นายพรานชราโกรธจัดจนพูดไม่ออก ส่วนนายพรานหนุ่มหน้าแดงยิ่งกว่าขณะแผดเสียงคำราม “อย่ารังแกผู้อื่นให้มากนัก! คืนซานเซียวมาให้พวกข้า!”
ยาวจิ่วกวาดตามองนายพรานหนุ่มที่ถือเกาทัณฑ์อยู่ในมือไม่ยอมปล่อย เขายกชายเสื้อคลุมขึ้นแล้วย่อตัวลงข้าง ๆ หลี่เอ้อร์เหย่ที่นอนสลบอยู่ จากนั้นหยิบเศษเงินที่อยู่บนตัวของอีกฝ่ายออกมาจำนวนหนึ่ง โยนให้นายพรานชรา “ข้าซื้อซานเซียวตัวนี้แล้ว”
นายพรานชรามองเศษเงินในมือ รู้สึกพูดไม่ออก
ยาวจิ่วกล่าวต่อไปว่า “ผู้ที่นอนอยู่บนพื้นคือหลี่เอ้อร์เหย่ เถ้าแก่ร้านอาหารตระกูลหลี่ที่อยู่ในเมือง พวกเ้าช่วยนำเขากลับไปส่งที่บ้านที” เมื่อเห็นนายพรานยืนนิ่งไม่ขยับ เขาก็เลิกคิ้วพร้อมยื่นมือดุจหยกออกไป “คืนมาให้ข้าสี่ร้อยอีแปะ!”
นายพรานชรางุนงง “คุณชาย ทะ...ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
ยาวจิ่วใช้ปลายเท้าเตะร่างของหลี่เอ้อร์เหย่ที่นอนอยู่บนพื้นพลางรำพึงในใจ : ของไร้ประโยชน์เช่นนี้ อาจจะใซานเซียวจนเป็ลมหมดสติก็เป็ได้ เขาจึงบอกพรานป่าสองพ่อลูกว่า “เฮ้อ ส่งเขากลับบ้าน เ้าจะได้รับเงินรางวัลจากเขาสี่ร้อยอีแปะ ส่วนซานเซียวตัวนี้ ข้าซื้อในราคาหกร้อยอีแปะ”
นายพรานชราเข้าใจความหมายของยาวจิ่ว ทว่ากลับไม่เข้าใจวิธีคำนวณเงินในครั้งนี้ “คุณชาย คะ...คือ...” ไม่ว่าจะคำนวณอย่างไร การส่งหลี่เอ้อร์เหย่ที่นอนสลบอยู่ตรงนี้ก็ควรได้เงินมากกว่าค่าตัวของซานเซียวอยู่มากโข
ยาวจิ่วมองตาขวาง เขาสะบัดเปียพร้ะโกน “เ้าจะไปเข้าใจอะไร?! สัตว์เดรัจฉานก็คือสัตว์เดรัจฉานวันยังค่ำ แต่มนุษย์ใช่ว่าจะเป็มนุษย์เสมอไป! วันนี้ข้า้าสรรเสริญสัตว์เดรัจฉานตัวนี้!” พูดจบ เขาถอดเสื้อคลุมและเข็มขัดของหลี่เอ้อร์เหย่ออกมา พร้อมกับลากหูเหยียนที่กำลังยืนงงเข้ามาใกล้ ใช้เสื้อคลุมห่อร่างของนางไว้ มัดข้อมือสองข้างของนางติดกันด้วยเข็มขัด จากนั้นก้มลงไปเก็บหมวกมู่หลีที่เขาโยนลงพื้นมาวางบนศีรษะของนาง เขาเคลื่อนมือดึงอีกฝั่งของหัวเข็มขัดก่อนจะเริ่มก้าวเท้าออกไป
ห่างออกไปไม่ไกล มีรถม้าธรรมดาคันหนึ่งจอดรออยู่ข้างถนน
คนขับรถม้าฉวนจื่อกำลังนั่งแกว่งเท้าด้วยความเบื่อหน่าย ภายในใจสงสัยว่าจะได้เงินเท่าไรหลังจากเสร็จธุระนี้ ยาวจิ่วขี้งกขนาดนั้นคงอย่าได้หวังพึ่งพา แต่หากมีเศษเงินสักเหรียญเล็ดลอดจากมือของหลี่เอ้อร์เหย่ ก็น่าจะเพียงพอให้เขาได้แทะโลมสาวน้อยสักสองสามคำ เท่านี้ก็นอนตายตาหลับแล้ว
แค่นึกถึงสาวน้อย ก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายหลายอึก เขาใช้ฝ่ามือถูเป้าตัวเองแรง ๆ จากนั้นชำเลืองมองไปทางตำแหน่งที่ยาวจิ่วหายเข้าไป ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะกลับมาโดยเร็ว เมื่อกวาดตามองก็พบว่ายาวจิ่วและ “หลี่เอ้อร์เหย่” กลับมาแล้ว!
