ตอนที่ 11 ก่อนจะถึงฝั่งฝัน
วันสำคัญที่นักศึกษาทุกคนรอคอยมาถึงแล้ว
วันนี้เป็วันรับปริญญาของผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวสิงคโปร์บัณฑิตใหม่ทั้งชายหญิงนับพันคนต่างก็ตื่นเต้นยินดีในงานฉลองปริญญาที่สถาบันจัดขึ้นให้แก่พวกเขา
เสี่ยวเยี่ยนและหลี่จิงจิงต่างก็ได้รับช่อดอกไม้จากหลี่หงหมินที่มาแสดงความยินดี
“ยินดีด้วยนะบัณฑิตใหม่ทั้งสองคน” หลี่หงหมินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เสี่ยวเยี่ยนในชุดครุยและมงกุฎดอกไม้บนศีรษะยิ้มหวานตอบไปว่า
“ขอบคุณค่ะ พี่หงหมิน”
“พี่ชาย จะพาพวกเราไปฉลองที่ไหนดีคะ น้องหิวแล้ว ” หลี่จิงจิงเรียกร้องความสนใจ
“แหม แกนี่ก็ห่วงแต่เื่กินนะ ไปกินอาหารฝรั่งเศสร้านชองเอลิเซ่ก็ได้”
“ให้ดิชั้นไปด้วยสิคะ ลีอง” เสียงของเว่ยถิงถิงสอดแทรกเข้ามาระหว่างการสนทนา
หลี่หงหมินและสองสาวหันมาที่คุณหนูเว่ย แล้วชายหนุ่มก็กล่าวว่า
“ถิงถิง เื่ของเราสองคนมันจบลงไปแล้ว การหมั้นของเราก็ยกเลิกมันเป็ไปไม่ได้ที่จะให้ผมไปแต่งงานกับคนที่บงการฆ่าน้องชาย คุณกลับไปเสียจากกันด้วยดีเถิด”
“เดี๋ยวสิคะฟังฉันพูดก่อน” คุณหนูเว่ยพยายามเหนี่ยวรั้งเขาไว้ แต่...
“พวกเราไปกันเถอะ” หลี่หงหมินพาน้องสาวและคนรักเดินจากไปโดยไม่สนใจลูกสาวเ้าพ่อตระกูลเว่ยที่ยืนมองอย่างสิ้นหวัง
กรี้ดดดดด.......
เว่ยถิงถิงกรีดร้องออกมาคล้ายคนบ้า คนอย่างหล่อนเกิดมาไม่เคยมีใครขัดใจอยากได้อะไรแล้วต้องได้ แต่นี่คนที่ตนรักและหมั้นหมายกันมาก่อนถูกหญิงอื่นแย่งชิงไปต่อหน้า มีหรือจะทนได้
“แก นังเสี่ยวเยี่ยน แกพรากหัวใจฉันไป จะอยู่ร่วมโลกกับฉันไม่ได้”
ณบ้านตระกูลหลี่
ในห้องรับแขกอันโอ่อ่าประดับประดาด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบจีนอย่างดีหลี่หงหมินพาเสี่ยวเยี่ยนมากราบย่าหยก ผู้ซึ่งเคยเกลียดชังหญิงสาวผู้นี้ปานจะกินเืกินเนื้อแต่มาบัดนี้ ความแค้นเคืองได้เจือจางไปจากใจแม่เฒ่าจนหมดแล้ว
“มาใกล้ ๆ สิ เสี่ยวเยี่ยน “ ยายเฒ่ากวักมือเรียกสาวสวย
“นี่เป็กำไลหยก ที่ฉันได้มาตอนฉันแต่งงานใหม่ ๆ ย่าขอมอบให้เ้าย่ารู้แล้วว่าเ้าเป็คนดี ย่าเองก็เสียใจที่เมื่อก่อนตัวเองเป็คนเ้าคิดเ้าแค้นต่อเมื่อสูญเสียจื้อซานไป ย่าจึงรู้ว่าไปไว้ใจคนผิด อภัยให้ย่าด้วย”ย่าหยกก็สะอื้นไห้
