ตอนที่ 6 ตื่นตัวทันที
“ปันผลกำไร?” เถ้าแก่ทำการค้ามายาวนานหลายปีเช่นนี้ แต่กลับไม่เคยได้ยินสี่คำนี้มาก่อน
ถงเชียนอธิบายอย่างตั้งใจ “สิ่งที่เรียกว่าปันผลกำไรนั้น ก็คือ การที่ข้าคิดค้นแิใหม่ๆ ออกมา ส่วนท่านนำมันไปใช้ให้เกิดผล ถึงครานั้นเราก็ปันผลกำไรกัน ท่านได้ส่วนแบ่งเจ็ดสิบส่วนข้าได้สามสิบ ดูเป็ไง?”
ถึงแม้ส่วนแบ่งเพียงสามสิบสำหรับนางจะดูน้อยไปสักหน่อย แต่ถงเชียนไม่ได้รีบร้อน ถึงอย่างไรนางก็มีสิ่งที่ใครๆ มิอาจขโมยไปจากนางได้ รอหาเงินได้มากอีกนิดแล้วค่อยว่ากัน ส่วนเื่หลังจากนี้ ย่อมต้องมีการวางแผนในอนาคตแน่นอน
“ส่วนแบ่ง?” แค่เถ้าแก่โรงน้ำชาได้ยินก็ไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก ก่อนหน้านี้นางไม่เคยเอ่ยว่า้าเงิน บอกจะรับเพียงค่าชี้แนะ พอมาตอนนี้คงเห็นว่าทำเงินได้เยอะ จึงรู้สึกไม่เพียงพอขึ้นมาสินะ?
“เถ้าแก่ ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องดำรงชีวิตกันทั้งนั้น” ถงเชียนยกมือขึ้นกอดอก เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หากท่านเห็นด้วย ข้าก็รับประกัน แม้ว่าส่วนแบ่งของท่านจะแค่เจ็ดสิบแต่ก็จะได้มากกว่าวันนี้อีกหลายเท่าตัว ในทางตรงกันข้าม หากท่านไม่เห็นด้วยล่ะก็...” ถงเชียนเอนตัวไปด้านหลัง รอยยิ้มในดวงตาล้ำลึกขึ้นไปอีก “อย่างที่ทราบกันดีว่า คนในอำเภอนี้ ไม่ได้รู้จักแต่เพียงโรงน้ำชาของท่านที่เดียว”
ไม่ต้องพูดให้มากความ เถ้าแก่โรงน้ำชาก็เข้าใจถึงความหมายของนาง ความจริงแล้วเงินที่หามาได้ในทุกวันนี้ล้วนเป็เพราะถงเชียน ทว่าเขาไม่เต็มใจที่จะให้ส่วนแบ่งนางสามสิบนี่นา หากปฏิเสธนาง แล้วนางไปหาที่อื่น เช่นนั้นก็...
เถ้าแก่โรงน้ำชาขมวดคิ้วและทุบโต๊ะเบาๆ กัดฟันเอ่ย “ได้ ลองดูก่อน แบ่งให้เ้าสามสิบ แต่หากส่วนแบ่งเจ็ดสิบของข้าทำเงินได้ไม่มากเท่าตอนนี้ อย่างนั้นพวกเราก็ตัดขาดกัน”
“ได้” ถงเชียนตอบรับอย่างสบายๆ จะกลัวถูกตัดขาดไปใย? กลัวก็แต่เ้าจะไม่ตอบตกลงนี่สิ
จี้ซิวผิงหันไปมองถงเชียนที่มีแผนอยู่ในใจ เมื่อนึกถึงท่าทางฉลาดหลักแหลม วาทศิลป์เป็เลิศ ไหนจะท่าทางเล็กน้อยของนางเมื่อสักครู่
ถึงแม้วันนั้นนางจะถูกบิดามารดาทำให้ผิดหวัง จนทำให้นิสัยเปลี่ยนไป ทว่าแม้แต่เถ้าแก่เองก็ยังไม่รู้เลยว่าการปันผลนั้นคืออะไร แต่ในเมื่อนางพูดจาดีมีเหตุผล แล้วเช่นนี้จะมีคนสงสัยได้อย่างไร?”
พอเห็นเถ้าแก่เดินจากไปด้วยสีหน้าเ็ป ถงเชียนจึงลุกขึ้นมา “พี่ซิวผิง พวกเราไปกันเถอะ”
เอ่ยเสร็จแล้วถงเชียนก็หันไป แต่แล้วก็มีฝ่ามืออุ่นร้อนข้างหนึ่งจับข้อมือขาวละเอียดของนางไว้
จี้ซิวผิวจ้องนางด้วยสายตาเ็า แล้วถามว่า “เ้าใช่เชียนเอ๋อร์จริงๆ รึ?”
