“อาการหนักเช่นนี้ คาดว่าคงมาจากตำหนักหย่งเหอแน่ ๆ ก่อนหน้าที่ข้าจะเข้ามาที่นี่ ได้ยินเื่เล่าจากขันทีชั้นผู้ใหญ่ ว่ากันว่าบ่าวรับใช้ที่ตำหนักนี้ ไม่เคยมีผู้ใดทนอยู่ได้เกินหนึ่งเดือน หากไม่ถูกโบยอย่างหนักก็ถูกส่งเข้าเครื่องทรมาน เห็นว่าบ่าวรับใช้ที่เข้าไปส่วนใหญ่หายสาบสูญ ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นพวกเขาอีกเลย ไม่รู้ว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ หรือว่าตายอย่างไร้ที่ฝังไปแล้ว”
หลินสืออี้เอียงคอเปิดใบหูกว้าง แม้ว่าข่าวลือที่ว่านั้น ผู้เล่าเองก็ได้ฟังมาจากผู้อื่นอีกที แต่ทว่ามันก็ชวนให้ทุกคนในที่นี้พากันขนลุกด้วยความหวาดกลัว
“เงียบกันหน่อย!” ไป๋เสวียนจงเอ็ดเสียงดังเพื่อให้ทุกคนที่กำลังสุมหัวซุบซิบกัน หันกลับมาฟังคำกล่าวของตน
“เอาล่ะ ก่อนอื่นข้ามีเื่สำคัญที่จะต้องแจ้งให้พวกเ้าทุกคนได้รู้ เพลานี้ตำหนักหย่งเหอขาดคน จำเป็ต้องคัดเลือกหนึ่งในพวกเ้าให้เข้าไปทำหน้าที่นี้ ข้าไม่อยากจะบังคับใคร ฉะนั้นหากผู้ใดอยากจะรับอาสาก็ก้าวเท้าออกมา”
เมื่อจบคำกล่าวของผู้เป็หัวหน้าขันที ก็เกิดเป็เสียงอื้ออึงกระซิบกระซาบขึ้นดังไปทั่วบริเวณอีกครั้ง รวมถึงสีหน้าของแต่ละคนต่างก็ดูจะหวั่นวิตกกันมากขึ้นอีกด้วย
หลินสืออี้ย่อมรู้จักตำหนักหย่งเหอดีที่สุด เพราะมันเป็สถานที่สำคัญที่หนึ่งในนิยายเื่นี้ ตำหนักของทรราชผู้มีใจโเี้ซึ่งนางเป็ผู้สรรสร้างมันขึ้นมาเองกับมือ
หากกล่าวถึงเซี่ยชิงอวินแล้ว ก็ยิ่งทำให้นางนึกถึงความฝันก่อนหน้านี้ขึ้นมา ไม่แน่ว่าการที่นางต้องถูกดึงเข้ามาในนิยาย ก็อาจเป็ผลพวงมาจากความแค้นของคนผู้นี้ด้วยก็เป็ได้
ฉะนั้นจนกว่าจะได้กลับไป นางก็ควรจะอยู่ให้ห่างจากเขาเอาไว้หน่อยจะดีกว่า
“ข้าน้อยฮุ่ยจิ่นเฉิงขอรับอาสาขอรับ”
หลังผ่านความตึงเครียดไปครู่ใหญ่ ผู้เป็ดั่งไม้เบื่อไม้เมาของหลินสืออี้ก็ยืดอกชูมือรับอาสา เขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าด้วยความใจกล้า พร้อมกับขาลรับอย่างเสียงดังฟังชัด
“เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าการรับใช้ฝ่าบาทต้องพบเจอกับสิ่งใด” ไป๋เสวียนจงหรี่ตาเรียวรี่มองบุรุษหนุ่มที่ฉายแววความทะเยอทะยาน
“ขอรับ ข้าน้อยทราบดี”
“ถ้าเช่นนั้น ก็รับสิ่งนี้ไป”
ไม่คิดว่าคนผู้นี้จะมีความกล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก แม้ว่าเดิมทีนิสัยของฮุ่ยจิ่นเฉิงจะแย่ก็ตามที แต่หลินสืออี้ก็ยังนับถือในความเด็ดเดี่ยวของเขาอย่างยิ่ง
“นี่ท่านพี่หลี่” หลินสืออี้หันไปใช้ข้อศอกกระทุ้งที่แขนของสหายที่ยืนอยู่ข้างกัน ก่อนจะเอามือป้องปากกระซิบถาม
“ท่านคิดว่าทำงานที่ใดสบายที่สุดหรือ”
ผู้ถูกถามคลี่รอยยิ้มอย่างรู้ใจ แน่นอนว่าการเข้ามาอยู่ในรั้วในวัง หากไม่้ายศถาบรรดาศักดิ์ ก็ย่อมต้องปรารถนาความอยู่รอด
เมื่อรักตัวกลัวตายก็ต้องไม่ทำตัวให้โดดเด่น แล้วก็ต้องเลือกงานที่ห่างไกลจากเ้านายชั้นสูงเข้าไว้ แม้จะไม่ช่วยให้ร่ำรวยได้แต่ก็ทำให้มีข้าวกินอย่างอิ่มท้อง มิหนำซ้ำยังมีที่ให้นอนหลับได้อย่างสบายใจ
“ตำหนักเย็นกระมัง เ้าสนใจหรือไม่เล่า”
“อืม...ก็ฟังดูไม่เลว” หลินสืออี้ยกยิ้มมุมปาก
“ข้าก็แค่พูดเล่น ไยเ้าทำสีหน้าเช่นนี้ อย่าบอกนะว่า...”