“อย่าพูดอย่างนั้นสิคะคุณย่าหนูไม่เคยถือโทษโกรธเคืองย่าเลย อย่าร้องไห้นะคะ”
“เสี่ยวเยี่ยนพาคุณย่ามาทานข้าวได้แล้ว กับข้าวพร้อมแล้ว มาสิ แม่ลงมือทำเองเลยนะ วันนี้”คุณนายรอง ร้องเรียก
“โอ้โห อาหารถูกปากฉันทั้งนั้นเลย ขอหม่ำก่อนละนะ” หลี่จิงจิงไม่กลัวเสียมารยาทตักอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ผีตือโป๊ยก่ายเข้าสิงหล่อนหรือไงยะ ทำไมตะกละอย่างนี้”เสี่ยวเยี่ยนกล่าวกับเพื่อนสาว
“ก็ฉันดีใจ ที่คุณย่ายอมรับเธอเป็ว่าที่หลานสะใภ้แล้วนะสิ”
เสี่ยวเยี่ยนได้ยินก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย
วันต่อมา
ณสำนักงานขายตึกแถวของหลี่จื้อโหย่ว มีคนมาจองซื้อตึกแถวอย่างเนืองแน่น
“เราดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าอีกไม่เกินสามเดือนอาคารพาณิชย์ของเราจะแล้วเสร็จอย่างแน่นอน ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้”หลี่จื้อโหย่วแถลงต่อสื่อมวลชนที่มาทำข่าว
“นอกจากข่าวดีเื่งานก่อสร้างของเราแล้ว ผมมีความยินดีจะแจ้งให้ทราบว่าอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ผมจะจัดงานแต่งงานให้ลูกชายคนโตของผม หลี่หงหมิน กับหนูเสี่ยวเยี่ยน ขอเชิญทุกท่านมาร่วมงานให้ได้นะครับ ”
“อ้าว เ้าสาวไม่ใช่คุณหนูเว่ยหรอกหรือ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”นักข่าวซักไซ้ด้วยความฉงนใจ เพราะในวงสังคมไฮโซ ต่างก็รู้กันว่า เว่ยถิงถิงเป็คู่หมั้นของหลี่หงหมิน
“ผมขอไม่เอ่ยถึงคนตระกูลเว่ยก็แล้วกันนะครับ ขอตัวก่อน”
ทางฝ่ายหลี่หงหมินกับเสี่ยวเยี่ยนก็ทยอยออกไปแจกการ์ดเชิญมางานแต่งงานของตนเองให้ญาติสนิทมิตรสหายจนทั่วเมืองสิงคโปร์ แถมยังไปตัดชุดเ้าบ่าวเ้าสาวเตรียมไว้อย่างดีในใจของทั้งสอง ภาวนาให้ถึงวันสำคัญนั้นเร็ว ๆ
กล่าวถึงเว่ยถิงถิงั้แ่ผิดหวังจากหลี่หงหมิน หล่อนก็กลายเป็คนขี้เมาติดสุราอย่างหนัก วัน ๆเอาแต่อาละวาดใส่คนรับใช้ในบ้าน ไม่ยอมไปทำงานที่บริษัทของพ่อเป็ที่หนักใจของเว่ยเชียนยิ่งนัก
“จะให้ผมไปกำจัดหลี่จื้อโหย่วกับครอบครัวของมันเลยมั๊ยครับ เ้านาย” หวงหู่ลิอาสา
