บทที่ 46
ทางด้านคฤหาสน์ของสส.เสกสรรค์ และคุณหญิงเปรมปรีดา ตอนนี้พวกเขาสองสามีภรรยากำลังนั่งทานแพนเค้กที่คุณชายทำอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้าของพวกทั้งสองเต็มไปด้วยความสุขใจเมื่อได้กัดกินมันอย่างช้าๆ ตอนนี้ทั้งสองสามีภรรยาต่างก็กลายเป็นสาวกแห่งแพนเค้กของโอ๊ตไปเสียแล้ว..“คุณชายทำแพนเค้กได้อร่อยจริงๆเลยนะคะ.. ถ้าว่างฉันคงต้องเดินทางไปด้วยตัวเองเสียแล้ว” คุณหญิงเปรมกล่าวพร้อมกับกัดแพนเค้กในมือของเธออย่างมีความสุข“ใช่.. ผมยังนึกอยู่เลยว่าถ้าได้ทานมันพร้อมกับกาแฟในตอนเช้า มันจะดีแค่ไหนกันนะ” สส.เสกสรรค์ กล่าว และเขาก็กัดไปคำโตเช่นเดียวกัน คุณหญิงเปรมผู้เป็นภรรยาที่เห็นอย่างนั้นเธอก็รีบเลื่อนแพนเค้กที่เหลืออยู่อีกสองชิ้นเข้าหาตัวเองในทันที“คุณทานมันเร็วไปแล้ว.. ส่วนของคุณหมดแล้ว ที่เหลือเป็นของฉัน” คุณหญิงเปรมกล่าวก่อนจะจิกตาใส่สามีเล็กน้อย เพราะตามจริงแล้วแพนเค้กนี้ถูกส่งมาให้กับเธอ 5 ชิ้น หรือเอาง่ายๆแพนเค้กมันเป็นของเธอ การที่แบ่งให้สามีทานไปถึง 2 ชิ้นมันก็เกินพอแล้ว“ใจร้ายยยย.. น่าเสียดายจังเลยนะ แต่ว่าคุณชายก็ทำอร่อยจริงๆนั่นแหละ” เสกสรรค์ กล่าวอย่างงอแงเล็กน้อย ถึงเขาจะเป็นคนที่ไม่ได้ชื่นชอบขนมจำพวกนี้เท่าที่ควร แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่ามันเป็นขนมที่อร่อยมากจริงๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมลูกสาวคนเล็กถึงได้ขอเงินเพิ่มจากเดิม เพียงเพื่อที่จะซื้อขนมแพนเค้กนี้“..จริงสิ! แล้วเราจะทำยังไงกับเรื่องลูกๆของเรากันดีล่ะ พวกเขาทั้งสามคนดูเหมือนว่าจะมีปัญหาอะไรบางอย่างกับคุณชายอยู่นะคะ.. ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย บางทีลูกๆของพวกเราคงจะก่อปัญหาอะไรอีกแน่..” คุณหญิงกล่าวออกมาอย่างจนใจ“นั่นสินะ! จะให้คืนดีกับคนที่ไม่ค่อยชอบหน้ามันก็เป็นเรื่องยากจริงๆ ผมนั้นรู้ดีเลยล่ะ” เสกสรรค์ เป็นนักการเมือง แน่นอนว่าย่อมมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันเป็นเรื่องธรรมดา เขาจึงเข้าใจได้ดีเลยว่าการจะคืนดีกับอีกฝ่ายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นมันเป็นเรื่องยากมาก จะมีก็แต่พอจะตกลงกันเรื่องผลประโยชน์ที่ลงตัวเท่านั้น“ตอนนี้เราควรจะทำอย่างที่ท่านเสรีแนะนำมาดีไหมคะ แต่ฉันก็อยากให้พวกเขาสนิทกันเอาไว้ ฉันเชื่อว่าคุณชายโอ๊ตสามารถช่วยเหลือพวกลูกๆได้ในอนาคตแน่นอนคะ” คุณหญิงเปรมกล่าว“ผมคิดว่าควรจะทำเช่นนั้นก่อน ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้มีทั้งหนี้หรือทั้งบุญคุณอะไรกับเขามากเหมือนคุณชุนตง หรือคนอื่นๆที่เหลือ ถึงเราจะได้รู้ถึงความหลังของตระกูล ณ สุวรรณภูมิแล้วก็ตาม แต่ถ้าเราเดินเกมพลาดไป ตระกูลของเราก็อาจจะถึงจุดจบเอาได้ ดังนั้นให้ลูกเราห่างๆจากคุณชายเอาไว้ก่อนจะดีกว่า” เสกสรรค์ กล่าวกับภรรยาของตน สถานะของพวกเขาในตอนนี้คือผู้เก็บกุมความลับ ความหลังที่เกิดขึ้นกับตระกูลอันทรงเกียรติ ตระกูลแห่งสายเลือดราชวงศ์ของประเทศ ซึ่งตระกูลเล็กๆอย่างพวกเขาไม่สามารถต่อกรได้จริงๆ ถึงจะไม่ได้มีความแค้นต่อกัน แต่ถ้าพวกเขาเผลอหลุดปากเปิดเผย หรือพยายามสร้างปัญหาให้ ก็คงจะไม่ต้องสืบเช่นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของตระกูล“เรื่องละเอียดอ่อนอย่างนี้ เราต้องค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังที่สุด.. เราต้องสั่งห้ามให้เฟิร์นเข้าใกล้หรือคุยกับคุณชายโอ๊ตให้มากที่สุดตามคำแนะนำของท่านเสรี