เสียงลมยามเช้าพัดผ่านระฆังลมหน้าชายคากริ๊ง...กริ๊ง... เสียงใสเบาราวกับหยดน้ำตกลงบนผิวนิ่งของสระ อาโออินั่งอยู่ตรงระเบียงไม้หน้าบ้านผ้าห่มผืนเล็กคลุมอยู่บนตัก มือทั้งสองประคองถ้วยชาร้อนเอาไว้ ความอุ่นค่อย ๆซึมผ่านฝ่ามือขึ้นมาถึงปลายแขน เธอหลับตาไม่ใช่เพราะอยากพักสายตาแต่เพราะตอนนี้การลืมหรือหลับตาไม่แตกต่างกันแล้ว เสียงระฆังลมดังอีกครั้ง กริ๊ง... ลมเช้านี้แรงกว่าวันก่อนเล็กน้อยอากาศเย็นจนปลายจมูกชา กลิ่นดินยังชื้นจากหิมะที่ละลายเมื่อคืนกลิ่นไม้สนหลังบ้านลอยปะปนกับกลิ่นควันไฟจากปล่องบ้านใกล้ ๆ อาโออิสูดลมหายใจลึก โลกยังอยู่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีทักทายเธอ
เสียงประตูรั้วไม้ดังขึ้นเบา ๆ แอ๊ด...หญิงสาวเงยหน้าโดยอัตโนมัติ ยังไม่มีเสียงฝีเท้ามีเพียงลมที่พัดกลิ่นบางอย่างเข้ามาก่อนกลิ่นกาแฟเข้มกว่าชาที่บ้านเธอเล็กน้อย ติดกลิ่นคั่วอ่อน ๆ แบบเดิม
เธอยิ้มทันที“คุณมาแล้ว”
เสียงฝีเท้าหยุดเงียบไปหนึ่งจังหวะ“รู้ได้ยังไง” น้ำเสียงเรียบ สุขุม เหมือนทุกวัน
อาโออิหัวเราะเบาๆ “กลิ่นกาแฟ”
ชายหนุ่มยกแก้วกระดาษในมือขึ้นมาดูโดยไม่รู้ตัวทั้งที่อีกฝ่ายไม่มีทางเห็น “ติดตัวขนาดนั้นเลยหรือ”
“อือ” เธอพยักหน้า
“ตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจ”
“ตอนนี้แน่ใจแล้ว”
“แน่ใจค่ะ”
มาซาอากิเดินเข้ามาใกล้พื้นไม้หน้าระเบียงส่งเสียงเบาๆ ตามน้ำหนักตัว กึก...กึก... หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยเว้นที่ว่างข้างตัวโดยไม่ต้องมีใครบอก เขานั่งลงระยะห่างระหว่างทั้งคู่ยังเท่าเดิมแต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกแล้วหลังจากวันที่ริมฝีปากแตะกันใต้หิมะไม่มีใครพูดถึงเื่นั้นอีก ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีคำอธิบายเหมือนทั้งคู่เลือกปล่อยให้ความเงียบค่อยๆ เปลี่ยนความหมายของตัวเอง
มาซาอากิวางแก้วกาแฟลงบนพื้นไม้“วันนี้หนาว”
“ค่ะ”
“เมื่อคืนหิมะตก”
อาโออิยิ้ม“ได้ยิน”
เขาหันมามอง“ได้ยิน?”
“เสียง” หญิงสาวเงยหน้ารับลม “เมื่อคืนประมาณตีสอง ลมเงียบลงหลังจากนั้นเสียงมันเปลี่ยน”
เธอใช้นิ้วแตะพื้นไม้เบาๆ “เหมือนโลกถูกคลุมด้วยผ้าห่ม”
มาซาอากิเงียบเมื่อคืนเขาหลับสนิทไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหิมะเริ่มตกตอนไหนแต่หญิงสาวที่มองไม่เห็นกลับรับรู้มันได้เพราะเสียง
“จริงด้วย” เขาพูดเบา ๆ
อาโออิหันมายิ้ม“คุณเริ่มฟังแล้ว”
“คุณเป็คนสอน”
เธอส่ายหน้า“ธรรมชาติต่างหาก”
ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกันลมเช้าพัดผ่านระเบียงอีกครั้งระฆังลมดังรับพอดีกริ๊ง...กริ๊ง...
