ได้กลุ้มครับ แค่กำลังคิดเื่อื่นอยู่”
เขากำลังคิดว่าคงถึงเวลาที่เขาต้องหาโอกาสไปพบจี้ทิงคนนี้สักหน่อยแล้ว…
เชิงอรรถ
[1]โศกนาฏกรรมของฟางจ้งหย่ง (伤仲永) คือเื่ราวอุทาหรณ์สอนใจที่เตือนให้เห็นว่าพร์ต้องควบคู่ไปกับการหมั่นเพียรศึกษา ถ้าหยุดพัฒนาความสามารถพิเศษที่มีมาแต่กำเนิดก็อาจสูญหายไปในที่สุด