บทที่ 9 อวิ๋นพิ่นถิงขอโทษ
อวิ๋นพิ่นถิงที่ไม่เคยมาที่ตำหนักของเซ่อเจิ้งหวางมาก่อน นางอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจไปตลอดทาง ในยามที่มองทุกสิ่งในตำหนักแห่งนี้ ในใจของนางทั้งอิจฉาและไม่ยินยอม รู้สึกว่าทั้งที่เขาเป็เพียงลูกเลี้ยงเท่านั้น ทั้งยังเป็เพียงอ๋องนอกสกุล แต่ตำหนักแห่งนี้กลับเปรียบได้กับตำหนักเจิ้งเฉียนที่เสด็จพ่อประทับ ทั้งยังดีกว่าเสียอีก
แต่ในใจจะไม่ยินยอมอย่างไรนางก็ไม่กล้าแสดงออกไปแม้แต่ครึ่งส่วน เพราะนางรู้ว่าเสด็จอาที่ยังอายุไม่มากผู้นี้ฝีมือร้ายกาจเพียงใด ไม่เช่นนั้น แม้แต่เสด็จพ่อก็คงไม่เกรงกลัวเขา
“พิ่นถิงคารวะเสด็จอา ขอท่านสุขภาพแข็งแรงเพคะ”
นางย่อเข่าลง คารวะเซวียนเหยียนฟู่อย่างนอบน้อม น้ำเสียงดูอ่อนโยนและสดใส ผสานกับรูปโฉมที่งดงาม นางคิดว่าเสด็จอาคงจะชื่นชอบนางซึ่งเป็องค์หญิงใหญ่ที่ทั้งงดงาม ใจกว้าง และมีฐานะสูงศักดิ์ผู้นี้
หากแต่สีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่กลับไม่เปลี่ยนแปลง สายตาของเขาเหลือบมองร่างเล็ก ๆ ที่ถูกกดไว้ คิดถึงเสียงเรียกเสด็จอาของนางเมื่อวาน ที่ทั้งอ่อนโยนและนุ่มนวล
เทียบกับเสียงเรียกที่เสแสร้งนี้แล้วช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
อวิ๋นพิ่นถิงรออยู่ครู่หนึ่ง หากแต่ไม่ได้ยินเซวียนเหยียนฟู่เอ่ยปากอันใด ทำให้นางหยัดกายขึ้น อีกทั้งมีสีหน้ากระดากอาย ดูตามสายตาของเขา นางเห็นว่าเขากำลังมององค์หญิงเก้าอยู่ นางจึงรีบกล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่ตนมาหาทันที
“เสด็จอาเพคะ ที่วันนี้พิ่นถิงมารบกวนท่านกะทันหัน ที่จริงแล้วเป็เพราะมีเื่จะรายงานเพคะ เมื่อวาน องค์หญิงเก้าอวิ๋นอินอินไม่เพียงบุกรุกเข้าไปในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางเท่านั้น นางยังได้ขโมยอาภรณ์ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางอีก เสด็จอาเพคะ อวิ๋นอินอินทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ราชวงศ์ต้องอับอาย ยิ่งกว่านั้น ยังเป็การเพิกเฉยต่อพระบารมีของเสด็จอาด้วยเพคะ”
อวิ๋นพิ่นถิงกล่าวพร้อมทั้งชี้ไปทางอวิ๋นอินอินที่ถูกคนคุมตัวอยู่ ส่วนนางกำนัลสองคนที่จับตัวอวิ๋นอินอินไว้ ก็ให้ความร่วมมือนำอวิ๋นอินอินไปยังข้างกายของอวิ๋นพิ่นถิง
อวิ๋นอินอินยืนอยู่ที่นั่น เผชิญหน้ากับการกล่าวโทษของอวิ๋นพิ่นถิง ไม่ได้โต้ตอบอันใด แต่กลับเหลือบมองเซวียนเหยียนฟู่แทน
ท่านแม่เ้าขา หน้าตาแบบนี้มันฝืนกฎธรรมชาติเกินไปกระมัง ใบหน้าที่ดีงามแบบนี้ นางกลับต้องเรียกเขาว่าท่านอา ช่างเ็ปเหลือเกิน!
เด็กสาวลอบแอบมอง โอ๊ย หล่อเหลือเกิน มองดูอีกครั้ง กรี๊ด… ตกหลุมลงไปเสียแล้ว ไม่ได้การ มองอีกสักครั้ง ไอหยา… ถูกจับได้แล้วหรือ? โอ้ ์ สายตาของเสด็จอาผู้งดงามช่างน่าเกรงขามเหลือเกิน
เซวียนเหยียนฟู่เห็นแล้วว่าหลังจากเ้าตัวน้อยแอบมองและถูกจับได้ นางก็รีบหดหัวกลับไปทันทีราวกับเต่า ในดวงตาของชายหนุ่มจึงสาดประกายความคิดบางอย่าง
มาดูกันดีกว่า ว่าแท้จริงนางคิดจะทำสิ่งใด
เซวียนเหยียนฟู่ยื่นมือออกไป วางจอกแก้วผลึกในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง จนเกิดเสียงปึงขึ้นมา
อวิ๋นพิ่นถิงยิ้มบาง คิดว่านังโง่นี้จะโชคร้ายครั้งใหญ่ อีกครู่เสด็จอาจะต้องชมข้าแน่
“เป็ถึงองค์หญิงแต่กลับขโมยเสื้อผ้าของตำหนักเซ่อเจิ้ง? องค์หญิงใหญ่ตั้งใจมาเล่าเื่ตลกให้ข้าฟังแต่เช้าโดยเฉพาะหรืออย่างไร?”