...เมื่อถึงลำดับของหลินสืออี้ นางก็เข้าไปรับมอบหมายหน้าที่กับหัวหน้าขันที แต่ก่อนที่จะได้รู้หน้าที่ของตนนั้น นางก็พลันโพล่งคำร้องขอออกไปโดยไม่รอให้ไป๋เสวียนจงต้องเอ่ยอันใดออกมา
“ข้าอยากไปอยู่ตำหนักเย็นขอรับ”
พู่กันในมือของผู้เป็หัวหน้าขันทีหยุดชะงัก ไป๋เสวียนจงถึงกับต้องเงยหน้ามองขันทีผู้นี้ให้เต็มตาอีกสักครั้ง เพราะนอกจากผู้ที่ถูกลงโทษแล้วก็ยังไม่เคยมีผู้โง่เขลาคนใด ร้องขอ้าจะไปอยู่ในสถานที่อัปมงคลเช่นนั้นมาก่อน
“สถานที่รกร้างห่างไกล ยากแก่การลืมตาอ้าปากได้เช่นนี้ เ้าแน่ใจแล้วงั้นรึว่าจะไปที่นั่น”
หลินสืออี้พยักหน้า ด้วยดวงตาใสซื่อสื่อถึงความมุ่งมั่น
“เช่นนั้นก็ตามใจ แต่บอกไว้ก่อนนะ หากเ้าคิดเปลี่ยนใจขึ้นมา ไม่ว่าจะคุกเข่าอ้อนวอนเช่นไร ข้าก็จะไม่ย้ายเ้ากลับมาโดยเด็ดขาด” น้ำเสียงของขันทีชั้นผู้ใหญ่ได้แต่บ่นอุบ พลางใช้ปลายพู่กันหางม้าชี้หน้าพร้อมกับส่งสายตาเป็เชิงดุกลับไป
“ข้าน้อยตัดสินใจดีแล้วขอรับ” นางยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ในหัวมิได้คิดกังวลสิ่งใด และยิ่งไม่ใส่ใจในคำเตือนแม้แต่น้อย
ไป๋เสวียนจงได้แต่ส่ายหน้า หลังจากทำการอบรมสั่งสอนหลินสืออี้อยู่พักใหญ่ เขาก็หันไปกวักมือเรียกขันทีชั้นผู้น้อยคนหนึ่งให้เข้ามารับหน้าที่นำทาง
เส้นทางสู่ตำหนักเย็นนั้นจะต้องผ่านตำหนักน้อยใหญ่ไปทางด้านหลังสุดของวังหลวง มันทั้งห่างไกลและรกร้าง ไร้ซึ่งผู้คนอยู่อาศัย ยิ่งเดินห่างจากตำหนักชั้นในไปไกลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่าขนลุกมากขึ้นเท่านั้น
ขนแขนทุกเส้นล้วนตั้งชัน เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างที่นอกเหนือจากความเหน็บหนาวที่ััได้นั้นรออยู่
ความเยือกเย็นและวังเวงของวังหลังที่ถูกละเลยเข้าแทรกซึมลงสู่จิตใจพาลให้ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดายจนน่าสลดหดหู่ยิ่งนัก
“ที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่หรอกหรือ” หลินสืออี้เอ่ยลอย ๆ เป็เชิงถาม พลางเดินเกาะหลังของกงกงผู้นำทางราวกับลูกลิงเกาะติดแม่ของมันอย่างไรอย่างนั้น
“ถอยออกไป” เขาสะบัดแขนที่มีฝ่ามือเรียวเล็กของหลินสืออี้เกาะอยู่
“เ้าคิดว่าผู้ที่มีสติดีคนใดจะอยากเข้ามาอยู่ในที่แบบนี้กัน” ใบหน้ากลมยิ้มเยอะ
“ชิ! ก็ข้านี่ไง” หลินสืออี้บ่นงำงำกับตัวเอง แต่แท้จริงแล้วในใจนางก็เห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น