---
มิซากิเลื่อนประตูออกมาจากในบ้านในมือถือถาดไม้เล็กๆ มีแอปเปิลหั่นเป็ชิ้นกับขนมมันจูอุ่น ๆ
“กินอะไรก่อนนะ” เธอวางถาดไว้ตรงกลางระหว่างทั้งสอง
“ขอบคุณครับ” มาซาอากิก้มศีรษะเล็กน้อย
มิซากิยิ้ม“วันนี้ว่างไหม”
“ครับ”
“ช่วยพาอาโออิเดินเล่นหน่อย”
คำพูดนั้นเรียบง่ายไม่มีน้ำเสียงฝากฝัง ไม่มีความกังวลจนเกินไปเหมือนพูดว่า วันนี้อากาศดีนะ
อาโออิหันไปทางเสียงแม่“เดินไปไหนคะ”
“ที่เดิม” มิซากิตอบ “หมู่บ้าน”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากนิดหนึ่งั้แ่กลับจากโรงพยาบาลเธอยังไม่ได้ออกไปเดินไกลกว่าหน้าบ้านเลยไม่ใช่เพราะไม่มีใครพาแต่เพราะเธอยังไม่แน่ใจว่า...โลกข้างนอกจะยังเหมือนเดิมหรือเปล่า
มาซาอากิหันมองเธอไม่ได้ชวน ไม่ได้เร่ง เพียงรอเหมือนทุกครั้ง
อาโออินั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งปลายนิ้วลูบขอบถ้วยชาเบาๆ แล้วจึงพยักหน้า
“ไปค่ะ”
คำตอบสั้นๆ แต่สำหรับเธอมันยากกว่าการเดินเสียอีก
---
ครึ่งชั่วโมงต่อมาทั้งสองยืนอยู่หน้าบ้านอาโออิสวมเสื้อโค้ตสีครีมตัวเดิม ผ้าพันคอผืนเดิม รองเท้าคู่เดิมทุกอย่างเหมือนเมื่อเดือนก่อนต่างกันเพียงอย่างเดียววันนี้เธอไม่ได้ถือกล้อง มาซาอากิเหลือบมองสายคล้องกล้องที่แขวนอยู่ตรงชั้นวางรองเท้ามันยังอยู่ที่เดิมเงียบๆ ไม่มีใครแตะมัน เขาเกือบจะพูดอะไรออกมาแต่สุดท้ายก็เลือกเงียบ อาโออิยื่นมือออกมาข้างหน้าเล็กน้อยไม่ใช่เพื่อจับมือแต่กำลังหาตำแหน่งของอากาศ
มาซาอากิขยับเข้าไปครึ่งก้าว“ผมอยู่ตรงนี้”
หญิงสาวยิ้มทันทีแล้วลดมือลงเธอไม่ได้จับเขาเพียงแค่รู้ว่า...เขาอยู่ข้างๆ ก็เพียงพอแล้ว ทั้งสองเริ่มก้าวออกจากบ้านช้า ๆ เสียงรองเท้ากระทบหิมะบาง ๆดังนุ่มกว่าปกติ แกร็บ...แกร็บ... ลมเช้าพัดผ่านหมู่บ้านโคโมเระพร้อมกลิ่นกาแฟที่ยังลอยติดอยู่ข้างกายชายคนหนึ่งและเป็ครั้งแรกที่อาโออิรู้สึกว่าแม้มองไม่เห็นเธอก็ยังหาทางกลับมาหาเขาได้เสมอ
---
ถนนในหมู่บ้านยังคงปกคลุมด้วยหิมะบางๆ ทุกย่างก้าวของทั้งสองทิ้งเสียงนุ่มแตกต่างกันไปตามพื้นทาง แกร็บ...แกร็บ... อาโออิเดินช้ากว่าเมื่อก่อนเล็กน้อยแต่ไม่ได้ลังเลเหมือนเมื่อวานเธอกำลังฟังเสียงรองเท้าของมาซาอากิอยู่ห่างจากเธอครึ่งก้าวไม่ใกล้จนรู้สึกว่าถูกเฝ้าระวังไม่ไกลจนรู้สึกว่าต้องเดินเพียงลำพัง จังหวะนั้นสม่ำเสมอ มั่นคง เหมือนนาฬิกาเรือนหนึ่ง
“หนาวไหม” มาซาอากิถามขึ้น
“ปลายจมูกนิดหน่อย” เธอยิ้ม “แต่ชอบ”
“เพราะหิมะเหรอ”
“เพราะอากาศมีกลิ่น”
ชายหนุ่มหันมองอาโออิสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง
“หน้าหนาวแต่ละวันกลิ่นไม่เหมือนกัน”
“วันนี้...” เธอเอียงศีรษะนิดหนึ่ง “แดดกำลังจะออก”
มาซาอากิเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเมฆสีเทาเริ่มบางลงจริง ๆ แสงอ่อน ๆ ค่อย ๆ ลอดผ่านช่องว่างของเมฆ
เขาหลุดยิ้ม“ถูกอีกแล้ว”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “ไม่ได้เก่งหรอกแค่...” เธอเว้นจังหวะ “เมื่อก่อนฉันเอาแต่ดูตอนนี้เลยเริ่มฟัง เริ่มดม ก็เท่านั้นเอง”
ทั้งสองเดินต่อไม่นานนักเสียงกวาดหิมะก็ดังมาจากหน้าบ้านหลังหนึ่ง ครืด...ครืด...
