จินนี่ เภสัชกรสาวโสดอายุ 35 ปี ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมุ่งมั่นในงานของเธอ ถึงแม้จะอยู่ลำพังในคอนโดเล็กๆ กลางเมืองใหญ่ แต่จินนี่ไม่ได้รู้สึกเหงา ครอบครัวของเธอเคยเป็ครอบครัวที่อบอุ่น แม้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของเธอจะจากไปแล้ว ทิ้งเธอไว้กับความทรงจำดีๆ แต่จินนี่ก็มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง เธอทำงานเป็เภสัชกรวิจัย ที่ต้องใช้เวลาอยู่ในห้องทดลองและสนุกกับการค้นคว้าสารเคมีใหม่ๆ เพื่อพัฒนายาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ
วันนี้จินนี่ยังคงอยู่ในห้องทดลองของเธอหลังจากที่คนอื่นๆ กลับบ้านไปแล้ว ห้องทดลองเป็พื้นที่กว้างขวาง มีแสงไฟสีขาวสว่างจ้า ท่ามกลางเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานต่อเนื่อง เธอกำลังตรวจสอบสารละลายที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีในขวดแก้วใส จินนี่จดจ่อกับการบันทึกข้อมูล ลงสมุดจดบันทึกอย่างละเอียด อุณหภูมิ แรงดัน และปริมาณสารที่เธอค่อยๆ หยดลงไป เธอเคยผ่านการทดลองมากมาย ได้ผลลัพธ์ที่ดีบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ความกระตือรือร้นของเธอไม่เคยลดน้อยลง
ขณะที่เธอกำลังหมุนแก้วใสเพื่อทดสอบปฏิกิริยา ร่างกายเธอรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากสารเคมีตรงหน้าอย่างแ่เบา เธอจึงรีบก้าวถอยหลังและเอื้อมมือไปจับอุปกรณ์ป้องกันตัวอย่างถุงมือและแว่นตา แต่ทว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะเตรียมตัวได้ ทันใดนั้นเอง สารเคมีที่อยู่ตรงหน้าเกิดปฏิกิริยาแรงดันที่ไม่คาดคิด หยดสารที่ไหลไปตามท่อแก้วเกิดการรวมตัวกับสารอีกชนิดหนึ่งที่เธอคาดไม่ถึง เสียงะเิเล็กๆ แต่รุนแรงเกิดขึ้นตรงหน้าเธอ
แสงสว่างวาบเข้ามาในดวงตา ความร้อนแล่นมาถึงิั ความเ็ปแทรกซึมผ่านร่างกาย เธอรู้สึกเหมือนทุกอย่างเคลื่อนไหวช้าลง ร่างกายเธอถูกกระแทกลงไปที่พื้น จินนี่เริ่มรับรู้ถึงลมหายใจที่แ่เบา ความเย็นเฉียบที่ลามไปทั่วร่างกาย เธอค่อยๆ หลับตาลง ในใจเต็มไปด้วยภาพความทรงจำ ความคิดสุดท้ายคือความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัว พ่อแม่ที่เคยโอบกอดเธอ บ้านที่อบอุ่นที่เคยอยู่ ความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อผู้อื่น ทุกสิ่งเ่าั้กลายเป็ภาพเลือนลาง ก่อนจะจางหายไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของเธอ
จินนี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ รู้สึกได้ถึงเปลือกตาที่หนักราวกับจะกดเธอให้หลับไปอีกครั้ง ขนตายาวของเธอขยับไหวเล็กน้อยกับแสงอ่อนที่ส่องผ่านม่านหนาหนักสีครีมสว่าง ดวงตาของเธอที่เคยแข็งแกร่งในห้องทดลองกลับดูสับสนและพร่ามัว เธอค่อยๆ กะพริบตาปรับแสงอย่างช้าๆ จนกระทั่งภาพเริ่มชัดเจนขึ้น ภาพที่เห็นทำให้หัวใจเต้นแรงด้วยความสงสัยและความรู้สึกไม่คุ้นเคย
เธอนอนอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ มีเสาสูงสี่มุมที่รองรับผ้าม่านผ้าซาตินสีอ่อนที่ปลิวไหวอย่างแ่เบาราวกับต้องแสงจันทร์ที่แทรกผ่านหน้าต่างมาจับต้อง ทุกอย่างดูหรูหราและอลังการอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน หมอนสีขาวสะอาดนุ่มละมุนกว่าหมอนใบเล็กๆ ที่เธอเคยใช้ในคอนโดเล็กๆ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ที่เธอไม่รู้จักโชยมาอ่อนๆ เติมเต็มความรู้สึกสงบ
เธอขยับตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ ผ้าห่มที่ปักลายละเอียดด้วยไหมสีทองเลื่อนลงมาจนคลุมอยู่ที่เอวของเธอ นิ้วมือของเธอััเนื้อผ้าที่เย็นสบายและนุ่มละมุนจนเธอรู้สึกแปลกใจ ทุกอย่างในห้องนี้ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดยุคโบราณ
จินนี่หันสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างช้าๆ ผนังห้องเป็ไม้สีน้ำตาลเข้มแกะสลักลวดลายคลาสสิกอย่างประณีต ผนังอีกฝั่งหนึ่งประดับด้วยกระจกบานใหญ่ที่มีกรอบทองเงาวับ ด้านหน้ามีกระจกและโต๊ะเครื่องแป้งที่วางขวดแก้วใส่เครื่องหอมและเครื่องประดับที่เธอไม่รู้จัก ข้างๆ กระจกมีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่แกะสลักด้วยลวดลายวิจิตร
แสงแดดยามเช้าอ่อนโยนที่ลอดผ่านผ้าม่านบานใหญ่อาบไล้ไปทั่วห้อง ทำให้ทุกอย่างดูสว่างและอบอุ่น พื้นห้องเป็ไม้เนื้อแข็งมันปลาบ ประดับพรมทอลายสวยงามวางไว้กลางห้อง โต๊ะตัวเล็กที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างมีแจกันดอกไม้สดสีอ่อนวางอยู่ กลีบดอกไม้บางเบาส่งกลิ่นหอมละมุนรอบห้อง
จินนี่ััได้ถึงความเย็นของอากาศที่แทรกผ่านเข้ามาอย่างแ่เบา และความรู้สึกแปลกประหลาดค่อยๆ ครอบงำเธอ ทุกอย่างรอบตัวไม่ใช่สิ่งที่เธอคุ้นเคย มันเหมือนกับว่าเธอกำลังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่หรูหรา สวยงาม แต่แปลกตาเกินไปจนไม่อาจปฏิเสธความสับสนและความกลัวที่แทรกซึมเข้ามาในใจ
จินนี่ค่อยๆ ยกมือขึ้นมาััเส้นผมยาวสีน้ำตาลอ่อนที่พาดลงบนไหล่ของเธอ ความยาวและความนุ่มสลวยของมันให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ผิดไปจากเส้นผมดำขลับที่เธอคุ้นเคยั้แ่เด็ก เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พยายามนึกย้อนไปว่าเธอไปทำสีผมที่ไหนหรือเปล่า แต่ก็จำได้แน่ชัดว่าเธอไม่เคยทำอะไรกับผมของตัวเอง เพราะชีวิตเดิมนั้นเธอเป็เภสัชกรที่ต้องดูแลภาพลักษณ์เรียบง่าย สะอาดสะอ้าน
ความคิดที่สับสนทำให้เธอเอามือลูบเส้นผมยาวของตัวเองอีกครั้ง นิ้วมือของเธอสอดผ่านเส้นผมเบาๆ แต่ความรู้สึกแปลกประหลาดอีกอย่างก็ทำให้เธอใ มือของเธอ...ขาวผ่อง ผิวที่เคยออกโทนสีน้ำผึ้งกลับกลายเป็ผิวขาวนวลเนียนราวกับไข่มุก เมื่อมองดูที่นิ้วมือข้างขวาของตัวเอง เธอพบกับแหวนวงหนึ่ง...แหวนที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างขวา มันเป็แหวนทองคำประดับด้วยอัญมณีเล็กๆ ที่ส่งประกายสวยงามในแสงแดด มันเป็แหวนแต่งงาน...