คนขับรถม้าฉวนจื่อจำได้ว่าพวกคนรวยและมีอำนาจไม่ชอบให้เขาจ้องมอง จึงรีบะโลงจากรถ เปิดม่านพร้อมก้มหน้ามองรองเท้าที่ขาดเป็รูของตนเอง เมื่อรู้สึกว่ามีคนเดินมาหยุดตรงหน้าแล้วจึงพูดประจบ “ท่านเอ้อร์เหย่ค่อย ๆ ก้าวนะขอรับ วันนี้อากาศร้อน ท่านอย่าเพิ่งเป็ลมแดดระหว่างทางนะขอรับ ข้าน้อยเกรงว่าท่านจะร้อน จึงรีบนำรถม้ามาจอดใต้ร่มไม้ ท่านคิดว่าเย็นสบายขึ้นหรือไม่ขอรับ?”
ยาวจิ่วเคยชินเสียแล้วกับการประจบสอพลอและความสามารถในการลืมตาพูดเื่ไร้สาระของคนขับรถม้าฉวนจื่อ วันนี้อากาศดี คนจะเป็ลมแดดเพราะร้อนได้อย่างไรกันเล่า? เขามองฉวนจื่ออย่างดูแคลน ยกชายเสื้อ ก่อนจะก้าวขึ้นไปนั่งบนรถม้าเพียงลำพัง
คนขับรถม้าฉวนจื่อรอให้ทั้งสองคนได้พักหายใจ ทว่ากลับไม่ได้ยิน “หลี่เอ้อร์เหย่” ตอบกลับมา เขาจึงเงยหน้า ทว่ากลับเห็น “หลี่เอ้อร์เหย่” ที่กำลังยืนงง ไม่ทั้งขานรับหรือขึ้นไปนั่งบนรถ ท่าทางแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเพ่งมองอย่างละเอียดจึงพบว่า “หลี่เอ้อร์เหย่” ร่างกายหดเล็กลง ทั้งยังเพรียวบางอีกด้วย หรือว่าจะไม่ใช่หลี่เอ้อร์เหย่? ทว่าหลี่เอ้อร์เหย่ได้นัดหมายยาวจิ่วให้มาที่นี่ อีกทั้งชุดคลุมนี้ก็ใช่แบบเดียวกับที่หลี่เอ้อร์เหย่สวมใส่เมื่อเช้า
ฉวนจื่อหันไปมองยาวจิ่วด้วยความฉงน และกล่าวด้วยถ้อยคำเยินยอ “อากาศร้อนเช่นนี้ นับเป็โชคดีของข้าน้อยที่ได้ขับรถให้คุณชาย ซ้ำยังได้สูดอากาศสดชื่น” เขาเหลือบมองไปที่มือของยาวจิ่ว พบว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะตกรางวัลให้ แต่ในมือกลับถือสายเข็มขัดไว้ โดยปลายด้านหนึ่งซ่อนอยู่หลังม่านหมวกมู่หลีของ “หลี่เอ้อร์เหย่” ราวกับว่าปลายเข็มขัดฝั่งนั้นรัดเข้ากับข้อมือของ “หลี่เอ้อร์เหย่”
ฉวนจื่อแอบกระตุกมุมปากด้วยความดูิ่และก่นด่าในใจว่า “ต่ำตม” ถึงกระนั้นปากยังคงประจบสอพลออย่างที่เคยทำ ราวกับว่าหากไม่หยิบเงินออกมาก็จะไม่ออกรถ “วันนี้อากาศร้อนแสบผิว เผาไหม้จนผิวของคุณชายแดงก่ำไปหมด ข้าน้อยรอคุณชายอยู่ที่นี่ แม้แต่น้ำสักอึกก็ยังไม่ได้ดื่มเลยขอรับ”
ยาวจิ่วมองตาขวางพร้อมก่นด่า “เ้านี่มันเื่มากจริง! พูด ๆ ๆ ขืนยังพูดมากอีกละก็ เ้าจะได้ตายเพราะความโลภของตัวเอง!” ว่าแล้วเขาก็โยนเข็มขัดในมือให้ฉวนจื่อ “ผูกมันไว้หลังรถ อย่าให้หนีไปได้”
ฉวนจื่อด่าทอมารดาอยู่ในใจ ทว่ากลับตอบรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ขอรับ” หลังจากตกปากรับคำ ก็เพิ่งเอะใจว่าเหตุไฉนยาวจิ่วผู้นี้ถึงได้ผูก “หลี่เอ้อร์เหย่” ให้วิ่งตามท้ายรถ? กำลังเล่นอะไรอยู่? นี่มันอันตรายถึงชีวิตเชียวนะ!