“อรุณสวัสดิ์!” เสียงคุณยายดังขึ้นอย่างสดใส “อาโออิจัง”
หญิงสาวยิ้มกว้างทันที“คุณยายซาเอโกะ”
คุณยายหัวเราะชอบใจ“จำเสียงยายได้ด้วยหรือ”
“ไม่ใช่แค่เสียงค่ะ” อาโออิสูดลมหายใจเข้า “กลิ่นน้ำยาซักผ้าดอกลาเวนเดอร์กับ...”เธอหัวเราะนิด ๆ “โมจิถั่วแดง”
คุณยายถึงกับหัวเราะเสียงดัง“ตายจริง เมื่อเช้ายายเพิ่งนึ่งเสร็จ”
มาซาอากิมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบๆ คุณยายไม่ได้ถามว่าอาโออิมองเห็นหรือไม่ ไม่ได้พูดคำว่า “น่าสงสาร” เพียงหัวเราะเหมือนทุกวัน
“แวะมากินไหม” คุณยายถาม
อาโออิส่ายหน้าเบาๆ “ไว้ขากลับนะคะ”
“ได้ ๆ จะเหลือไว้ให้เยอะเลย”
ทั้งสองโค้งศีรษะพร้อมกันก่อนเดินต่อผ่านไปไม่กี่ก้าว อาโออิพูดขึ้นเบา ๆ
“ขอบคุณนะ”
“เื่อะไร”
“ที่ไม่มีใครบอกว่า...” เธอหยุด ก่อนเปลี่ยนคำ “ไม่มีใครทำเหมือนฉันเปลี่ยนไป”
มาซาอากิใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตอบ“เพราะสำหรับทุกคน คุณก็ยังเป็อาโออิคนเดิม”
หญิงสาวนิ่งไปลมหายใจที่ปล่อยออกมาช้ากว่าเดิมเหมือนกำลังเก็บคำพูดนั้นไว้ในใจ
---
เมื่อเดินมาถึงทางแยกเล็กๆ เสียงกระดิ่งจักรยานดังขึ้น กริ๊ง!
“พี่อาโออิ!” เด็กผู้ชายคนหนึ่งเบรกจักรยานจนหิมะกระเด็น ยูโตะ
มาซาอากิยิ้มทันทีเด็กชายรีบลงจากจักรยาน เดินเข้ามาหาแต่พอเหลืออีกสองก้าวกลับหยุดเองเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้
“ผม...” เขาเกาหัว “ยืนตรงนี้นะ”
อาโออิหัวเราะ“อือ” “ยูโตะสูงขึ้นอีกแล้วใช่ไหม”
“รู้ได้ยังไง!”
“เสียงแตกกว่าเดิม”
เด็กชายรีบเอามือจับคอทันที“จริงเหรอ”
มาซาอากิหลุดหัวเราะ“จริง”
ยูโตะหน้าแดง“แม่ยังล้อผมอยู่เลย”
อาโออิยิ้มกว้าง“ดีออกแปลว่ากำลังโต”
เด็กชายเงียบไปนิดก่อนพูดเบาๆ กับมาซาอากิ “พี่...”
“ครับ?” มาซาอากิหันไป
ยูโตะไม่ได้มองเขาแต่กำลังมองอาโออิ“ครั้งหน้าถ้าพี่อาโออิจะเดินมาคาเฟ่ ผมเดินมารับก็ได้นะ”
ประโยคนั้นเรียบง่ายไม่มีความสงสารมีเพียงความตั้งใจของเด็กคนหนึ่ง
อาโออิเม้มริมฝีปากก่อนยิ้มกว้างกว่าเดิม“งั้น...พี่คงต้องซื้อขนมติดตัวไว้ทุกครั้ง”
ยูโตะหัวเราะ“ตกลง!”