เธอจ้องมองแหวนวงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรู้สึกใจเต้นรัวด้วยความสงสัยและความไม่เข้าใจ ทำไมเธอถึงสวมแหวนแต่งงาน? และทำไมมือของเธอถึงมีลักษณะนี้?
ด้วยความสงสัยที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปที่กระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของห้อง ก้าวย่างของเธอแ่เบา ราวกับไม่กล้าเชื่อสิ่งที่ตนเองจะได้เห็น
เธอหยุดยืนหน้ากระจกและค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบสายตากับเงาสะท้อนตรงหน้า ผู้หญิงในกระจกที่จ้องกลับมามีใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย แต่กลับมีอะไรบางอย่างดึงดูดอย่างประหลาด ใบหน้านั้นสวยสง่า ดวงตาคู่ใหญ่ที่ทอดมองออกไปเป็สีฟ้าอ่อนดุจท้องฟ้าฤดูใบไม้ผลิ สีที่เธอไม่เคยมีมาก่อน ความอ่อนหวานและลึกซึ้งในดวงตาคู่นั้นทำให้เธอรู้สึกว่างเปล่าและอึดอัดไปพร้อมกัน
เธอจ้องมองดวงตาคู่นั้นที่ดูห่างไกลจากตัวตนเดิมของเธอ คิ้วเรียวได้รูป จมูกโด่งเล็กๆ และริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ ทำให้ภาพรวมดูอ่อนโยนและสวยงามอย่างน่าทึ่ง มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อยกขึ้นมาััใบหน้าตัวเอง ลูบไล้ผิวแก้มที่เนียนนุ่มและเย็นบางเบา ราวกับเธอกำลังัักับหน้ากากที่ปกปิดตัวตนเดิม
“นี่มัน...ฉันจริงๆ เหรอ?” เสียงแ่เบาดังขึ้นอย่างไม่แน่ใจ ราวกับ้าคำตอบที่ไม่มีใครตอบได้
ทันใดนั้น ความเจ็บเล็กๆ แว่บขึ้นมาในสมอง ราวกับกระแสไฟฟ้าที่สั่นะเืเข้ามาในหัว เธอหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว มือบางยกขึ้นนวดที่ขมับช้าๆ ปลายนิ้วกดคลึงเบาๆ เพื่อบรรเทาความรู้สึกไม่สบายนี้ เสียงลมหายใจของเธอหนักขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเบิกขึ้นแล้วหลับลงซ้ำๆ เมื่อภาพความทรงจำที่เธอไม่คุ้นเคยเริ่มปรากฏขึ้นในจิตสำนึก
ความทรงจำเ่าั้ค่อยๆ ไหลเข้ามาอย่างแ่เบา แต่แหลมคม ราวกับหยดน้ำที่หยดลงบนผิวของสายน้ำที่สงบนิ่ง ภาพของหญิงสาวในชื่อ เอลีส ปรากฏขึ้นในจิตสำนึก จินนี่ััได้ถึงความรู้สึกที่ไหลวนเข้ามาในหัว ทั้งความเ็ป อ้างว้าง และความคาดหวังที่เอลีสเคยรู้สึก ประสบการณ์และเื่ราวของเอลีสค่อยๆ ประสานกับความทรงจำของจินนี่ ราวกับเชื่อมต่อจิตใจของสองชีวิตที่แตกต่างให้กลายเป็หนึ่งเดียว
เธอค่อยๆ เปิดตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีฟ้าของเอลีสเริ่มมีประกายความเข้าใจและสับสนปะปนกัน มือบางยังคงนวดขมับของเธอเบาๆ นิ้วเรียวััผิวอ่อนนุ่มของขมับเพื่อบรรเทาความรู้สึกสับสนในหัว ราวกับ้าประคองสติที่สั่นคลอนอยู่ตอนนี้
“เอลีส...” เธอพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับเรียกหาคำตอบจากชื่อที่เพิ่งลอยขึ้นมาในหัว
