เสียงร้องคำรามโหยหวนดังขึ้น....จากรูปปั้นภายในถ้ำที่มีอักขระเก่าแก่“ท่านเทพ!! เกิดอะไรขึ้น!! เหตุใดท่านถึงได้ส่งเสียงร้องแบบนี้” ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่ง คุกเข่าตัวสั่นอยู่เบื้องหน้าพร้อมน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก มีสมาชิกเผ่าภูผาบางคนที่อยู่ในถ้ำ ถึงกับสลบเมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนนั้น“คำสาปของข้าถูกทำลาย เป็นไปไม่ได้!!! ไม่เคยมีใครทำลายคำสาปของข้าได้มาก่อน” เสียงเก่าแก่โบราณดังขึ้นจากรูปปั้นอสูรงูตัวใหญ่ เมื่อสังเกตดีๆจะเห็นหยดโลหิตไหลออกมาจากดวงตาชั่วร้ายคู่นั้นของรูปปั้นที่แท้เสียงนี้ก็มาจากเผ่าภูผาที่เจิ้นเทียนและชาวเผ่าฟ้าคำรามเพิ่งจากไปนั่นเอง“แล้วคำสาปของท่านเทพ สำเร็จหรือไม่ขอรับ” ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งเอ่ยถามด้วยความยำเกรง ขณะที่ตัวยังสั่นเทาจากเสียงร้องคำรามนั้น“แม้คำสาปของข้าจะโดนทำลายไปครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งได้เข้าไปที่ร่างของเจ้าหนุ่มคนนั้นแล้วเจ้าไม่ต้องกังวล แต่มันอาจใช้เวลานานขึ้นอีกหน่อย กว่าคำสาปจะสมบูรณ์ ” รูปปั้นอสูรงูโบราณเอ่ยตอบ“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้รายงานท่านหัวหน้าเผ่า...เมื่อท่านกลับมา แล้วคำสาปของท่านเทพถูกทำลายได้อย่างไรขอรับ” ผู้อาวุโสลำดับที่หนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ช่วงที่คำสาปของข้ากำลังจะถูกทำลายข้ารู้สึกถึงบางอย่างที่คุ้นเคยและโหดเหี้ยม...หรือว่า...............”...................................................... ณ เผ่าฟ้าคำรามเมื่อทุกคนเดินทางมาถึงที่เผ่า มู่เหวินก็เข้าไปรายงานการเดินทางกับผู้อาวุโสของเผ่า เนื่องจากหัวหน้าของเผ่าฟ้าคำรามก็ออกไปพบกับพันธมิตรนอกเผ่าเช่นเดียวกับหัวหน้าเผ่าภูผา ซึ่งมู่เหวินเองก็ทราบแต่แรก จึงไม่ได้ใส่ใจหลังรายงานเสร็จมู่เหวินก็นำเงินและของสินค้าที่แลกเปลี่ยนมามอบให้ผู้อาวุโส ทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายในนามของเผ่า ทุกอย่างที่ได้มาจะถูกมอบให้เผ่า เพื่อเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายส่วนรวม แต่ก็มีบางส่วนที่แบ่งให้กับผู้ที่เดินทางไปทำการค้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมของเผ่าฟ้าคำรามหลังได้รับทุกอย่างจากมู่เหวิน ผู้อาวุโสของเผ่าก็มอบส่วนแบ่งบางส่วนให้กับมู่เหวินและสมาชิกที่ร่วมเดินทางซึ่งเจิ้นเทียนเองก็ได้รับส่วนแบ่งด้วยเช่นกัน“มู่เหวินครั้งนี้เจ้าทำกำไรได้ดีกว่าที่คาดการ ส่วนแบ่งของเจ้าคือห้าเหรียญเงิน ส่วนศิษย์ของเจ้าจะได้คนละห้าสิบเหรียญทองแดงจากค่าเหนื่อยและค่าทำขวัญของเผ่าภูผา” เมื่อผู้อาวุโสของเผ่ากล่าวจบ ทุกคนก็แสดงสีหน้าดีใจค่าตอบนี้ถือว่าพอสมควร...