เขาปั่นจักรยานจากไปเสียงกระดิ่งค่อยๆ ไกลออก กริ๊ง...กริ๊ง...
มาซาอากิหันมองอาโออิ“คุณร้องไห้อยู่หรือเปล่า”
หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ “เปล่า”
เธอใช้นิ้วแตะหางตาก่อนหัวเราะทั้งที่เสียงสั่นนิดๆ “แค่ลมแรง”
มาซาอากิไม่แย้งเขารู้ดีว่าบางครั้งการรักษาศักดิ์ศรีของคนที่เรารักสำคัญกว่าการพูดความจริงทั้งสองเดินต่ออีกครั้งปลายถนนข้างหน้ากลิ่นกาแฟคั่วเริ่มลอยมาตามลม
อาโออิยิ้มทันที“ถึงแล้ว คาเฟ่ฟูมิ”
มาซาอากิเงยหน้ามองป้ายไม้ของร้านก่อนหันมามองหญิงสาวครั้งนี้เธอไม่ได้จำร้านจากป้ายไม่ได้จำจากสีของผนังแต่จำได้จากกลิ่นกาแฟที่อบอุ่นเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
---
ระฆังเหนือประตูไม้ของคาเฟ่ดังขึ้นเบาๆ กริ๊ง... กลิ่นกาแฟคั่วสดโอบล้อมทั้งสองคนทันทีที่ก้าวเข้าไป
อาโออิยิ้มโดยอัตโนมัติ“อุ่นจัง”
ยายฟูมิเงยหน้าจากเคาน์เตอร์เมื่อเห็นทั้งคู่ก็ยิ้มกว้าง “มาแล้วเหรอ”
“สวัสดีครับ” มาซาอากิโค้งศีรษะ
อาโออิยิ้มไปทางเสียง“สวัสดีค่ะ”
ยายฟูมิไม่ได้รีบเดินเข้ามาไม่ได้ถามอาการ ไม่ได้พูดคำว่า “เป็ยังไงบ้าง” เธอเพียงหยิบกาต้มน้ำขึ้นตั้งเสียงน้ำเดือดค่อยๆ ดังขึ้นในร้านที่เงียบสงบ
“เหมือนเดิมไหม” ยายฟูมิถาม
อาโออิหัวเราะ“รู้ด้วยหรือคะว่าหนูจะสั่งอะไร”
“ไม่รู้หรอก” ยายฟูมิยักไหล่ “แต่คนเราพอมีวันที่เหนื่อยก็มักจะกลับมาหาของที่คุ้นเคย”
อาโออิเม้มริมฝีปากก่อนพยักหน้าเบาๆ “งั้น...เหมือนเดิมค่ะ”
“ได้เลย” ยายฟูมิเริ่มชงกาแฟให้มาซาอากิและเตรียมโกโก้ร้อนแก้วโปรดของอาโออิทุกอย่างดำเนินไปช้า ๆ เหมือนเช้าวันธรรมดาทั้งที่ไม่มีวันไหนจะธรรมดาอีกแล้ว
ทั้งสองเลือกนั่งที่มุมเดิมริมหน้าต่างโต๊ะตัวเดิม เก้าอี้ตัวเดิม แม้คนหนึ่งจะไม่เห็นวิวอีกต่อไป แต่ไม่มีใครคิดจะเปลี่ยนที่นั่งยายฟูมิวางแก้วโกโก้ลงตรงหน้าอาโออิ เสียงเซรามิกแตะโต๊ะดังแ่ หญิงสาวยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ ปลายนิ้วััไออุ่นก่อนแตะขอบแก้ว
“ขอบคุณค่ะ”
เธอค่อยๆ ยกแก้วขึ้นสูดกลิ่นก่อนจิบแล้วหลับตาพร้อมรอยยิ้ม
“โกโก้ของคุณยายฟูมิ...หวานน้อยกว่าวันก่อนนิดหนึ่ง”
ยายฟูมิเลิกคิ้ว“รู้ด้วยเหรอ”
“ค่ะ” อาโออิหัวเราะเบา ๆ “แต่แบบนี้อร่อยกว่า”
ยายฟูมิหันไปมองมาซาอากิ
ชายหนุ่มยักไหล่“ผมก็เพิ่งรู้”
“คนเรา...” ยายฟูมิพึมพำขณะเช็ดแก้ว “พอเสียอะไรไปบางทีก็ได้อะไรกลับมามากกว่าที่คิด”