“ยังไม่ต้อง ฉันจะรอดูความหายนะของมันอย่างช้า ๆ เอาให้มันทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก”
ณ บ้านตระกูลหลี่
อาเกียวสาวใช้ประจำบ้านกับเสี่ยวเยี่ยนว่าที่สะใภ้ของบ้านนี้ กำลังขลุกอยู่ในครัว
“วันนี้ดิฉันจะสอนคุณหนูทำยอนยา ลักซา* นะคะ” อาเกียวยืนอยู่หน้าโต๊ะทำครัวมีวัตถุดิบ เครื่องปรุง ส่วนผสมในการทำอาหารมากมาย วางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ
“มาดูส่วนผสมกันก่อนนะคะ เครื่องแกงลักซาประกอบด้วย พริกแดงทั้งแห้งและสดตะไคร้หั่นละเอียด ข่าหั่นละเอียด กระเทียมแกะเปลือก หอมแดงมะขามเปียกใบกระวานแห้งคั่วให้หอม ลูกวอลนัทอินเดีย กุ้งแห้งเอาส่วนผสมทั้งหมดนี้โขลกรวมกันในครกหินให้ละเอียด ตักใส่ถ้วยพักไว้
ต่อไปเป็ส่วนผสมของน้ำสต๊อกไก่นำกระดูกไก่มาต้มน้ำเดือด เคี่ยว 30 นาทีหมั่นตักฟองออก จนได้น้ำซุปใส รสชาติหวานหอม ส่วนหัวกุ้งเราตั้งหม้อใส่น้ำมันลงไปสัก 1 ช้อนโต๊ะ นำหัวกุ้งลงไปผัดพอสุก เติมน้ำลงไปต้มใส่ใบเคอะซุม (Vietnamese Coriander มาเลย์เรียกว่าDaun Kesum อีสานเรียกผักแพว ทางเหนือของไทยเรียกผักไผ่ )ลงไปต้มรวมกันกับหัวกุ้งด้วย
ระหว่างนั้นตั้งกระทะให้ร้อน ไฟกลาง ๆ ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อย นำเครื่องแกงที่โขลกพักไว้ แบ่งส่วนหนึ่งสักถ้วยตวงมาผัดให้หอม ใส่กะปิลงไปผัดรวมกัน พรมน้ำลงไปเล็กน้อย ผัดให้พอแห้งตักใส่ถ้วยพักไว้เราเรียกส่วนนี้ว่า ซัมบาล ( Sambal )
จากนั้น นำหม้อตั้งไฟ ใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อยตักเครื่องแกงที่เราโขลกทีแรก ใส่ลงไปผัดในหม้อ แล้วเทน้ำต้มกระดูกไก่ น้ำต้มหัวกุ้ง ใส่ลงไปให้เต็มหม้อต้มจนน้ำเดือดสักพัก ใช้ทัพพีคนให้เข้ากัน แล้วชิมรส ถ้าอ่อนเค็มเติมเกลือเล็กน้อยจากนั้นนำกะทิเทลงไปในน้ำแกงลักซา ต้มต่อไป ่นี้น้ำแกงลักซาเราจะเป็สีส้มแล้ว
ระหว่างนี้เรามาตั้งหม้อน้ำเดือด ๆ ลวกกุ้งที่เราปอกเปลือกไว้ ลูกชิ้นปลา เต้าหู้ทอดหอยลายแกะเอาแต่เนื้อ ลวกแล้วตักขึ้นพักไว้ แล้วนำลูกชิ้น กับเต้าหู้ทอดที่ลวกแล้วไปใส่ในหม้อที่ต้มน้ำแกงลักซา