คำรุนแรงที่มาอย่างกะทันหันทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของอวิ๋นพิ่นถิงชะงักค้าง นางรีบส่ายหน้าและอธิบายอย่างร้อนรน “เสด็จอาเพคะ ที่พิ่นถิงกล่าวเป็ความจริงนะเพคะ อาภรณ์บนร่างของนางตัวนี้ก็คือตัวที่ขโมยจากตำหนักเซ่อเจิ้งหวางเพคะ อีกทั้ง นี่เป็สิ่งที่นางยอมรับเมื่อครู่ หากเสด็จอาทรงไม่เชื่อก็สามารถสอบถามนางได้เพคะ”
เซวียนเหยียนฟู่ย้ายดวงตาเ็าไปมองร่างเล็กที่เอาแต่ก้มหัว จากนั้นมองมายังอวิ๋นพิ่นถิงอีกครั้ง “องค์หญิงเก้าทรงประชวร ั้แ่เด็กไม่อาจกล่าววาจา เ้าแน่ใจหรือว่าเมื่อครู่นางยอมรับด้วยตนเอง?”
“นี่…” ในใจของอวิ๋นพิ่นถิงลนลาน เดินไปยังข้างกายอวิ๋นอินอินดึงเสิ้อของนางแล้วกล่าวว่า “อวิ๋นอินอิน เสื้อผ้าบนร่างของเ้าใช่ขโมยมาหรือไม่ หากใช่เ้าก็พยักหน้าครั้งหนึ่ง”
อวิ๋นอินอินยังคงก้มหน้าไม่กล่าววาจา อดเยาะหยันอยู่ในใจไม่ได้ อวิ๋นพิ่นถิงคนนี้เรียกคนอื่นเต็มปากเต็มคำว่านังโง่ สุดท้ายแล้ว ตัวนางนั่นแหละที่โง่งม
“เ้าพยักหน้าสิ เมื่อครู่เ้ายังยอมรับโดยไม่กล่าวสิ่งใดไม่ใช่หรือ?” น้ำเสียงของอวิ๋นพิ่นถิงแข็งกร้าว นางยื่นมือออกไปหยิกแขนของอวิ๋นอินอิน
แต่เพราะนางมุ่งความสนใจไปกับการกดดันเด็กสาว จึงไม่สังเกตเห็นสีหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ผู้อยู่เบื้องบนที่เ็าลงมาก
ในยามที่นางเตรียมจะหยิกเด็กสาวอีกครั้ง จอกใบหนึ่งก็กระแทกเข้าที่หลังมือของนาง จากนั้นตกลงบนพื้นเกิดเป็เสียงเพล้ง
ในเสี้ยววินาที อวิ๋นพิ่นถิงยืนนิ่งไม่กล้าขยับ หันศีรษะมองไปยังเซวียนเหยียนฟู่ที่เ็าดุจน้ำแข็ง จนตัวนางขาสั่น
“นี่ก็คือการสั่งสอนเลี้ยงดูที่ผู้เป็องค์หญิงใหญ่ควรมีอย่างนั้นหรือ? พูดเต็มปากเต็มคำว่าองค์หญิงเก้าขโมยเสื้อผ้า เช่นนั้นข้าอยากถามดูสักหน่อย เ้าได้เห็นองค์หญิงเก้าขโมยเสื้อผ้าด้วยตาตนเองหรือไม่?”
“แต่นางยอมรับด้วยปากของตน...”
“ข้าถามว่าเ้าได้เห็นด้วยตาของตนเองหรือไม่!?”