เพราะสามารถใช้กินอยู่ได้ถึงสามเดือน หลังทุกคนขอบคุณผู้อาวุโสของเผ่า ก็แยกย้ายกันกลับบ้านเจิ้นเทียนเป็นคนแรกที่รีบวิ่งกลับบ้าน เพราะตอนนี้ครอบครัวของเขาที่มีอยู่คนเดียวในโลก กำลังรอคอยเขาให้กลับบ้านอย่างปลอดภัย“ท่านปู่ข้ากลับมาแล้ว!!” เจิ้นเทียนวิ่งเข้าไปที่ลานกระท่อมเล็กๆแห่งหนึ่ง พลางตะโกนเรียกด้วยเสียงที่ดีใจ“ในที่สุดเจ้าก็กลับมา...หลานปู่” สิ้นเสียงตอบรับ ประตูกระท่อมก็เปิดออกมา ปรากฏร่างชายชราสูงโปร่งในชุดสีเทา เส้นผมสีขาว ขมวดเป็นปมอยู่ด้านบนอย่างเรียบร้อย ใบหน้าใจดี มีริ้วรอยแห่งประสบการณ์ บุคลิกน่าเกรงขามแบบนักปราชญ์ ชายชราผู้นี้ก็คือผู้อาวุโสเผ่าเร่ร่อนที่ดูแลเจิ้นเทียนตั้งแต่เด็กนั่นเอง“ท่านปู่ข้าคิดถึงท่านมาก” เจิ้นเทียนวิ่งเข้าไปกอดท่านปู่“เด็กโง่ตอนนี้เจ้าโตแล้ว ทำตัวเป็นเด็กเล็กๆไปได้ ”ท่านปู่โอบกอด พลางใช้มือลูบศีรษะเจิ้นเทียนอย่างเอ็นดู“ท่านปู่ข้าได้ส่วนแบ่งจากการทำการค้ามามาก เราสองคนจะได้กินเนื้อกันบ่อยๆแล้วนะ” เจิ้นเทียนตาเป็นประกาย พร้อมส่งเงินที่ได้ให้ท่านปู่“ดีๆ แต่วันนี้ปู่ทำกับข้าวเตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว วันหน้าเราค่อยไปซื้อเนื้อที่บ้านของอู๋ต้าแล้วกันนะ” ท่านปู่ของเจิ้นเทียนรับเงินมาแล้วใส่ในถุงเงิน จากนั้นก็พาเจิ้นเทียนเข้าไปในกระท่อม เมื่อเข้าไปเจิ้นเทียนก็พบว่ามีอาหารที่เพิ่งทำเสร็จสองอย่างวางพร้อมข้าวสวยสองที่“ท่านปู่รู้ได้อย่างไรว่าข้าจะกลับมาวันนี้” เจิ้นเทียนถามอย่างสงสัยขณะที่ไปนั่งที่โต๊ะแล้วเริ่มกินข้าว“ปู่ก็แค่ทำเสร็จพอดี แล้วหลงลืมตลอดว่าเจ้าออกเดินทาง เลยทำเป็นสองที่เป็นประจำ” ท่านปู่ตอบเจิ้นเทียนด้วยรอบยิ้ม หลังจากนั้นทั้งสองก็กินข้าวและพูดคุยกันเรื่องการเดินทาง เจิ่นเทียนเล่าทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเสียงปริศนาและควันสีดำ เพราะคิดว่าท่านปู่จะมองว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ และจะไม่ให้เดินทางไปไหนอีก จนหลังกินข้าวเสร็จ ท่านปู่ก็เอ่ยพูดกับเจิ้นเทียนในเรื่องของเผ่าฟ้าคำรามบ้าง“พวกเจ้ากลับมาทันเวลาพอดีเลย วันพรุ่งนี้ที่เผ่าของเราจะมีพิธีที่สำคัญ ที่เจ้าเองก็ต้องเข้าร่วมด้วย”ท่านปู่พูดพลางมองไปที่เจิ้นเทียน“พิธีอะไรหรือท่านปู่ ? ”……
………………………………………………………………………
ในชนเผ่าของดินแดนแห่งท้องฟ้ามีการใช้สกุลเงินดังนี้100 เหรียญทองแดงเท่ากับ 1 เหรียญเงิน100 เหรียญเงินเท่ากับ 1 เหรียญทอง100 เหรียญทองเท่ากับผลึกทอง 1 ก้อน