ไม่มีใครตอบมีเพียงเสียงเครื่องบดกาแฟที่เริ่มทำงานครืด... กลิ่นเมล็ดกาแฟบดใหม่ลอยอบอวลไปทั่วร้าน
อาโออินั่งฟังเงียบๆ
“คุณยายฟูมิ”
“หือ”
“เครื่องบดตัวนี้...” เธอเอียงศีรษะ “เสียงสูงกว่าเมื่อก่อน”
ยายฟูมิถึงกับหยุดมือ“หูดีจริงนะ”
เธอหัวเราะ“เปลี่ยนใบมีดเมื่อวานเลยเสียงเปลี่ยน”
มาซาอากิหันมองเครื่องบดเขาเองยังไม่ทันสังเกตแต่หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กลับจับความแตกต่างได้ทันที
หน้าต่างไม้ถูกลมพัดจนสั่นเบา ๆ แสงอ่อนของปลายฤดูหนาวค่อยๆ ส่องเข้ามาในร้าน ยายฟูมิยกถาดขนมออกจากเตา กลิ่นเนยหอมฟุ้งไปทั่ว
อาโออิสูดลมหายใจเข้า“สโคน”
“ใช่” ยายฟูมิยิ้ม “แอปเปิลกับอบเชย”
หญิงสาวหัวเราะ“วันนี้หนูเดาถูกหมดเลย”
“ไม่ใช่เดาหรอก” ยายฟูมิวางถาดลง “เธอแค่เริ่มใช้หัวใจรับรู้โลก”
ประโยคนั้นเบาเสียจนแทบกลืนไปกับเสียงลมแต่มาซาอากิจำมันไว้
ผ่านไปพักใหญ่ลูกค้าในร้านทยอยกลับเหลือเพียงเสียงช้อนกระทบแก้วเสียงลมและเสียงนาฬิกาไม้เก่า ยายฟูมิเดินมานั่งที่โต๊ะของทั้งสอง ไม่ได้พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้น
“อาโออิ”
“คะ”
“วันนี้เดินมาถึงร้านเหนื่อยไหม”
หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง“เหนื่อยค่ะ”
มาซาอากิเงยหน้าทันทีแต่อาโออิยิ้ม
“เหนื่อย...เพราะต้องตั้งใจทุกก้าวแต่ไม่กลัวแล้ว”
ความเงียบตกลงมาบนโต๊ะ
ยายฟูมิยิ้มอ่อนๆ “ดี”
เธอพูดเพียงคำเดียวแล้วลุกขึ้นกลับไปที่เคาน์เตอร์เหมือนรู้ว่าคำตอบนั้นไม่้าคำปลอบหรือคำชมอีกแล้ว
อาโออิวางมือไว้ข้างแก้วโกโก้ปลายนิ้วรับไออุ่นที่ค่อยๆ จางลง
“คุณคุโรคาวะ”
“ครับ”
“วันนี้...” เธอหันหน้าไปทางเขา “ขากลับฉันอยากเดินอ้อม”
มาซาอากิยิ้ม“ไปทางลำธาร?”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “คุณรู้ใจอีกแล้ว”
เขาไม่ได้ตอบเพียงหยิบผ้าพันคอขึ้นสวมก่อนลุกขึ้นยืนแล้วพูดประโยคเดิมที่เริ่มกลายเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งคู่
“ไปกัน”
อาโออิยิ้มลุกขึ้นตามคราวนี้เธอไม่ต้องรอให้ใครบอกว่า “อีกก้าว” เพราะเธอรู้แล้วว่าก้าวแรกเธอสามารถก้าวได้ด้วยตัวเองและเมื่อก้าวแรกผ่านไปก้าวต่อๆ ไปก็มีใครบางคนเดินอยู่ข้าง ๆ เสมอ
---
เมื่อทั้งสองเดินออกจากคาเฟ่ฟูมิลมเย็นก็พัดผ่านอีกครั้งระฆังเหนือประตูร้านดังแ่เบา กริ๊ง...กริ๊ง...
อาโออิยิ้ม“ฉันชอบเสียงนี้”
มาซาอากิหันกลับไปมองระฆังแก้วที่แกว่งไหว“ระฆังร้านคุณฟูมิ?”
