หลังจากทั้งสามออกมาจากหอคณิกาแล้ว เหมยฮวาก็ได้บอกทางให้ไป๋หู่นำพวกนางไปยังตลาดขายปศุสัตว์ประจำหัวเมืองหลิ่ว เมืองท่าสำคัญของแคว้นจิ้น ซึ่งห่างจากหอไปไม่กี่ลี้ นางบอกว่านางทราบตำแหน่งของที่ตั้งพื้นที่ต่างๆ ในเมืองนี้ดี เนื่องจากว่านางต้องออกมาซื้อสินค้าต่างๆ กลับไปบ่อยๆ
ทั้งสามใช้เวลาไม่นานนักก็ไปถึงตลาดที่ว่า และพบว่ามีสัตว์หลายชนิดที่ผู้คนนิยมซื้อขายอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็ม้า ลา ล่อ โค กระบือ พอเห็นแล้วหลี่ไป๋หู่ก็รีบเดินเข้าไปหาเ้าหน้าที่ประจำตลาดทันที
“ข้าขอม้าสักสามตัว! ขอที่ฝีเท้าดีหน่อย จะนำไปขี่เดินทางระหว่างเมือง” เขาพูดด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ
“เสียใจด้วยนะท่าน ตลาดของเราไม่ขายม้าให้กับท่าน” เ้าหน้าที่พยายามตอบด้วยท่าทีสุภาพ ทำเอาหลี่ไป๋หู่ชะงักไปก่อนจะถามกลับ
“ทำไมล่ะ? เห็นแต่งตัวอย่างนี้ข้าก็พอมีเงินอยู่บ้างนา เ้า้าเท่าไรกันสำหรับม้าสามตัว?”
“ไม่เกี่ยวกับเงินขอรับท่าน” เ้าหน้าที่พยายามแสดงท่าทีสุภาพ แม้ว่าจะดูเตรียมปะทะฝีปากกับลูกค้าที่พูดไม่รู้เื่อย่างไป๋หู่เต็มที่
“ไม่เกี่ยวได้อย่างไรกัน ข้าก็เห็นขี่กันเยอะแยะ!” ไป๋หู่พยายามจะเถียง
“กฎหมายของทางการระบุว่า ม้านั้นมีไว้สำหรับคนของทางการเท่านั้น ไม่ก็ซื้อไปเพื่อลากรถม้าขนส่ง คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ขี่ได้ หากท่านไม่ใช่คนของทางการ เราก็คงขายม้าให้ท่านไม่ได้หรอก” เ้าหน้าที่พยายามอธิบาย ทำเอาหลี่ไป๋หู่เกือบจะโวยวาย แต่หลิวเหมยฮวากลับมองหน้าหลินจินเอ๋อเหมือนจะส่งสัญญาณอะไรสักอย่าง ก่อนเหมยฮวาจะรีบเดินเข้าไปแทรกกลางการสนทนาทันที
“ขอประทานอภัยเ้าค่ะ พอดีพวกข้ายังไม่รู้กฎหมายมากนัก ถ้าเป็เช่นนั้น พวกข้าขอซื้อพาหนะที่เหมาะสมแทนได้หรือไม่?” เหมยฮวาพยายามอธิบายด้วยท่าทีอ่อนน้อม แล้วใช้ดวงตากลมโตมองตาปริบๆ ทำเอาเ้าหน้าที่มีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“สามัญชนเช่นพวกเ้า กฎหมายท่านตราไว้ให้ขี่ลา ล่อ ได้ พวกเ้าสนใจไหมล่ะ”
“เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ หากเป็ล่อก็ได้เ้าค่ะ” เหมยฮวาตอบ
“เช่นนั้นก็ตามข้ามา ข้าจะพาไปเลือก” เ้าหน้าที่เอ่ยพลางเดินนำพวกเขาไปที่คอกสัตว์ เหมยฮวาจึงหันมาส่งสัญญาณให้จินเอ๋อและไป๋หู่เดินตามมา ทั้งสองก็ตามไปโดยง่าย เพราะรู้ว่าเื่นี้เป็เื่ที่ชำนาญของนาง