ลวกเส้นบะหมี่หรือเส้นหมี่ขาว ตามแต่ชอบ ใส่ในชาม ตักน้ำแกงลักซาราดลงไปให้ท่วมเส้นแล้วตักลูกชิ้น เต้าหู้ กุ้งลวก หอยลายลวก ไข่ต้ม วางเรียงลงไป แตงกวาหั่นตามยาวหรือผักอย่างอื่นตามชอบ โรยหน้าด้วยใบผักชีฝรั่งหั่นฝอย เสริฟพร้อมซัมบาลบีบมะนาวนิดหน่อย อร่อยอย่าบอกใครเชียว”
“ โอ้โหน่ารับประทานมากเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ อาเกียวที่สอนหนูทำลักซาอร่อย ๆ แบบนี้”เสี่ยวเยี่ยนตื้นเต้นมากกับการลงมือทำอาหารพื้นเมืองเป็ครั้งแรก
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว คุณนายใหญ่ เรียกเสี่ยวเยี่ยนไปพบที่ห้อง
“นั่งลงสิ เสี่ยวเยี่ยน”
“ค่ะ คุณแม่” สาวตาโตรับคำแล้วนั่งลงอย่างสุภาพ
“วันนี้ฉันจะสอนเธอปักผ้าเป็ลวดลายตามแบบที่ชาวเปอรานากันนิยมต่อไปเธอจะต้องเป็แม่บ้านที่ดี จะต้องรู้ทั้งการทำอาหาร งานเย็บปักถักร้อยจะขาดเสียไม่ได้ เธอฝึกแบบลายง่าย ๆ ไปก่อนแล้วกันนะ มาสิ”มารดาของหลี่หงหมินกล่าว
“นี่คือเสื้อเคบายา ( Kebaya ) ที่ผู้หญิงในแถบปีนังมาเลย์ มะละกาและอินโดนีเซียนิยมสวมใส่ ฉันจะสอนเธอปักลายรูปดอกโบตั๋นเล็ก ๆที่ชายเสื้อทั้งสองข้าง”
เสื้อเคบายาที่คุณนายใหญ่กล่าวถึงเป็เสื้อแขนยาวสีสันสดใส เนื้อผ้าโปร่งบางเหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้นของคาบสมุทรมลายู ตัวเสื้อผ่ากลาง ไม่มีกระดุมใช้เข็มกลัดทองลายดอกไม้ร้อยติดกันด้วยโซ่ทองสำหรับกลัดแทนกระดุมมีการปักลายผ้าด้วยลูกไม้ และลายดอกไม้สีสันต่าง ๆ ตามสาบเสื้อและชายเสื้อ
“ลายดอกโบตั๋นนี่น่ะ เป็สัญลักษณ์ของสตรีชาวยอนยา ( เปอรานากัน หรือย่าหยาที่เรียกกันในแถบภูเก็ต ) ที่มีทั้งความงาม และความหอมเปรียบเหมือนผู้หญิงที่ต้องมีความงามด้วยกิริยามารยาท การแต่งกายและหอมด้วยคุณงามความดีในตัว”
เสี่ยวเยี่ยนตั้งใจฝึกฝนปักผ้าไปได้สักครู่ใหญ่หลี่จิงจิงก็เดินมาดูเพื่อนสาวว่าทำอะไร เมื่อเห็นสิ่งที่เพื่อนทำ ก็อุทานออกมา
“ว้าว นี่ฝีมือเธอหรือเนี่ย ดอกโบตั๋นนี่น่ะไม่นึกว่าเธอจะเย็บปักถักร้อยเป็กับเขาด้วยนะ เก่งไม่เบานะว่าที่พี่สะใภ้เราเนี่ย”
“นี่เธอชมฉันหรือ คนเราถ้าตั้งใจเรียนรู้ฝึกฝน ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ก็ย่อมสำเร็จจนได้”
“จ้า แหม ๆ หยอกเล่นแค่นี้ ทำเป็หน้าเคร่งไปได้” หลี่จิงจิงกอดเสี่ยวเยี่ยน
