“ไม่มีทาง แม้ตระกูลซูจะแข็งแกร่งทว่าก็ยังไม่มากพอที่จะปราบปรามทุกสำนักชั้นยอดได้ทำได้เพียงแบ่งผลประโยชน์ก็เท่านั้น!”
“เฮ้อ หากท่านบรรพบุรุษยินยอมลงมือ สำนักเ่าั้คงไม่กล้าอวดดีเช่นนี้!”
“เอาเถิด หากเื่เล็กน้อยเช่นนี้ยังต้องให้ท่านบรรพบุรุษลงมือเช่นนั้นจะมีพวกเราไว้ทำกระไรเล่า”
“ถูกต้อง ตอนนี้เราก็ต้องเจรจากับสำนักชั้นยอดเ่าั้พวกเขาจะยอมคืนทรัพยากรบางส่วน หรือไม่ก็ชดเชยมิฉะนั้นตระกูลซูจะไม่ยอมจบเื่นี้ง่ายๆ แน่!”
ภายในห้องโถงใหญ่เหล่าผู้าุโและผู้าุโสูงสุด รวมถึงผู้นำตระกูลอย่างซูอวิ๋นต่างก็ปรึกษาหารือถึงแผนการขั้นต่อไปด้วยแววตาเป็ประกาย
ด้วยการผงาดขึ้นของซูฉางเซิงบัดนี้ตระกูลซูมีอำนาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก เทียบเท่ากับสำนักชั้นยอดแล้ว มีความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับสำนักต่างๆได้ตรงไปตรงมามากขึ้น หรือแม้แต่ปราบปรามพวกเขาก็ตามที
“อืม ข้าเห็นด้วย!”
“ถูกต้อง ต่อไปก็คือเจรจากับพวกเขา โดยเฉพาะสำนักหลิงซวีเจี้ยน หึเ้าหลิงเจี้ยนนั่น แย่งชิงทรัพยากรไปไม่น้อยทีเดียว เกือบจะเท่ากับตระกูลเราแล้ว!”
ผู้าุโสูงสุดคนหนึ่งกล่าวขึ้นไม่พอใจ
“หลิงเจี้ยน!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ไม่เพียงแต่เหล่าผู้าุโเท่านั้น แม้แต่ซูอวิ๋นและซูชิงก็ฉายแววตาสังหารเ็า
พวกเขายังจำได้ดีถึงการซ้ำเติมของอีกฝ่ายที่มีต่อท่านบรรพบุรุษในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส
ยิ่งไปกว่านั้นในการแย่งชิงทรัพยากรจากสำนักว่านโซ่วในครั้งนี้อีกฝ่ายยัง่ชิงทรัพยากรไปเกือบหนึ่งในสาม
นี่เท่ากับการแย่งชิงผลประโยชน์ชิ้นใหญ่ของตระกูลซูเป็ความแค้นใหม่ที่ซ้อนทับความแค้นเก่า
หากไม่ใช่เพราะเกรงกลัวสำนักหลิงซวีเจี้ยนบวกกับท่าทีที่คลุมเครือของท่านบรรพบุรุษ พวกเขาคงลงมือไปนานแล้ว
“หึ จดบัญชีนี้ไว้ก่อน!” ซูอวิ๋นแค่นเสียงเ็าทว่าก็ไม่ได้ประมาทเพราะสำนักหลิงซวีเจี้ยนนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าสำนักว่านโซ่วอยู่มาก
ถึงแม้ท่านบรรพบุรุษจะทำลายสำนักว่านโซ่วได้ทว่าก็ไม่แน่ว่าจะสั่นคลอนสำนักหลิงซวีเจี้ยนได้หรือไม่
เพราะสำนักหลิงซวีเจี้ยนมีเซียนบรรพบุรุษถึงสามคน
อาจกล่าวได้ว่าแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งกว่าเซียนบรรพบุรุษของสำนักว่านโซ่ว!
บรรพบุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ในระดับเซียนนักบุญขั้นที่หกเป็เซียนใช้กระบี่เต๋า แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้า
ถึงแม้ซูอวิ๋นและคนอื่นๆจะมั่นใจในตัวท่านบรรพบุรุษมากเพียงใดทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าสร้างศัตรูที่น่ากลัวเช่นนี้ให้กับท่านเหมือนกัน
“เอาล่ะ ฝากไว้ก่อน!”
“รอการตัดสินใจของท่านบรรพบุรุษ ส่วนสำนักอื่น หากกล้าโลภมากเกินไปก็ไม่ต้องเกรงใจ!”
“ยังมีสำนักเล็กๆ อีกมาก รวมถึงสำนักชั้นนำ โดยเฉพาะราชวงศ์บางแห่งที่ค่อนข้างโลภมากด้วยพวกเขาฉวยโอกาสยึดครองดินแดนและปล้นสะดมไปไม่น้อย!”