จะว่าไปในโลกนิยายแห่งนี้ นางไม่ได้เขียนรายละเอียดของสถานที่แห่งนี้เอาไว้มากนัก หรือแทบจะไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลยด้วยซ้ำ
ั้แ่ที่เซี่ยชิงอวินได้นั่งครองบัลลังก์ นอกจากการกวาดต้อนผู้คนในวังออกไปเป็ทาสหรือไม่ก็เนรเทศไปทั้งหมดแล้ว นางก็ไม่ได้เขียนให้เขารับสนมคนใดเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว จึงไม่แปลกที่จะไม่มีสตรีใดถูกลงโทษให้อยู่ที่นี่
ขันทีผู้นำทางพานางเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าของตำหนักหลังใหญ่ ซึ่งเพลานี้มันถูกปกคลุมไปด้วยเศษใบไม้แห้งที่ปลิวกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น
เมื่อเขาผลักประตูบานไม้ด้านหน้าตำหนักให้เปิดออก ฝุ่นหนาที่จับอยู่ตามขอบและซอกประตูก็ลอยฟุ้งตลบอบอวน
แคก! แคก!
ต่างคนต่างพากันไอพร้อมกับใช้ฝ่ามือปัดไอฝุ่นที่จับกลุ่มกันเป็ก้อน
“ข้าส่งเ้าแค่ตรงนี้ก็แล้วกัน เมื่อทำงานแล้วเสร็จก็กลับไปยังเรือนพัก”
“ขอรับ” หลินสืออี้ตอบรับเสียงแ่เบาอย่างหมดอะไรตายอยาก เมื่อมองเห็นสภาพตรงหน้านางก็เริ่มจะรู้สึกเสียใจกับความ้าของตัวเอง
“เฮ้ย...” เสียงถอนหายใจยาวราวกับไว้อาลัยให้กับความเหนื่อยยาก
เมื่อนึกถึง่เวลาอันมีค่าที่จะต้องเสียไปกับการเก็บกวาด นางก็แทบอยากจะชิงหลบหนีไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป
แล้วจะไปที่ใดได้เล่า
แต่เมื่อนางหวนคิดถึงจุดนี้แล้ว ก็คงทำได้แค่ต้องอดทน
ในระหว่างที่ความสะอาดห้องนั้น แล้วก็ย้ายมาถูพื้นห้องนี้ เก็บกวาดไปได้สักระยะก็เริ่มเหนื่อย จึงแอบอู้ด้วยการเดินออกไปสำรวจโดยรอบ กระทั่งเดินเพลินมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
ใจกลางตำหนักเย็นที่รายล้อมไปด้วยตัวเรือนที่มีลักษณะเป็สี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งสร้างติดกันทั้งสี่ด้าน โดยมีระเบียงทางเดินเชื่อมเข้ากับตัวเรือนอีกที
ส่วนพื้นที่ตรงกลางเป็สระน้ำที่ด้านล่างปูพื้นด้วยหินอ่อนสีขาวอมเทา แม้จะตั้งอยู่กลางแจ้งไร้หลังคา แต่แสงแดดกลับส่งผ่านเข้ามาได้เพียงเล็กน้อย เพราะด้านนอกถูกทิวไม้สูงใหญ่ขึ้นปกคลุม
น้ำภายในสระนั้นถูกเติมไว้จนเต็ม เมื่อมองลงไปก็เห็นถึงความใสสะอาด ผิดกับทุกซอกทุกมุมภายในตัวตำหนัก ที่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยฝุ่นจับหนา ทั้งสภาพยังดูรกร้าง ไร้การดูแลมาเป็เวลานาน แต่ทว่าที่ตรงนี้นั้นต่างกัน ดูเหมือนว่าจะมีผู้มาใช้งานอยู่เป็ประจำ