“เออ แล้วคุณแม่ของเธออยู่ไหนล่ะ ทำไมไม่เห็นท่านเลย” เสี่ยวเยี่ยนถาม
“ อ๋อ ท่านไม่ค่อยสบายมาหลายวันแล้ว นอนพักอยู่แต่ในห้องั้แ่อาเตียงกับลูกสาวไม่อยู่ที่บ้านนี้ ก็มีแต่อาเกียวดูแลคนทั้งบ้านคุณแม่ของฉันเลยไม่มีคนปรนนิบัติอย่างเมื่อก่อน”
“เอาอย่างนี้ไหมล่ะ พรุ่งนี้ฉันจะไปตามอาเตียงกับกุ้ยซิมกลับมาทำงานที่นี่แม่ของเธอจะได้มีคนดูแล” สาวตาโตเสนอ
“ได้อย่างนั้นก็เยี่ยมน่ะสิ เธอต้องไปตามมาให้ได้นะ” หลี่จิงจิงดีใจอย่างเหลือล้น
วันรุ่งขึ้น ณ มูลนิธิพัฒนาสตรีและครอบครัว( Womanand Family Development Foundation )
หลังจากมากาเร็ตตายแล้ว หลี่หงหมินก็สานต่องานของเธอต่อมาโดยร่วมมือกับตำรวจสากล ในการปราบปรามองค์กรลับเซนต์เอ๊กซ์ ที่ทำการค้ามนุษย์ค้าของเถื่อน และค้ายาเสพติด
เช่นเดียวกับวันนี้หลี่หงหมินกำลังประชุมวางแผนกับหน่วยงานตำรวจสากลเมื่อเขาออกจากห้องประชุมก็เห็นเสี่ยวเยี่ยนมายืนคุยกับกุ้ยซิมและอาเตียงที่เป็แม่บ้านของมูลนิธินี้
“อ้าว เสี่ยวเยี่ยนมาทำอะไร” ชายหนุ่มถาม
“อ๋อ มาตามอาเตียงกับกุ้ยซิมกลับไปทำงานที่บ้านของพี่น่ะแหละ พี่ไม่รู้เหรอว่าแม่รองของพี่กำลังป่วย ถ้ากุ้ยซิมกับแม่กลับไป คงจะดูแลท่านได้บ้าง”
“อืม พี่ก็พอรู้อยู่ ั้แ่จื้อซานตายไป ท่านก็กลายเป็โรคซึมเศร้าถ้ากุ้ยซิมกับอาเตียงกลับไปก็ดีเหมือนกัน พี่เห็นด้วย”
เสี่ยวเยี่ยนได้ฟังก็ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
ณ ห้องพักของคุณนายรอง แม่ของหลี่จิงจิง
“แม่ ดูสิ ว่าใครมา” หลี่จิงจิงะโบอกแม่อย่างดีใจ
คุณนายรองลุกจากเตียงมามองดูเห็นอาเตียงและกุ้ยซิมลูกสาวมายืนอยู่นอกประตูห้องนอนเธอจึงกวักมือเรียกสองคนนั้นเข้ามา
“อาเตียง กุ้ยซิม ดีใจเหลือเกินที่เธอกลับมา มา ๆ นั่งลงข้าง ๆ ฉันนี่เป็อย่างไรล่ะ ไปทำงานที่มูลนิธิ”
“ก็พออยู่ได้ค่ะคุณนายรอง แต่พวกเราก็คิดถึงทุกคนที่นี่ พอคุณหนูเสี่ยวเยี่ยนไปตามพวกเราก็เลยกลับมา” อาเตียงกล่าว
“กุ้ยซิมเอ้ยเธอมาอยู่ที่นี่ ขอให้คิดว่าเป็ลูกสะใภ้ฉันเถิดนะลูกชายของฉันก็ทำบาปกรรมกับเธอไว้มาก ชาตินี้ฉันคงชดใช้ให้เธอไม่หมด อย่างไรเสียจื้อซานก็ตายไปแล้ว ขอให้เธอจงอโหสิกรรมให้เขาเถิด ฉันจะเลี้ยงเธอกับแม่ให้สุขสบายอย่าได้ห่วงเลย ”