เธอเริ่มเข้าใจทีละนิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพเหตุการณ์ในชีวิตของเอลีส ค่อยๆ ทอภาพขึ้นมา เอลีส ผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในยุคที่เธอไม่คุ้นเคย หญิงสาวที่ถูกบังคับให้แต่งงานเพื่อหนีจากความยากลำบาก และเป็แม่ของเด็กหญิงวัยห้าขวบ แต่ชีวิตแต่งงานกลับไม่มีความสุข สามีที่ห่างเหินและต้องเดินทางอยู่เสมอ ชีวิตของเอลีสดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยวเหงา ความขมขื่น และความห่างเหินที่กดทับหัวใจของเธออย่างช้าๆ จนลึกซึ้งในจิตใจ
จินนี่กำหมัดเบาๆ แล้ววางมือลงอย่างช้าๆ บนหน้าอกของตัวเอง เธอรับรู้ถึงความหนักแน่นและความอ้างว้างของชีวิตที่ไม่ใช่ของตัวเอง แต่เธอเข้าใจความรู้สึกนั้นอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งเชื่อมโยงเธอเข้ากับเอลีสอย่างแแ่
เธอสูดหายใจลึก มือบางเลื่อนจากขมับลงมาวางบนตักของตัวเอง พลางจ้องมองภาพตัวเองในกระจกอีกครั้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เริ่มมีความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากขึ้นทีละน้อย
เมื่อความคิดนั้นก่อตัวขึ้นในใจ จินนี่ หรือในตอนนี้... เอลีส หญิงสาวผู้ถูกกำหนดให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ สายตาสีฟ้าคู่นั้นค่อยๆ เปลี่ยนไปจากเธอมองลึกเข้าไปในกระจก จ้องลึกลงไปในดวงตาสีฟ้าที่ตอนนี้กลายเป็ส่วนหนึ่งของตัวเธอจริงๆ
ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเจิดจ้าขึ้นเล็กน้อย สะท้อนแสงที่อาบไล้จากหน้าต่าง เธอเห็นประกายเล็กๆ ในดวงตา ใบหน้าเรียวสวยนั้นดูสง่างามยิ่งขึ้นเมื่อแววตาของเธอเต็มไปด้วยความตั้งใจ สายตาแข็งแกร่งคู่นั้นมองลึกเข้าไปในเงาสะท้อนตรงหน้า ราวกับกำลังทำพันธะสัญญากับตัวเอง
“เมื่อฟ้าส่งฉันมาให้ใช้ชีวิตใหม่ในร่างนี้ ให้มาเป็เอลีส... ฉันจะตั้งใจใช้ชีวิตนี้ให้ดีที่สุด” เธอเอ่ยออกมาเบาๆ คำพูดนั้นแฝงไว้ด้วยพลังใจที่หนักแน่น ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มเล็กๆ ให้กับเงาสะท้อนในกระจก เป็รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
มือของเธอที่เคยวางบนตักค่อยๆ กำแน่นขึ้น ราวกับเป็การย้ำเตือนตัวเองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะต้องเป็ไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เอลีสสูดลมหายใจลึก พลางมองเข้าไปในกระจกด้วยสายตาที่มั่นคง ในดวงตานั้นสะท้อนถึงพลังใหม่ที่ถูกปลุกขึ้นมา ความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตนี้ให้มีค่าและเติมเต็มสิ่งที่เอลีสผู้จากไปอาจเคย้า
เธอกระพริบตาเบาๆ เพื่อปิดบังความเ็ปและความสับสนในใจ จากนี้ไป เธอจะเป็เอลีสอย่างแท้จริง เริ่มต้นชีวิตใหม่