ระหว่างที่รอจิ้นอวี่และต้าเสี่ยว หยางหลี่หยางเดินเตร็ดเตร่อยู่ในหมู่บ้าน มันเดินชมนกชมไม้ไปทั่วหมู่บ้านเริ่มต้น
ในหัวกำลังครุ่ดคิดบางสิ่ง ‘หากจิ้นอวี่ไม่อยู่ ชีวิตในโลกมายาของข้าคงลำบากมากขึ้นแน่’ แต่เมื่อหวนคิดถึงภาพที่อีกฝ่ายกระโดนเตะก้านคอชายร่างใหญ่เมื่อคืนแล้วนั้น
‘หากให้ผู้มีพร์มาขลุกอยู่ในโลกมายา คงไปขัดขวางการก้าวหน้าของเขา...เอาเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็ต้องมีคนไว้ใจคอยปกป้องร่างกายในสภาวะจำศีล จิ้นอวี่เหมาะสมที่สุดแล้ว’
ระหว่างคิด หลี่หยางหยุดเท้ามองไปข้างหน้าด้วยความสงสัย ฝูงคนจำนวนมากกำลังมุงดูอะไรบางสิ่ง
‘วันก่อนยังไม่มีนี่นา??’ ด้วยความสงสัยมันจึงแหวกฝูงชน แค่พอมองเห็นถนัดตา ใจกลางวงล้อมของกลุ่มคนจำนวนมาก
โต๊ะไม้ถูกวางตั้งเอาไว้ เบื้องหน้าปรากฏบุรุษหนุ่มสวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาว สวมเสื้อนอกสีครามทับอีกชั้นหนึ่ง มวยผมถูกกล้ามสูงด้วยหมวกคลุมหัวคล้าบัณฑิต ในมือถือพัดกระดาษสลักด้วยตัวอักษรงดงามเป็ระเบียบ
หลี่หยางมองดูที่พัด มันอ่านจับใจความได้คำว่า ไป๋*(สีขาว)
‘ไป๋*(ขาว)งั้นรึ?? พัดขาวและยังเขียนกำกับว่าสีขาว กลัวคนอื่นจะไม่รู้หรือไง??’ หลี่หยางคิดขึ้นก็ยิ้มออกไปพลาง
จากนั้นไม่นาน ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ บุรุษหนุ่มท่วงท่าคล้ายบัณฑิตตวัดมือเก็บจีบพัด
“ท่านสามารถศึกษาเื่ราวเกี่ยวกับขงจื้อได้ทางใด??”
ชายวัยกลางคนครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนจะกล่าวตอบ “ใต้หน้าผ้า” มันยังร่ายต่อไป “เบื้องลึกของใต้หน้าผามักมีสิ่งที่ผู้เยี่ยมยุทธเก็บซ่อนเอาไว้”
บัณฑิตหนุ่มส่ายหน้า “เสียใจด้วย คำตอบยังไม่ใช่”
ชายวัยกลางคนทำสีหน้าผิดหวัง และลุกจากไป จากนั้นคนใหม่เข้ามานั่งและตอบในคำถามเดิม
“เรียนรู้จากอาจารย์”
บัณฑิตหนุ่มยังคงส่ายหน้า “ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง”
คนใหม่เข้ามา ทุกคนต่างสรรหาสารพัดคำตอบเพื่อมอบให้แก่บัณฑิต
“หาจากหอคัมภีร์”
“จ้างคนไปสืบประวัติของขงจื้อ”
“ถามหาจากเพื่อสนิทและมิตรสหาย”
คำตอบมากมายถูกหยิบยื่นออกไป หากแต่อีกฝ่ายยังคงส่ายหน้าปฏิเสธทุกคำด้วยรอยยิ้ม
หลี่หยางคิดอยู่ในใจ ‘ขงจื้อที่ว่าหรือจะเป็นักคิดผู้สร้างลัทธิขงจื้อ??’
จากนั้นชายหนุ่มถามคนข้างๆ “พี่ชาย พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่??”