ฉวนจื่อขี้ขลาดตาขาว เขาทำตัวไม่ถูก ได้แต่แอบมองหน้า “หลี่เอ้อร์เหย่” หาก “หลี่เอ้อร์เหย่” ยินยอม เื่นี้ย่อมจัดการโดยง่าย เขาเพียงกังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่เต็มใจ หากเป็เช่นนั้นคงนำเื่เดือดร้อนมาให้ตนเองในภายหลัง
หมวกมู่หลีบดบังการมองเห็นทั้งหมด เขาจึงแสร้งทำเป็ขอความเมตตา โดยขณะที่ยกมือขึ้นคารวะและโน้มตัวลง ก็แอบเงยหน้าและเอียงคอมอง “ท่านเอ้อร์เหย่ ข้าน้อยไหนเลยจะกล้า...อ๊าก! อ๊าก! อ๊าก!” การชำเลืองมองขึ้นไปทำให้ฉวนจื่อใจนสามจิตเจ็ดิญญาหลุดลอยไปครึ่งหนึ่ง! ใช่มนุษย์ที่ไหนกันเล่า? นี่มันผีชัด ๆ! ฉวนจื่อร้องเอะอะโวยวายด้วยความใ พร้อมผงะถอยออกไป เอวที่ชนเข้ากับขอบไม้ของรถทำให้เขากรีดร้อง ร่างกายสั่นสะท้านขณะดีดตัวไปด้านขวา เนื่องจากเคลื่อนไหวเร็วเกินไป กอปรกับขาสองข้างที่อ่อนแรงโดยพลัน ทำให้ร่างของเขาทรุดลงจนคางกระแทกพื้น เสียงแผดร้องครั้งที่สามจึงบังเกิด
ฉวนจื่อนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น แขนขาทั้งสี่กระตุกขณะเปล่งเสียงร้องแปลกประหลาดออกจากปาก ไม่รู้ว่าเป็เพราะความเ็ปหรือใจนเสียจริตกันแน่
สิ่งที่ยาวจิ่วเกลียดที่สุดคือนิสัยหน้าไหว้หลังหลอกของฉวนจื่อ เขาหยิบขวดเซรามิกที่บรรจุน้ำดื่มขึ้นมา เตรียมจะเขวี้ยงใส่ฉวนจื่อ ทว่าเมื่อลองคิดดู เขาทำใจโยนขวดราคาสิบอีแปะนี้ไม่ลงจริง ๆ ยาวจิ่วเอามือจับชายเสื้อะโลงจากรถ แล้วใช้เท้าเตะไปที่เอวของฉวนจื่อพร้อมก่นด่า “ะโหาผีสางอะไรของเ้า?! นี่คือซานเซียวที่ข้าซื้อมา! มันเป็ของหายาก หากเ้ายังะโแหกปากอีก มันคงได้ใจนฉี่เล็ดเป็แน่!”