ไม่นานนักก็มาถึงคอกขนาดใหญ่ พื้นที่กว้างหลายหมู่ [1] มีล่อจำนวนหลายสิบตัวกำลังเดินเล่นไปมาอยู่อย่างสบายอารมณ์ บางตัวก็กินหญ้าในราง บางตัวก็วิ่งเล่นคึกคะนอง
“ล่อพวกนี้เป็ลูกผสมระหว่างลาในแคว้นเรา กับม้าจากนอกแคว้น บางทีก็เป็ม้าดีบ้างไม่ดีบ้างปนกันไป คุณสมบัติบางตัวก็ดีบางตัวไม่ดี เ้าก็ลองเลือกตัวที่เหมาะสมดู ราคาพวกมันเท่ากันที่หนึ่งตำลึงเงิน เลือกให้ดีก็แล้วกัน” เ้าหน้าที่กล่าวขึ้นพลางยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ เขาพอจะรู้ดีว่าล่อพวกนี้มีทั้งล่อที่ดีและไม่ดี หลายตัวจริงๆ แล้วมีค่าเพียงแค่ห้าร้อยเหวิน หรือห้าร้อยเหรียญทองแดงเท่านั้น ขณะที่ไม่กี่ตัวจากหลายสิบเท่านั้นที่เป็ล่อคุณสมบัติดี
“ท่านพอจะแนะนำได้หรือไม่เ้าคะ? ว่าพวกข้าควรเลือกล่อแบบไหนดี” เหมยฮวาถามพลางมองตาแป๋วราวกับจะออดอ้อนขอความเมตตา
“งั้นดูนี่” เ้าหน้าที่พลางเดินเข้าไปใกล้คอก รอยยิ้มที่แฝงความรู้สึกยินดีที่จะได้เอาเปรียบคนอื่นปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่ง แล้วเขาก็หยิบไม้ที่วางอยู่ เคาะเข้าที่รั้วคอก ล่อจำนวนหนึ่งรีบวิ่งหนีไปโดยเร็ว ขณะที่บางตัวเท่านั้นที่สะดุ้ง หูชันเล็กน้อยแล้วหันมามองต้นเสียง ก่อนจะยืนนิ่งไป
“ข้าแนะนำให้เลือกพวกที่วิ่งหนีไปโดยเร็ว แสดงว่าพวกมันฝีเท้าดี” เ้าหน้าที่เอ่ยขึ้น ก่อนจะชี้ไปทางพวกที่วิ่งหนีไปที่เกาะกลุ่มกัน “ดูพวกที่หายใจเร็วๆ นั่นสิ หมายถึงพวกมันพร้อมจะวิ่งได้ตลอด พวกนี้แหละที่แข็งแรง เหมาะสมกับการเดินทางระยะไกล”
“แล้วก็ดูที่กีบเท้า พวกที่กีบเท้าแตกๆ แบบพวกตรงนั้น แสดงว่าผ่านประสบการณ์การเดินมามาก มันต้องเป็สัตว์พาหนะที่จัดเจนเส้นทางแน่นอน”
“ขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำเ้าค่ะ” เหมยฮวาพูดพลางทำท่าคำนับเ้าหน้าที่ที่แนะนำ แล้วมองตาแป๋วอีกครั้ง “ไม่ว่าเลือกตัวไหนก็หนึ่งตำลึงเงินใช่ไหมเ้าคะ”
“ใช่แล้ว! นี่ข้าแนะนำพวกที่ดีที่สุดให้เลยนะเนี่ย” เขาพูดพลางยืดอกยิ้มอย่างพึงใจ แต่เหมยฮวากลับชี้ไปที่ล่ออีกกลุ่มที่กำลังเล็มหญ้าสบายใจ ไม่วิ่งหนีไปแต่แรกแทน
“ข้าเอาพวกตรงนั้น สักสามตัวแล้วกันเ้าค่ะ” เหมยฮวาพูดพลางยิ้มให้อย่างมีเลศนัย ทำเอาเ้าหน้าที่ต้องหน้าถอดสีไปในพริบตา
“ทำไมเ้าไม่เชื่อคำแนะนำข้า? พวกนั้นไม่ใช่ล่อที่ดีหรอก!”
