ตอนที่ 3
ศาลาในสวนดอกไม้ยามบ่าย อากาศค่อนข้างร้อนแต่ไม่อบอ้าวใบไม้สีเขียวและดอกไม้หลากสีสายไหวในสายลมเบาๆ เมฆก้อนเล็กๆ ลอยเรียงตัวเป็แนวยาวบนท้องฟ้าสีฟ้าอ่อน ภายในศาลาปรากฎเรือนร่างของหญิงสาวที่นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว
หญิงสาวท่าทางหมดอาลัยตายอยากนอนอ่านหนังสือที่พี่สาวให้มาวนไปวนมา
หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาหญิงสาวพยายามที่จะปรากฎตัวในสายตาของมาร์ควิสหนุ่มให้มากที่สุดเพื่อนดึงดูดความสนใจตามที่หนังสือได้ถูกเขียนเอาไว้ ทว่าเธอกลับคว้าน้ำเหลวในแผนกลยุทธ์ที่หนึ่ง จึงถอดใจนอนอยู่บนเก้าอี้
เธอโยนหนังสือไปที่โต๊ะข้างๆ ก่อนจะทอดถอนหายใจยาวออกมา
“ทรงมีเื่ที่ทำให้ไม่สบายพระทัยหรือเพคะ” ลิลลี่หญิงรับใช้คนสนิทเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“เ้าคิดว่าหนังสือที่ท่านพี่ให้มามีประโยชน์หรือไม่” หญิงสาวเอ่ยถามออกไปด้วยความท้อแท้ สายตาเธอเหม่อลอยออกไปในสวนดอกไม้ด้านหน้า
“หากองค์หญิงประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมหม่อมฉันว่ายังพอมีประโยชน์อยู่บ้างเพคะ” ลิลลี่ตอบออกไปขณะโบกพัดเล็กๆ ไปมา
“เหตุใดจึงไม่ขอให้องค์จักรพรรดิพระราชทานสมรสให้หรือเพคะ” บลูเบลล์ถามออกไปด้วยความสงสัย
“เสียมารยาทนะเบลล์” ลิลลี่ปรามสาวใช้ตัวน้อยเบาๆ ก่อนจะหันไปขออภัยองค์หญิง
“ไม่เป็ไรหรอกลิลลี่นางก็แค่สงสัยเท่านั้น...ที่ข้าไม่ขอพระราชทานสมรสเพราะว่าข้ากลัวนะกลัวจะทำให้เอเดรียนอึดอัดใจไปมากกว่านี้มันเหมือนการบังคับ..ว่าแต่เ้าชื่ออะไรนะ” เธอถามสาวใช้ที่มาใหม่เมื่อครู่
“บลูเบลล์เพคะ..ชื่อของหม่อมฉันมีที่มาจากดอกบลูเบลล์ดอกที่เหมือนระฆังมีสีม่วงอมน้ำเงินเพคะ” สาวน้อยตอบออกไปมากมายด้วยความตื่นเต้นและดีใจ
“ข้าชอบเ้านะ ต่อไปก็คอยตามติดลิลลี่เข้าไว้ล่ะให้ลิลลี่สอนงานเ้า”
สาวใช้โค้งตัวลงคำนับขอบคุณองค์หญิงโรเซลอย่างสุภาพ
หญิงสาวหลับตาลงให้สายลมปนความร้อนพัดผ่านร่างกายไปมากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ในสวนชวนให้หลับ ทั้งศาลาปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน สายลมพัดเส้นผมของหญิงสาวปลิวพลิ้วไสว
เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งกำลังใกล้เข้ามาอย่างรีบร้อนหยุดอยู่ตรงหน้าศาลา
“องค์หญิงเพคะ...หม่อมฉันบังอาจขอพระราชทานอนุญาตลาหยุดหนึ่งวันเพคะ” สาวใช้คุกเข่าพูดด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีและก้มศีรษะติดพื้นไม่กล้าเงยขึ้นมาร่างกายสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
หญิงสาวเห็นดังนั้นใเล็กน้อยดีดกายลุกขึ้นนั่งพิงพนักเก้าอีกมองดูอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
“มีเื่อะไรหรือเปล่า” หญิงสาวถามด้วยความเป็ห่วงพร้อมโบกมือเรียวให้เหล่าข้าขับใช้ที่อยู่บริเวณนั้นประคองนางขึ้น
“น้องชายหม่อมฉัน...ศึกษาอยู่ที่สถาบันหลวงเพคะเป็นักเรียนทุน...เป็เพราะสถานของพวกหม่อมฉันเป็เพียงสามัญชนน้องชายของหม่อมฉันมักจะโดนรังแกเสมอตะ...แต่ครั้งนี้มันหนักเกินไปเพคะ” สาวใช้พูดเสียงสั่นพลางน้ำตาไหลไหล่สั่นเทิ้ม
หญิงสาวเห็นเช่นนั้นจึงเกิดรู้สึกสงสาร ความไม่เท่าเทียมกันในด้านของการศึกษาั้แ่สมัยก่อนชนชั้นสูงมักจะครองความได้เปรียบทางด้านการศึกษาเสมอ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยดวงตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจอยู่หลายส่วนในหัวพลางคิดวิธีการต่างๆ ที่ทุกสามารถได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม
“เ้าไปเถอะรอน้องชายเ้าหายดีค่อยกลับมาทำงานก็ย่อมได้..ลิลลี่นำเงินมาให้นางเอาไว้จ่ายค่ารักษาเสีย”