“คุณนายอย่ากล่าวเช่นนั้น หนูยังรักและเคารพท่านแหมือนเดิมแต่หนูไม่กล้าอาจเอื้อมไปตีเสมอท่านหรอกค่ะให้หนูเป็บ่าวรับใช้อย่างนี้แหละดีแล้ว” กุ้ยซิมกุมมือคุณนายรองไว้ ครั้นแล้วทั้งสามนายบ่าว ก็ต่างร้องไห้ออกมาพร้อมกัน
ณ หมู่บ้านนอกเมืองแห่งหนึ่ง
มีกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนกำลังกวาดต้อนจับกุมเด็กสาวขึ้นรถบรรทุกชายเ่าั้มีอาวุธปืนครบทุกคน เมื่อเหยื่อเ่าั้ขึ้นบนรถทุกคนแล้วก็สั่งคนขับให้ออกรถไปด้วยกัน
รถบรรทุกนั้นแล่นมาได้สักระยะหนึ่งก็พบว่ามีถังน้ำมันตั้งขวางถนนอยู่ คนขับรถจึงหยุดรถชายเ่าั้ก็ลงมาสำรวจรอบบริเวณ แล้วก็ถูกลอบยิงล้มตายไปบางส่วนที่เหลือก็ยิงต่อสู้ แต่ก็ไม่อาจทนคมะุที่มาจากผู้ที่แอบซ่อนในพุ่มไม้คงเหลือแต่คนขับรถที่ถูกกองกำลังตำรวจสากลจับกุม และเ้าหน้าที่มูลนิธิ WFDFก็ช่วยเหลือเด็กสาวเ่าั้ นำพาไปส่งบ้านเรือนของตนต่อไป
ณ ที่ทำการองค์กรลับ เซนต์เอ๊กซ์ (Sent X )
ในห้องลึกลับนั้น ชายสวมหน้ากากสีทอง ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ขณะที่ผู้เป็บริวารอีกนับสิบ ยืนก้มหน้าอย่างคนกำลังมีความผิด
“ บัดซบปล่อยให้มันลอบยิงได้ยังไง ทำแผนการของเราล้มเหลวไอ้พวกตำรวจสากลกับมูลนิธิบ้าบอนั่น มันต้องพินาศ เฮ้ยพวกเอ็งไปจัดการถล่มมูลนิธินั่นให้ยับเยินให้ได้”
ประธานผู้สวมหน้ากากสั่งการลูกสมุนไปจัดการกับพวกหลี่หงหมิน
และเป็ไปตามคาด สมุนของหน้ากากทอง นำอาวุธะเิและปืนกลเข้าไปถล่มที่ทำการมูลนิธิ WFDF ในขณะที่พวกหลี่หงหมินกำลังประชุมอยู่กับกองกำลังตำรวจสากล
“หนีเร็ว พวกเซนต์เอ๊กซ์มาตามที่คิดไว้ พวกเราหนีออกทางลับ มาทางนี้”
หลี่หงหมินกดปุ่มผนังห้องเปิดออกให้เห็นทางหนีภัยลงใต้ดินพวกเขาหนีรอดมาได้ด้วยรถที่จอดอยู่ชั้นใต้ดิน และแล่นออกมาทางอุโมงค์ไปโผล่ออกที่ชายทะเลแห่งหนึ่ง
ส่วนที่ทำการมูลนิธินั้นวอดวายไปกับกองเพลิง
หลี่หงหมินกลับมาบ้านก็เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็บิดาฟัง
“ฉันเตือนแกแล้ว ว่าอย่าไปทำงานอะไรที่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่นมากไปสังคมสงเคราะห์อะไรของแก มันธุระอะไรของเรา ทำไมไม่ตั้งใจทำการค้าทำธุรกิจอย่างพ่อ”