ถงเชียนมองดวงตาสีดำขลับของเขาโดยไม่พูดอะไร ทว่าดวงตาคู่งามนั้นกลับชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่แม้แต่จะหลบสายตาของเขาเลยสักนิด
ข้าไม่ใช่เชียนเอ๋อร์ของท่าน แต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าท่านในตอนนี้ คนที่ใส่ใจท่าน ก็คือข้า ท่านคงจะรู้?
“ทุกครั้งที่เข้าเมือง เ้ามักจะตื้อขอให้ข้าซื้อของบางอย่าง ซึ่งเป็ของที่เ้าชอบกินมาก”
ถงเชียนก้มหน้าลง เอ่ยช้าๆ “เถาฝูจี้เปลี่ยนพ่อครัวใหม่ ขนมกุ้ยฮวาไม่ได้หวานและเหนียวหนืดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
ดังนั้น นางจึงไม่กิน? ระยะนี้หลายครั้งที่เข้าเมืองมา นางถึงไม่เคยอยากได้มันอีกเลย
จี้ซิวผิงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ค่อยๆ ปล่อยนางไป
จู่ๆ ถงเชียนก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าแอบเรียน”
“อะไร?”
ถงเชียนเงยหน้าขึ้นมองดวงตาของจี้ซิวผิง แล้วพูดอย่างจริงจัง “สิ่งที่เอ่ยกับเถ้าแก่โรงน้ำชาไปเมื่อสักครู่ ล้วนเป็สิ่งที่ข้าแอบเรียนมา ก่อนหน้านี้ข้าโง่งมรู้จักแต่เที่ยวเล่น บิดามารดามาตามในครั้งนี้ ข้าถึงได้รู้ว่าท่านจริงใจต่อข้ามากเพียงใด ดังนั้นข้าก็ควรเอาความจริงใจเข้าแลกด้วยเช่นกัน”
จี้ซิวผิวได้ยินเช่นนี้แล้ว รู้สึกทอดถอนใจแทนชีวิตนาง ทั้งนางยังแอบพยายามมาหลายวันอีก หากเป็ได้ไป เขาเองก็อยากเป็ที่กำบังลมฝนให้กับนาง
พอมาคิดดู เขาเข้าใจนางผิดไปแล้วจริงๆ
ถงเชียนค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เขา อิงแอบแนบไหล่แกร่งเขาอย่างสนิทสนม เอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า “พี่ซิวผิง ต่อจากนี้ไปพวกเรา ใช้ชีวิตอย่างสงบด้วยกันเถอะ”
ใช้...ใช้ชีวิตด้วยกัน?
ใบหูของจี้ซิวผิงก็ค่อยๆ เห่อร้อนขึ้นมาทีละนิดโดยไม่ทันตั้งตัว
เมื่อทั้งสองปรับความเข้าใจกันดีแล้ว จึงพากันกลับไป แต่ในขณะที่เดินผ่านถนนฉางเซิ่งนั้น จู่ๆ จี้ซิวผิงก็ผ่อนฝีเท้าลงอย่างช้าๆ
“มีประกาศรายชื่อติดอยู่ที่หน้าประตูจวนเ้าเมือง เ้าไปดูมารึยัง?” ชายหนุ่มที่ดูท่าทางเหมือนบัณฑิตเอ่ยถามชายร่างสูงที่แต่งตัวแบบเดียวกันอย่างตื่นเต้น
“ดูทำไม อย่างไรเสียก็ไม่มีทางมีชื่อข้าได้” ชายร่างสูงเอ่ยอย่างหมดหวัง
เมื่อชายหนุ่มที่ตั้งประเด็นขึ้นเห็นเขาเป็เช่นนี้ ก็อดกระซิบปลอบใจไม่ได้...