หลี่หยางจับใจความจากคำบอกเล่าได้ว่า “ในทุกๆหนึ่งเดือนบัณฑิตลึกลับผู้นี้จะปรากฏตัวขึ้นและถามคำถามที่ไม่มีใครเข้าใจ
ตอนแรกก็ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจจะตอบ แต่เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ถามว่า ฉินซีฮ่องเต้ใช้เวลากี่ปีในการรวมแผ่นดิน?? แน่นอนว่าคนที่ตอบคำถามสลับสับเปลี่ยนกันมากกว่าสิบคน
คำตอบมีั้แ่หนึ่งไปถึงสิบ และผู้ที่โชคดีตอบถูกได้รับเงินถึง10ตำลึง ทุกคนคิดว่าภารกิจจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่ว่าบัณฑิตหนุ่มได้ถามคำถามที่สองออกมา
ท่านสามารถศึกษาเื่ราวเกี่ยวกับขงจื้อได้ทางใด?? มีคนมากมายพยายามคาดเดาคำตอบแต่ยังไม่ถูกเลยสักคน”
นี้เป็อีกครั้งที่ หลี่หยางได้ยินชื่อของตัวตนในประวัติศาสตร์ของมัน ‘ฉินซีฮ่องเต้งั้นรึ??เช่นนั้นขงจื้อก็คงเป็คนเดียวกับที่เราข้าใจ!!
บัณฑิตคนนี้เป็ใครกันแน่?? เหตุใดถึงรู้เื่ราวในประวัติศาสตร์ของเราได้??’ ด้วยความสงสัยในหัว เมื่อได้โอกาส หยางหลี่หยางหย่อนก้นลงบนเก้าอี้ไม้
สายตามองจ้องไปที่บัณฑิตหนุ่มด้วยความสงสัย จากนั้นมันกล่าวตอบคำถามที่ว่า สามารถศึกษาเื่ราวเกี่ยวกับขงจื้อได้ทางใด
“หนังสือสื่อจี้หรือบันทึกประวัติศาสตร์”
บัณฑิตหนุ่มแย้มยิ้ม พร้อมกล่าว “ถูกต้อง” เขาล้วงมือเขาไปในสาบเสื้อและนำเงิน10ตำลึงออกมาวางไว้เป็รางวัล
เห็นเช่นนั้นหลี่หยางส่ายหน้ามันดันเงินที่อีกฝ่ายนำออกมากลับไป “ถ้าข้าสามารถตอบคำถามของท่านได้ ท่านช่วยตอบคำถามที่ข้าสงสัยได้หรือไม่??”
ได้ยินเช่นนั้นบัณฑิตหนุ่มรู้สึกแปลกใจเล็กๆ ก่อนจะพยักหน้าขึ้นลง
“ได้สิ หากท่านตอบคำถามของข้าได้หมด ข้าก็จะเป็ฝ่ายตอบคำถามของท่านด้วยเช่นกัน”
บัณฑิตหนุ่มเริ่มถามคำถามต่อไป “ปรัชญาร้อยสำนักเกิดในยุคสมัยใด??”
“ชุนชิว” หลี่หยางตอบอย่างมั่นใจ เื่ราวพวกนี้อยู่ในวิชาเรียนประวัติศาสตร์ชาติ ไม่ใช่เื่ที่ต้องหาข้อมูลแต่อย่างใด
บัณฑิตหนุ่มยิ้มที่อีกฝ่ายสามารถตอบได้ถูก จากนั้นแววตาที่ใช้ถามเริ่มที่จะเปลี่ยนไป
ทุกคำถามแตกต่างออกไป มันคล้ายกำลังกล่าวถึงใครบางคน “หากข้าชี้กวางแล้วบอกม้าท่านคงไม่เชื่อ แต่มีคนๆหนึ่งสามารถทำได้ ท่านรู้หรือไม่คนๆนั้นคือใคร??”
หลี่หยางตอบ “จ้าวเกา”
ตอบถึงตรงนี้ ดวงตาของอีกเปล่งประกาย แต่มันยังไม่หยุดถาม “ผู้ที่สืบทอดพิชัยาเจียงไท่กง??”
“จางเหลียง”
“ใครสามารถยกกระถางธูปด้วยหนึ่งนิ้ว??”