“ข้าบอกว่าข้าเอาตรงนั้นเ้าค่ะ ช่วยนำทะเบียนของพวกมันมาทำสัญญาซื้อขายด้วยนะเ้าคะ” เหมยฮวาพูดขึ้นมา ขณะที่หลี่ไป๋หู่ถึงกับทำหน้าสงสัยว่าทำไมนางไม่ฟังคำเ้าหน้าที่ นางเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจในข้อสงสัย จึงอธิบายออกมาด้วยเสียงอันดัง
“พ่อข้าเคยสอนว่า สัตว์พาหนะที่ดี ไม่ควรตื่นใง่าย และเชื่อฟังคำสั่ง เพราะจะช่วยลดอุบัติเหตุและความยุ่งยากในการควบคุม เนื่องจากในการเดินทางอาจเจออะไรที่ทำให้มันตื่นใระหว่างทางได้ แล้วพวกที่สงบนิ่ง การหายใจของพวกมันควรเป็ไปอย่างช้าๆ สม่ำเสมอ” นางอธิบายอย่างฉะฉาน ทำเอาเ้าหน้าที่ตลาดที่ขายหน้าซีดเผือดลง และยิ่งซีดกว่าเดิมเมื่อนางกล่าวต่อ “สำหรับขาก็ต้องตรงและแข็งแรง กีบเท้าต้องไม่แตก เพราะเป็ส่วนที่ต้องรับน้ำหนักและััพื้นตลอดการเดินทาง การมีกีบเท้าแตกอาจจะทำให้มีโอกาสเดินสะดุดได้... ดังนั้นทุกคำแนะนำของท่าน... จึงเป็การพยายามหลอกขายล่อคุณภาพต่ำให้พวกเราเ้าค่ะ”
“เ้ากล้าหลอกพวกเรางั้นเหรอ?! สงสัยต้องสั่งสอนแล้ว!” หลี่ไป๋หู่ะโขึ้น ก่อนจะย่างเข้าหาเ้าหน้าที่ พร้อมกับส่งสายตาที่ดุดันราวพยัคฆ์จ้องจะสังหารเหยื่อ ไอพลังสีทองออกมาจากร่าง สายลมรอบๆ พลันกรรโชกแรงทันทีด้วยความแปรปรวนจากไอพลังนั้น เ้าหน้าที่ผู้พยายามหลอกขายของถึงกลับทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น แล้วร้องขอชีวิตทันที
“ข้าผิดไปแล้วท่านจอมยุทธ์! ได้โปรดละเว้นข้าด้วย! อย่านำเื่นี้ไปแจ้งผู้อื่นเลย!” เขาร้องลั่น ทำเอาจินเอ๋อที่ยืนดูมานานต้องแสยะยิ้มแล้วเดินมาแทรกกลางระหว่างไป๋หู่และเ้าหน้าที่กังฉิน
“ก็ได้ๆ พวกเราจะเมตตาท่านสักครั้ง... แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งนะ...”
“ขอเพียงอย่าได้แพร่งพรายเื่นี้แก่เ้านาย ไว้ชีวิตข้า! อย่าให้ข้าเสียชีวิตหรือหน้าที่การงานเลย!” เขาโอดโอยอย่างน่าเวทนา
“ค่าล่อสามตัวนี้ ท่านออกแล้วกันเนอะ” จินเอ๋อเอ่ยพลางย่อตัวมองเ้าหน้าที่กังฉินแล้วยิ้มเ้าเล่ห์ “สามตำลึงเงิน แล้วพวกเราจะปิดปากให้สนิทเลย”
.
