บทที่ 16: เงาที่ตามติด
ผมกลับมาที่ห้องตัวเองแล้ว ความเย็นะเืจากห้อง 0 ยังคงเกาะกินอยู่ในกระดูกสันหลัง แม้ว่าอากาศในห้อง 101 จะอบอุ่นกว่า แต่มันก็ไม่อาจขับไล่ความรู้สึกราวกับถูกแช่แข็งออกไปได้ ผมปิดประตูลงช้าๆ พิงแผ่นหลังกับมัน สูดหายใจเข้าลึกๆ จนปอดเ็ป พยายามจะขับไล่ภาพของ "เงา" เ่าั้ออกจากความทรงจำ ภาพของคนที่หายไป กำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าในโลกที่หม่นหมองกว่า ผมเห็นพวกเขาชัดเจนเหลือเกิน และผมรู้ว่าใครก็ตามที่ถูกดูดเข้าไปในมิติที่บิดเบี้ยวนั้น จะไม่เป็ตัวเองอีกต่อไป
ความเข้าใจนี้ทิ้งความรู้สึกหวาดกลัวที่ลึกซึ้งไว้เื้ั ผมไม่เคยคิดว่าจะมี "โลกอีกใบ" ซ้อนทับอยู่กับของเราอย่างแยกไม่ออก แต่ตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่าห้อง 0 คือประตูบานนั้น ประตูที่เปิดรับความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ตัวตนที่แท้จริง
ผมเดินโซซัดโซเซไปทิ้งตัวลงบนเตียง ดวงตาจ้องมองเพดานว่างเปล่า สมองประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่เพิ่งได้รับมา ผมเห็นตัวเองในภาพสะท้อนของหน้าต่างกระจกที่มืดมิด ผมดูเหนื่อยล้า ซีดเซียวราวกับคนอดนอนมาหลายคืน วงตาคล้ำลึกเป็สีดำคล้ำ เหมือนมีบางอย่างกัดกินพลังชีวิตของผมไปจนหมดสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็พยายามบอกตัวเองว่า "ฉันยังเป็ฉัน" ผมยังอยู่ที่นี่ ยังมีลมหายใจ และยังรู้สึกถึงความกลัวที่เกาะกุมจิตใจอย่างชัดเจน
คืนนั้นผมแทบไม่ได้หลับ ผมเอาแต่จ้องมองความมืด พยายามแยกแยะเสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่เล็ดลอดเข้ามาในห้อง เสียงนาฬิกาแขวนผนังที่เดินติ๊กต็อกอย่างช้าๆ เสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างอืดอาด แม้แต่เสียงหัวใจของผมเองที่เต้นไม่เป็จังหวะ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะช้าลงไปหนึ่งจังหวะ เหมือนโลกทั้งใบกำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับ "ความล่าช้าหนึ่งวินาที" ที่ผมเพิ่งเรียนรู้มา หรือว่านี่เป็เพียงผลกระทบทางจิตวิทยาจากการที่ผมเข้าไปในห้อง 0 กันแน่?
