"ขอโทษที" เหรินโย่วหลุนรีบลุกขึ้น เขาช่วยประคองนางขึ้นมา นอกจากเสียงดาบประทะกันที่อยู่ประชิดรถม้าแล้วก็ได้ยินคนอีกกลุ่มที่ควบม้าออกไปจัดการนักแม่นธนูที่ดักซุ่มอยู่ในป่า
จูมี่เอินถูกประคองขึ้นมานั่งก็นิ่งชะงักมองเขา เมื่อครู่นางหูฟาดหรือไม่ ผู้เป็ใหญ่ในใต้หล้าพูดขอโทษนางแถมยังช่วยประคองนางขึ้นมาอีก เขา...ช่างต่างจากที่นางคิดไว้
"มีอะไรที่ต้องรู้อีกไหม?" เหรินโยว่หลุนขยับตัวไปพิงตรงมุมของรถม้าที่จูมี่เอินเคยนั่ง ดึงร่างบางเข้ามาหาใช้ร่างของตนให้นางแอบอิง ก้มมองคนที่อยู่ในอกก็เห็นว่านางกำลังมองเขาด้วยท่าทางใ
"..." จูมี่เอินรีบหลบสายตาที่มองมาสบตากับนางเมื่อครู่ ส่ายหน้าตอบออกไป แต่พอนึกถึงยศของคนตรงหน้าคิดว่าไม่ตอบออกไปเป็คำพูดคงเป็การเสียมารยาท จึงพูดต่อว่า "ไม่มีอะไรทำให้พระองค์ตได้อีกแล้ว เอ่อ แต่เพียงแค่่นี้เพคะ" จูมี่เอินมองลูกธนูที่อก เหงื่อเม็ดเล็กไหลอาบกรอบหน้าจนทำไรผมปอยเล็กๆ ลู่ไปกับใบหน้านวลของนาง
"เ้าทนอีกหน่อย เดี๋ยวจะเรียกหมอหลวงเข้ามาดูให้" เหรินโย่วหลุนเปิดม่านมองเหตุการณ์ข้างนอก ดูเหมือนฝ่ายของตนต้องชนะแน่ เพราะนักบวชหญิงนอกจากจะมีสีหน้าเ็ปจากาแแล้วนางก็ไม่ได้มีสีหน้ากงวลเื่อื่นอีก แสดงว่าไม่นานคนของเขาจะเป็ฝ่ายชนะ
จูมี่เอินมองปลายคางของฮ่องเต้ที่ประคองตนไว้ พลางคิด
มันได้ผล ครั้งนี้นางเปลี่ยนชะตาชีวิตคนได้ด้วยตัวนางเอง ทำให้นางหวนนึกถึงบิดา แม่เฒ่าเมิ่ง อาจารย์ลู่ คนที่นางเห็นพวกเขาจากไปแต่ไม่อาจช่วยได้
น้ำตาหยดใสไหลออกมาอาบแก้มอีกครั้ง มันไม่ได้เกิดจากความเ็ปที่แผลกลับเ็ปมาจากก้นบึ้งของหัวใจ เป็นางที่หวาดกลัวมาตลอดทำให้พลาดโอกาสช่วยชีวิตคนที่ห่วงใยตนมากที่สุดไป เพียงเพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่ฝังใจในอดีตทำให้นางจมอยู่กับตัวเองไม่เปิดใจ หากย้อนเวลาได้นางจะแก้ไขเื่พวกนั้นได้ไหมนะ คนที่นางรักจะไม่ตายใช่หรือไม่
ต่อไปนี้นางสัญญาว่านางจะพยายามให้มากขึ้น จะลองเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เห็นดูอีกสักครั้ง หากไม่อาจเปลี่ยนได้ อย่างน้อยนางก็ได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว เมื่อบทสรุปของมันมาถึง ต่อให้ต้องเสียใจ อย่างน้อยนางก็ได้พยายาม และจะได้ไม่รู้สึกผิดแบบที่ผ่านมาอีก
จูมี่เอินดวงตาเริ่มหรี่เล็กลงคล้ายคนใกล้จะหลับ ปากของนางเริ่มซีดจาง เืไหลย้อมชุดของนางจนแดงเป็วงกว้าง ต่อมาดวงตาคู่นั้นก็ปิดสนิทลงในที่สุด
ผ่านไปเพียงชั่วครู่ทหารของฮ่องเต้ก็มารายงานจัดการคนร้ายได้ทั้งหมด แต่คนที่ถูกจับตัวได้ก็กินยาฆ่าตัวตายไปแล้ว
"จับเป็ไม่ได้เลยงั้นรึ?" เขาก้มมองดูจูมี่เอินที่ไม่ได้บอกเื่นี้ แต่พบว่านางสลบไปแล้ว นางเองบอกว่าไม่อาจบังคับพลังวิเศษได้ เขาเลยคิดว่านางอาจจะไม่เห็นอนาคตได้ทั้งหมด เื่นี้ไม่อาจโทษนาง เหรินโย่วหลุนหันกลับไปเรียกหมอหลวงประจำตัวที่ถูกพาไปหลบให้ออกมา