“ขอบพระทัยเพคองค์หญิง” สาวใช้รู้สึกซาบซึ้งนางก้มศีรษะลงต่ำพลางร้องไห้ดีใจไปด้วย
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมาราวกับคิดอะไรออก
“นี่เบลล์ เ้าคิดว่าหากมีสถาบันที่สามัญชนสามารถเข้าเรียนได้จะเป็อย่างไร”
สาวใช้ดวงตาเบิกกว้างริมฝีปากเผยอค้างไว้เล็กน้อยใบหน้าใของบลูเบลล์ค้างอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตอบผู้เป็นายออกไปด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัยอยู่ไม่น้อย
“หากเป็เช่นนั้นคงจะดีไม่น้อยเพคะพวกเด็กๆ จะได้เติบตาอย่างมีความรู้และอาชีพที่ดีได้ ขอบังอาจถามเหตุใดองค์หญิงทรงถามเช่นนี้หรือเพคะ”
“ข้าอยากให้ทุกคนเท่าเทียมกันในเื่ของการศึกษาไม่ว่าจะสามัญชนหรือชนชั้นสูง ทุกคนมีสิทธิที่จะเรียนรู้เหมือนกันทั้งนั้น”
สาวใช้ได้ฟังเช่นนั้นยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“เตรียมตัวให้ทีข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ” หญิงสาวออกคำสั่งก่อนจะเดินออกจากศาลาไป
พระราชวังองค์จักรพรรดิ
“ฝ่าาองค์หญิงโรเซลทรงขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ” เสียงมหาดเล็กประกาศก้องเพื่อให้คนด้านในห้องรับรู้
“เข้ามาได้”
หญิงสาวย่างก้าวอย่างว่องไวพร้อมวางกระดาษหนึ่งแผ่นลงบนโต๊ะทำงานตรงหน้าของผู้เป็พ่อด้วยความตื่นเต้น
“เสด็จพ่อ ข้าอยากจัดตั้งสถาบันที่ให้ทุกคนทุกชนชั้นได้เข้าศึกษาค่ะ” หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้นดวงตาลุกวาวท่ามกลางความตกตะลึงของขุนนางที่อยู่ภายในห้อง มีเพียงคนผู้นึงเท่านั้นที่ไม่ได้แสดงอาการใใดๆ
เหล่าขุนนางต่างพูดคุยเื่นี้ด้วยความใฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยแตกต่างกับอีกฝ่ายที่คัดค้านต่อต้าน
“พระองค์ทรงคิดเห็นอย่างไรบ้างพะย่ะค่ะ” เอเดรียนเอ่ยถามองค์จักรพรรดิขึ้นเพื่อยับยั้งเหตุการณ์ชุลมุนตรงหน้า
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน
มีเพียงสายตาขององค์หญิงจับจ้องไปที่ชายหนุ่มเ้าของเสียงเมื่อครู่ไม่ละสายตาไปไหน
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง กล้ามเนื้อไม่ใหญ่จนเกินไปใบหน้าคมสันแว่นบางวางอยุ่บนสันจมูกอย่างลงตัว ดวงตาสีครามใต้เลนส์แว่นเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง
“วันนี้ใส่แว่นดูเข้ากับท่านดีนะคะ” หญิงสาวกล่าวชมชายหนุ่มตรงหน้าโดยไม่สนใจบรรยากาศที่ตนเป็คนทิ้งะเิเมื่อครู่
“เป็เพราะสายตาเฉียบแหลมขององค์หญิงที่ทรงมอบแว่นตาอันนี้เป็ของขวัญพะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นพร้อมโค้งตัวลงเล็กน้อย
องค์จักรพรรดิกระแอมขึ้นเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณว่าเข้าเื่ได้แล้ว
“เสด็จพ่อจะทรงอนุญาตหรือไม่เพคะ หม่อมฉันว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไร” หญิงสาวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาลง
ดวงตาสีเขียวมรกตคมคยกวาดสายตาดูเอกสารตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง
“ไปเตรียมร่างแบบโครงการมาเถิด...แล้วจงเข้าร่วมการประชุมในครั้งหน้าที่จะจัดขึ้นในอีกสองสัปดาห์...หากผ่านการอนุมัติจากเหล่าขุนนางในที่ประชุมก็จัดการตามที่เ้า้าได้เลย” จักรพรรดิผู้เป็พ่อเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น สีหน้ายิ้มแย้มภูมิใจในตัวลูกสาว
หญิงสาวเดินออกไปด้วยความดีใจพร้อมกับชายหนุ่มที่ทำหน้าที่อารักษ์ขาไปส่ง
หลังสิ้นเสียงปิดประตู
“ลูกสาวข้าโตขึ้นแล้วสินะ” จักรพรรดิเอ่ยออกมาพลางหลับตาลงเอนกายพิงพนักเก้าอี้หรูตัวใหญ่ด้วยความปลื้มปริ่มแฝงความสบายใจ