“อือ” หญิงสาวพยักหน้า “เมื่อก่อนฉันชอบมองมัน”
“เวลาแดดส่องมันจะเป็ประกาย” เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนหัวเราะเบา ๆ “ตอนนี้เหลือแต่เสียง”
มาซาอากิไม่ได้ตอบเขารู้ดีว่าประโยคเมื่อครู่ไม่้าคำปลอบ
---
ทั้งสองเดินเลียบลำธารสายเล็กเสียงน้ำไหลดังกว่าเมื่อสองวันก่อนหิมะบนไหล่เขาเริ่มละลายทีละน้อย ลมพัดเอากลิ่นน้ำเย็นลอยมาตามทาง
อาโออิหยุดเดินสูดลมหายใจเข้า“น้ำเยอะขึ้น”
“ใช่” มาซาอากิมองลำธาร “กระแสแรงกว่าเมื่อวาน”
หญิงสาวยิ้ม“ได้ยิน”
เธอเดินต่อช้ากว่าเดิมนิดหนึ่งเหมือนกำลังฟังว่าลำธารกำลังเล่าอะไรผ่านสะพานไม้เล็ก ๆ เสียงเด็กหลายคนดังมาจากลานหิมะ หัวเราะ วิ่ง ปาหิมะใส่กัน
อาโออิหยุดฟังโดยไม่รู้ตัวมุมปากยกขึ้น“โรงเรียนเลิกแล้ว”
มาซาอากิดูนาฬิกาเขาหัวเราะ“ใช่ อีกห้านาทีจะบ่ายสาม”
“ตรงเวลาเลย” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “เด็ก ๆไม่เคยเปลี่ยน”
ทันใดนั้นลูกบอลหิมะก้อนเล็กกลิ้งมาโดนปลายรองเท้าของเธอเบาๆ
“อ๊ะ!” เสียงเด็กผู้หญิงดังขึ้น “ขอโทษค่ะ!”
เด็กหญิงรีบวิ่งเข้ามาก่อนจะหยุดชะงักเมื่อจำได้ว่าเป็อาโออิเธอก้มลงเก็บลูกบอลหิมะลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนยื่นมันให้
“เอ่อ...” เด็กหญิงพูดตะกุกตะกัก “หนู...”
อาโออิหัวเราะแล้วแบมือออก“ส่งมาได้เลย”
เด็กหญิงวางก้อนหิมะลงบนฝ่ามือของเธอ
อาโออิยิ้มกว้าง“เย็นจัง”
เธอค่อยๆ คลึงก้อนหิมะเบา ๆ ปล่อยให้ความเย็นละลายลงบนผิว
“เมื่อก่อน” เธอพูดกับเด็กหญิง “พี่ชอบดูว่าหิมะแต่ละก้อนรูปทรงไม่เหมือนกันตอนนี้คงต้องใช้มือแทนแล้ว”
เด็กหญิงยิ้มออกความเกร็งเมื่อครู่หายไป
“งั้น” เธอรีบปั้นหิมะอีกก้อน “ก้อนนี้กลมกว่า!”
อาโออิหัวเราะ“จริงเหรอ”
“จริงค่ะ!”
“งั้นพี่เชื่อ”
เด็กหญิงยิ้มกว้างก่อนวิ่งกลับไปหาเพื่อนเสียงหัวเราะค่อย ๆ ไกลออกไป
มาซาอากิมองอาโออิ
“คุณเก่งนะ”
“เื่อะไร”
“ทำให้คนอื่นเลิกเกร็ง”
อาโออิส่ายหน้า“ไม่ใช่ฉันหรอก”
เธอปล่อยหิมะละลายลงจากมือ“ทุกคนต่างหาก ทุกคนพยายามคุยกับฉันเหมือนเดิม ฉันก็เลยพยายามเป็คนเดิม”
มาซาอากิเงียบไปประโยคนั้นเรียบง่ายแต่จริงที่สุด
---
ทั้งสองเดินมาจนถึงเนินเล็กๆ เบื้องหน้าคือสวนแอปเปิลของบ้านทาคาฮาชิ ต้นไม้ทุกต้นยังเปลือยกิ่ง เงียบสงบอยู่ใต้หิมะสีขาวมาซาอากิหยุดมอง
“ตอนนี้...” เขาพูดช้า ๆ “สวนดูเงียบมาก”
อาโออิยิ้ม“แต่ไม่เงียบนะ”
“หือ?”