หลังจากดัดหลังเ้าหน้าที่ประจำตลาด และได้ทำสัญญาซื้อขายล่อมาเรียบร้อย ทั้งสามก็จูงล่อเดินออกมาจากตลาดซื้อขายปศุสัตว์ พวกมันเป็ล่อลักษณะดี กีบเท้าแข็งแรง หลังตรง ท่าทางเดินเปี่ยมพลังและผ่อนคลาย ตามที่เหมยฮวา้าทุกประการ
“พวกเ้านี่มหัศจรรย์เสียจริง ทำการเจรจาต่อรองราวกับรู้มือกันดี ได้ล่อมาโดยไม่เสียอะไรแม้แต่น้อย” หลี่ไป๋หู่กล่าวชมเชยทั้งสาม
“ท่านเองก็ใช่ย่อย ปล่อยพลังปราณออกมาข่มขู่มันเสียจนแทบยืนไม่อยู่ ถ้าไม่ได้ท่าน พวกข้าคงเจรจาการค้าได้ไม่ง่ายดายเพียงนี้” หลินจินเอ๋อกล่าวพลางมองชายหนุ่มด้วยดวงตาคมคู่งาม แล้วยิ้มให้อย่างเป็มิตร
“แต่ข้าก็ยังสงสัย...” หลี่ไป๋หู่เอ่ยพลางทำหน้าเคร่งเครียด “เ้านั่นทำผิดหลักคุณธรรม เราควรสั่งสอนมันให้หลาบจำ ไม่ให้มันทำชั่วอีก แต่เราจะปล่อยมันเช่นนั้นรึ?”
“มันจะไม่มีโอกาสทำชั่วเช่นชั้นอีกเ้าค่ะ... ข้าเองก็ไม่ได้ชอบพวกขุนนางกังฉินเท่าไรนัก... ถึงจะเป็แค่คนคุมตลาดปศุสัตว์ประจำเมือง... ก็ไม่ควรปล่อยไว้หรอก” หลิวเหมยฮวาเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ แล้วยิ้มออกมา “เพราะข้าเขียนจดหมายร้องเรียนเอาไว้แล้ว... เดี๋ยวส่งถึงเ้าเมืองดู ก็คงรู้ว่าชะตากรรมกังฉินจะเป็เช่นไร...”
“เราบอกว่าจะปิดปาก... แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่เขียนนี่นะ ฮิฮิ” หลินจินเอ๋อกล่าวเสริม
บัดนี้หลี่ไป๋หู่ได้เข้าใจแล้วว่า... สหายร่วมทางทั้งสองของเขานั้นมิใช่สตรีธรรมดา... มิตรภาพอันแน่นแฟ้นของพวกนาง ทำให้สติปัญญาและความสามารถของแต่ละนางนั้นส่งเสริมกันได้เป็อย่างดี... เป็ดังคู่หูคู่คิด... และทำให้พวกนางแข็งแกร่ง แม้ไม่ใช่ความแข็งแกร่งทางกายก็ตาม
บางทีเขาอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะสร้างมิตรภาพกับพวกนางระหว่างร่วมทางด้วยกัน และแข็งแกร่งขึ้นในแบบฉบับของเขาเองเช่นกัน!
.............................
เกร็ดความรู้
[1] หมู่ มาตรวัดพื้นที่ของจีน ประกอบด้วยพื้นที่ 10 เฟิน ซึ่งหนึ่งเฟินนั้น จีนยุคปัจจุบัน กำหนดพื้นที่โดยประมาณ 66.66 ตารางเมตร ส่วนในฮ่องกงนั้น เท่ากับ 76.14 ตารางเมตร