ฉวนจื่อใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้ เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายสั่นเทา ยืนทิ้งระยะห่างจากหูเหยียน ขณะพูดติดอ่าง “ซะ...ซานเซียว? ซานเซียวสวมเสื้อผ้าของมนุษย์?” แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นซานเซียว ทว่าซานเซียวในความคิดของเขาก็ไม่ควรมีลักษณะเช่นนี้ ไม่เพียงมันจะสวมใส่เสื้อผ้าของมนุษย์ มันยัง...ยืนอยู่ตรงนั้นราวกับมนุษย์ ตอนที่เขาเงยหน้ามองซานเซียว มันก็กำลังก้มหน้ามองเขาเช่นกัน! ใบหน้านั้นดำทะมึน ดวงตาเป็ประกาย ฟันขาวซีด มีขนที่บริเวณลำคอ เหตุไฉนถึงได้เหมือนกับ...สัตว์ประหลาดเช่นนี้! ใช่แล้ว คล้ายกับสัตว์ประหลาดขนดำ!
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ฉวนจื่อใจนแทบจะร้องไห้
ยาวจิ่วหรี่ตา เขาคลี่พัดอย่างเหลืออดขณะพูดเร่ง “เลิกอืดอาดอยู่ตรงนั้นเสียที หากไม่ใช่เพราะแส้นั่นหนาเกินไปจนทำให้มือข้าเจ็บ ข้าคงขี่รถม้ากลับเองไปนานแล้ว ไม่เสียเวลาอยู่เป็เพื่อนคนอายุขัยสั้นเยี่ยงเ้าให้ยุ่งยาก”
ฉวนจื่อได้สติ เขาเม้มปากแน่นสองรอบจึงกลับมาสงบลงได้อีกครา เขาฉุกคิด : ยาวจิ่วเ้าคนชั่วหวงแหนชีวิตตัวเองเสียยิ่งกว่าอะไร กลับยังกล้าเลี้ยงซานเซียว เห็นได้ชัดว่าเ้านั่นมันอ่อนแอ! รอให้มีโอกาสเถอะ ข้าจะจัดการมันให้หนัก โทษฐานทำให้ข้าใ?!
ฉวนจื่อกัดฟันขณะดึงเข็มขัดเพื่อนำไปผูกกับแผ่นไม้กระดานบนรถ เขาพยายามผูกอยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ราวกับว่าถูกซานเซียวแกล้งอย่างไรอย่างนั้น มันขยับตัวเป็ระยะทำให้เขาใจนอยากวิ่งเตลิดหนีไปหลายครา มือสองข้างแข็งราวกับหินจนเกือบจับเข็มขัดเอาไว้ไม่อยู่
ยาวจิ่วขมวดคิ้วพลางถาม “โซ่เหล็กที่เพิ่งตีให้ฉายฉายอยู่ไหน?”
ฉวนจื่อราวกับได้รับการนิรโทษกรรม เขาเดินอ้อมหูเหยียนไปหยิบโซ่เส้นหนึ่งออกมาจากข้างที่นั่งแล้วยื่นให้ยาวจิ่ว มือของยาวจิ่วยกโซ่ขึ้นมาทำท่าเหมือนกับจะรัดคอของหูเหยียน นางขมวดคิ้วและะโถอยออกไป หูเหยียนเกลียดโซ่เหล็กเส้นนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจ
ยาวจิ่วถลกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นแขนเนียนขาวดุจสีน้ำนม เขาชี้ไปที่ฉวนจื่อขณะหันไปพูดกับหูเหยียน “กินซะ!”
