‘พี่ต้าเผิง’
เ้าของเรือนร่างกำยำสูงใหญ่ ซึ่งนอนอยู่บนเตียงกว้างสะดุ้งตื่นกับเสียงเรียกซึ่งเหมือนได้ยินติดริมหูหลายค่ำคืนแล้วที่ชายหนุ่มฝันแบบเดิมซ้ำๆ ในฝันเขาเห็นเงาร่างของสตรีนางหนึ่งยืนท่ามกลางหิมะขาวโพลนทว่าเมื่อเขาในความฝันก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ภาพฝันเ่าั้กลับเลือนรางและเมื่อเขากวาดฝ่ามือหวังคว้าร่างนางผู้นั้นเขาเป็ต้องรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทุกครั้ง
นางคือใคร...เขาเฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกราตรี
ฤดูสรรพสัตว์ตื่นจากจำศีล[1] ทว่าความทรงจำของเขา่หนึ่งคล้ายถูกจองจำไว้เบื้องลึกภาพซึ่งพบเห็นในภวังค์ความฝันจะใช่เื่ที่เคยเกิดขึ้นจริงและเป็เสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์ที่ตัวเองได้ประสบหรือไม่นั้น เขาก็มิอาจชี้ชัด
เผิงเซิ่งอี้ลุกจากเตียงนอนแล้วคว้าเสื้อคลุมเขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหลังตื่นจากความฝันอันเลือนรางจึงต้องออกไปยังหอจันทร์กระจ่างทุกครั้ง
บนหอจันทร์กระจ่างแม่ทัพหนุ่มของแคว้นิอานเงยหน้าขึ้นมองยังเวิ้งฟ้าซึ่งงามงดแม้ประดับด้วยจันทร์ครึ่งดวงแสงนวลใยให้ความรู้สึกสงบเย็นระคนใคร่ค้นหาอยู่ลึกๆ
ฤๅฟ้าเบื้องบนจะให้เขาถามความจริงกับดวงจันทรา
...่เวลาสองเดือนกว่าที่เขาหายตัวไปเขาอยู่ที่ใดและอยู่กับใคร
การออกมาชมจันทร์กลางดึกบ่อยครั้งมิใช่วิสัยแต่เดิมของเผิงเซิ่งอี้ไม่เฉพาะชายหนุ่มที่รู้ถึงความผิดปรกติของตนเอง เื่นี้กลายเป็สิ่งผิดแผกจนต้องอยู่ในสายตาของพ่อบ้านหลี่เฉาเพื่อคอยรายงานเผิงฟูเหรินด้วยเช่นกัน
“แต่ไหนแต่ไรพี่เซิ่งอี้ไม่ใช่คนชอบชมเดือนชมดาวบุคลิกด้านนุ่มนวลเช่นนี้อวี้เอ๋อร์ไม่คุ้ยเคย” ฉงอวี้หลิงเปรยขณะจัดแต่งผมให้นางถังจิ่วหยิน
“หรือคุณชายรองกำลังปิดบังอะไรพวกเราอยู่เ้าคะ”จ้าวนี สาวใช้คนสนิทออกความเห็น
“เผิงเอ้อร์น่ะหรือมีเื่ปิดบัง”
“เ้าค่ะ...ข้าว่าคุณชายอาจจะยังรู้สึกปวดหัวหรือยังไม่สบายตัวจะพบท่านหมอบ่อยไปก็เกรงจุกจิกเกิน คุณชายนอนไม่หลับก็เลยออกไปสูดอากาศนอกห้อง”
“อวี้เอ๋อร์คิดแบบเดียวกับป้าจ้าว”หญิงสาววางหวีลงเสียบปิ่นอันสุดท้ายลงมวยผมบนศีรษะซึ่งแซมด้วยเส้นผมสีเทาบางส่วนของฟูเหริน แม่ทัพเผิงฉานตัน
“เราคงต้องตามท่านหมอฉางมาตรวจอาการพี่เซิ่งอี้อีกครั้งดับตะเกียงแล้ว แต่กลางดึกมักลุกจากเตียงออกมาตากลมตากน้ำค้าง อวี้เอ๋อร์ห่วงเกรงพี่เซิ่งอี้จะพักฟื้นไม่พอ”
“เป็ความคิดที่เข้าท่าประเดี๋ยวป้าจะถามพี่เซิ่งอี้ของเ้าสักหน่อย เ้าลูกคนนี้ หากไม่เค้นถามก็ไม่พูดพอถามบ่อยเข้า ก็มักหาว่าแม่คนนี้จู้จี้”