อวิ๋นพิ่นถิงที่เดิมยังคิดจะแก้ต่าง ภายใต้สายตาที่ราวกับอสรพิษของเซวียนเหยียนฟู่ สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ
“หากไม่ได้เห็นด้วยตาของตนก็คือเ้ากำลังใส่ความ นอกจากนี้ พระมเหสีอยู่ในตำหนักเย็น ยามนี้พระสนมเฉินเป็ผู้ดูแลชีวิตประจำวันของบรรดานางสนมในตำหนักทั้งหมด รวมทั้งเหล่าองค์หญิงและองค์ชาย เ้าบอกว่าองค์หญิงเก้าขโมยเสื้อผ้า นี่ก็กำลังจะกล่าวว่าพระสนมเฉินจัดการดูแลได้ไม่ดี หรือจะพูดว่าพระสนมเฉินจงใจปฏิบัติต่อองค์หญิงเก้าอย่างขาดตกบกพร่อง ไม่ให้เสื้อผ้านางอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นใบหน้าของอวิ๋นพิ่นถิงค่อย ๆ ซีดขาว เซวียนเหยียนฟู่ก็กล่าวอย่างราบเรียบต่ออีก “กระทำการข่มเหงทารุณต่อทายาทของราชวงศ์ โทษนี้เป็ได้ทั้งสถานเบาและสถานหนัก”
สิ้นเสียงนั้น อวิ๋นพิ่นถิงก็ตื่นตระหนก คิดว่าหากตนทำให้เสด็จแม่เดือดร้อน เสด็จแม่จะต้องลงโทษนางขั้นถึงตายเป็แน่ เพียงคิดนางก็ปวกเปียก จึงรีบเก็บคำพูดของตนกลับมาทันที
“เสด็จอาเพคะ ยามนี้พิ่นถิงมาคิดดูแล้ว บางทีตอนนั้นน้องเก้าอาจสื่อสารได้ไม่ชัดเจนนัก ดังนั้นข้าอาจเข้าใจผิดไป จึงมารบกวนเสด็จอา พิ่นถิงขอประทานอภัยเสด็จอา ณ ที่นี้ด้วยเพคะ” กล่าวจบนางก็ย่อเข่าลง แสดงท่าทางขอขมาออกไป
เพียงคำพูดไม่กี่คำของเสด็จอาผู้งดงามก็จัดการองค์หญิงใหญ่ผู้นี้ได้ อวิ๋นอินอินยิ่งคิดว่าขาท่อนใหญ่นี้ ตนเลือกได้ดีจริง ๆ และยังยิ่งแสดงให้เห็นอย่างเด็ดขาดว่าตนจะต้องกอดขาทองคำท่อนใหญ่นี้ไว้ให้ได้
เซวียนเหยียนฟู่เพียงเหลือบมองการขอขมาของอวิ๋นพิ่นถิงอย่างเ็า หากแต่เมื่อเห็นสาวน้อยที่หลอกใช้ตนยืนตรงก้มศีรษะอยู่ตรงนั้น สายตาของเขาก็วูบไหว กล่าวกับอวิ๋นพิ่นถิงว่า “เ้าควรขออภัยต่อองค์หญิงเก้าที่ถูกเ้าใส่ความเสียมากกว่า”
เมื่อกล่าวคำนี้ อวิ๋นพิ่นถิงก็ไม่อยากจะเชื่อหูของตน แต่ติดที่บารมีของเซวียนเหยียนฟู่ นางจึงได้แต่เดินไปยังเบื้องหน้าของอวิ๋นอินอิน กล่าวอย่างแข็งกระด้างและไม่เต็มใจว่า “น้องเก้า เสด็จพี่ของเ้าเข้าใจเ้าผิดแล้ว ขอโทษด้วย”
อวิ๋นอินอินยืนอยู่ตรงนั้น แม้จะรู้สึกดีที่อวิ๋นพิ่นถิงได้เผชิญความอัดอั้นตันใจต่อหน้าตน แต่ในเวลาเดียวกัน ในใจนางก็อดนินทาเสด็จอาผู้งดงามคนนี้ไม่ได้ เขามองออกใช่หรือไม่ ถึงได้จงใจแกล้งองค์หญิงใหญ่ เพราะตามนิสัยของอวิ๋นพิ่นถิงผู้นี้แล้ว ต่อจากนี้ ตัวนางจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?
ในตอนที่อวิ๋นอินอินกำลังลังเลว่าจะเอ่ยปากพูดสิ่งใดออกไปดีหรือไม่ ทางด้านนั้น เสียงเ็าร้ายกาจของเสด็จอาผู้งดงามก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เื่วุ่นวายในวันนี้ก็ให้จบลงตรงนี้ อีกอย่าง ข้าแนะนำว่าองค์หญิงใหญ่ไปศึกษาตำราให้มากหน่อย วันหน้าในยามกล่าววาจาและกระทำการจะได้ตระหนักให้มาก อย่าได้เอาแต่พูดไม่ได้ความ เพ้อพกไร้สติ ขายหน้าราชวงศ์”
อวิ๋นพิ่นถิงเบิกตากว้างไม่อยากจะเชื่อ ั้แ่เด็กจนโต ไม่เคยมีผู้ใดใช้วาจาเช่นนี้ตำหนินางมาก่อน จนอวิ๋นพิ่นถิงถึงกับขอบตาแดงก่ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“เสด็จอา…”
“ไสหัวไป!”
อวิ๋นพิ่นถิงเรียกเขาอย่างน้อยใจ แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดต่อ คำว่า ‘ไสหัวไป’ ของเซวียนเหยียนฟู่ก็สะบั้นคำที่นางกำลังจะพูด
ความเกรงขามนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน ต่อจากนี้ เขาจะปฏิบัติกับข้าอย่างโหดร้ายยิ่งกว่าหรือไม่นะ? ฝ่ามือของอวิ๋นอินอินถึงกับชื้นแฉะเพราะเหงื่อที่ไหลออกมาจากความตื่นเต้น