หูเหยียนหันมามองฉวนจื่อด้วยดวงตาเป็ประกาย ท้องของนางเริ่มร้องด้วยความหิว
ฉวนจื่อใจนลมหายใจเย็นะเื เขาอยากจะวิ่งหนี แต่กลับพบว่าหูเหยียนแหวกม่านหมวกออก เผยให้เห็นฟันสีขาวดุจหิมะขณะปรี่เข้ามาหา ขาของฉวนจื่ออ่อนแรง ทรุดลงไปนั่งกับพื้น นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะตายอยู่ในปากของเ้าบ้านี่
หูเหยียนส่งเสียงคำรามพร้อมเผยกรงเล็บและเขี้ยวต่อหน้าฉวนจื่อ ทว่าผ่านไปนานแล้วก็ยังไม่สามารถเข้าถึงตัวของเขา ที่แท้ยาวจิ่วใช้โซ่เหล็กเส้นนั้นรัดคอของหูเหยียนเอาไว้
เมื่อเห็นฉวนจื่อใจนหน้าซีดเป็ไก่ต้ม ยาวจิ่วพลันยิ้ม
ยาวจิ่วสั่งสอนหูเหยียนอย่างสมเหตุสมผล “เห็นแล้วนะ นั่นคืุ์ ไม่สามารถกินได้ ไม่เช่นนั้นข้าจะเฆี่ยนเ้าให้ตาย!” เขายกมือขึ้นมาทำท่าเฆี่ยนตี
หูเหยียนเมื่อเห็นว่าตัวเองถูกล่าม สายตาพลันประกายความโเี้ นางยกมือทั้งสองข้างที่ถูกผูกด้วยเข็มขัดขึ้นมาจับโซ่เหล็กที่อยู่บนคอของตัวเอง
ยาวจิ่วพูดอีกครั้งว่า “ยอมตามข้ามาแต่โดยดี แล้วข้าจะหาเนื้อให้เ้ากิน”
หูเหยียนชะงัก นางชำเลืองมองยาวจิ่วราวกับจะยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดคือเื่จริง
ยาวจิ่วหัวเราะพรืด ช่างเป็ความงามดั่งลมที่พัดโชยดอกไห่ถาง[1] เขาเอ่ย “เ้าสิ่งนี้ฟังภาษามนุษย์รู้เื่จริง ๆ” เขาก้มหน้าและผูกปลายโซ่เหล็กด้านหนึ่งกับท้ายรถม้า จากนั้นกลับมานั่งในรถพร้ะโกน “รีบออกรถ! ข้าต้องกลับไปอาบน้ำแช่กลีบดอกไม้ ขจัดกลิ่นสาบชนบทนี่ออกจากตัว” ต้องกลับไปอาบน้ำให้เ้าซานเซียวตัวนี้ด้วย กลิ่นตัวของมันแรงเสียจนทำให้เขารู้สึกสะอิดสะเอียนเหลือทน
ฉวนจื่อรีบลุกขึ้นจากพื้น เขาตบฝุ่นที่เกาะอยู่บนกางเกง อีกทั้งยกขาขึ้นเพื่อเตะหูเหยียน ทว่ากลับไม่มีความกล้ามากพอ จึงทำได้เพียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและก่นด่าเสียงเบา “อีกไม่นานหรอกแกต้องตาย!” จากนั้นหันไปมองยาวจิ่วที่กลับขึ้นไปนั่งบนรถ เขาถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแรง ขณะสบถอยู่ในใจ : เ้าคนเน่าเฟะขายทวาร! สักวันต้องถูกคนเฆี่ยนตีจนตาย!
ฉวนจื่อปีนขึ้นไปนั่งบนรถ ใช้ไม้ตีก้นของม้าอย่างดุเดือด ม้าส่งเสียงร้องก่อนจะวิ่งไปด้านหน้า ส่งผลให้ร่างของยาวจิ่วที่นั่งอยู่ด้านในโคลงเคลงไปมา หลังจากเฆี่ยนก้นม้าไปหนึ่งครา ฉวนจื่อก็ไม่กล้าเฆี่ยนมันอีก เพราะเกรงว่าเมื่อกลับไปถึงตระกูลเยี่ยน หัวหน้าตระกูลอาจเห็นรอยนี้ เยี่ยนเต๋อหลินผู้นั้นโเี้อำมหิต หากรู้ว่าม้าของตนถูกเฆี่ยนตีอย่างแรง เขาอาจจะถูกเฆี่ยนจนตายก็เป็ได้! แม้ว่าฉวนจื่อจะมิกล้าเฆี่ยนตีม้า แต่เขาเป็คนชั่วช้าไม่น้อย ไม่เพียงจงใจวิ่งไปบนถนนที่เป็หลุมเป็บ่อจนทำให้ยาวจิ่วซึ่งนั่งอยู่บนรถเอียงไปมา เขายังเพิ่มความเร็วสุดกำลังเพื่อให้หูเหยียนที่วิ่งตามมาด้านหลังเหนื่อยจนขาดใจตาย แน่นอนว่าการวิ่งด้วยความเร็วสูงตลอดทางทำให้ก้นของฉวนจื่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แข็ง ๆ แทบฉีกขาดออกจากกัน! ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว นี่คือหลักคุณธรรมแก่ฉวนจื่อผู้นี้
.
.
.
[1] ดอกไห่ถาง คือ ชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่ง บานใน่ฤดูใบไม้ผลิ