“เซียงอวี่”
เสียงฮือฮาจากผู้คนที่มุงดูค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ คำพูดมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่เห็นทอดไปดั่งไฟลามทุ่ง
หากแต่ บัณฑิตหนุ่มยังคงถามคำถามออกไปโดยไม่สนใจ เสียงรอบข้าง
“เทพเ้าแห่งาสี่แผนดิน??”
เมื่ออีกฝ่ายไม่สนใจเสียงรอบตัว หลี่หยางเองก็ไม่มีความจำเป็ต้องสนใจ มันตอบคำถามด้วยเสียงหนักแน่น
“หวังเจี้ยน”
บัณฑิตหนุ่มถามคำถาม หลี่หยางจะตอบกลับทันที
บัณฑิตหนุ่มถามต่อไป “ผู้ใดสถานปนาแผ่นดินเป็คนแรก??”
“ฉินซีฮ่องเต้”
“เอกบุรุษสามบิดาคือใคร??”
“ลิโป้” หลี่หยางตอบกลับได้ทุกคำถาม
“ฆ่าบัณฑิต เผาตำรา เป็ความคิดของใคร??”
หลี่หยางตอบด้วยเสียงหนักแน่น “สมุหนายก หลี่ซือ”
“ผู้ถูกแช่งทั้งสิบทิศหมายถึงใคร??”
“ทรราชย์ ตั๋งโต๊ะ!!”
ได้ฟังคำตอบทั้งหมด บัณฑิตหนุ่มยกยิ้มให้แก่หลี่หยางด้วยความพอใจ จากนั้นมันได้กล่าวออกด้วยวาจาที่ยากจะเข้าใจ
“จงระวัง 8คนนี้เอาไว้ให้ดี พวกเขากำลังคิดการใหญ่ สั่นะเืไปถึงภายนอก”
ได้ยินเช่นนั้น หว่างคิ้วของหลี่หยางขมวดเข้าหากันเป็เส้นเดียว มันไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายเลย
ระหว่างที่หลี่หยางกำลังสับสนงุนงง บัณฑิตหนุ่มกล่าวออก “คำถามสุดท้าย ท่านคิดว่าใครเป็ผู้สร้างโลกมายา??”
คำถามนี้ไม่ได้อยู่ในประวัติศาสตร์ของมัน หลี่หยางเองก็ไม่รู้คำตอบที่แน่ชัด มันจึงตอบในสิ่งที่ใจอยากจะตอบ
“เด็กหนุ่มผมขาว หน้าตาี้เี และเรียกตัวเองว่าพระเ้ามั้ง”
ได้ยินเช่นนั้นบัณฑิตหนุ่มยืนขึ้นพร้อมกับะเิเสียงหัวเราะออกมา “ฮาฮ่าๆๆ ทุกคนพานพบด้วยโชคชะตา ในที่สุดก็มา
ภายนอกท่านมีปราณ1000ปี ภายในท่านมีดวงตาของผู้หยั่งรู้ โชคชะตากำลังพัดพากลียุคให้หมดไป” สิ้นเสียงกล่าวบัณฑิตหนุ่มก้าวเดินจากไป
หลี่หยางลุกยืน มันรีบกล่าวไล่หลัง “ดะ...เดี๋ยวก่อน ท่านเป็ใครกันแน่??”
อีกฝ่ายกล่าวตอบ “ไหสุราประหนึ่งดังดอกไม้ ไร้เพื่อนดื่มเคียงกายผู้เดียว ยกจอกขึ้นเชื้อเชิญจันทร์กระจ่างใส ทอแสงรวมเงาข้าเป็สาม” สิ้นเสียงกล่าวบัณฑิตหนุ่มเดินหายไปท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวาย
หลี่หยางได้แต่ยืนนิ่งด้วยความสับสนและงุนงงถึงขีดสุด
“บทกวี ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์ หรือคนๆนั้นจะเป็ เซียนกวี หลี่ไป๋!!!”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างหนักในหัว ‘หลี่ไป๋มีตัวตนจริงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ หรือว่าเขาจะเป็ผู้มอบภารกิจในโลกมายา??’
คำตอบของคำถามนั้นได้ประจักษ์ในสายตาของตัวเอง หยางหลี่หยางรีบเปิดสถานะขึ้นดู 'ระดับไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่มีบางสิ่งที่เพิ่มเข้ามา!!!!'