แต่ลูกฟ้าของเราไม่ได้มีปัญหากับคุณชาย ผมคิดเอาไว้ว่าเธอจะสามารถเชื่อมสัมพันธ์กับคุณชายได้.. คุณคิดว่ายังไง” เสกสรรค์ กล่าว“จะบ้าเหรอคุณ.. ลูกฟ้ายังอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์เลย คุณคิดจะจับเธอให้กับคุณชายแล้วอย่างนั้นเหรอ มันไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอคะ..” คุณหญิงเปรมกล่าวออกมาอย่างตกใจ เธอไม่คิดว่าสามีจะคิดจับลูกสาวให้แต่งงานกับคุณชายอย่างนี้เลย“ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นสักหน่อยคุณ.. ยุคนี้มันยุคไหนกันแล้วคุณก็น่าจะรู้.. เดี๋ยวนี้มันมีความสัมพันธ์ที่เรียกว่า ‘พี่น้อง’ อยู่นะ และก็กำลังฮิตในหมู่คนรุ่นใหม่เลยล่ะ บางคู่ที่แต่งงานกันก็เริ่มมาจากสิ่งนี้นี่แหละ อีกอย่างอายุของลูกฟ้ากับคุณชายก็ห่างเท่ากับลูกเฟิร์นพอดี เริ่มจากความสัมพันธ์นี้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา”เสกสรรค์ กล่าว และดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจ หรือได้ยินอะไรมาผิดๆกับค่านิยมนี้ ทำให้คุณหญิงถึงกับขมวดคิ้วไม่เข้าใจสามีของตัวเองจริงๆ แต่ในทันใดนั้น เสียงเปิดประตูบ้านก็ถูกเปิดขึ้นมา เรียกความสนใจจากทั้งสองคนให้หันไปมอง แน่นอนว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาก็คือลูกสาวคนโตของพวกเขา“กลับมาแล้วค่ะ..” เฟิร์นเอ่ยกล่าวตามปกติเหมือนที่มันควรจะเป็น แต่ทว่าน้ำเสียงของเธอกลับดูนิ่งๆ เฉยชา ราวกับมีเรื่องอะไรให้ลำบากใจ เธอเดินเข้ามาอย่างหมดอาลัยตายอยาก คุณหญิงเปรมที่เห็นอย่างนั้นก็เข้าใจดีว่าลูกสาวกำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องของมิเชล แต่ว่าเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพูดกับลูกสาวมันก็จำเป็นจริง“ลูก.. หนูมานั่งตรงนี้ก่อนสิ พ่อกับแม่มีเรื่องจะพูดคุยด้วย..” คุณหญิงเปรมเอ่ย“ค่ะคุณแม่... มีเรื่องอะไรจะพูดกับหนูเหรอคะ..” เฟิร์นกล่าวอย่างนิ่งเฉยเช่นเดิม ตอนนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น อยากจะร้องไห้ อยากจะนอนหลับ และขอให้ทุกอย่างนี้มันเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น“ก่อนอื่นเลยแม่อยากจะถามเรื่องของหนูมิเชลน่ะ เขาเป็นยังไงบ้าง” คุณหญิงเปรมกล่าวถาม“คุณหมอบอกว่าเขามีอาการที่เรียกว่า ‘ปฏิเสธความจริง’ เป็นอาการป่วยทางจิตประเภทหนึ่ง หลังจากที่ได้รับรู้ความจริงที่ยากจะเชื่อ สมองจะสั่งการให้เปลี่ยนแปลงความทรงจำของตัวเองเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการ ตอนนี้เขาอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าชายของประเทศที่คนอื่นๆต้องให้ความเคารพ..” เฟิร์นกล่าวมาถึงตรงนี้เธอก็นิ่งเงียบไป เหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างที่หนักใจ“อาการนี้เท่าที่แม่รู้มันก็เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้น ลูกต้องทำใจให้นิ่งๆเข้าไว้ เดี๋ยวก็คงจะดีขึ้นมาเอง” คุณหญิงเอ่ยปลอบให้กำลังใจลูกสาวของตัวเองไป แต่ทว่าเฟิร์นที่ได้ยินอย่างนั้นเธอก็ถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างกะทันหัน ทำให้พ่อ และแม่ของเธอถึงกับทำตัวไม่ถูกกันเลยทีเดียว“หนูเฟิร์นลูก.. ไม่เป็นไรนะ มีอะไรหรือเปล่าลูก” คุณหญิงเปรมกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง พ่อแม่ที่ไหนอยากจะเห็นลูกๆร้องไห้ มันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปกอดให้กำลังใจ“มิเชลเขา.. เขาไม่ได้ชอบหนูเลย ในหัวใจของเขามีแต่มนต์ แต่หนูก็เกลียดมนต์ไม่ลง.. หนูควรจะต้องทำยังไงดีคะ..”