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมลุกขึ้นจากเตียงด้วยร่างกายที่อ่อนแรง ผมต้องทำงาน ผมต้องแกล้งทำเป็ว่าทุกอย่างปกติ ผมต้องพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าผมยังคงเป็อ๊อดตัวจริง ผมเดินตรงไปยังห้องน้ำ ตั้งใจจะแปรงฟันและล้างหน้าเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นจากฝันร้ายนี้
ผมเปิดก๊อกน้ำ ปล่อยให้น้ำเย็นไหลกระทบฝ่ามือ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองกระจกบานใหญ่เหนืออ่างล้างหน้า ภาพสะท้อนของผมปรากฏอยู่ตรงนั้น ผมมองเข้าไปในดวงตาของตัวเอง พยายามหาประกายความจริงที่ยังหลงเหลืออยู่
แล้วมันก็ปรากฏขึ้น ผมเห็นมัน... เห็น "อีกคน" ของผม
ไม่ใช่ภาพหลอน ไม่ใช่เงาตะคุ่มๆ ที่แวบหายไปเมื่อผมหันมอง ไม่ใช่ภาพสะท้อนบิดเบี้ยวในความมืด แต่มันคือ "อ๊อดอีกคน" ที่ยืนอยู่เื้ัผมในกระจกอย่างชัดเจน มันไม่ได้เคลื่อนไหวตามผมทันทีเหมือนภาพสะท้อนทั่วไป มันยืนนิ่งอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนที่มันจะเริ่มเลียนแบบท่าทางของผมอย่างสมบูรณ์แบบ แขนของมันยกขึ้นพร้อมกับผม ดวงตาของมันจ้องมองเข้าไปในดวงตาของผมผ่านเงาสะท้อน แต่มันไม่มีชีวิตชีวา มันว่างเปล่าจนน่าขนลุก
ผมยืนแข็งทื่อ ตัวชาไปทั้งร่าง ผมไม่กล้าหันหลังกลับ เพราะรู้ดีว่าเมื่อผมหันไป มันจะหายไปอย่างแน่นอน ผมยังคงมองมันผ่านกระจก มันดูเหมือนผมทุกประการ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เหมือนกัน ทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการนอนก็เหมือนกัน แต่แววตาของมัน... แววตาของมันเหมือนแก้ว มันไม่สะท้อนอารมณ์ใดๆ มันแค่จ้องมอง เหมือนกำลังจดจำทุกรายละเอียดของผม
"แก... แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" ผมพึมพำเสียงแ่ ไม่แน่ใจว่าได้เปล่งเสียงออกไปจริงๆ หรือแค่คิดในใจ
"อ๊อดอีกคน" ในกระจกไม่ตอบ มันแค่เลียนแบบการขยับริมฝีปากของผมอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่ว่างเปล่าของมันยังคงจ้องมองผม ไม่ใช่แค่ในกระจก แต่เหมือนจ้องมองทะลุผ่านกระจกเข้ามาในจิตใจของผม
ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือผมสั่นเทาจนเกือบจะทำแก้วน้ำหลุดมือ "แก้าอะไร"
มันขยับริมฝีปากอีกครั้ง ช้าๆ และไร้เสียง ราวกับกำลังรอให้ผมพูดจบ หรือกำลังรอจังหวะของตัวเอง ผมรู้สึกเหมือนถูกแปรธาตุให้กลายเป็เหยื่อที่กำลังจะถูกกลืนกิน มันยืนอยู่ตรงนั้น ยืนอยู่ข้างหลังผมในความเงียบงัน ผ่านกระจกที่แยกเราออกจากกัน และผมรู้ว่าเมื่อผมหันกลับไป มันจะไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย แต่ผมก็รู้ด้วยว่ามันอยู่ตรงนี้ มันอยู่ในห้องเดียวกับผม และมันกำลังเฝ้ามองผม
ผมใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่าปกติ ผมแปรงฟันอย่างเชื่องช้าและพิถีพิถัน ล้างหน้าซ้ำๆ ราวกับจะชะล้างความจริงที่น่ากลัวออกไป แต่ทุกครั้งที่ผมเงยหน้าขึ้นมองกระจก "อ๊อดอีกคน" ก็ยังคงอยู่ตรงนั้น มันยืนอยู่เื้ัผม ทำทุกอย่างตามผมช้าไปหนึ่งจังหวะ มันเป็เงาที่ตามติด เป็ตัวตนที่สองที่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
ผมพยายามใช้ชีวิตประจำวันให้เป็ปกติ ผมเปิดคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบอีเมล ตอบแชทลูกค้า แต่มันก็ยังคงอยู่ มันนั่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัวตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของผม ทำท่าทางเหมือนกำลังพิมพ์งานอยู่บนคีย์บอร์ดที่ไม่มีอยู่จริง นิ้วของมันขยับอย่างแม่นยำ แววตาว่างเปล่าจ้องมองหน้าจอที่ว่างเปล่าเช่นกัน