เธอเงี่ยหูฟัง“ได้ยินไหม”
มาซาอากินิ่งลมพัดผ่านกิ่งไม้เกิดเสียงแ่เบา ซ่า...ซ่า... แล้วมีเสียงนกตัวเล็กตัวหนึ่งร้องอยู่ไกลๆ
หญิงสาวยิ้ม“ต้นไม้กำลังพัก อีกไม่นานก็จะออกดอก”
มาซาอากิหันมองกิ่งแอปเปิลเปล่าๆ เมื่อครู่เขาเห็นเพียงความว่างเปล่าแต่หลังฟังคำพูดของอาโออิเขากลับมองเห็นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังเดินทางมาในความเงียบนั้นเองลมอีกสายหนึ่งพัดผ่าน อาโออิชะงักเธอสูดลมหายใจอีกครั้ง ครั้งนี้นานกว่าเดิม
มาซาอากิสังเกตเห็น“มีอะไร”
หญิงสาวเอียงศีรษะเหมือนกำลังแน่ใจก่อนพูดเบาๆ
“คุณคุโรคาวะ...”
“ครับ”
“อีกไม่นาน...” เธอยิ้มบาง ๆ “ฝนจะตก”
มาซาอากิเงยหน้ามองท้องฟ้าเมฆยังบาง แดดยังส่องอ่อน ๆ ไม่มีวี่แววของฝนเลย
“แน่ใจเหรอ”
อาโออิพยักหน้า“อือ”
เธอสูดลมหายใจอีกครั้ง“กลิ่นมันมาแล้ว”
มาซาอากิยิ้มแม้เขาจะยังไม่เข้าใจแต่หลังจากหลายวันที่ผ่านมาเขาเลือกจะเชื่อเธอ
เขาหัวเราะเบาๆ “งั้นเรากลับบ้านกันก่อนฝนตก”
อาโออิยิ้มกว้าง“ไปกัน”
ทั้งสองเดินลงจากเนินช้าๆ โดยไม่มีใครรู้ว่ากลิ่นจาง ๆที่อาโออิััได้ในวันนี้กำลังพาเธอไปสู่โลกใบใหม่ โลกที่ไม่ต้องใช้ดวงตาแต่ใช้หัวใจรับรู้ทุกฤดูกาล
---
ทั้งสองเดินกลับลงจากเนินช้าๆ ลมยังพัดเอื่อยแต่ความเย็นเริ่มเปลี่ยนไป มาซาอากิสอดมือไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตพลางเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง เมฆยังคงบาง แสงแดดอ่อน ๆ ยังคงส่องผ่านยอดสน ไม่มีอะไรบอกเลยว่าฝนกำลังจะมาแต่เขาไม่ได้พูดออกไปเพราะตลอดสองวันที่ผ่านมาอาโออิไม่เคยรับรู้ธรรมชาติผิดเลยสักครั้ง
“เมื่อก่อน” เขาเอ่ยขึ้นขณะเดิน “คุณรู้ไหมว่าฝนจะตกยังไง”
อาโออิยิ้ม“ดูเมฆ ดูสีท้องฟ้า ดูนก”
เธอหัวเราะเบาๆ “เหมือนทุกคน”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าอีกครั้งปล่อยลมหายใจออกช้า ๆ
“กลิ่นดินเปลี่ยน ลมหนักขึ้น อากาศเหมือนอมน้ำไว้”
เธอเว้นจังหวะ“อธิบายยากจัง”
มาซาอากิส่ายหน้า“ไม่ต้องอธิบายก็ได้ ผมจะค่อย ๆ เรียนรู้เอง”
อาโออิยิ้มประโยคนั้นทำให้เธอรู้สึกเบาใจอย่างประหลาดเขาไม่เคยเร่งให้เธออธิบายโลกเหมือนที่ไม่เคยเร่งให้เธอเข้มแข็ง
---
เมื่อเดินผ่านลานกว้างกลางหมู่บ้านเสียงคนหลายคนดังแว่วมาจากศาลาประชาคม
“อาโออิจัง!” เสียงลุงฮาราดะดังขึ้นก่อนใคร
อาโออิยกมือขึ้นโบกตามเสียง“สวัสดีค่ะ”
มาซาอากิโค้งศีรษะให้ทุกคนชาวบ้านสามสี่คนกำลังช่วยกันซ่อมรั้วไม้ที่เสียหายจากหิมะเมื่อคืน
ลุงฮาราดะเดินเข้ามาในมือยังถือค้อนอยู่
“ไปไหนกัน”
“เดินเล่นค่ะ” อาโออิตอบ
“ดีแล้ว” ชายชรายิ้มกว้าง “หมู่บ้านเราหน้าหนาวสวย”