“นั่นเพราะเขาไม่อยากให้ท่านป้าเป็กังวลนะเ้าคะ”
นางถังจิ่วหยินจับมือฉงอวี้หลิงมากุมไว้“มีเ้ารู้ใจเขาป้าก็วางใจว่าเผิงเอ้อร์ต้องมีคนดูแลที่ดีแน่ มุกแท้อยู่ใกล้มืออย่างนี้แล้วเ้าลูกไม่รักดีก็ช่างตาไร้แววเสียจริงเชียว”
ฉงอวี้หลิงยิ้มเอียงอายสบตามารดาของชายในดวงใจด้วยความขัดเขิน
หญิงสาวเข้ามาอยู่ในจวนสกุลเผิงได้เพราะนางถังจิ่วหยินซึ่งเป็เพื่อนรักของมารดารับอุปการะหลังจากผู้เป็แม่สิ้นบุญเมื่อนางอายุเพียงสิบขวบตัวนางเป็สตรี ซ้ำยังเกิดจากฟูเหรินสามจึงไม่เป็ที่้าของบิดาและครอบครัวมากนัก ที่จวนแม่ทัพสกุลเผิงนางได้รับการเลี้ยงดูในฐานะหลานสาวของเผิงฟูเหริน และบังเอิญเหลือเกินที่นางแอบได้ยินว่าตนเองถูกวางไว้ในตำแหน่งเ้าสาวของเผิงเซิ่งอี้ด้วยความเห็นชอบของนางถังจิ่วหยินั้แ่อายุสิบสี่
ปีนี้ฉงอวี้หลิงจะอายุสิบแปดปีเต็มส่วนเผิงเซิ่งอี้ก็จะครบยี่สิบสี่ ชายหนุ่มกรำศึกและงานราชการทหารมานานปี เมื่อศึกกับหนานลู่จบสิ้นลงนางถังจิ่วหยินคิดว่าเป็โอกาสเหมาะสมที่บุตรชายจะแต่งงานเป็เื่ราวใช่ว่านางไม่เคยเปิดโอกาสให้บุตรชายหาหญิงถูกใจแต่งเป็ภรรยาด้วยตัวเองแต่จนแล้วจนรอดเผิงเซิ่งอี้ก็ยังทำนิ่งเฉยกับเื่สืบทายาทสกุลเผิงนางจึงคิดแต่งลูกสาวของเพื่อนรักเป็สะใภ้ใหญ่เสียเองแล้วค่อยให้บุตรชายแต่งภรรยารองที่ถูกใจเขาคราวหลัง
หลังอาหารเช้าผ่านไปเผิงฉานตันปลีกตัวไปสะสางงานยังห้องหนังสือ ส่วนมารดาเผิงฉานตันวัยเจ็ดสิบต้นๆก็กลับเรือนประจิมพร้อมคนสนิททั้งสองนาง ที่ห้องโถงกลางเผิงเซิ่งอี้จึงถูกนางถังจิ่วหยินรั้งตัวไว้เพราะไม่อยากเอ่ยถามถึงอาการปวดศีรษะของเขาต่อหน้าผู้เป็ย่า
ระหว่างหลานชายออกศึกจนมาเกิดเหตุการณ์หายตัวไปนั้นหญิงชราห่วงกังวลกับความเป็ความตายของเขาจนล้มป่วย สกุลเผิงรับใช้ ราชสำนักมาสามชั่วคน ล้วนแต่เป็ลูกชายโทนเพิ่งมารุ่นสี่มีหลานชายสองคน ทว่าหลานชายคนโตพลีชีพในสนามรบไปนานหลายปีซ้ำยังไม่ได้แต่งงานมีทายาทเผิงเซิ่งอี้จึงเป็ความหวังเดียวที่จะมีทายาทไว้สืบสกุลเมื่อสิ้นสุดาและกลับมาบ้านอย่างปลอดภัยต่างก็เบาใจว่าชายหนุ่มจะอยู่รับราชการในกำแพงเมืองให้พออุ่นใจบ้าง
“ที่หอจันทร์กระจ่างมันเหมือนจะช่วยให้ข้าคิดอะไรออก” เผิงเซิ่งอี้ตอบคำถามและยิ้มให้มารดาเล็กน้อย“แต่เอาเข้าจริง ข้าก็ยังคิดอะไรไม่ออกเหมือนเดิม”
“หากเ้าปวดหัวก็ไม่ต้องคิด”นางถังจิ่วหยินสั่งห้าม “จำอะไรไม่ได้ก็ไม่ต้องจำ ไม่ต้องพยายามคิดถึงอดีตที่ผ่านมาอีก ในเมื่อตัวเ้ากลับมาบ้านอย่างปลอดภัยแล้วนี่”
ให้เลิกพยายามคิดถึงอดีตที่หายไปอย่างนั้นหรือ...