จี้ซิวผิงมองไปทางพวกเขา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ถงเชียนมองตามทิศที่เขามองอยู่แวบหนึ่ง หันกลับมามองใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาของจี้ซิวผิง
หากไม่ใช่เพราะถงเชียนคนเดิมก่อเื่วุ่นวาย วันๆ เอาแต่จะคอยให้เขาอยู่ปรนนิบัติดูแล พอลองคิดดูแล้วอาศัยเพียงสติปัญญาและความพยายามของเขาก็คงจะมีชื่อติดอยู่ในประกาศด้วยเช่นกัน
“พี่ซิวผิง” จู่ๆ ถงเชียนก็เรียกเขา “ใกล้จะมืดแล้ว พวกเรารีบกลับกันเถอะ”
จี้ซิวผิงมองบัณฑิตสองคนนั้นอย่างลึกล้ำแวบหนึ่ง ก่อนที่จะหันกลับมายิ้มให้ถงเชียนเล็กน้อย “ไปกันเถอะ”
ความอ้างว้างในดวงตาของเขา ทำให้ถงเชียนรู้สึกปวดใจ ถงเชียนขมวดคิ้วและได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
หลังจากที่กลับไปกินข้าวเสร็จ ถงเชียนก็เริ่มเก็บตัวอยู่ในห้อง แล้วลงกลอนประตู
ก่อนหน้านี้ทั้งจี้ซิวผิงและแม่หนูอวิ๋นก็เคยเห็นมาก่อน จึงแค่นิ่งอึ้งไปสักพัก จากนั้นก็ไม่ได้สนใจอีก
ภายในห้อง ถงเชียนกำลังศึกษาคัมภีร์ครอบจักรวาลตรงหน้าอย่างละเอียด แล้วก็พบว่าของสิ่งนี้ดูคล้ายกับระบบศูนย์การค้า โดยมีภารกิจขึ้นเองอัตโนมัติ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วก็จะได้รับค่าทางสังคม พอสะสมได้ทีละเล็กทีละน้อยแล้วก็จะสามารถเปิดอ่านเนื้อหาคัมภีร์ด้านหลังได้ตามลำดับ
เมื่อดูกระดานภารกิจ ก็เห็นว่าในช่องภารกิจสำเร็จมีภารกิจตอกหน้าพ่อแม่ประหลาดขั้นที่หนึ่งอยู่ ในเวลานั้นนางไม่ได้ดูให้ละเอียด พอมาดูตอนนี้ เห็นได้ชัดว่ามีลำดับขั้นที่สอง ขั้นที่สามด้วยนี่นา ดูท่าว่าตนเองคงต้องเร่งมือบ่มเพราะความรักความผูกพันกับพี่ชายเสียแล้ว ดังนั้นควรเตรียมตัวเสียั้แ่เนิ่นๆ
ตกดึก จี้ซิวผิงก็นำจานที่หั่นผลไม้แล้วเสร็จไปที่ห้องของถงเชียน เมื่อเปิดประตูก็เห็นถงเชียนนั่งขีดๆ เขียนๆ อยู่บนโต๊ะด้วยท่าทางที่ตั้งใจมาก ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีน้ำหมึกที่ติดอยู่บนหน้า
“กินผลไม้สิ” จี้ซิวผิงนำจานผลไม้วางไว้ด้านข้างนาง
“อ้อ เ้าค่ะ” ถงเชียนขานรับคำหนึ่ง แต่กลับไม่หันไปมองเลยสักนิด
จี้ซิวผิงก็จนปัญญา ยกมือขึ้นเช็ดหมึกบนจอนผมของนางเบาๆ ถงเชียนก็ไม่ได้ตอบสนองแต่อย่างใด ดูเหมือนสายตาจะไม่ยอมห่างจากกระดาษเลยสักนิด
พอเห็นตนเองถูกมองข้ามเช่นนี้ จี้ซิวผิงก็เริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ก้มหน้ามองดูว่านางกำลังเขียนสิ่งใด กลับเห็นกองกระดาษที่ผูกมัดคนนี้ ้ามีตัวอักษรอยู่ แต่ไม่รู้ว่ามันมีหมายความว่าอย่างไร
“นี่คือสิ่งใด?” จี้ซิวผิงรู้สึกประหลาดใจจนต้องถามออกมา
ครั้งนี้ถงเชียนได้หยุดครุ่นคิดแล้วเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะอธิบายอย่างชัดเจน “นี่เป็โครงเื่ ข้ากำลังวางแิให้ชัดเจนอยู่”
จากนั้นก็ชี้ไปทีละก้อนบนกระดาษ แล้วพูดให้เขาฟังอย่างละเอียด
จี้ซิวผิงนั่งลงแล้วฟังด้วยความสนใจ รู้สึกว่านางไม่ได้อยากเล่าเื่ราว โดยชี้ให้เห็นถึงความทรงพลังของแม่น้ำลำธารและูเา
เพียงแต่เขารู้สึกแปลกใจมากมาโดยตลอดว่าในหัวเล็กๆ ของนางบรรจุความคิดประหลาดเหล่านี้ลงไปได้อย่างไร?
จี้ซิวผิงส่ายหน้าแล้วยิ้มเบาๆ
หลังจากที่ถงเชียนเล่าโครงเื่ให้เขาฟังเสร็จ ก็นำกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา บนนั้นเต็มไปด้วยตัวอักษร “ดูสิ นี่คือบทละครที่ข้าเพิ่งจะสรุปออกมา ข้าตัดสินใจแล้ว ครั้งต่อไป แสดงละคร!”