“่นี้ผมคงต้องอยู่เงียบ ๆ กับบ้านสักพัก เพราะพวกนั้นมันจ้องเล่นงานผมอยู่แต่กองกำลังตำรวจสากลจะมาเฝ้าคุ้มกันเราอยู่รอบบ้าน พ่อไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ”
“ ฉันจะจัดงานแต่งงานของแกกับหนูเสี่ยวเยี่ยนให้เร็วที่สุดแกจะได้เอาเวลามาดูแลครอบครัวเสียที เลิกไปทำงานบ้า ๆ ของแกได้แล้วพ่อจะให้แกคุมกิจการแทนพ่อ ”
“ครับพ่อ”
ค่ำคืนนั้น
เสี่ยวเยี่ยนฝันเห็นแม่ของตนมาหาแล้วแม่ก็ร้องไห้ แต่ไม่พูดจาสิ่งใด แล้วก็หายวับไป ในฝันนั้นหล่อนร้องเรียกแม่ ๆ แล้วก็ใตื่นเธอนอนคนเดียวในห้องที่บ้านเช่าของเธอเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลี่หงหมินกับเสี่ยวเยี่ยนไปนั่งคุยกันริมสระน้ำแห่งหนึ่ง
“แล้วพี่จะทำอย่างไรต่อไป มูลนิธิก็โดนพวกนั้นถล่มไปแล้ว จะย้ายไปทำงานที่ไหนกันล่ะแล้วคนอื่น ๆ เป็อย่างไร” สาวหมวยั์ตาแขกถามชายหนุ่ม
“กรรมการมูลนิธิ มีมติให้ยุดิกิจกรรมชั่วคราว ส่วนพนักงานคนอื่น ๆ ก็เลิกจ้างไปก่อนและทางตำรวจสากลก็ยังคงจับตาดูพวกองค์กรลับนั่นอยู่ พี่เองก็ต้องอยู่เฉย ๆ ไปก่อน”
“แล้วเื่แต่งงานของเราจะว่าอย่างไรน้องเองก็คิดว่า่เวลานี้ อะไร ๆ มันก็ยังยุ่ง ๆ น่าจะไม่พร้อมสำหรับการแต่งงานถึงแม้น้องอยากจะแต่งใจจะขาดก็ตาม”
“คุณพ่อท่านบอกไว้แล้ว ว่าจะรีบจัดการเื่งานแต่งของเรา อย่าขัดใจท่านเลย”
เสี่ยวเยี่ยนได้ฟังก็ไม่ว่ากระไรแต่ในใจก็ยังกังวล ว่าจะเกิดเื่ร้าย ๆ ตามมาหรือไม่
วันมงคลสมรส
และแล้ววันที่หนุ่มสาวทั้งคู่รอคอยก็มาถึง
ในครัวบ้านตระกูลหลี่บรรดาสาวใช้และนายหญิงก็วุ่นวายกับการเตรียมอาหารที่ใช้เลี้ยงแขก มีทั้งอาหารคาวขนมหวานสีสันต่าง ๆ
ส่วนหน้าบ้านนั้นรถเก๋งยุโรปคันงาม ผูกหน้ารถด้วยริ้วผ้าสีแดง กำลังขับเคลื่อนอย่างช้า ๆนำพาคู่บ่าวสาวในชุดแต่งงานแบบชาวเปอรานากันมายังบ้านตระกูลหลี่
วงโยทวาทิตก็บรรเลงเพลงราซา ซายัง ( Rasa Sayang ) ดังกระหึ่มไปทั่วถนนมีคนถือโคมจีนสองฝั่ง ๆ ละโคม ถือไม้ผูกผืนผ้าสีแดงยาว ๆดูคล้ายซุ้มประตูเคลื่อนที่ บ้างก็ถือเครือกล้วย ถือต้นอ้อย ตามขบวนกันมา
หลี่หงหมินเ้าบ่าวอยู่ในชุดจีนแบบแมนจูสมัยราชวงศ์ชิงตอนปลาย เป็เสื้อคอจีนลายซังฮี้ที่หน้าอกแขนเสื้อกว้าง นุ่งเสื้อตัวในปล่อยชายยาวลงมาถึงเท้า สวมหมวกแบบแมนจู ถือพัดไม้หอมแบบจีน