แล้วสตรีที่วนเวียนอยู่ในความฝันนั่นเล่าไม่ต้องคิดถึงด้วยใช่หรือไม่...
“อย่าเพิ่งเร่งรัดตัวเองมากนักเลยพี่เซิ่งอี้ท่านกลับมาบ้านยังไม่ครบเดือนเลย ากับแคว้นหนานลู่ที่ผ่านมาก็ทำท่านเครียดมากพอแล้วรู้ว่าท่านนอนไม่หลับ พวกเราก็เป็ห่วง จากนี้อวี้เอ๋อร์จะตุ๋นน้ำแกงบำรุงให้ท่านก่อนนอนทุกคืนดีหรือไม่”
“ป้าสนับสนุนความคิดเ้านะอวี้เอ๋อร์”มารดารีบสนับสนุนแม้บุตรชายดูเหมือนไม่อยากพัฒนาความสัมพันธ์อะไรนอกจากความเป็พี่น้องกับฉงอวี้หลิงก็ตามเผิงเซิ่งอี้ไปศึกนอกด่านติดๆ กันหลายปีแล้ว หนนี้ได้กลับมาอยู่บ้านระหว่างพักรักษาตัว อาจพอมีหวังที่ความใกล้ชิดจะทำให้เขารู้สึกรักใคร่อวี้เอ๋อร์ของนางบ้าง
“ลำบากเ้าแล้วเสี่ยวฉงแค่น้ำแกงของป้าจ้าวก็พอแล้วกระมัง”
“ไม่พอเ้าค่ะ ไม่พอ”จ้าวนีรีบโบกไม้โบกมือทัดทาน “น้ำแกงของข้ามันพื้นๆเกินไป เมื่อวานสกุลหูเอายาบำรุงมากำนัลนายหญิงหลายเทียบ สรรพคุณตัวยาล้วนล้ำเลิศป้าต้องดูแลนายหญิง เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีให้คุณหนูฉงจัดการเื่น้ำแกงบำรุงคุณชายเหมาะแล้วเ้าค่ะ”
“หรืออวี้เอ๋อร์ทำอะไรไม่ถูกใจพี่เซิ่งอี้”หญิงสาวมีสีหน้าน้อยอกน้อยใจเล็กน้อย
“ไม่ใช่อย่างนั้น”
“หลายปีมานี้ท่านไม่อยู่บ้านให้อวี้เอ๋อร์ดูแลเลยพอท่านาเ็ ไม่สบาย ท่านย่ากับท่านป้าก็คิดมากอวี้เอ๋อร์ก็แค่อยากแบ่งปันความทุกข์ของพวกนางลงบ้าง”
“แต่...”