‘หรือมีผู้ใดหนีงานมาแช่น้ำที่นี่ ข้าเองก็อู้งานอยู่เช่นกัน ไม่อย่างนั้นก็ลองแช่น้ำดูสักหน่อยจะเป็ไร’
หลินสืออี้เดินวนมายังทางเดินลงสระที่ไร้ขอบระเบียงกั้น ย่อตัวลงนั่งที่ขอบสระซึ่งโรยด้วยกรวดหินก้อนกลมสีขาวเกลี้ยงเกลา
นางถอดรองเท้าออกทีละข้างอย่างตื่นเต้น ก่อนจะค่อย ๆ หย่อนปลายเท้าขาวนวลจุ่มลงไปใต้ผิวน้ำ
ััแรกคือความเย็นที่แผ่ซ่านจนถึงขั้นหนาวเหน็บ ราวกับว่าแช่ในน้ำ่เหมันต์[๑] ทั้งที่เพลานี้เป็่คิมหันต์[๒]อยู่แท้ ๆ แต่เป็เช่นนี้ก็สดชื่นดีนัก ยิ่งนางพึ่งจะทำงานหนักมา เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ได้พักแช่น้ำเช่นนี้ก็ช่วยให้คลายความเหน็ดเหนื่อยลงได้ไม่น้อย
นางโน้มตัวลง เรียวแขนเล็กเอื้อมไปวักน้ำขึ้นมาลูบไปบนเรียวขาขาว แต่พอจะวักน้ำขึ้นมาอีกครั้ง ก็เหมือนว่าสายตาจะไปสะดุดเข้ากับอะไรบางสิ่งบางอย่าง
สิ่งที่นางมองเห็นอยู่รำไรใต้ผืนน้ำลึกลงไปนั้น มันเหมือนจะเป็กลุ่มก้อนเส้นผมสีดำที่แผ่สยายอยู่ใต้ก้นสระ ทำเอาหัวใจที่ตื่นตระหนกง่ายของนางถึงกับกระตุกหล่นวูบ
เสียงหัวใจเต้นถี่แทบจะกระเด็นทะลุหน้าอกออกมา มือเล็กพรางขยี้ตาซ้ำไปซ้ำมาเผื่อว่าตนจะตาฝาดไป จากนั้นก็กลับไปเพ่งพิจารณาเ้าสิ่งนั้นใหม่ให้ชัดอีกครั้ง แต่จู่ ๆ เ้าสิ่งนั้นก็ดันโผล่พรวดพลาดขึ้นมาตรงหน้านางเข้าพอดี
พรึบ!
มือปริศนาที่โผล่ขึ้นมาพร้อมกับร่างกายกำยำของบุรุษตัวสูงใหญ่ ฝ่ามือนั้นคว้าเข้าที่ข้อมือของคนตัวเล็กที่กำลังตื่นตะลึงตาค้าง นางจ้องมองร่างที่เส้นผมดำขลับยาวปรกหน้าไล่ระเลียดลงมาจรด่เอว มองเห็นเพียงเสี้ยวใบหน้าที่ขาวซีด ซึ่งเวลานั้นในสายตาของหลินสืออี้รับรู้แต่เพียงว่า มันคือภาพที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
“ว๊าก...ผีหลอก!”
++.....+.....+.....+.....++
เหมันต์[๑] : ฤดูหนาว
คิมหันต์[๒] : ฤดูร้อน
................
✨ หลังฉาก ????????
หลินสืออี้ : ข้าไปแอบอู้ที่ตำหนักเย็น ||ยิ้มกริ่ม ????||
ขันทีรุ่นพี่ : เ้าคนโง่เง่าเอ๊ย เดี๋ยวได้เจอดีแน่ || ส่ายหน้า ????||
หลินสืออี้ : ว๊ากก ผีหลอก???? พาข้ากลับไป ????
..................
???? พื้นที่เม้ามอย ????
เปิดตัววันแรกลงให้สี่ตอนเลย แล้วพบกันใหม่เวล
าเดิมในวันพรุ่งนี้นะคะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านผลงานของไรท์นะคะ ร่วมพูดคุย แนะนำ ไรท์ได้นะคะ จุ๊บ ????
อย่าลืมกดติดตาม แจ้งเตือนตอนใหม่ได้ค่ะ จิ้มเลย