เสี่ยวเยี่ยนเ้าสาวอยู่ในชุดเ้าสาวคอจีนแขนกว้างสีแดงแบบเปอรานากันซึ่งถอดแบบมาจากสตรีชาวแมนจูยุคราชวงศ์ชิง ปักลวดลายอย่างวิจิตรตระการตาประดับศีรษะด้วยรัดเกล้าทองคำแท้ มีมงกุฎรูปดอกไม้บนมวยผม มีแผ่นทองรูปใบไม้ร้อยเรียงห่มคลุมไหล่เอาไว้สวมรองเท้าสีแดง ปักรูปนกอวงเอียเป็คู่ ๆ ดูน่ารัก
บรรดาแเื่ต่างก็สวมชุดพื้นเมืองแบบเปอรานากันมาทั้งสิ้น เสียงดนตรีจีนประโคม ทั้งแตรทั้งฆ้อง กลอง ล่อโก้ว เสียงดังผ่าง ๆ ตุ้ม ๆ อี้แอ ๆ ฟังดูมีมนต์ขลังยิ่งนัก
หลี่จื้อโหย่วและคุณนายใหญ่เป็ผู้ใหญ่ฝ่ายเ้าบ่าว ส่วนญาติเ้าสาวนั้น มีเติ้งเซ่งชวนผู้เป็คุณตาของเสี่ยวเยี่ยนมาร่วมงานย่าหยกได้เจอกับคนรักเก่าอย่างเติ้งเซ่งชวนแล้ว ก็อดสะท้านใจไม่ได้
“ไม่นึกว่าชีวิตนี้ เราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกนะ พี่สบายดีหรือ” ย่าหยกถาม
“ก็สบายดีตามอัตภาพละนะ พี่ก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน ว่าโลกจะกลมนำพาให้เรามาเกี่ยวดองเป็ญาติกันจนได้ นี่ก็หลายสิบปีแล้วสินะ ที่เราไม่ได้พบกัน”
“ อากง อาม่าเข้าไปนั่งข้างในเถอะ” หลี่จิงจิง เชิญญาติผู้ใหญ่ทั้งสอง
ภายในบ้านนั้นโต๊ะบูชาสำหรับกราบไหว้ฟ้าดินและบรรพบุรุษ ถูกจัดไว้พร้อมแล้วอย่างงามสง่าแเื่ต่างก็เข้าไปนั่งรอชมพิธีแต่งงานกันแน่นขนัด
เมื่อได้เวลามงคลแล้วคู่บ่าวสาวก็เดินเคียงคู่เข้ามากลางห้องพิธีนั้นเสียงพิธีกรบอกให้ทั้งคู่จุดธูปไหว้ฟ้าดิน แล้วก็ไหว้บรรพบุรุษจากนั้นก็ให้คำนับกันเอง แต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะคำนับกัน ก็มีกลุ่มคนในเครื่องแบบข้าราชการจำนวนมากเดินเข้ามาอย่างไม่เกรงใจผู้ใด
“ทั้งหมดหยุดพิธีไว้ก่อน พวกเรามาจากกรมบังคับคดี ทรัพย์สินของหลี่จื้อโหย่วทั้งหมดทางการได้อายัดไว้หมดแล้ว ...”
หมายเหตุ * ลักซา (LaksaLemak ) เป็อาหารพื้นเมืองของชาวเปอรานากันในแถบมาเลย์และสิงคโปร์มีหลายชนิด แล้วแต่ความนิยมในแต่ละท้องถิ่น ลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำกะทิหรือข้าวซอยทางภาคเหนือของไทย
จบตอนที่ 11 โปรดติดตามตอนที่ 12 วิมานทลาย