“เอาละๆมัวแต่เถียงกันไปมาได้อะไร ให้อวี้เอ๋อร์จัดการไปตามนั้นถ้าเ้ายังปวดหัวเพราะเื่พยายามจะฟื้นความทรงจำอยู่แบบนี้ท่านย่ารู้เื่เข้าเมื่อไร เราจะทุกข์ใจกันหมดละทีนี้”
“ขอรับท่านแม่” เมื่อค้านมารดาไม่ได้ เผิงเซิ่งอี้ก็ยินยอมตามนั้น
หลังออกจากห้องโถงใหญ่เรือนมารดาแม่ทัพหนุ่มก็ไปหาท่านย่าของเขาที่เรือนพักด้านทิศตะวันตก
“ทำไมไม่พักผ่อนให้มากยังจะตามมาที่ห้องย่าอีก”
แม้ภายนอกมีบุคลิกห้าวหาญดุดันแต่เ้าของร่างใหญ่โตกว่าคนเป็ย่าถึงสามเท่าก็ก้มตัวลงสวมกอดหญิงชราในอากัปกิริยาออดอ้อนราวเด็กเล็ก
“เผิงเอ้อร์ขอกอดท่านย่าก่อนแล้วค่อยกลับไปนอนพัก”
“เผิงน้อยของย่า...เผิงน้อยของย่า”หญิงชราพร่ำพูดด้วยความเอ็นดู
เผิงเซิ่งอี้ถือได้ว่าเป็ลูกหลงที่อายุห่างจากพี่ชายเจ็ดปีระหว่างพ่อกับพี่ไปชายแดน เขาอยู่ในความดูแลของมารดาและผู้เป็ย่าจึงได้นิสัยด้านอ่อนโยนของอิสตรีมามาก ก่อนเข้าสู่เส้นทางทหารที่เคร่งครัดเป็ระเบียบแบบแผนไร้ข้อบกพร่องของบิดาด้วยหน้าที่ทายาทตระกูลแม่ทัพใหญ่
ชายหนุ่มประคองท่านย่าของเขานั่งที่เก้าอี้โยกเพื่อเอนหลังส่วนตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้กันเพื่อคลอเคลียเอาใจความทุกข์ใจครั้งใหญ่หลวงของผู้เป็ย่านั้นเขารู้ดี เมื่อครั้งสูญเสียพี่ชายไป
“ที่เผิงเอ้อร์มากวนท่านย่าบ่อยๆเผื่อท่านจะมีขนมให้”
“เ้าเด็กไม่รู้จักโต”เผิงไหน่ไน[2]ตบหลังมือเขาเบาๆ
“เผิงเอ้อร์ไม่อยากโตจะได้อ้อนท่านย่าได้ไม่ต้องอายผู้ใด” ท่านย่าของเขาเป็สตรีร่างเล็กสุขภาพไม่ดีนักเมื่อเข้าวัยหกสิบ ยิ่งผ่านพ้นวัยเจ็ดสิบ สุขภาพยิ่งทรุดหากมีเื่กระทบใจก็เจ็บป่วยได้ง่ายดาย แม้มารดาเขาจะจัดคนให้มาอยู่ดูแลเพิ่มท่านก็ไม่้าในเรือนพักจึงมีเพียงอันหลิวอายุใกล้ห้าสิบและฮว่าเซียงสาวใช้วัยยี่สิบกลางๆคอยดูแล
“เป็เพราะเผิงเอ้อร์ใช่หรือไม่ที่ทำให้สุขภาพท่านไม่ดี”
ผู้เป็ย่าลูบหน้าหลานชาย“อย่ามาทำขี้แยนะเด็กโง่เอ้ย ย่าเ้าปูนนี้แล้วต้องแก่ต้องตายเป็ธรรมดา ย่าเลือกแต่งกับปู่ของเ้าย่าก็เตรียมใจกับเื่พวกนี้แล้ว แต่ก็นะ...บางครั้งเราก็ห้ามไม่อยู่ ใจคนเราก็แบบนี้”
นางแต่งเข้าตระกูลทหารซึ่งรับใช้บ้านเมืองลูกและหลานที่สืบต่อปณิธานแรงกล้าของบรรพบุรุษล้วนแต่เป็เสาหลักของิอานความตายในสนามรบของคนในครอบครัวถือเป็เื่ธรรมดา เพียงแต่เมื่อเข้าสู่วัยชราจิตใจย่อมอ่อนแอลง