เหล่าผู้าุโกล่าวเสริม
“อืม ข้าจำไว้แม่น ท่านทั้งหลายมีความเห็นใดเกี่ยวกับการพัฒนาตระกูลซูในอนาคตหรือไม่” ซูอวิ๋นพยักหน้ามองไปยังทุกคน และถามขึ้น
ในฐานะผู้ควบคุมกองกำลังทหารระดับสำแดงกฎสามพันนายและทหารระดับนิรันดร์หลายสิบคน อำนาจของซูอวิ๋นก็เพิ่มขึ้นทุกวันแววตาที่กวาดมองไปทั่วบริเวณนั้น แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ก็ยังหวาดหวั่น
“ความเห็นของข้า…”
ใน่เวลาต่อมาเหล่าผู้าุโก็ตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาของตระกูลซูในอนาคต
พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่ขยายดินแดนอีกต่อไปกลับจะเสริมสร้างความมั่นคง ยึดครองแผ่นดินเป่ยหวงทั้งหมดก่อน จากนั้นจึงค่อยๆหลอมรวมทรัพยากรของสำนักว่านโซ่ว และขยายไปยังสำนักอื่นๆ
เมื่อถึงเวลานั้นอำนาจของตระกูลซูจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และพวกเขาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นเช่นกัน
“ว่าแต่ ท่านทั้งหลาย เมื่อไม่กี่วันก่อน บรรพชนไป๋อวิ๋นมาหาข้าพูดถึงเื่การสมรสระหว่างตระกูลซูกับราชวงศ์ไป๋อวิ๋นโดยบุคคลที่เขา้าสู่ขอให้ตระกูลเราอภิเษกด้วยคือองค์หญิงน้อยของราชวงศ์ไป๋อวิ๋น!”
ทันใดนั้นซูอวิ๋นก็พูดขึ้นด้วยแววตาเป็ประกาย
ทุกคนตะลึงงัน
ไม่นานนักผู้าุโคนหนึ่งก็หัวเราะ และกล่าวขึ้นว่า “บรรพชนไป๋อวิ๋นนั่นคงจะร้อนรนยิ่งถึงขนาด้าใช้การสมรสเพื่อแก้ไขวิกฤตของราชวงศ์ไป๋อวิ๋น!”
ทุกคนเยาะเย้ยเพียงองค์หญิงน้อยคนหนึ่ง ถึงแม้จะงดงามเพียงใด จะเทียบกับความสำคัญของการยึดครองแผ่นดินเป่ยหวงทั้งหมดได้หรือ
“ไม่ องค์หญิงน้อยผู้นั้นไม่ธรรมดา พร์ของนางสูงส่งมากอยู่ในระดับสุดยอด เทียบเท่ากับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์!”
ซูอวิ๋นส่ายหัวแล้วกล่าวเสียงจริงจัง
เทียบเท่ากับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์หรือ
ทุกคนต่างก็ตกตะลึงและครุ่นคิดหากเทียบเท่ากับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ เช่นนั้นนางก็ไม่ใช่บุคคลธรรมดาแล้ว
พร์ที่น่ากลัวเช่นนี้ถือว่าเป็อัจฉริยะที่ต้องกลายเป็เซียนแน่แท้ เป็อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง
หากอัจฉริยะเช่นนี้แต่งงานเข้าตระกูลซูอีกหลายพันปีข้างหน้า ตระกูลซูอาจมีเซียนนักบุญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน
เช่นนี้แล้วก็ถือว่าเป็ประโยชน์อย่างมาก
ชั่วขณะหนึ่งทุกคนต่างก็หวั่นไหว
“ไม่ทราบว่า้าสู่ขอกับลูกหลานคนใดของตระกูลซู ซูชางไห่ผู้มีพร์ก็ไม่เลวอายุยังน้อย และอยู่ในระดับมนุษย์์แล้ว จะเลือกเขาดีหรือไม่”
ผู้าุโคนหนึ่งเสนอด้วยรอยยิ้ม
“อย่าพูดพล่อย!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ซูอวิ๋นก็ใ รีบปรามผู้าุโคนนั้นจนอีกฝ่ายงุนงง
ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้นำตระกูลจึงปรามเขา
ทว่าไม่นานนักเขาก็เข้าใจเหตุผล ยิ่งได้ยินซูอวิ๋นกระซิบว่า “บุคคลที่บรรพชนไป๋อวิ๋น้าให้สู่ขอคือท่านบรรพบุรุษฉางเซิง!”
“เขา้ายกไป๋เยวี่ยเกอให้ท่านบรรพบุรุษ!”
อึก!
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างก็เบิกตากว้างใยิ่ง โดยเฉพาะผู้าุโคนก่อนหน้า รีบสูดลมหายใจเข้าลึกความหนาวสั่นแล่นทั่วร่าง
น่ากลัวเกินไปเกือบจะก่อเื่ใหญ่แล้ว
“หืม”
ซูชิงที่อยู่ด้านข้างมีแววตาเ็าผมขาวสลวยสยายดิ่งตรง ใบหน้าอันงดงามปรากฏร่องรอยของความเย็นเยียบ
“แล้วท่านบรรพบุรุษว่าอย่างไร”
ผู้าุโสูงสุดคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
ถึงแม้ทุกคนจะไม่ได้พูดกระไรทว่าต่างก็ตั้งใจฟัง จ้องมองไปยังซูอวิ๋น ราวกับ้าให้เขาอธิบายอย่างชัดเจน
“ท่านบรรพบุรุษยังไม่ออกมา ข้าจะรู้ได้อย่างไรทว่าในเมื่อท่านบรรพบุรุษอภิเษกไปกับสตรีจากตระกูลกู้แล้ว เช่นนั้นคงไม่ปฏิเสธไป๋เยวี่ยเกอ!”