เฟิร์นกล่าวพร้อมกับร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม มันเป็นความอึดอัดใจที่เธอไม่สามารถบอกกับใครได้เลยจริงๆ ในวันนี้แม้ว่าสติของมิเชลจะไม่ค่อยสมประกอบ แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเอ่ยถึงแต่มนต์เท่านั้น ถึงขั้นคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าชาย และจะให้มนต์มาเป็นราชินีของเขาอีกด้วย คำพูดที่มันวนๆอยู่นั้นทำให้เธอเจ็บปวดหัวใจไม่น้อย“ทำไมถึงต้องเป็นมนต์ ทำไมถึงไม่เป็นหนูล่ะคะ.. หนูไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี..” เฟิร์นกล่าว คุณหญิงเปรมที่ได้ยินก็เข้าไปกอดลูกด้วยความสงสารในทันที เธอไม่คิดเลยว่าลูกสาวของตัวเองจะชอบหนูมิเชลอยู่ แล้วยังเป็นรักสามเศร้าขนาดนี้“ไม่เป็นอะไรนะลูก..” คุณหญิงกล่าวพร้อมกับลูบหลังของเฟิร์นอย่างเอ็นดู ผู้เป็นพ่อที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว คำถามที่จะถามถึงคุณชายมันก็จุกอยู่ที่ลำคอ เขาไม่สามารถกล่าวถามออกไปได้“ใช่! ทุกอย่างมันเป็นความผิดของตานั่น ถ้าตานั่นรับรักของมนต์ ทุกอย่างมันก็คงจะไม่เป็นอย่างนี้ มิเชลจะได้หันมาสนใจในตัวหนูบ้าง หนูเกลียดตานั่นจริงๆ” เฟิร์นที่ไม่รู้ว่าเรื่องราวนี้เธอจะเอาไปลงที่ใครดี มนต์ที่เป็นเพื่อนกันมานานเธอก็เกลียดไม่ลง มิเชลที่ตัวเองชอบหัวใจมันก็ไม่อยากจะโทษเขา แต่ก็มีอีกคนหนึ่งที่เธอสามารถกล่าวโทษเขาได้ ก็คือโอ๊ตนั่นเอง ถ้าโอ๊ตรักกับมนต์ เธอคงจะได้คู่กับมิเชลแล้ว“ไอ้ตานั่นที่ว่ามานั้น มันเป็นใครกัน บอกพ่อมาเลยลูก พ่อจะจัดการมันเอง..” เสกสรรค์ กล่าวขึ้นมา เขาเองก็สงสารที่ลูกสาวของเขาเป็นเช่นนี้ และไม่ว่าชายคนนั้นมันจะเป็นใคร เขาจะเล่นงานมันเอง ใครก็ตามที่ทำให้ลูกของเขาเจ็บ มันต้องเจ็บมากกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า“..เขาชื่อโอ๊ต.. บางทีถ้าเขารับรักของมนต์ไปมันก็คงจะดีกว่านี้ ถึงหนูจะไม่ชอบเขาก็เถอะ แต่เขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไร หนูแค่อยากจะโทษใครสักคนก็เท่านั้น.. ขอบคุณมากนะคะคุณพ่อคุณแม่ แต่ว่าหนูขอตัวก่อน หนูไม่ไหวแล้วจริงๆ..” เธอตอบชื่อของโอ๊ตไปอย่างไม่ทันได้คิด แต่ทว่ามันกลับทำให้พ่อแม่ของเธอชะงัก และแข็งค้างไปเลยทีเดียว ก่อนที่เธอจะขอตัวขึ้นห้องของเธอไป“เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!.. นี่ผมพูดอะไรไม่ดีออกไปหรือเปล่าคุณ.. คุณไม่ได้ยินอะไรใช่ไหม” เสกสรรค์ รีบตบปากของตัวเองในทันดล เขาพูดออกไปได้ยังไงว่าจะจัดการกับคุณชายโอ๊ต คุณหญิงเปรมที่ได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่แสดงสีหน้าเอือมระอาในตัวสามีออกมาเล็กน้อย“ได้ยินหมดนั่นแหละค่ะ.. แต่ว่าเรื่องนี้มันยังไงๆอยู่นะคะ ลูกของเราชอบหนูมิเชล.. หนูมิเชลชอบหนูมนต์ ส่วนหนูมนต์ชอบคุณชาย.. ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบนี้นั้นก็หมายความว่าหนูมิเชลอาจจะรู้แล้วว่าหนูมนต์นั้นชอบคุณชาย ความทรงจำของเขาถึงได้ถูกดัดแปลงไป..” คุณหญิงกล่าวพร้อมกับกุมคางคิด“เฮ้ออ เรื่องความรักก็มักจะวุ่นวายเสมอๆนั่นแหละนะ.. แต่ว่าผมก็อยากจะรู้จริงๆว่าท่านเสรี กับปีเตอร์จะจัดการยังไงกับเรื่องนี้กันนะ..”