“แต่ถ้าอยากเห็นย่าสุขภาพแข็งแรงก็รีบมีเหลนให้ย่าไวๆ ย่าเ้าอยากอุ้มเหลนแล้วหนา”
“ท่านย่าจะอุ้มไหวรึ”
“อุ้มไม่ไหวย่าก็จะอุ้ม” หญิงชราวัยเจ็ดสิบยืนยันพร้อมรอยยิ้ม
“แล้วเผิงเอ้อร์จะหาหลานสะใภ้จากไหนมาให้ท่านกันเล่า”
“ก็คุณหนูฉงอย่างไรเล่าเ้าคะ”อันหลิวซึ่งเข้ามารินชาเพิ่มให้สองย่าหลานเสนอความคิดของตน
เผิงเซิ่งอี้นิ่งงันไปชั่วครู่สีหน้าเรียบเฉยของเขาส่งผลให้หญิงชราเหลือบตามองหน้าคนสนิทแล้วหันกลับมาพูดกับหลานชายต่อ “หรือเ้าไม่ชอบอวี้เอ๋อร์”
“นางเป็น้องสาวที่น่ารัก”ชายหนุ่มบอกความรู้สึกตามจริงเขาไม่พร้อมที่จะแต่งงานกับฉงอวี้หลิงเพียงเพราะความ้าของมารดา
“แล้วเ้าได้บอกกับแม่ของเ้าหรือยังเล่า”
ชายหนุ่มส่ายหน้า“เผิงเอ้อร์ยังไม่กล้าบอก”
“ช้าไม่ได้แล้วนาอวี้เอ๋อร์อายุจะสิบแปดแล้ว หากเ้าไม่ปฏิเสธแม่เ้าให้เด็ดขาดนั่นก็เท่ากับตัดโอกาสของนางไปด้วยอย่างไรเสียย่าก็รักและเอ็นดูนางเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง เมื่อไม่ได้แต่งกับเ้าก็หวังเห็นนางแต่งกับชายผู้มาจากตระกูลดีเหมาะสมคู่ควร”
“ขอรับท่านย่า” เผิงเซิ่งอี้รับปาก ใช่ว่าเขายอมรับฉงอวี้หลิงเป็ภรรยาไม่ได้เสียทีเดียวเพียงแต่เขายังมีเื่หนึ่งติดใจอยู่ หากยังไม่สะสางให้รู้แจ้งในหัวเขาก็ต้องเกิดคำถามอยู่ร่ำไป เขาอยากรู้ว่าผู้หญิงซึ่งอยู่ในความฝันของเขาคือใครนางเกี่ยวพันกับเขาในฐานะใด เป็คนหรือภูตผีิญญาแต่งงานกับฉงอวี้หลิงแต่ใจยังพะวงหมกมุ่นกับเื่ที่หาคำตอบไม่ได้นั่นยิ่งจะทำร้ายใจนางเสียเปล่า
ออกจากเรือนพักของผู้เป็ย่าแล้วเผิงเซิ่งอี้ก็มุ่งตรงไปหาบิดาที่ห้องหนังสือวันพรุ่งเขาจะไปคารวะเสวี่ยอ๋องยังตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์อีกครั้งเพื่อหารือเื่งานซึ่งอาจมีคั่งค้างอยู่ เพราะหลังจากรายงานตัวต่อองค์จักรพรรดิเวลาเกือบเดือนชายหนุ่มก็พักรักษาตัวอยู่แต่ในจวน ไม่ได้ติดต่อกับผู้ใดนอกจากอยู่ต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียนถามไถ่อาการาเ็
นอกจากซักถามเื่งานแล้วที่เขาอยากรู้อีกเื่ก็คือตอนที่คนของเสวี่ยอ๋องพบตัวเขานั้นพอจะมีเบาะแสใดทำให้เขาสืบหาสตรีในความฝันนางนั้นได้บ้าง
เขาอยากรู้นางมีตัวตนอยู่จริงหรือเป็เพียงภาพฝันที่สมองอันสับสนมึนงงของเขาสร้างขึ้นกันแน่
[1]ฤดูจิงเจ๋อต้นเดือนมีนาคม
[2]ไหน่ไนแปลว่า ท่านย่า