ก่อนจะชะงักนิดหนึ่งเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าประโยคเมื่อครู่ไม่เหมาะแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร
อาโออิก็หัวเราะเสียก่อน“งั้นไว้คุณลุงช่วยเล่าให้ฟังนะคะ”
ลุงฮาราดะยิ้มโล่งใจ“ได้เลย”
เขาหันมองรอบตัวก่อนเริ่มชี้ไม้ชี้มือทั้งที่รู้ว่าอาโออิมองไม่เห็น
“ต้นบ๊วยตรงศาลาเริ่มมีตาแล้วอีกไม่กี่อาทิตย์คงบาน ูเาฝั่งโน้นยังขาวอยู่แต่ทุ่งเริ่มเห็นหญ้าแล้ว”
เขาพูดไปเรื่อยๆ เหมือนกำลังเล่าเื่ให้หลานฟัง อาโออินั่งฟังด้วยรอยยิ้มไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกสงสารเพราะน้ำเสียงของลุงฮาราดะเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กที่อยากแบ่งปันสิ่งสวยงาม
“ขอบคุณค่ะ” เธอพูดเบา ๆ “ไว้หนูจะมาฟังอีก”
“มาได้ทุกวัน” ลุงหัวเราะ “ลุงพูดเก่งอยู่แล้ว”
ทุกคนหัวเราะตามบรรยากาศเป็ธรรมดาธรรมดาเสียจนไม่มีใครพูดถึงดวงตาของอาโออิเลยแม้แต่ครั้งเดียว
---
เดินออกจากศาลามาได้ไม่ไกลมาซาอากิจึงเอ่ยขึ้น
“รู้ไหม”
“อะไรคะ”
“ทุกคนกำลังหาวิธีเล่าโลกให้คุณฟัง”
อาโออินิ่งไปเธอไม่ได้ตอบทันทีเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อยปลายนิ้วลูบชายผ้าพันคอ
“ฉันรู้” เสียงของเธอเบามาก “เพราะทุกคน”
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก“ยังปฏิบัติกับฉันเหมือนเดิม”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งคราวนี้แรงกว่าเดิมเล็กน้อยยอดสนเสียดสีกันเกิดเสียงครืดคราดยาว อาโออิหยุดเดิน
“มาแล้ว” เธอพึมพำ
มาซาอากิเงยหน้าขึ้นท้องฟ้าที่เพิ่งสดใสเมื่อครู่เริ่มมีเมฆสีเทาเคลื่อนเข้ามาจากหลังูเา เขาหลุดหัวเราะ
“คุณชนะอีกแล้ว”
อาโออิยิ้มกว้างยังไม่ทันสิ้นเสียงหยดน้ำเม็ดแรกก็ตกลงบนหลังมือของมาซาอากิ
แปะ...ตามมาด้วยอีกหยด แปะ... แล้วอีกหลายหยด เสียงฝนโปรยลงบนหลังคาไม้ บนกิ่งสน บนหิมะที่กำลังละลายดังแ่เบาราวกับบทเพลงมาซาอากิยื่นมือออกไปรับเม็ดฝนก่อนหันมองหญิงสาวข้างกาย อาโออิยืนนิ่ง
ใบหน้าหันรับสายลมริมฝีปากค่อย ๆ ยกขึ้นเป็รอยยิ้มสงบ
“มาแล้วจริง ๆ” เธอกระซิบ
ไม่ใช่เพราะเห็นเมฆไม่ใช่เพราะเห็นฝนแต่เพราะโลกได้ส่งสัญญาณมาบอกเธอล่วงหน้าแล้ว มาซาอากิถอดผ้าพันคอของตัวเองออกคลุมเหนือศีรษะของทั้งคู่ไว้หลวม ๆ
อาโออิหัวเราะ“แบบนี้ก็เปียกอยู่ดี”
“รู้ครับ” เขาหัวเราะตาม “แต่เดินกลับบ้านด้วยกันเปียกนิดหน่อยก็คงไม่เป็ไร”
หญิงสาวพยักหน้า“อือ”
ทั้งสองก้าวเดินต่อท่ามกลางสายฝนแรกของวันโดยไม่มีใครเร่งฝีเท้าเพราะสำหรับพวกเขาบ้าน
ไม่ได้อยู่ไกลออกไปแต่อยู่ในจังหวะก้าวที่ยังเดินเคียงกันเสมอ