ซูอวิ๋นยิ้มแห้งๆก่อนจะกระซิบ
“เพียงแต่ท่านบรรพบุรุษยังไม่ออกมา ข้าทำได้แค่ประวิงเวลา และรอการตัดสินใจของท่านเท่านั้น!”
ทุกคนล้วนเข้าใจ
“ข้าเห็นด้วย ควรรอการตัดสินใจของท่านบรรพบุรุษ ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวกับราชวงศ์ไป๋อวิ๋นเรามาจัดการกับดินแดนของสำนักว่านโซ่วก่อนดีกว่า!”
ผู้าุโสูงสุดคนหนึ่งพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเขาไม่รู้ความคิดของท่านบรรพบุรุษแน่นอนว่าไม่กล้าตัดสินใจเอง
“เอาละ!”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน!”
ทุกคนเห็นด้วย
“ท่านบรรพบุรุษคงจะเหงามานาน ถึงขนาดไม่ออกมาเป็เวลาสามวันแล้ว!”
ผู้าุโคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้
“ท่านบรรพบุรุษเป็บุคคลเช่นไร จะหมกมุ่นอยู่กับความรักใคร่ได้อย่างไรต้องมีเหตุผลอื่นแน่นอน!”
ซูอวิ๋นจ้องมองเขาไม่พอใจ
เขาเป็สาวกที่ภักดีของซูฉางเซิงแน่นอนว่าไม่ยอมรับคำพูดเช่นนี้
“เอาเถอะ ต่อไปมาหารือเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรกันเถิด!” ซูอวิ๋นโบกมือเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“หึ! ข้าขอตัวก่อนแล้วกัน!”
ซูชิงแค่นเสียงเ็าก่อนจะหันหลังเดินจากไป ปฏิกิริยาของนางทำให้ผู้าุโสูงสุดหลายคนพูดไม่ออกเพราะพวกเขารู้ดีว่านางคิดอย่างไร
ทว่าเื่นี้เกี่ยวข้องกับท่านบรรพบุรุษพวกเขาก็ช่วยกระไรไม่ได้
“เฮ้อ ปล่อยให้นางคิดได้เองเถิด!”
ผู้าุโสูงสุดคนหนึ่งส่ายหัวไม่นานนัก ทุกคนก็หันมาให้ความสนใจกับการประชุมตระกูลต่อ
เริ่มจัดสรรทรัพยากรและหารือเกี่ยวกับการพัฒนาของตระกูลซูในอนาคต
“ซูฉางเซิง เ้าคนสารเลว… ฮือๆ… ข้าไม่ไหวแล้ว… ออกไปให้พ้น…”
อีกด้านหนึ่งภายในห้องหอ ซูฉางเซิงที่อยู่ในนั้นมาสามวันสามคืนในที่สุดก็ถูกกู้ชิงเกอที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเตะออกมา
เสื้อผ้าหลุดลุ่ยผมเผ้ากระเซิง
“วันที่สี่แล้ว! เ้าพวกไม่รู้จักหน้าที่การงานไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี!”
ซูฉางเซิงถอนหายใจเกียจคร้านกล่าวได้ว่าความลุ่มหลงภายในใคร่ล้วนทำให้วีรบุรุษล่มสลาย
คำกล่าวนี้เป็ความจริงเขาเกือบจะหลงทางในตัวกู้ชิงเกอเสียแล้ว
ไม่สิหรือว่าเขาหลงทางไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะกู้ชิงเกอทนไม่ไหว…
ความคิดในวันแรก
เ้าควรบำเพ็ญเพียรอย่างหนักพัฒนาตระกูล และแต่งงานมีฮูหยินกับสนมต่อไปทว่ากลับดื่มด่ำไปกับรสแห่งความใคร่ตลอดทั้งวัน
ความคิดในวันที่สอง
ซูฉางเซิงหนอซูฉางเซิง เ้าควรเข้มแข็งขึ้น อย่าเสื่อมเสียเช่นนี้อีก… ทว่าสุดท้ายก็ยังคงดื่มด่ำไปกับรสแห่งความใคร่ตลอดทั้งวัน กู้ชิงเกอแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว
ความคิดในวันที่สาม…
นางร้องไห้ออกมาจริงๆดวงตาแดงก่ำ ร้องไห้สะอึกสะอื้น ทว่า…เขากลับยิ่งตื่นเต้นและยังคงทำเช่นเดิม…
วันที่สี่…
เขาถูกกู้ชิงเกอที่ทนไม่ไหวเตะออกมาเสียแล้ว