หยางหยาง ระดับ : 5
ความถนัด : ไม่ปรากฏ
พลังชีวิต : 70
ลมปราณ : 14
พลัง : 1
กาย : 1
ว่องไว: 1
ควบคุม : 1
ตบะ : 1
ค่าคงเหลือ : 4
ความสามารถ : ควบคุมพิราบสื่อสาร ดวงตาของผู้หยั่งรู้(ระดับต้น)
คุณงามความดี : 0
‘ดวงตาของผู้หยั่งรู้!!! เมื่อครู่หลี่ไป๋บอกว่าเรามีดวงตาของผู้หยั่งรู้ หมายถึงแบบนี้เอง สิ่งตอบแทนจากภารกิจเป็สกิล?? แต่ว่าหลี่ไป๋ผู้นั้น ดูยังไงก็ไม่ใช่เอ็นพีซีแน่ๆ!!’
จากนั้นหลี่หยางได้ลองใช้ความสามารถใหม่ที่ได้รับมา เพียงแค่คิดและใช้ออก เมื่อสายตาของมันมองไปที่คนข้างๆ สิ่งที่เห็นหาใช่มีเพียงรูปลักษณ์ แต่มันมองเห็นไปถึงระดับของฝ่ายตรงข้าม
จากนั้นมันลากสายตามองไปที่คนอื่นๆ ระดับของผู้คนปรากฏขึ้นในสายตา
แต่่เวลาเพียงหนึ่งลมหายใจเท่านั้น หลี่หยางรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจนต้องหอบหายใจเข้าลึก มันรู้ได้ทันทีว่าลมปราณในร่างหมดสิ้นไปกับการใช้ดวงตาของผู้หยั่งรู้เพียงครั้งเดียว
แม้จะเหนื่อยล้า แต่ในใจของหลี่หยางพองโต การมองเห็นระดับของอีกฝ่ายแม้ดูเหมือนไม่ได้มากมายอะไร แต่สำหรับโลกมายาที่ใช้ระดับเป็เครื่องวัดความแข็งแกร่งแล้วนั้น สำคัญต่อการอยู่รอดเป็อย่างมาก
‘และที่สำคัญดวงตาของผู้หยั่งรู้ ยังอยู่ในระดับต้น หากมันพัฒนาขึ้น ดีไม่ดีอาจสามารถมองเห็นพลังชีวิตและลมปราณของอีกฝ่ายได้’
หยางหลี่หยางรู้สึกว่าตัวเองกำลังพบเจอโชคลาภอันยิ่งใหญ่ นอกจากภารกิจต่อเนื่องแล้ว ยังได้ทักษะลับมาอีก
‘เรามีลมปราณ14แต้ม สามารถใช้ดวงตาของผู้หยั่งรู้ได้หนึ่งวินาที หากมีลมปราณถึง20แต้ม เราน่าจะเพิ่มระยะเวลาของการมองได้อีกหนึ่งวินาที หรือว่าเราควรเพิ่มขีดความสามารถด้านตบะให้ลมปราณเพิ่มมากขึ้นดีนะ’
คิดถึงตรงนี้ชายหนุ่มรีบสะบัดศีรษะสลัดความคิดเ่าั้ออกไป ‘ไม่ได้ๆ จะต้องรู้ก่อนว่า ค่าควบคุมมีความสำคัญอย่างไร จากนั้นค่อยๆเพิ่มระดับอย่างพิถีพิถัน’
หลี่หยางนั่งรอให้ลมปราณของตัวเองค่อยๆฟื้นขึ้นมา 1ชั่วยามผ่านไปลมปราณของมันเพิ่มกลับมาที่8
‘ระดับความเร็วในการฟื้นฟูลมปราณอยู่ที่15นาทีต่อ1หน่วย’
เสียงย้ำเท้าของจิ้นอวี่และต้าเสี่ยวตรงเข้ามาปลุกให้หลี่หยางตื่นจากความคิด
เห็นอีกฝ่ายหลี่หยางกล่าวถาม “พวกเ้าได้รากไม้และขี้ค้างคาวมาแล้ว?”