เขาจับร่างบางพิงไปที่ตัวรถม้าก่อนจะออกไปแล้วบอกว่าคนที่เจ็บอยู่ข้างใน
คราแรกหูจางิ่ก็ลังเลพราะเขาเป็หมอหลวงประจำตัวของฮ่องเต้ จะให้ไปรักษาคนธรรมดาหรือ? เชื้อพระวงศ์ก็ไม่ใช่ สนมก็ไม่ใช่ เห็นว่าเป็เพียงคนธรรมดาที่ตามลงมาจากบนูเาเท่านั้น แต่พอเหลือบสายตาขึ้นไปมองฝ่าาแว็บหนึ่งแล้วก็ได้เห็นสายพระเนตรที่พระองค์มองมายังเขา พูดได้ว่าน่ากลัวมาก! เขาจึงรีบไปทันทีด้วยความกลัวหัวจะหลุดออกจากบ่า
หูจางิ่ได้เห็นใบหน้าของคนเจ็บก็คล้ายจะเข้าใจเื่ราวขึ้นมาหลายส่วน สตรีผู้นี่เป็คนรักของฝ่าาหรือ? ยามที่พระองค์ขึ้นเนินเขาไปหัวหน้าหมอหลวงอย่างเขาไม่ได้ตามไปด้วยเพียงรออยู่ท้ายขบวนที่ตีนเขาเท่านั้น รู้อีกทีก็พบว่าขบวนกำลังออกเดินทางแล้ว ยามนี้เพิ่งได้เห็นคนบนรถม้าอีกคนอย่างเต็มตา เป็หญิงสาวที่หน้าตาดีมากนางหนึ่ง หูจางิ่จึงรีบรักษาด้วยความเต็มใจทันทีเพราะเข้าใจผิดไปแล้วว่าอีกฝ่ายคือใคร
"อื้ม..."
เหรินโย่วหลุนที่ยืนรออยู่ข้างนอกได้ยินเสียงของนักบวชหญิงร้องออกมาจากภายในรถม้า ฟังดูเหมือนนางพยายามกลั้นเสียงไว้สุดกำลัง ความเจ็บของนางเขาไม่อาจเดาได้ เคยได้ยินแม่ทัพและทหารคุยให้ฟังว่าเจ็บมากแต่เขาเองก็ไม่เคยโดนเลยสักครั้ง เพราะั้แ่บิดาของเขาครองราชก็ได้ทำสัญญาพันธมิตรสงบศึกาแล้ว เขาจึงไม่เคยออกรบเลย เวลาฝึกดาบก็ไม่เคยพลาดจนเป็แผลลึกเลยสักครั้งมีแค่แผลเล็กน้อยเท่านั้นเลยไม่รู้ว่ามันจะเจ็บขนาดไหนเมื่อโดนธนูปักเขาไปลึกขนาดนั้น
หญิงสาวตัวเล็กแค่นั้นกลับเป็คนที่ถูกลูกธนูปักเข้าไปแทนเขา เหรินโย่วหลุนกำมือแน่น ในใจรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก เพียงเพราะเขา้ารู้ว่าเหตุหารณ์ล่วงหน้าที่นางเห็นนั้นแม่นยำขนาดไหนจึงทำให้นางเกือบต้องตายเพราะช่วยเขา 'รอบต่อไปไม่อาจเสี่ยงแบบนี้ได้อีกแล้ว'
สิ่งที่ได้รู้เพิ่มเติมมาอย่างหนึ่งเกี่ยวกับนักบวชหญิงท่านนี้คือ นางใจกล้าเกินคนทั่วไป
ตอนนั้นได้ยินศิษย์พี่ของนางบอกว่านางวิ่งผ่าเปลวไฟเข้าไปหาอาจารย์ด้านใน เขาก็คิดว่าอาจเป็เพียงอารมณ์อ่อนไหวชั่ววูบที่กลัวความสูญเสียเท่านั้น แต่รอบนี้ที่นางช่วยเขาดูเหมือนจะไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว ทั้งที่ใบหน้านั้นเรียบนิ่งดูไม่คิดสิ่งใด แต่กลับยอมเสี่ยงตายเพื่อคนอื่นแบบนี้ ดูจะเกินความคาดคิดของเขาไปไกล
แม้ตัวเขาเองจะถูกสอนมาั้แ่เด็กว่าเขาเป็สายเืของั ร่างกายมีค่ามากกว่าคนทั่วไปผู้อื่นที่อยู่รอบกายควรปกป้องเขาด้วยชีวิต แต่หากลองคิดกลับกัน ถ้าเขาเป็คนธรรมดาได้มาเจอฮ่องเต้และเกิดเื่แบบนี้ขึ้น ต่อให้เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็คงไม่เอาตัวเองไปบังธนูแทนผู้อื่นแบบนี้แน่ นักบวชหญิงผู้นี้ถึงได้ดูแปลกกว่าผู้อื่นในสายตาเขายิ่งนัก
นามของนาง จูมี่เอิน สินะ...