ผมรู้ว่ามันไม่ได้ทำอะไรจริงๆ มันแค่กำลัง "เรียนรู้" การมีอยู่ของผม มันกำลังบันทึกทุกการเคลื่อนไหว ทุกนิสัย ทุกความคิด ผมพยายามจะไม่สนใจมัน พยายามทำเหมือนมันไม่มีอยู่จริง แต่สายตาที่ว่างเปล่าของมันที่จ้องมองมาเป็ครั้งคราว ก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องตลอดเวลา ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวทุกครั้งที่เผลอเหลือบไปเห็นมัน
ตลอดทั้งวันนั้น "อ๊อดอีกคน" ปรากฏตัวในทุกที่ที่ผมไป มันอยู่ในห้องครัวขณะที่ผมกำลังทำอาหาร มันยืนพิงประตูห้องนอนขณะที่ผมพยายามจะพักผ่อน มันปรากฏในเงาสะท้อนบนจอโทรศัพท์ของผมขณะที่ผมไถฟีดโซเชียลมีเดีย มันเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ ไร้อารมณ์ และไม่เคยทิ้งหลักฐานใดๆ ไว้เลย
เมื่อตกกลางคืน ความรู้สึกอึดอัดก็ยิ่งทวีคูณ ผมปิดไฟในห้องนอน แต่ดวงตาของผมกลับปรับตัวเข้ากับความมืดได้เร็วเกินไป ผมเห็นมันนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม จ้องมองมาที่เตียงนอนของผม ความมืดไม่ได้ช่วยให้ผมหลุดพ้นจากมันได้เลย มันเป็เหมือนเครื่องสังเกตการณ์ที่ไร้ความปราณี กำลังจดจำและเรียนรู้ทุกรายละเอียดของผมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดไฟฉาย ส่องไปที่มัน แสงสว่างทำให้มันหายไปในทันที ราวกับมันเป็เพียงภาพมายาที่ผมสร้างขึ้นมาเอง ผมกะพริบตาถี่ๆ พยายามขับไล่ภาพที่เห็นออกไป ความคิดเริ่มปั่นป่วน ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมเห็นเป็เื่จริงหรือผมกำลังเสียสติไปแล้วกันแน่
แต่แล้ว เมื่อผมปิดไฟฉายลงอีกครั้ง มันก็กลับมานั่งอยู่ที่เดิมอีกครั้งในความมืด มันไม่ได้ขยับเขยื้อน มันแค่ปรากฏตัวขึ้นเงียบๆ ราวกับไม่เคยหายไปไหน ผมนอนตัวแข็งอยู่บนเตียง เหงื่อซึมออกมาจากทุกรูขุมขน ผมรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้อง ความหนาวเย็นที่มาจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตรงหน้าผม
ผมปิดเปลือกตาลงแน่น พยายามบังคับตัวเองให้หลับ แต่ภาพของ "อ๊อดอีกคน" ที่ไร้ซึ่งอารมณ์ยังคงฉายชัดอยู่ในใจ เสียงหัวใจของผมเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง มันกำลังเฝ้ารอ... เฝ้ารอโอกาส... ผมรู้สึกเหมือนกำลังตกเป็เป้าหมายของการจดจำและการคัดลอก และความจริงที่ว่ามันจะ "แทนที่" ผมเมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้ผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงกระซิบแ่เบา มันไม่ใช่เสียงที่มาจากภายนอก ไม่ใช่เสียงที่มาจากความคิดของผม แต่มันเป็เสียงที่มาจาก "อ๊อดอีกคน" ที่นั่งอยู่ตรงหน้า มันกระซิบชื่อของผม และครั้งนี้มันไม่ได้เลียนแบบการขยับริมฝีปากของผม มันเปล่งเสียงออกมาเอง เสียงที่แหบพร่าและไร้อารมณ์อย่างสิ้นเชิง ราวกับเป็เสียงที่ประกอบขึ้นจากอากาศธาตุ
"อ๊อด... ถึงเวลาแล้ว" มันกล่าว ท่ามกลางความมืดมิด ผมได้ยินเสียงของมันชัดเจนเหลือเกิน และผมััได้ถึงรอยยิ้มบางเบาที่ปรากฏบนใบหน้าของมัน ยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความสุข แต่เป็ความพึงพอใจอย่างเยือกเย็นต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น