จิ้นอวี่ตอบกลับ “ข้าเกือบตายแล้ว!! ค้างคาวเป็ฝูงร้ายกาจใช่เล่น”
หลี่หยางกล่าวปลอบใจ “เอาน่าข้ารู้ว่าเ้าเหนื่อยมาเยอะ เมื่อกลับไปโลกจริงแล้ว ข้าจะทำน้ำหนิงเทียนให้เ้าหนึ่งขวด”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของจิ้นอวี่เบิกกว้าง “เ้าพูดแล้วนา” จากนั้นมันใช้ศอกสะกิดต้าเสี่ยว “เ้าเองก็ขอร้องนายน้อยด้วยสิ”
ต้าเสี่ยวไม่รู้ว่าน้ำหนิงเทียนคือสิ่งใด มันเลยยิ้มแห้งๆพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ
เห็นเช่นนั้น จิ้นอวี่แสยะยิ้มให้แก่เด็กหนุ่มที่ไม่รู้ความ “แล้วเ้าจะเสียใจ”
....
....
ทั้งสามคนกลับมาที่กระท่อมไม้ของชายชราอีกครั้ง หลี่หยางได้มอบ รากไม้ที่ไม่ถูกแสงและขี้ค้างคาวให้ชายชรานำไปปรุงเป็ยารักษา
เมื่อเห็นร่างที่สลบไสลของเอ๋อจือ มันแอบใช้ดวงตาของผู้หยั่งรู้มองไปที่ระดับของอีกฝ่าย
หลี่หยางเป่าปากด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาหรี่มองไปที่อีกฝ่าย ‘ระดับตั้ง50เชียวรึ??
หลี่หยางเริ่มสงสัยว่า เอ๋อจือผู้นี้อาจมีตัวตนในประวัติศาสตร์ของมันก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันไม่ได้รู้จักทุกคนในประวัติศาสตร์ หากไม่มีชื่อเสียงหรืออยู่ในตำราเรียน หลี่หยางก็คงบอกไม่ได้ว่าคนไหนใช่ คนไหนไม่ใช่’
ทั้งสามได้แต่นั่งรออยู่หน้ากระท่อมไม้ สายตา มองน้ำไหลของลำธาร เป็เวลากว่า6ชั่วยามเต็มแล้วที่พวกมันรอคอยอยู่ตรงนี้โดยไม่ได้ไปไหน
หลี่หยางคิดถึงคำกล่าวของนิยายที่มันชอบอ่าน ‘สลบไป3วัน3คืนเต็ม’ แค่คิดเล่นๆก็รู้สึกเบื่อแล้ว ทว่าโชคของชายหนุ่มยังดีอยู่ มันไม่ต้องรอถึง3วัน3คืน
เข้าสู่ชั่วยามที่7 ชายชราเปิดประตูไม้ออกมา น้ำเสียงที่กล่าวออกเต็มไปด้วยความดีใจ
“เอ๋อจือ...เอ๋อจือฟื้นแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นใจของหลี่หยางคิดเพียงอย่างเดียว “สิ่งตอบแทนเล่า สิ่งตอบแทน”
หากแต่มันต้องผิดหวังเมื่อเปิดระดับของตัวเองขึ้นดู
หยางหยาง ระดับ : 6
ความถนัด : ไม่ปรากฏ
พลังชีวิต : 75
ลมปราณ : 15
พลัง : 1
กาย : 1
ว่องไว: 1
ควบคุม : 1
ตบะ : 1
ค่าคงเหลือ : 5
ความสามารถ : ควบคุมพิราบสื่อสาร ดวงตาของผู้หยั่งรู้(ระดับต้น)
คุณงามความดี : 0
การที่ระดับของมันเพิ่มขึ้นหมายความว่าภารกิจได้จบไปแล้ว และการที่อีกฝ่ายไม่ได้หยิบยื่นสิ่งใดมาให้ นั้นหมายความว่า ภารกิจนี้ไม่มีสิ่งของตอบแทน
‘คงเป็เพราะสิ่งตอบแทน ที่ได้รับมาจากภารกิจของหลี่ไป๋ ทำให้ข้าคาดหวังมากเกินไป เอาเถอะแค่ระดับเพิ่มโดยไม่ต้องเอาตัวไปเสี่ยงก็ดีแค่ไหนแล้ว’ คิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า...